ผมกลับบ้านเกิดอีกครั้ง...ชมท้องทุ่งรวงทอง...เขียวเหลืองเรืองรอง...ยามลมพัดผ่าน...ต้นข้าว...เอนลู่ไล่ตามกันไป...จนไกลลับสายตา...

            ในยามเช้าวันนั้น...มีเสียงดัง...กระหึ่ม...มาทางชายป่า...มีวัตถุพุ่งออกมาแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า...ราวกับจะเสียบฟ้ากว้าง...แลเห็นลิบ ๆ...แล้วก็ดิ่งลงมา...ราวกับจะจูบดิน...อีกนิดเดียว...จะถึงรวงข้าว...มันก็หักมุม...ขนานแผ่นดินตรงไปรวดเร็วมาก...เครื่องบินลำเล็กครับ...ฮา ๆ เอิก ๆ...มีผู้ขับ 1  คน...ไม่รู้ใคร...

ถามไม่ทัน...คงเห็นสามเณรน้อย ๆยืนชมอยู่...ก็เลยบินโชว์...ผาดโผนให้ดู...ก่อนชายผู้นั้น

จะโบกมือ...บ๊าย  บาย...คือเขาหยอกเล่นกับผมครับ...ผมงง ๆ...แต่ความฝันบรรเจิดจ้าในใจ

ทันทีว่า...ถ้าเราไม่เรียนหนังสือแล้ว...คงไม่ได้ขึ้นนั่งเครื่องบินแน่ ๆ...คงเป็นชาวนาเหมือนพ่อ...และพระอาจารย์ก็ย้ำเป็นผญาเสมอว่า...อย่าอวดโก้เก่งกล้า...วิชาฮ่ำให้เฮียนเอา...ซุมเจ้าหัวจัวเณร...หนุ่มคะนองยังน้อย...

           วันนี้ผมพบพ่อที่กระท่อมปลายนา...และพ่อก็สอนลูก...พร้อมเล่าเรื่องในอดีตให้ผมฟัง...พ่อผมเคยเป็นทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2  แต่งงานกับหญิงงามประจำท้องถิ่นลูกสาวของนาย

ฮ้อยทมิฬ...มีเรือกำปั่นวิ่งขายสิ่งของอยู่ในแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่ง...บางทีตาผมมาขายของถึงเมืองสระบุรีครับ...

            ช่วงนั้นพ่อเป็นผู้นำหมู่ บ้าน...เมื่อ 60 ปีผ่านไปแล้ว...มีเสือข้ามฝั่งแม่น้ำโขงมากินคนที่หมู่บ้าน  2  คน...และเสือตัวหนึ่งถูกยิงตายด้วยความแม่นปืนของพ่อผมครับ...คือเสือทำร้ายคนได้แล้วมันใช้ปากคาบฝังเขี้ยวลงที่กระหม่อมและใต้คางคนแล้วลากไป...กินไม่หมด...มันกรบไว้กินต่อ...ช่วงที่มันเฝ้า

อาหารนั้น...

              พ่อผมเข้าไปยิง...พอลั่นไกปืน...เสือมันกระโดดตรงมาจะตระครุบเลย...เหลือแค่

2  เมตรจะถึงตัวคนยิงครับ...แต่กระสุนโดนขาหน้าทะลุผ่านท้องมันไป...มันโกรธ...ร้องเสียงดังลั่นชายป่า...ผู้คนที่รายล้อมอยู่ข้างนอก...ต่างหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทางครับ...

           เรื่องเล่ามันยาว...ฮา ๆ เอิก ๆโปรดติดตามตอนต่อไป 

                     ด้วยความปรารถนาดี 

                                                        จาก... umi