เรียนรู้สู่วัฒนธรรมการ "คิดเป็น"

   

        เมื่อวานผมได้ไปจัดเวทีครอบครัว หลักสูตร "ครอบครัวสื่อสารด้วยหัวใจ"  ที่อำเภอคลองใหญ่  ผู้เข้าร่วมเวที มีทั้งพระ ครู ผู้ปกครอง เป็นเวทีที่สนุกครับ  และที่ประทับใจ คือ มีพระมาเข้ากระบวนการกับเวทีตลอด ทุกกิจกรรม ท่านร่วมกิจกรรมและก็ร่วมเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่ถือตัว  ท่านบอกว่าท่านจะนำไปใช้สือสารกับเด็กวัด   มีการแซวพระเล็กๆ  ท่านก็ยิ้มๆ

 

     ช่วงหนึ่งผมจัดกระบวนการ เรื่อง Active listening เริ่มแรกสาธิตด้วยการฟังแบบไม่ฟัง

 

                 

 

     พร้อมกับยกตัวอย่างเรื่อง เด็กมีปัญหา ปรึกษาดีเจ  เพราะทั้งพ่อแม่ และ ครู ไม่ฟังเขา คือ ฟังแล้วชอบสอน

 

    ผมเลยบอกว่า Active listening  ผมใช้คำว่า การฟังด้วยใจ   คือ  ฟังให้เข้าใจ แล้ว สะท้อนความรู้สึกของเขา  โดยไม่ต้องไปสอน และไปแก้ปัญหาให้เขา เพราะปัญหาของเด็ก เด็กเขาจะหาวิธีแก้ปัญหาของเขาเองได้  เพียงแต่เขาต้องการคนเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของเขา

 

   เท่านั้นละครับ  ทั้งผู้ปกครองทั้งคุณครู ต่างก็มีข้อโต้แย้งมาว่า  "เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่สอน ไม่บอกเด็ก  เด็กยังไงก็ต้องสอน ต้องบอก ปล่อยให้แก้ปัญหาเองไม่ได้ แล้วถ้าเด็กแก้ปัญหาผิดๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ต้องปล่อยไปทั้งผิดๆ อย่างนั้นหรือ"

 

              

 

    ผมเลยบอกว่า  การไม่สอน ไม่ใช่ปล่อยไปตามใจโดยเสรี  แต่ให้เขาคิดเองบ้าง อยู่ในกรอบของความถูกต้อง โดยเราต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของเขาด้วย  เรื่องนี้ มีกระบวนการมีขั้นตอน  ขอให้อยู่ครบทั้งวัน แล้วก็จะเข้าใจ   เมื่ออยู่ครบทั้งวันแล้ว  เห็นว่าวิธีของผม ใช้ไม่ได้  ไม่ถูกต้อง  ก็ไม่ต้องนำไปใช้

 

   แล้วผมก็นำเข้าสู่กระบวนการของการสื่อสารด้วยหัวใจ จุดสุดท้ายของกระบวนการนี้ คือ  เวลามีปัญหาข้อขัดแย้งระหว่าง พ่อแม่กับลูก  หรือ ครูกับนักเรียน   ให้ใช้วิธี  การหาทางออกร่วมกัน   โดยให้ฝ่ายเด็ก  คือ  นักเรียนหรือลูก  เสนอวิธีการมาก่อน ว่าจะทำอย่างไร  เสร็จแล้วให้ครูหรือผู้ปกครอง พิจารณาว่า  วิธีการของเด็กนั้น  ครูหรือผู้ปกครอง พอใจหรือไม่  ถ้าไม่พอใจก็ต่อรองกันจนกว่าจะพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

    ผมเน้นย้ำว่า ทำไมถึงต้องให้เด็กเสนอวิธีการก่อน แทนที่ผู้ปกครองหรือครู จะเสนอวิธีการของตัวเองก่อน   ผู้ปกครองก็เข้าใจและตอบได้ว่า ถ้าให้ผู้ใหญ่เสนอวิธีการมาก่อน เด็กก็จะไม่กล้าคิด

 

      ผมถามว่าวิธีนี้ ปล่อยเด็กคิดเองตามใจโดยเสรีใช่หรือไม่   ทั้งผู้ปกครองและคุณครูตอบว่า ไม่ใช่  และผมถามต่อไปว่า วิธีการนี้ ใช่วิธีที่พ่อแม่ใช้อำนาจเอาชนะให้ลูกเชื่อฟังและยอมตามใช่หรือไม่ ผู้ปกครองตอบ ไม่ใช่  ถามว่าวิธีการนี้  มีใครแพ้ใครชนะ  ผู้ปกครองบอก "ชนะด้วยกันทั้งคู่"

 

            

 

      ครับ  เป็นการสร้างวัฒนธรรมการคิดเป็น  โดยผู้ใหญ่ไม่สูญเสียอำนาจ และ เด็กก็ได้อำนาจในการ "คิดเป็น"  ผ่านวิธีการที่เรียกว่า "การหาทางออกร่วมกัน"