วันนี้เป็นวันที่ฉันต้องบันทึกความประทับใจที่ไม่คาดคิดว่าจะได้สัมผัส จากเพื่อนนักศึกษาป.เอกที่เรียนด้วยกัน เราเรียนมาได้สามเดือนไม่ถึงดี วันนี้เป็นวันที่เรียนเลิกตอนเย็น พวกเรากลุ่มเล็กๆ ก็พากันไปออกกำลังกาย แล้วก็ตามด้วยการไปทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารแถวนิด้า ซักพักเดียวเพื่อนอีกคนก็โทรเข้ามา พวกเราก็เลยชวนมาแวะทานซะด้วยกันเลย ซึ่งเพื่อนก็ไม่ปฏิเสธ แต่ทว่า เพื่อนบอกว่าจะพาน้องชายมาด้วย น้องชายคนนี้ไม่สบาย ต้องดูแลเป็นพิเศษ เราเองก็ไม่เคยเห็นว่าไม่สบายที่ว่านี้คืออะไร ซักพักเขาสองพี่น้อง ผู้ชายทั้งคู่ก็มา พี่ชายเดินจูงน้องชายเข้ามาในร้าน พี่ชายนี่อายุ 29 ส่วนน้องชายอายุ 25 ทั้งคู่ถือเป็นคนตัวใหญ่  แว๊บ แรกที่เราเห็นน้องชายเพื่อน ก็ทราบได้ในทันทีว่าผิดปกติ คือพฤติกรรมเหมือเด็ก 3-4 ขวบ เมื่อทุกคนลงมือทานอาหารน้องชายของเพื่อนก็เกิดอาการชัก ร้องตะโกนเสียงดังมาก จนคนในร้านมองมาเป็นตาเดียว เราเองก็ตกใจนิดหน่อย แต่ภาพที่เห็นแล้วถึงกับทึ่งก็คือ พี่ชายโอบน้องชายเอาไว้แล้วรีบควักแถบแม่เหล็กออกมาถูบริเวณหน้าอกด้านซ้ายของน้องแล้วก็พูดว่า หายแล้วครับ หายแล้วครับ ภาพแห่งความประทับใจเราเกิดขึ้นตลอดเวลาทานอาหาร คำพูดของพี่ที่พูดกับน้องเหมือนน้องเป็นเด็กตัวเล็กๆ (ที่สูงราว 175ซม. ) พวกเราที่นั่งอยู่ด้วยกันต่างก็ช่วยกันดูแลน้องของเพื่อน น้องดื่มน้ำเก่งมาก ทานอาหารเร็วมาก ทานอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนของเราเล่าว่า เขาเองต้องคอยดูแลน้องชายจนต้องลาออกจากงานมาเพื่อมีเวลาให้น้องมากขึ้น บางคืนน้องชักกลางดึก ก็ต้องพาน้องไปโรงพยาบาล อยู่บ้านเวลาน้องมีอาการคุณแม่ก็เอาไม่อยู่เพราะลูกตัวโตมาก ล้มมาที่นี่ใครก็รับน้ำหนักไม่ไหว

                หลังจากทานอาหารเสร็จ พวกเราแยกทางกับเพื่อนและน้องของเขา เราพูดกับเพื่อนๆที่เป็นเพื่อนร่วมชะตา เพื่อนร่วมทางที่มีแต่ความยากลำบาก ในการเรียนป.เอก ว่าพวกเรานี่จุดประสงค์เดียวกันนะ แต่เงื่อนไขของแต่ละคนหนักเบาไม่เท่ากันเลย เรารู้สึกได้ทันทีว่า ตัวเราและเพื่อนอีกหลายคนในรุ่นยังโชคดีกว่าเพื่อนเราคนนี้มากนัก  ต่อไปนี้เราจะต้องลงทุนกับการเรียนมากกว่านี้ เราต้องเสียสละมากกว่านี้ เมื่อเราเหนื่อยกาย และใจ ต้องคอยบอกกับตัวเองว่า มีอีกหลายคนที่เขาไม่โชคดีเหมือนเรา แต่เขาขยันกว่าเรา เขามีมานะกว่าเรา เราจะท้อแท้บ่อยๆ ไม่ได้ เบื่อหรือเซ็งบ่อยๆไม่ควร..เลยจริงๆ