ลองหลับตานึกภาพ เวลาท่านจะซื้อต้นไม้ ที่ไม่เคยปลูกมาก่อน
ยกตัวอย่าง ต้นพีช ไปเที่ยวดอยอ่างขางมา เห็นเขาปลูกออกผลงามดี
จึงอยากปลูกบ้าง
ในใจท่านคิดอะไรบ้างคะ..
เป็นคำถามในใจแบบนี้ไหมคะ
ต้นไม้นี้ ใบมีพิษหรือเปล่า..เหมือนดอกลำโพง ลูกหลานซนๆ กินเข้าไป มีหวังต้องพาไปล้างท้อง
เราชอบกินผลมันจริงๆ หรือเอาไว้อวดเพื่อนบ้าน
ดิน อากาศ พื้นที่ซื้งปลูกงอกงาม ต่างจากบ้านเราตรงไหน
"อะไร" เป็นปัจจัยสำคัญให้มันออกผล
-------------------
สมัยข้าพเจ้าเป็น นศพ. เคยเรียนวิชา Evidence based medicine ว่าด้วย
การอ่านวิจัยทางการแพทย์ เพื่อเลือกให้ยา การรักษา อย่างมีวิจารณญาณ
มีระเบียบ ขั้นตอน เป็นเช็คลิสต์ 10 ขั้น ให้ง่ายแก่การปฎิบัติตาม
แม้ข้อดีมากมาย.. ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
...
มีคนกล่าวไว้ว่า "ถ้าให้คนจำเกิน 3 ข้อ มีค่าเท่ากับ 0"
ถาม 3 ข้อ ตอบกลับฉับพลัน
ถาม 10 ข้อ มีโอกาสหายจ้อย..
...
ข้าพเจ้าจึง ทำเช็คลิสต์ประจำตัว ในการอ่านข้อมูลเพื่อตัดสินใจดังนี้
_ 0. อ่านข้อมูลที่แย้งกับความเชื่อข้าพเจ้าด้วย
_1. ผลที่กล่าวถึง คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
_2. บอกบริบทชัดเจน
_3. อะไรคือ "เหตุปัจจัย" ที่ทำให้ผลเกิดบนต้นบริบทนั้น
ทั้งหมด 3 ข้อ ;-)
ใช้ในการตัดสินใจ หาข้อมูลยา ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึง เวลาดูตัวอย่าง แบบอย่างของสถานบริการสุขภาพ
.
.

###
ข้าพเจ้าสังเกตตัวเอง ก่อนจะลงมือหาข้อมูลเกี่ยวกับยา หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ใจไม่ได้ตั้งอยู่ที่ "0"
เบี่ยงไป ลบ - อคติ บ้าง บวก - ฉันทาคติ บ้าง
เบี่ยงไป ลบ - อคติ บ้าง บวก - ฉันทาคติ บ้าง
ดังนั้น การอ่านสิ่งที่คัดคานกับความเอียงของเรา จึงเป็นการปรับให้มาอยู่ใกล้เคียง 0
.
บางครั้ง ในงานวิจัยชั้นยอดจากห้องทดลอง ผลที่นำเสนอ คือ "ผลที่วัดได้ด้วยตา" (objective)
เช่น ยาชนิดหนึ่ง สรุปว่า ในคนที่ใช้ยานี้ พบว่าเนื้อเยี่อสมองหนาขึ้น..
เช่น ยาชนิดหนึ่ง สรุปว่า ในคนที่ใช้ยานี้ พบว่าเนื้อเยี่อสมองหนาขึ้น..
ดังนั้น ยาอาจมีผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง..
ยังไม่สามารถแปล (อย่างที่เราอยากให้เป็น) ว่า ยานี้ลดความจำเสื่อม
ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่า บริเวณที่หนาขึ้นสัมพันธ์กับความจำ เป็นข้อต่ออีกชิ้นหนึ่ง
.
"ผลเกิดบนต้นบริบท" ไม่เห็นบริบท ผลลอยๆ บอกอะไรไม่ได้
บริบท หมายถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีต่อ "ผล"
ไม่ว่าจะเป็น อายุ, เพศ วัย , กรรม (พันธ์)
ที่ลืมไม่ได้คือ ตัวคนปลูก (คนเขียนบทความ) ก็สำคัญคะ
สิ่งเหล่านี้ ในความเห็นข้าพเจ้า มีความหมายไม่น้อยกว่า ตัวเลขสถิติ
( หนังสือน่าสนใจวันนี้คะ...How to lie with statistics )
.
เหตุปัจจัย ในความหมายของข้าพเจ้า
คือ สิ่งที่ช่วยให้เกิด ความเข้าใจแบบลึกๆ หรือ insight (= เห็นด้วยตาใน?)
เปรียบเหมือน "Element/ธาตุ" ในดิน ที่ต้นไม้ชอบ
เมื่อรู้ว่า ต้นไม้ต้องการ N, P, K
แม้เราไม่มีดินจริง ก็ยังปลูกในดินวิทยาศาสตร์ได้
แม้เราไม่มีดินจริง ก็ยังปลูกในดินวิทยาศาสตร์ได้
ดินหน้าตาเหมือนกัน แต่ลึกลงไปแร่ธาตุอาจไม่เท่ากันก็ได้
Element ยิ่งเล็ก..ยิ่งใกล้เคียงความเป็นสัจธรรม..ยิ่งยืดหยุ่น
ดี หรือ ไม่ดี บางทีไม่ใครตัดสินให้ได้ นอกจากลองด้วยตัวเอง
.
.
ข้อมูลวิจัย เป็น "ผลเฉลี่ย" จากคนหลายๆ คน
ใครจะรู้ได้ว่า ตัวเราอยู่ใน 1 หรือ 99 percentile หรือเปล่า
แต่การลอง จำเป็นต้องประกอบด้วย Insight
รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับตัวเรา
เมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ควรเปลี่ยน เมื่อไหร่ควรปรึกษา..
ในโลกนี้ ไม่มีใครบอกกันได้ทุกเรื่อง..วิจารณญาณจึงเป็นเพื่อนที่ซื่อตรงที่สุด
แม้แต่บทความนี้ ก็เป็นเพียงความคิดของคนหนึ่ง มิได้แปลว่าถูกต้อง โปรดใช้วิจารณญาณ :-)
.
ขอตบท้ายด้วย...

เวลานำไปใช้ อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ "ชาวบ้านเวลากิน/ไม่กินยา ใช้/ไม่ใช้ยา เขาคิดยังไง รู้สึกยังไง?"
เพราะผมพบว่าบางทีเรากับเขามี paradigm การคิด การทำ การใช้ชีวิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ขอบคุณค่ะ เรื่องนี้สำคัญมากในการดำเนินชีวิต + ความฉลาด + ความเฉลียวใจ + ความชำนาญ + ฯลฯ
สวัสดีครับ
...ตอนนี้ ผมอยากเก็บข้อมูลเล็ก ๆ จังครับ...เพราะเห็นครัวเรือนในหมู่บ้าน....มีจานดาวเทียม...จานที.วี. มากมาย ทำให้ชาวบ้านรับข่าวสารเรื่องการขายยา ผลิตภัณฑ์อาหารและยา และเครื่องมือแพทย์ (ที่ออกจะหายได้ทุกโรคมากมาย) ...วิทยุชุมชน บางคลื่นก็โฆษณาขายยา สมุนไพร และกาแฟ กระหน่ำ....ผมก็ภาวนาเงียบว่า...อยากให้ชาวบ้านคิดให้ดี...เพราะผมเชื่อว่า...ชุดความคิดของแต่ละคนบนโลกไม่เหมือนกัน
.........
ผมสารภาพครับ...อาจารย์หมอ
จะตั้งหน้าตาคอย...อ่านบันทึกของอาจารย์นะครับ
เพราะได้ความรู้ และสาระบันเทิงจากบันทึกของอาจารย์
เหมือนสมัย ผมอยู่ ป.4
ผมจะตั้งหน้าตั้งตา...อ่านนิยายจีน...ที่เขาเอามาลงที่หนังสือพิมพ์ทุกวัน
บางวันแม่เอาไปห่อของขาย...โกธรแม่..ไม่ยอมกินข้าวเย็น
จนโดนแม่ตี...แต่แม่ก็พาไปบ้านที่เขารับหนังสือพิมพ์
แม่ก็รออยู่นั่นแหละ...
จริง ๆ แล้ว ผมรักการอ่านเพราะแม่นะครับ
..........
ตอนแรก ๆ ที่รู้จักอาจารย์หมอผ่านบันทึก....ผมก็แอบเชียร์อยู่
ตอนนี้แฟนคลับคุณหมอ...มีมากมายกว่าผม
ผมก็ยังเชียร์ และตามอ่านตลอด
พร่ำเพ้อจัง
ขอบคุณครับ
ขอบคุณประสบการณ์ที่แบ่งปันคะ
การกินนมเปรี้ยว เป็นไปได้สูงคะ เพราะถ้าไม่ UHT
จะมีจุลินทรีย์ฝ่ายดีแลคโตบาซิลลัส
เพื่อแบคทีเรียฝ่ายอธรรม :-)
ขอบคุณคะ ตรึกตรองตามที่อาจารย์กล่าว หมายถึง หากจะแนะนำให้ผู้ป่วยใช้วิจารณญาณในการใช้ยา ควรทำความเข้าใจความคิดเขาก่อนหรือเปล่าคะ ?
หากอาจารย์มีเวลา อยากรบกวนขยายความอีกนิดคะ
น่าสนใจ แต่หนูยังไม่ค่อยเข้าใจ code สี :-)
.. + ไปยาลใหญ่
แทนความหมาย ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตอีกเยอะคะ :-)
เรียนอาจารย์
ประเด็นยาแก้ปวดที่ขายตามร้าน เภสัชกรอาจชำนาญมากกว่าคะ แต่ขอตอบเท่าที่รู้คือ
ยาแก้ปวด ที่ไม่ใข่พาราเซต จะเป็น NSAIDs คะ กลุ่มนี้ มีทั้งแบบระคาย และ"ไม่ค่อย" มีผลต่อกระเพาะอาหาร
-> กลุ่มนี้ มักออกฤทธิ์สั้น 6-8 ชั่วโมง
-> กลุ่มนี้ มักออกฤทธิ์ยาวกว่า ทานวันละ 1-2 เม็ด เท่านั้นคะ
เป็นมุมมอง จากคนทำงานที่ชวนคิด
ปัจจัยในการตัดสินใจ ของชาวบ้านในพื้นที่ อาจต่างกับ มุมมองคนในเมือง
และของผู้ให้บริการสุขภาพแบบคนละขั้ว คนละภาษาเลยก็ได้
เป็นสิ่งน่าหาคำตอบคะ
คุณหมออดิเรก คิดว่า เรื่องความผูกพัน ทางใจ ทางวัฒนธรรม มีส่วนหรือเปล่าคะ ?
ไม่พร่ำเพ้อหรอกคะ ใครอ่านก็อดปลื้มใจไม่ได้ :-)
มุทิตา เป็นคุณธรรมที่ล้ำลึก และทำให้นับถือหมออดิเรกมากขึ้นทุกวัน จากใจจริงคะ
ขอบคุณน้ำใจของคุณหมอบางเวลา CMUpal ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ "ยาแก้ปวด" มานะครับ ;)... เน้นคนอายุมาก ๆๆๆๆๆ ;)...
ขอบคุณคะ เลยได้เพิ่มรูปประกอบ :-)
เพิ่งเสร็จจากการทบทวนกรณีคนไข้ที่ใช้ยาหลายตัว เตรียมไว้ให้ลุงสอนinternวันจันทร์ก็ได้เข้ามาอ่านบันทึกนี้
เกิดความคิดโผล่แว้บขึ้นมาว่า เอ น่าจะทำแบบสอบถามง่ายๆ เรื่อง พฤติกรรมการกินยาของคนไข้ที่ OPD อายุรกรรม เอาไว้ "คุย" เวลาคนไข้เข้ามาตรวจ มันน่าจะทำให้เรารู้อะไรๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคนที่ต้องกินยาตลอดชีวิตได้บ้าง
วันก่อน พี่คุยๆ กับคุณหมออภิชาติที่กำลังครุ่นคิดเรื่อง empower คนไข้ พี่บอกว่าว่าพี่แอบแบ่งคนไข้ในใจไว้ ๔ ประเภทนะ แล้วพี่ก็วาดๆๆ ความคิดลงบนกระดาน หมออภิชาติถามว่า "พี่แบ่งไปทำไม" พี่ตอบว่า "ก็เพื่อที่เราจะได้คิดวิธี empower เขาได้ถูกไง แต่ตอนนี้ยังคิดไม่จบนะ" หมออภิชาติว่า "พี่รีบๆ คิดให้จบนะ"
คุณหมอมีอะไรแนะนำพี่มั๊ยคะ
จริงๆ แล้วบันทึกนี้ต้องให้เครดิต แรงบันดาลใจจากพี่ nui คะ :-)
ดีใจที่ได้คุยต่อยอดความคิดกันต่อ
เป็นความคิดสร้างสรรค์ มากเลยคะ
เพราะที่ผ่านมา พวกเราพยายามให้คนไข้เข้าใจ สิ่งที่เราคิด
คราวนี้ ลองพยายามเข้าใจ สิ่งที่เขาคิดบ้าง
คนไข้ 4 ประเภท -- น่าสนใจมากคะ พี่ nui ถ้าคิดจบหรือใกล้จบแล้วลองมาแชร์ดูนะคะ
เผื่อมี brain stroming เล็กๆ :-)
ตอนนี้ขอให้กำลังใจไปก่อนนะคะ
ตอนเป็นเด็ก แม่พาไปหาหมอ แล้วจะเป็นคนกลัวเข็มมากๆ
เวลา คุณหมอ ถามอะไร ก็จะซ่ายหน้า ปฎิเสธ อย่างเดียว
หมอถามว่า ปวดหัวไหม ก็จะซ่ายหัว พร้อมตอบว่าไม่
เจ็บคอไหม ก็ซ่ายหัว แล้วก็ตอบว่า ไม่
เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไหมก็ คำตอบเดิม ซ่ายหัว ไม่
เหตุผล เดียว ที่ตอบว่า "ไม่" ก็คือ ไม่อยากฉีดยา
อย่างนี้เรียกว่า อะไร ดีคะหมอ อิอิ
55 เรียกว่าทักษะการป้องกันตัว ได้ไหมคะ :-)
ผมเคยอ่านหนังสือของสตีเฟน แบทชเลอร์ เรื่องไรจำไม่ได้แล้ว แกเขียนมาสองสามเล่มเกี่ยวกับพุทธศาสนา ในช่วงพุทธประวัติ มีช่วงหนึ่งที่สานุศิษย์ก็เกลียดกลัว "มาร" มาก จนกระทั่งก็มีคนเสนอว่า เราน่าจะ categorize จัดหมวดหมู่มารดูนะ ว่ามีกี่แบบๆ เพื่อที่ว่าพอมาแบบไหนๆ เราจะได้เตรียมต่อสู้ จัดการมันให้หมดไปเลย ดีไหมๆ
ปรากฏว่าความเห็นนี้ถูกระงับไป เพราะ "มาร" นั้นมันเจ้าเล่ห์แสนกลมากนัก ถ้าเราจัดไว้ 10 แบบ และ 10 กลยุทธฺที่จะจัดการกับมาร อุ่นใจ เบาใจ ที่สุดก็ชะล่าใจ และจะพบที่หลังเสมอว่ามารจะมาในแบบที่ 11 แบบที่ 12 ที่เราไม่ได้จัดไว้ในตอนแรก
จริงอยู่ใน concept ของการจัดการ การใช้ color-code แบ่งกลุ่ม มัน speed process และเป็น quality improvement ได้ แต่ระวังการ "แบ่งกลุ่มคน" เพราะมันแบ่งไม่ได้ ที่สำคัญคือ พอแบ่งเสร็จ เราเองที่จะตกเป็นทาสของตารางการแบ่งที่เราคิด หรือพยายามจะยัดคนที่มาเข้าไปใน category ใด category หนึ่งให้ได้ จะหลวมโพรก ฟิตปั๋ง ก็ไม่สน เพราะแบบฟอร์มมันบังคับให้ยัดลงไป
เหมือนการซักประวัติ พอปวด ก็ต้องปวดจี๊ดๆ ปวดตุ้บๆ ปวดตื้อๆ มีอยู่ไม่กี่ category ที่เราจะนำไปใช้เข้าตารางวินิจฉัยแยกโรค พอคนไข้บอกว่า "ปวดหวิวๆ" หมอก็เริ่มหงุดหงิด เพราะจัดกลุ่มไม่ได้ สุดท้ายบอกเป็น choice ว่า "แล้วไอ้ปวดหวิวๆน่ะ มันจี๊ดๆ ตุ้บๆ หรือตื้อๆ" คนไข้มองหน้าหมอแล้วอาจจะตอบว่า "มันหวิวจี๊ดๆน่ะหมอ!!"
ขอบคุณอาจารย์ที่เพิ่มความกระจ่างคะ
เพียงแต่พึงระลึกว่า เป็นการนำความจริงซึ่งหลากหลายมาก มาอัดใส่ตาราง จึงอาจหลวมไป ฟิตไป ต้องนำมา "นุ่งผ้า" เสียก่อน ตามคำ อาจารย์วิจารณ์ว่าคะ
ข้อความนี้ชัดเจนต่อการปฎิบัติดีมากเลยคะคุณครู
ตาชั่งที่ยังไม่ได้ calibrate ชั่งกี่ทีก็พลาดคะ :-)