วันที่๒๕ กันยายน๒๕๕๔ เป็นวันที่ได้กินฝรั่งอร่อยที่สุด

 

วันนี้ในตอนเช้ามีหมอกลง สายๆไม่มีลม ไม่มีฝน เพราะเป็นวันหยุดผู้เขียนจึงออกไปนาตอน๙.๓๐น. กะว่าจะออกไปเอาฟางข้าวที่เหลืออยู่ในห้างไปคลุมหญ้าบนคันสระให้หมดก่อนฝนจะตกอีก เพราะหากฝนตกจะออกไปนาลำบาก ผู้เขียนได้เอาจอบ เสียมและพร้าขอออกไปพร้อมกับถังใส่ขวดน้ำดื่มและพันธุ์ผักออกไปด้วยกะว่าอาจจะปลูกผักด้วย

ออกไปถึงนาก็รดผักก่อนซึ่งมีแมงลักบนคันนา ฟักทองและบวบบนคันสระ เพกา๔ต้นริมรั้วสระด้านทิศใต้

รดผักเสร็จไปขุดหลุมไว้วางเสารั้ว ขุดได้ ๒ หลุมก็เอาหัวมันเทศไปปลูกเพื่อให้มันแตกยอดออกเครือเอาไว้ปลูกต่อ

จากนั้นเอาฟางข้าวไปคลุมคันสระพอเหนื่อยก็เอาพร้าขอไปตัดเถาหญ้าที่ขึ้นคลุมข่าและต้นกล้วยออกเสร็จแล้วเดินไปดูคันนาพบว่ามีหญ้าที่กำลังออกดอกก็เลยไปตัดหญ้าโดยใช้พร้าขอตัด ตอนเริ่มตัดนั้นได้ยินเสียงกลองเพลแสดงว่า๑๑นาฬิกาแล้วแต่เพิ่งจะเริ่มตัดหญ้าตัดๆไปยิ่งมันมือถึงเที่ยงแล้วก็เลยไม่เข้าบ้านเพราะต้องเดินไกลกลับไปกลับมาจึงไม่เข้าแต่กินกระถินแทนข้าวแล้วก็นอนพักที่เถียงนาพอหายเหนื่อย แล้วก็ไปถอนหญ้าต่อถอนตรงริมคันนาจนสุดคันกว่าจะเสร็จก็บ่ายมากแล้ว เลยไปพักดื่มน้ำอยู่ที่เถียงนากะว่าพักสักพักแล้วจะไปขุดหลุมไว้ปลูกกล้วย  แต่ขณะที่กำลังดื่มน้ำอยู่ก็ได้ยินเสียงเรียกแว่วๆ หันไปดูจึงเห็นพี่ชาย(ลูกชายป้าซึ่งอยู่อีกบ้านหนึ่ง)กำลังเดินมาบอกว่าน้า(พ่อของผู้เขียน)ให้มาตามเกรงว่าจะเป็นลมอยู่คนเดียว ก็เลยตัดสินใจกลับเข้าบ้าน

ก่อนกลับได้ไปเด็ดเอาฝรั่งหนึ่งลูกไปกินระหว่างเดินเข้าบ้านด้วยตอนที่กัดฝรั่งแต่ละคำนั้นรับรู้ถึงความหวานอมเปรี้ยวและสดชื่น  มีความรู้สึกว่าฝรั่งลูกนี้อร่อยเหลือเกินเวลาเคี้ยวแต่ละทีรู้สึกถึงความสดชื่นของการซึมซาบของน้ำจากการเคี้ยวฝรั่งนั้น เวลากลืนลงท้องก็รับรู้ถึงความอบอุ่นในท้อง ฝรั่งลูกนึ้อร่อยจริงๆอย่างไม่เคยรับรู้อย่างนี้มาก่อนเลย อาจเป็นเพราะผู้เขียนเหนื่อยจากการทำงานบวกกับไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วย เวลาได้กินฝรั่งจึงรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ

พอเดินไปถึงบ้าน(เวลาประมาณบ่ายสามโมง)คุณพ่อถามว่าไปทำอะไรอยู่ทำไมไม่เข้ามากินข้าวเที่ยง อยากออกไปดูแต่ก็กลัวจะลื่นล้มรอลูกเขย(สามีผู้เขียน)ก็ไม่มาสักที ก็เป็นห่วงอยู่จนหลานชายมาจึงให้ออกไปดูซิว่าเป็นอะไรรึเปล่า นี่หละหนาหัวอกพ่อเวลาไหนๆก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่ ลูกหรือก็ไม่ได้นึกมัวแต่อยากทำให้งานเสร็จไวๆเลยลืมว่ามีคนคอยห่วงใยอยู่ เลยทำบาปทำให้ท่านเป็นทุกข์โดยไม่รู้ตัว ท่านละคะเคยเป็นอย่างผู้เขียนบ้างไหมคะ