บทที่ 3

บทวิเคราะห์

ผู้เขียนขอกำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ “หลักนิติธรรม” โดยสังเขป ดังนี้

3.1 วิพากษ์ “หลักนิติธรรม”

3.2 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

3.3 นิติปรัชญาแนวตะวันตก

3.4 นิติปรัชญาแนวตะวันออก

3.5 นิติปรัชญาแบบไทย

3.1 วิพากษ์ “หลักนิติธรรม” “หลักนิติรัฐ”

มีคำนิยามศัพท์ (Technical Term) อยู่ 2 คำในภาษาไทยที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันความสับสน ไม่เข้าใจ หรือ อาจเกิดมายาคติ (Myth, Illusion) ด้วยประการใด ๆ แม้ตัวระดับผู้นำประเทศที่ผ่านมา ก็มีการกล่าวนำคำว่า “ประเทศเราต้องยึดหลักนิติรัฐ” “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” เป็นต้น ทำให้เกิดคำถามย้อนกลับไปว่า หาก “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” ที่ว่า มันไม่ “ชอบธรรม” หรือ “ไม่เป็นธรรม” แล้ว การกล่าวอ้างว่า บ้านเมืองต้องเคารพกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องรับโทษ คำกล่าวต่าง ๆ เหล่านี้อาจใช้ไม่ได้ หากปรากฏว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม อันก่อให้เกิดการต่อต้าน คัดค้าน ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิบัติตาม เป็นการดื้อแพ่ง (Civil Disobedience) หรือที่เรียกกันว่า “อารยะขัดขืน” ซึ่งหากมีกรณีเช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโดยรวมก็จะเกิดการแข็งขืน ต่อต้าน จากจุดที่สันติวิธีนำไปสู่ความรุนแรง (Violence) ได้

คำแรกคือคำว่า “หลักนิติรัฐ” (Rechtsstaatsprinzip) จะพบว่าคำนี้ในภาษาไทยไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ แต่มีคำว่า “หลักนิติธรรม” (The Rule of Law) ซึ่งเป็นคำที่สอง ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 วรรคสอง ว่า “...การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม...” ซึ่งตามหลักฐานการร่างรัฐธรรมเดิม ใช้คำว่า “นิติรัฐ” แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนมาใช้คำว่า “นิติธรรม” โดยไม่มีคำอธิบายที่มาที่ไปไว้แต่อย่างใด ผู้เขียนมีความเห็นว่า เหตุหนึ่งที่ผู้ร่างเดิมได้ตัดสินใจเปลี่ยนคำ อาจเนื่องมาจาก ความคิดที่ว่า “หลักนิติธรรม” เป็นหลักที่มีขอบเขตความหมายที่กินความกว้างขวางครอบคลุมคำว่า “นิติรัฐ” ไว้ด้วย

ผู้ช่างสังเกตเริ่มมีประเด็นความสับสนเกิดตรงที่ว่า คำสองคำนี้เหมือนกันหรือไม่ ใช้แทนกันได้หรือไม่ หรือ ถ้า มีความต่าง จะแตกต่างกันเพียงใด อย่างไร ฯลฯ เป็นต้น

ผู้เขียนได้เทียบความแตกต่างของคำศัพท์ทั้งสองคำจากนักวิชาการหลายคน พอจะสรุปได้อย่างง่าย ๆ ตามแนวทางของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2553) ดังนี้

“หลักนิติรัฐ” (Rechtsstaatsprinzip) มาจากภาษาเยอรมันว่า Rechtsstaat (นิติรัฐ) ภาษาอังกฤษว่า rule of law หรือ state-under-law ฝรั่งเศสว่า état de droit ในสหรัฐอเมริกา เทียบเคียงกับคำว่า due-process-clause หรือ limited government

วรเจตน์ กล่าวว่า “...ความหมายนิติรัฐในเบื้องต้นที่ตรงที่สุด คือ รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่โดยมนุษย์ (government of law and not of men) ...ในนิติรัฐ รัฐไม่อาจใช้มาตรการใดๆก็ได้เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ ด้วยเหตุนี้ แนวคิด The end justifies the means จึงไปด้วยกันไม่ได้กับนิติรัฐ...”

“หลักนิติธรรม” (The Rule of Law ) เป็นหลักพื้นฐานในระบบกฎหมายอังกฤษ ที่ว่ามนุษย์ไม่ควรต้องถูกปกครองโดยมนุษย์ แต่ควรต้องถูกปกครองโดยกฎหมาย (วรเจตน์,2553)

พบว่าหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมมีความแตกต่างกันอยู่ ทั้งในแง่ของบ่อเกิดของกฎหมาย วิธีการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน การกำหนดให้มีหรือไม่มีศาลปกครองและระบบวิธีพิจารณาคดี ตลอดจนการแบ่งแยกอำนาจ (วรเจตน์,2553)

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการรุ่นแรก ได้ให้ความหมายแยกแยะไว้ เช่น หยุด แสงอุทัย ว่า “นิติรัฐเป็นความคิดของประชาชนที่ฝักใฝ่ลัทธิปัจเจกชนนิยมและรัฐธรรมนูญของรัฐที่เป็นนิติรัฐนี้ต้องมีบทบัญญัติในประการที่ให้ความสำคัญถึงเสรีภาพของราษฎร เช่น เสรีภาพในร่างกาย เสรีภาพในทรัพย์สิน เสรีภาพในการทำสัญญา และเสรีภาพในการประกอบอาชีพ” (หยุด,2513. อ้างใน ศุภชัย บุญใจเพ็ชร,2547.)

หรือในกรณีของ วิสาร พันธุนะ (2535.) กล่าวว่า ...ความรู้สึกยอมรับต่อกฎเกณฑ์ซึ่งอยู่บนรากฐานแห่งความชอบธรรมนี้แหละที่เรียกว่า “หลักนิติธรรม”...

…นิติรัฐ…การที่รัฐจะเคารพต่อเสรีภาพต่าง ๆ ของราษฎรได้นั้น ย่อมมีอยู่วิธีเดียว ก็คือ การที่รัฐยมตนอยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมายโดยเคร่งครัดเท่านั้นและตราบใดที่กฎหมายยังใช้อยู่ กฎหมายนั้นก็ผูกมัดรัฐอยู่เสมอ ... แนวความคิดเรื่องนิติรัฐนี้เองก่อให้เกิดหลักนิติธรรมขึ้นในระบบกฎหมายต่าง ๆ อันมีที่มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า การปกครองที่ดีไม่ใช่การปกครองโดยปุถุชน หากแต่เป็นการปกครองโดยกฎหมาย เพราะการปกครองโดยปุถุชนย่อมเสี่ยงต่อการปกครองตามอำเภอใจ... (อ้างใน http:www.punyathai.or.th/wiki/)

ในคำถามที่พยายามถามคำตอบว่า “เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่” ก็คือ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สื่อมวลชนต่างชาติ นักวิชาการต่างชาติ รวมถึง มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการยึดอำนาจ จึงเป็นคำถามที่ตอบไป ก็ถูกว่า “ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม” (ดู วิกิพีเดีย)

ฉะนั้น คำกล่าวของ Thomas Hobbes (1588-1679) ที่กล่าวว่า “ไม่มีกฎหมายใดที่ไม่ยุติธรรม” (No Law Can be Unjust) จึงคงใช้ได้ไม่มีเปลี่ยนแปลง (ดู จรัญ,2550)

สุดท้าย คำว่าการดื้อแพ่ง หรือ อารยะขัดขืน จึงถูกนำมาใช้ในสังคมไทยมากขึ้น และ ถี่ขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ ในชั้นเรียนของนักศึกษา

ขอแถมท้ายด้วยแนวคิดของราชบัณฑิตสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คือ ศจ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ซึ่งได้กล่าวอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาว่า นายกรัฐมนตรีต้องเสมอกัน ไม่เหนือใคร (ดู ลิขิต, 2549.) ดังนี้

“...ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งนั้นเป็นเอกอุของผู้เสมอภาคกัน (primus inter pares หรือ first among equals) นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้ยืนอยู่หน้าแถวในหมู่ที่เท่ากัน กล่าวคือ เป็นคนแรกของคณะรัฐมนตรีที่มีความเสมอภาค นายกรัฐมนตรีไม่ใช่ top among unequals หรือ Chief Executive Officer - CEO ของบริษัทที่จะสั่งการให้ลูกน้องปฏิบัติตาม และนี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คำกล่าวทำนองที่ว่า "นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก รัฐมนตรีเป็นมือไม้คอยช่วย"เสมือนหนึ่งเจ้าหน้าที่ในบริษัทที่คอยช่วยเหลือ CEO จึงไม่สอดคล้องกับแก่นแท้ของระบบประชาธิปไตย…”

3.2 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ใน 4 ด้าน คือ เรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ เรื่องความเสมอภาค และ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และ กฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ

ในรอบปี 2552 ประเภทสิทธิมนุษยชนที่มีการร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกเพื่อตรวจสอบ มีจำนวน 695 เรื่อง จำแนกข้อมูลตามประเภทสิทธิที่มีการร้องเรียนฯ พบว่า (อ้างจากเว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

- การกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเภทสิทธิในชีวิตและร่างกาย สูงสุด จำนวน 133 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 20.59

- การกระทำการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 116 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 17.96

- การละเมิดสิทธิในการสื่อสาร จำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 0.31

มีรายการปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในรายงานข้อ 7 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญอื่น ๆ หัวข้อหนึ่งระบุเกี่ยวกับเรื่อง “ปัญหาการกระทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด (Impunity)” โดยกล่าวว่า “กำลังจะกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมประชาธิปไตยและหลักแห่งกฎหมาย แต่กลับจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง หากผู้มีอำนาจได้กระทำความผิดแล้ว มีกระบวนการลบล้างความผิด ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือ “ระบบสองมาตรฐาน” ขึ้นในสังคม อันจะนำมาซึ่งความถดถอย และเสื่อมคลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรงในอนาคต (อ้างจากเว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

สังเกตว่า รายงานฉบับนี้ กล่าวอ้างถึง “หลักแห่งกฎหมาย” และ “การเลือกปฏิบัติ” ซึ่งก็คือคำว่า “The Rule of Law” and “Discrimination” กล่าวคือ เป็นการพูดถึงความยุติธรรมที่แปลกแยก มีการเลือกปฏิบัติ การที่จุดยืนของกระบวนการยุติธรรมถูกทำให้เบี่ยงเบนไป แม้ บางครั้งอาจมีการอ้างเรื่องหลักข้อยกเว้นก็ตาม แต่เมื่อชั่งน้ำหนักเหตุผลแล้ว กลับไม่น่าเชื่อถือ ถือว่าเป็นรายงานที่กล่าวอ้างประเด็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ในกระแส “นิติปรัชญาแนววิพากษ์” (Critical Legal Studies :CLS) ถือเป็นแนวใหม่ ซึ่ง สิทธิกร ศักดิ์แสง (2550.) ได้กล่าวอ้างไว้ในบทความปริทัศน์

เรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือ สองมาตรฐานดังกล่าวข้างข้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ที่ความเปราะบาง ย่อมมีเป็นธรรมดา การลดความความมีทิฏฐิลงบ้าง ไม่ถืออัตตา จะเป็นสิ่งที่ดี ในแนวทางนี้เรื่องการเลือกปฏิบัติ ช่างใกล้เคียงกับความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง เหมือนอย่าง กรณีที่คุณดา ตอร์ปิโด ได้รับจากความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม (ดู สมภาร พรมทา,2554)

กรณีที่ใกล้เคียงกันยิ่งก็คือ กรณีของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ถูกกองทัพฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามป.อาญา ม.112 ซึ่งนักวิชาการต่างชาติต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในแนวทางที่ฉงน ไม่อยากเชื่อว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายที่มีต่อนักวิชาการที่มีชื่อเสียง (เควิน ฮิววิสัน. อ้างใน อัจฉรา อัชฌยกชาติ,2554.) หรือ ในกรณีของรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ได้หลบหนีหมายจับ ในกรณีดูหมิ่นฯ ตาม ป.อาญา ม.112 เช่นเดียวกัน

นี่แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพของบุคคล (ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง) กำลังถูกล่วงละเมิดในสังคมไทย ถือว่า ขัดแย้งสวนทางกับ “หลักนิติธรรม” เป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เห็นว่า นิติปรัชญากฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical Law) และ นิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ในเรื่องของวิวัฒนาการทางสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากยุคสู่ยุค จากรุ่นปู่ ย่า รุ่นพ่อ แม่ สู่ รุ่นลูก หลาน เวียนมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น “กฎหมาย” จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม เหมือนดัง “วิศวกรสังคม” (Social Engineering) ด้วยสมัยก่อน ยังไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ไม่มีปัญหาสังคม แต่ปัจจุบันได้เกิดมีปัญหาดังกล่าวขึ้น เพราะสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไปตามเส้นทางของประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของสังคม เช่น เกิดกฎหมายประกันสังคม กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายป้องกันการกระทำรุนแรงในครอบครัว หรือแม้กระทั่ง กฎหมายโสเภณี เป็นต้น

นิติปรัชญาแนวกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) ในโลกปัจจุบันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ด้วย “ความยุติธรรม” (Justice) แยกไม่ออกจากศีลธรรม (Moral) ซึ่งต้องมาก่อน “กฎหมาย” เสมอ ด้วยความแท้จริง มีอยู่แล้วในธรรมชาติ มิได้มีอะไรมาปรุงแต่ง เป็นของแท้ ๆ ไม่มีเทียม บริสุทธิ์ กฎหมายใดที่ฝ่าฝืนหลักการนี้ ถือว่าไม่มีผลบังคับ ก่อให้เกิดการดื้อแพ่งต่อกฎหมายได้

เนื่องจากกฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ได้ตราขึ้นมามีมากมาย ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง กลุ่มสิทธิมนุษยชนของผู้ด้อยโอกาส คือ “เด็กและเยาวชน” มีกฎหมายใหม่ที่สำคัญที่มีผลบังคับใช้แล้วในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 – 2553 อาทิ

1.พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553.

2.พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 20 และ 21) พ.ศ.2550 และ 2551

3.พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22, 25, 26 และ 28) พ.ศ.2547, 2550, 2550 และ 2551

4.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551

5.พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

6.พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

7.พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550

8.พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

9.พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2550

10.พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

11.พระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546

12.พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546

13.พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ในคดีอาญาฯ พ.ศ.2544

14.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน พ.ศ.2542

15.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

3.3 นิติปรัชญาแนวตะวันตก

สภาพสังคมโลก และ แนวโน้มไทย

นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 (1980’s) เป็นต้นมา กระแส “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยนายจอร์จ บุช(ผู้พ่อ) ได้ประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1990 (พ.ศ.2533)ใน 5 เรื่อง (issues) ที่สำคัญ คือ (1) เรื่องความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) (2) เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Right) (3) เรื่องสภาพแวดล้อม (Environment) (4) เรื่องการค้าเสรี (Free Trade) และ (5) เรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร (Copyright) (อิศราวดี ชำนาญกิจ, 2552)

ประกอบกับความก้าวหน้าทางข่าวสารเทคโนโลยี ( Information Technology) ตามทัศนะของ Alvin Toffler (1980) (ปรเมศวร์ กุมารบุญ, 2550) เห็นว่า โลกปัจจุบันเป็น “ยุคแห่งข่าวสาร” ซึ่งเป็น “คลื่นลูกที่สาม” (Third wave) อันเป็นผลต่อเนื่องมาจาก “คลื่นลูกที่หนึ่ง” (ยุคสังคมแบบการเกษตร) และ “คลื่นลูกที่สอง” (ยุคสังคมแบบการผลิตอุตสาหกรรม) มีการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการบริโภค เพื่อการพาณิชย์ การค้าขาย มิใช่เพื่อการยังชีพ หรือ การพออยู่พอกินตามอัตภาพ เหมือนดังแต่ก่อน ฉะนั้น แนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับ “การค้าเสรี” จึงมีอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์อยู่มาก ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจโลกรวมถึงระบบเศรษฐกิจไทย ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ในกระแสอิทธิพลของกระแส “โลกาภิวัตน์” นี้

มีการกล่าวกันว่าระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องของ “การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามชาติ” (Corporate Managed Trade) ซึ่งแผ่ขยายมาพร้อมกับการขายตัวของเขตการค้าเสรี ตามกฎเกณฑ์ของ WTO กลับส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่า "การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามชาติ" (Corporate Managed Trade) ให้กลายเป็นระบบการปกครองโลกในรูปแบบใหม่ขึ้น ผู้ชนะที่แท้จริงคือบรรษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้แพ้คือประชาชนทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและยากจน (Lori Wallach and Michelle Sforza, 1999)

จากสภาพสังคมเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของคนตะวันออก นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม จนถึงยุคปัจจุบันที่สังคมตะวันตกคอยยัดเยียดความ “เจริญก้าวหน้า” ตามลัทธิ “บริโภคนิยม” (Consumerism) ก่อให้เกิดสภาพปัญหาสังคมต่าง ๆ ขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำ (GAP) ขึ้นทั่วไป

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

อมาตยา เซน กล่าวปาฐกถาพิเศษเมื่อ17 ธันวาคม 2553 ในหัวข้อ “การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม” (Building social justice to close the social GAP) ในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2553 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้ (มติชนออนไลน์, 17 ธ.ค. 2553)

" อมาตยา เซน " กล่าวว่า ทุกวันนี้เชื่อว่าความยุติธรรมทางสังคมต้องเน้นไปที่คุณภาพชีวิตควบคู่กับ เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตอนนี้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอาจถดถอยกว่าในอดีต เพราะมีความไม่พอใจในเรื่องการกระจายอำนาจทางการเมืองอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และผมเองก็ชอบมากด้วย

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นสถาบันที่ดีมาก ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางสังคม จำเป็นต้องให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุความยุติธรรม ช่องว่างอาจจะมีอยู่จริง ความไม่พอใจอาจเป็นความไม่พอใจแบบรุนแรง อย่างไรก็ตามต้องมีการประชุม มีการพูดคุยหารือกัน เพราะสิ่งที่คนเห็นในประเทศว่าเกิดอะไรนั้นเป็นเรื่องสำคัญ คนในสังคมก็แสดงความคิดเห็นออกมามากมาย ซึ่งสังคมต้องนำมาแก้ไขและมองเห็นช่องว่างทางสังคมว่าเป็นช่องว่างในเชิง ภูมิภาคหรือเชิงพื้นที่ หรือแม้กระทั่งช่องว่างความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เพราะแต่ละภูมิภาคประสบปัญหาไม่เหมือนกัน

ปัญหาความแตกต่างด้านภูมิภาคเกิดขึ้นทั่วโลกควร ช่วยกันแก้ไขปัญหา ส่วนช่องว่างที่เกิดขึ้นมานานก็คือ ช่องว่างเชิงชนชั้น ในความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งนำพาไปสู่ความไม่ลงรอยกันเหมือนประเทศอื่นๆในภูมิภาค นี่ถือเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขและคิดกันใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความไม่ เท่าเทียมกันทางชนชั้น

ในเรื่องเพศวิถีนั้น ความแตกต่างระหว่างชายกับหญิงเกิดขึ้นสูง และยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศ โอกาสทางสังคมมีน้อย เศรษฐกิจในหลายภาคส่วนไม่เกิด เสียงทางการเมือง ขาดความสมดุล จนทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์มากในทางการเมือง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ มีช่องว่างหลายช่องทำให้ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ จึงต้องมีการเข้ามาตรวจสอบตรงนี้จุดนี้ให้มาก

ส่วนเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกของคนในชุมชน ความไม่เสมอภาคย่อมเกิดตามมา การดูแลคนกลุ่มน้อยอาจจะเป็นเรื่องที่ดูท้าทายดี ในประชาธิปไตยนั้นคนกลุ่มใหญ่จะต้องมีความเข้าใจในปัญหาร่วมกัน ซึ่งก็ควรมีในประเทศไทยเช่นกัน ในการดูแลคนคนพิการ 6 ล้านคน จาก 6,000 ล้านคนทั่วโลก มีน้อยมาก ซึ่งมีผลต่อการหารายได้และการใช้ชีวิตของคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งสังคมต้องพยายามให้ความช่วยเหลือคนพิการในส่วนนี้ เพื่อคนพิการจะได้ใช้แขนขาเทียมตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญเราจำเป็นต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำว่ามีอะไรบ้างที่นำไปสู่ความ แตกแยกของคนในสังคม เมื่อความแตกแยกมารวมกันก็จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และเชื่อว่า "ปัญหาสังคมไม่มีเพียงแค่นี้ ช่องว่างต่าง ๆ เป็นสิ่งที่นำไปสู่การแบ่งแยก และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือความแตกแยกหลายอย่างมารวมตัวกันก็จะกลายเป็น ความยิ่งใหญ่ของปัญหา"

นักปรัชญาฝ่ายซ้าย มักเห็นว่า กฎหมาย คือ การเมือง (Law is Politics) ด้วยเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ซึ่ง ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต ก็ได้เขียนบทความหนึ่ง บรรยายถึงเรื่องการเมืองไว้สรุปว่า “นี่คือการเมือง” (This is Politics) ดังจะขอยกมาอ้างอิงดังนี้ (ดู ลิขิต,2553)

คำว่า “นี่คือการเมือง” เป็นคำกล่าวเมื่อมีการกระทำที่ผิดแผกไปจากสภาวะปกติ บางครั้งมีการขัดต่อจริยธรรม ศีลธรรม และความยุติธรรม เมื่อมีปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็จะมีการอธิบายว่า “นี่คือการเมือง” ในแง่หนึ่งคำกล่าวอ้างนั้นเสมือนหนึ่งเป็นการให้อภัย (apologia) หรือแก้ตัว (excuse) กับการกระทำที่ขัดต่อความยุติธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม เช่น การพูดโกหกใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม การปั้นเรื่องเท็จเพื่อผลทางการเมือง การโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามบนพื้นฐานของความไม่จริง การใช้กลยุทธ์เพื่อเอาชนะคะคานในลักษณะชกใต้เข็มขัด และเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นก็จะมีการแก้ต่างว่า “นี่คือการเมือง”...

...“การเมืองคือศิลปะแห่งการทำให้เป็นไปได้” (Politics is the art of the possible) บ่อยครั้งจะมีการตัดสินใจเพื่อความสะดวกหรือเพื่อผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น ที่เรียกว่า political expediency...

"...การสร้างแนวร่วมหรือการสร้างรัฐบาลผสมจะมีการสับเปลี่ยนขั้วกันตลอดเวลาโดยอิงผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง จนเกิดคำกล่าวที่ว่า “ผลประโยชน์เท่านั้นนิรันดร” ในกรณีของไทยนั้น มีการกล่าวว่า “ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวรทางการเมือง”

การเมืองจึงเป็นเรื่องของการเกี่ยวข้องกับอำนาจ และอำนาจเป็นสิ่งที่หอมหวน ใครๆ ก็อยากจะได้ จึงทำให้การแปรสภาพทางจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ทำให้เกิดความรู้สึกว่านักการเมืองที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแสวงหาอำนาจทางการเมืองนั้นเป็นบุคคลที่ไว้ใจยาก เพราะจะมุ่งผลประโยชน์ อำนาจ เกียรติยศชื่อเสียง เป็นหลัก การพูดการจาจะต้องฟังหูไว้หู เพราะมีทักษะในการพูดจาหว่านล้อมให้คนเชื่อถือ และมีจุดมุ่งมั่นที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือ การได้ประโยชน์จากคนที่ตนพบปะ ในกรณีของประชาชนก็คือการได้รับการสนับสนุนจากคะแนนเสียง ในกรณีที่พบกับนักธุรกิจก็หวังจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเส้นสายโยงใย ในกรณีที่พบกับข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนก็คือการสร้างฐานของความเชื่อมโยงในการบริหารประเทศในอนาคต แต่ละจุด แต่ละขั้น แต่ละตอน มักจะมีระเบียบวาระซ่อนเร้นอยู่ในทุกๆ เรื่อง ทำให้นักการเมืองถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะนักการเมืองคือผู้ซึ่งใฝ่หาอำนาจและตำแหน่ง จึงเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราว เฉพาะกิจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ กับวงการใหม่ กับกลุ่มคนใหม่ ขณะเดียวกันก็สามารถจะหันกลับมาสู่ความสัมพันธ์เดิมได้อีกถ้าเอื้อประโยชน์ให้แก่ตน ..."

จะเห็นได้ว่า แนวคิดที่ ดร.ลิขิต ได้กล่าวอ้างไว้ ใกล้เคียงกับแนวคิดที่ว่า กฎหมาย คือ การเมืองยิ่งนัก (ผู้เขียน)