12 กันยายน 2554

คำนำ

การจัดทำรายงานเรื่อง ปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย : วิพากษ์แนวสิทธิมนุษยชน" มีแรงบันดาลใจจากการอ่านบทความของ “อมาตยา เซน" ผู้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1998 ซึ่งได้มาปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม (Building social justice to close the social GAP) ในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 จึงอยากศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน" เพราะสังคมปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา แต่การศึกษาปัญหานี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่กว้าง ฉะนั้น การนำมาจัดทำรายงาน “นิติปรัชญา" จึงมีข้อจำกัด รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษาถึงข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยพยายามโยงคิดไปถึงหลักนิติปรัชญา อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาได้พยายามจำกัดขอบข่ายการศึกษาและได้รวบรวมหลักการและแนวคิดต่าง ๆ ตามความรู้และสามารถที่ค้นคว้าได้

ข้อมูลวิชาการมาจากเอกสารวิชาการ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลสดจากเวบไซต์ และ ข่าวหนังสือพิมพ์ โดยสอดแทรกหลักการและความคิดเห็นส่วนตัว ประกอบ

บทคัดย่อ

ผู้เขียนศึกษาหลักนิติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน(Human Rights) อย่างกว้าง ๆ (Over View) สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน และ กำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ดังนี้

1. วิพากษ์ หลักนิติธรรม

2. สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

3. นิติปรัชญาแนวตะวันตก

4. นิติปรัชญาแนวตะวันออก

5. นิติปรัชญาแบบไทย

ผู้เขียนนำเสนอแนวนิติปรัชญาแบบไทย (Thai Style Legal Philosophy)ขึ้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าสังคมไทย มีเอกลักษณ์ มีตัวตนของตนเอง มีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน

บทสรุป

ปัญหาข้อจำกัดของสังคมไทย โดยเฉพาะหลักนิติธรรม ต้องโยงไปถึงแนวคิดหรือวิถีชีวิตคนไทยที่ฝังรากลึกอยู่กับพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องบาปบุญ รวมไปถึง การมีระบบอุปถัมภ์ที่เหนียวแน่น นอกจากนี้ นักวิชาการไทย ยังได้สรุปว่าสังคมไทยชอบ อำนาจนิยม ราชานิยม

ข้อเสนอแนะ

นิติปรัชญาในเรื่อง หลักนิติธรรม กับเรื่อง สิทธิมนุษยชน สำหรับสังคมไทยที่ต้องถือว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition) เพราะจากสภาพสังคมแบบเดิม ๆ คงต้องมีการวิวัฒนาการไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า สามารถแข่งขันกับสังคมโลกในอนาคตได้ โดยเฉพาะสังคมใน ย่านประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN ซึ่งจะเปิดเสรีการค้าในปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558

“ปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย : วิพากษ์แนวสิทธิมนุษยชน"

บทที่ 1

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

1.1 กล่าวนำและประเด็นปัญหา

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราช" เป็น “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในการบริหารบ้านเมือง เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 (ค.ศ.1932) เป็นต้นไป

สภาพปัญหาเดิมที่มีก็คือความไม่มั่นคง เสถียรภาพของ “รัฐธรรมนูญ" เพราะมีการล้มล้างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่เนือง ๆ นับถึงปัจจุบัน พ.ศ.2554 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ(รวมธรรมนูญและฉบับชั่วคราว) มีจำนวนทั้งสิ้น 21 ฉบับ จึงเป็นปัญหาหนึ่งที่สังคมไทยประสบ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ่อยครั้ง ก็จะทำให้การปกครองไม่มีเสถียรภาพมั่นคงแน่นอน

ประกอบกับสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ต้องดำเนินการตามกระแสโลก หรือการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order)หรือ ตามกระแสโลกภิวัตน์ (Globalization) การวิเคราะห์สภาพปัญหา “สังคมไทย" ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย อย่างรอบด้านรวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะกระแส “สิทธิมนุษยชน" (Human Rights) กับหลัก “นิติธรรม" (The Rule of Law) ว่ามีปัญหาและหรือข้อจำกัดประการใดบ้าง

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1.2.1 เพื่อทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย

1.2.2 เพื่อศึกษาถึงแนวโน้มด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

1.3 ขอบเขตของการศึกษา

ผู้เขียนจำกัดขอบข่ายการศึกษาหลักนิติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอย่างกว้าง ๆ (Over View) สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน

1.4 วิธีการศึกษา

ดำเนินการโดยการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary Research)

1.5 ประโยชน์ที่จะได้รับ

ทำให้ทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย และ ทราบถึงแนวโน้มด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

1.6 รายงาน ผลการศึกษา วิจัยที่เกี่ยวข้อง

จากการค้นคว้าผลการศึกษาวิจัยไม่พบผลการศึกษาโดยตรง แต่ได้รวบรวมผลการศึกษาที่พอจะเกี่ยวข้อง ดังนี้

1.6.1 เอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์ ( “แนวความคิดทางกฎหมายมหาชนในประเทศไทย ว่าด้วยอำนาจรัฐ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2411 ถึง พุทธศักราช 2475." วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.)

ได้ศึกษาเพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการของแนวความคิดทางด้านกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ เกี่ยวกับอำนาจรัฐที่มีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบการปกครองของไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้เกิดระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (Absolute Monarchy) และมีลักษณะความเป็นรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริพยายามจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้รับการคัดค้านจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลังเลพระทัย และยังไม่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน จนเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองขึ้นในปีพุทธศักราช 2475.

1.6.2 สุทธิพร วนิชนพรัตน์ ( “ความสอดคล้องของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กับหลักนิติธรรม." วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.)

ผลการศึกษาสรุปดังนี้

1. กระบวนการในการออกพระราชกำหนดฉบับนี้มิใช่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ฯ เพราะปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นสั่งสมมาเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีกฎหมายฉบับเก่าหลายฉบับยังคงใช้อยู่แกนแล้ว

2. การนำพระราชกำหนดฉบับนี้ไปใช้บังคับก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

3. ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการนำพระราชกำหนดฉบับนี้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหา พบว่าแม้รัฐบาลจะนำปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เข้ามาแก้ไขโดยการนำนโยบายการเมืองนำการทหาร ส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนมีรายได้ ส่งเสริมประชาชนให้มีการศึกษา ตลอดจนจัดตั้งคณะกรรมการอิสระฯเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความไม่สงบให้เบาบางลงได้ แต่กลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.

1.6.3 ศุภชัย บุญใจเพ็ชร ( “แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมตามหลักนิติรัฐ : กรณีศึกษาจากพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ช่วงปี พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน." วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.)

พระราชดำริเกี่ยวกับกฎหมายและการปกครอง ทรงมีพระราชดำริว่า ความเป็นธรรมจากกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมายโดยเฉพาะผู้พิพากษา กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น ดั้นผู้พิพากษาต้องเป็นผู้มีศีลธรรมจรรยา มีความเป็นกลางทั้งขณะอยู่ในศาลและนอกศาล

ผลการเปรียบเทียบการจัดการปัญหาตามแนวคิดนิติรัฐกับหลักการจัดการปัญหาตามพระราชดำรัส พบว่า ทรงมีพระราชดำริว่าฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ อาศัยหลักความชอบธรรมบนพื้นฐานของที่มาของอำนาจและมีพระราชดำริให้ทุกฝ่ายพิจารณาบริบทให้รอบคอบ สร้างความเป็นธรรมในจิตใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นธรรมที่สมบูรณ์.

1.6.4 นิวัติ ทองวล ( “การศึกษาเปรียบเทียบลัทธินิติธรรมนิยมของหัน เฟย จื้อ กับลัทธิ เหมา." วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535.)

ผลการวิจัย ทำให้ทราบว่า หัน เฟย จื้อ มีแนวความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน แต่เพราะสันดานที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์จึงทำให้เกิดความยุ่งยากและความไม่เสมอภาคขึ้นในสังคม กฎหมายที่เข้มงวดรุนแรงเท่านั้นที่จะควบคุมพฤติการณ์ของมนุษย์ได้

จากสมมุติฐานในการวิจัยว่า ลัทธิเหมาเป็นการฟื้นตัวของลัทธินิติธรรมนิยมของหัน เฟย จื้อ ทำให้ทราบว่า เหมา เจ๋อ ตุง รับอิทธิพลทางความคิดจาก หัน เฟย จื้อ แน่นอน โดยผ่านทางการศึกษาประวัติศาสตร์ การปกครองของ จิ๋น ซี ฮ่องเต้ ซึ่งเป็นผู้นำเอาแนวคิดของ หัน เฟย จื้อ มาใช้ปฏิรูปราชอาณาจักรของพระองค์ จึงกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ทางความคิดทางการเมืองและสังคมของ เหมา เจ๋อ ตุง กับ หัน เฟย จื้อ เป็นความสัมพันธ์โดยอ้อม อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองในแง่ของพัฒนาการแล้ว ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองอีกชั้นหนึ่งของประเทศจีน.

บทที่ 2

แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

2.1 กล่าวนำ

“รัฐไทย" หรือ ประเทศไทยเริ่มนับตั้งแต่อดีตสมัยสุโขทัยประมาณปี 1800 หรือ ค.ศ.1257 สังคมไทยมีวิวัฒนาการปกครองจากระบบแบบ “พ่อปกครองลูก" (Paternalism) ต่อมาแนวความคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ซึ่งพวกขอมนำมา โดยถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า หรือ สมมุติเทพ หรือผู้ที่ได้รับอำนาจจากสวรรค์ตามแนวความคิดแบบ“เทวราชา" หรือ “ลัทธิเทวสิทธิ์" (Devine Rights) ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ประมาณปี พ.ศ.1893 (ค.ศ.1350) โดยถือว่า อำนาจในการปกครองของ “กษัตริย์" นั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้รับมาจากสวรรค์ หรือเป็นไปตามเทวโองการ การกระทำของพระมหากษัตริย์ถือเป็นความต้องการของพระเจ้า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเหมือนสมมุติเทพ หรือพระเจ้า หรือผู้แทนพระเจ้า ซึ่งเป็นแนวคิดที่แพร่หลายในสังคมโลกสมัยใหม่ในยุคนั้น

จวบจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มนับตั้งแต่การจัดทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) กับประเทศอังกฤษ ในปี 2398 (ค.ศ.1855) ซึ่งถือได้ว่ารัฐไทยได้เปิดประตูรับแขกชาติตะวันตกแล้ว อันจะทำให้มีการไหลบ่าทางวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามา ยังผลให้วิถีชีวิตของคนไทยและรัฐไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ นับระยะเวลาแล้วได้ประมาณ 505 ปี หรือประมาณ 5 ศตวรรษ ประเทศไทยซึ่งได้พัฒนาการปกครองมาเป็น “สมบูรณาญาสิทธิราช" (Absolute Monarchy) ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังถือตามคติเดิมที่ว่ากษัตริย์ ก็คือสมมุติเทพอยู่เช่นเดิม

ซึ่งหลักการปกครองดังกล่าวข้างต้นแม้รัฐไทยจะอยู่ในซีกโลกตะวันออก ต่างก็ไม่ได้ผิดแผกแนวคิดในการปกครองกันแต่อย่างใด เพราะในซีกโลกตะวันตกได้พัฒนารูปแบบการปกครองจากแบบเทวสิทธิ์ (Devine Rights) แบบศักดินา (Feudalism) จนกระทั่งมาถึงยุค “รัฐชาติ" (National State) ในราวศตวรรษที่ 18 – 19 สรุปว่า บรรดาชาติต่าง ๆ ในยุโรป ต่างก็มีพัฒนาการรูปแบบการปกครองคล้าย ๆ กันกับไทย

ครั้นมาถึงสมัยปฏิรูปการปกครองของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ปี 2411-2453 ค.ศ.1868-1910)ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัยโดยการยกเลิกจตุสดมภ์ เปลี่ยนเป็น กระทรวง กรม กอง ฯ เป็นผลสืบเนื่องมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่สำคัญจากปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับมหาอำนาจ อังกฤษ ฝรั่งเศส จึงทำให้ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูประบบกฎหมายตามแบบยุโรป

ไทยได้เริ่มใช้ประมวลกฎหมาย ตั้งต้นด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ.2451)และต่อมาก็ได้บัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายเหล่านี้ส่วนมากได้คัดลอกเทียบเคียงมาจากประมวลกฎหมายประเทศภาคพื้นยุโรป ประมวลกฎหมายไทยในเวลาปัจจุบันได้คัดเลือกหรือเทียบเคียงมาจากประเทศภาคพื้น ยุโรป (และบางส่วนจากประมวลกฎหมายของอินเดีย แต่เป็นส่วนน้อย) ฉะนั้น ผู้เขียนจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “นิติปรัชญา"

ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 (ค.ศ.1932) คณะราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการสายทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน จำนวน 99 คน โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราช" เป็น “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในการบริหารบ้านเมือง

นับจากจุดนี้ไป ผู้เขียน ถือว่าเป็นจุดเริ่มของรัฐไทยในฐานะสังคมชาติรัฐสมัยใหม่ (Modern State) เพราะ นับจากจุดนี้ไป สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย เหมือนนานาอารยะประเทศ ที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการบริหารประเทศตามหลักสากล ตามแบบแผนที่ถูกสร้างไว้ตามแบบสังคมตะวันตก (Westernized)

2.2 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948/2491

สิทธิมนุษยชน (Human Right) เป็นสิทธิของมนุษย์โดยตรงที่มีขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดของมนุษย์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ร่วมกันร่างกฎบัตรสหประชาชาติไว้ในคำนำว่า “ชนชาติต่าง ๆ ในสหประชาชาติจะยึดมั่นในความเชื่อในสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานในศักดิ์ศรีและ คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ในสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงและชนชาติทั้ง ใหญ่น้อย" และในมาตรา 55 บัญญัติว่า “โดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มั่นคงและความผาสุกซึ่งจำเป็น สำหรับความสัมพันธ์โดยสันติ และฉันท์มิตรระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนความเคารพในหลักการแห่งความเสมอภาค และการตัดสินใจด้วยตนเองของมวลชน สหประชาชาติจะส่งเสริมความเคารพต่อและรักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ขั้นมูลฐานของมวลชนโดยไม่มีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ เพศภาษาหรือศาสนา" (กุลพล พลวัน, 2538 อ้างใน พรรณกรณ์, 2548) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1948/2491 (นพนิธิ สุริยะ,2542 อ้างใน พรรณกรณ์, 2548, Ibid.)

ดูบางข้อในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสรเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง

ข้อ 3 บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย

ข้อ 4 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ

ข้อ 5 บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้

ข้อ 7 ทุกๆคน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฏิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น

ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

ในทางสากลก็ได้รับการยอมรับและถือปฏิบัติเป็นหลักการสำคัญว่า สิทธิมนุษยชนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล กลุ่มบุคคล พลเมือง และเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่เรียกว่า หลักการ 5 ประการแห่งสิทธิมนุษยชน ซึ่งสิทธิแต่ละอย่างต่างพึ่งพากัน ได้แก่ (นายศราวุฒิ ประทุมราช, มปป.)

1.สิทธิพลเมือง (Civil Rights) เป็นการยอมรับ 2 หลักการที่ว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น การเกณฑ์แรงงาน การถูกนำมาเป็นทาส การถูกทรมาน จะกระทำมิได้ และการกำหนดเจตจำนงของตนเองของชุมชนนั้น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ในบ้านเรา ซึ่งในอนาคต อบต.จะกลายเป็นองค์การปกครองและบริหารชุมชนท้องถิ่นตามความต้องการของตำบลนั้น ๆ เป็นต้น พลเมืองทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงในการดำรงชีวิตของตน ชุมชนมีสิทธิในการเลือกที่จะพัฒนาชุมชนเองตามวิถีทางวัฒนธรรมที่ชุมชนเห็นพ้องด้วย

2. สิทธิทางการเมือง (Political Rights) หมายถึง สิทธิในการเลือกตั้ง การรวมตัวเป็นพรรคการเมือง รวมถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม ชมรม สหภาพ สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับความเป็นกลุ่มนั้น ๆ เพื่อให้พลเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี

3. สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Rights) ได้แก่ ความเสมอภาคของบุคคลในการได้รับการทำงานโดยเป็นงานที่ตนเลือกเองอย่างเสรี โดยรัฐต้องสร้างหลักประกันรับรองสิทธิของทุกคนในมาตาฐานค่าครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว ค่าจ้างที่เป็นธรรม รายได้เท่ากันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน โดยเฉพาะผู้หญิงต้องได้รับค่าจ้างที่ไม่ด้อยกว่าชายในลักษณะงานที่คล้ายกัน การไม่มีระบบผูกขาดทางการค้า เป็นต้น

4. สิทธิทางสังคม (Social Rights) หมายถึงการรับรองสิทธิของครอบครัว ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล ครอบครัว การที่มารดาไดรับการคุ้มครองพิเศษระหว่างตั้งครรภ์ การดูแลบุตรที่ยังเป็นเด็กอ่อน การได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันและมีสิทธิเลือกโรงเรียนสำหรับเด็ก การได้รับการประกันสังคม สวัสดิการสังคม เป็นต้น

5. สิทธิทางวัฒนธรรม (Cultural Rights) หมายถึง สิทธิในการดำเนินชีวิตตามลักษณะวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา เพศ การได้รับความคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรมและวัตถุอันเป็นผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรี ซึ่งตนเองเป็นเจ้าของ เป็นต้น

2.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข

ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล

ย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติ

แห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ...

มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม

2.4 พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

“สิทธิมนุษยชน" หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล ที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม