จากฉบับก่อนที่เขียนแล้วมีผู้มาถามว่า “ใครคือครู”

รู้สึกว่าท่านจะใช้นามว่า “Q”

ชะงักไปเหมือนกันค่ะ เพราะใจหลงเคลิ้บกันบางสิ่งบางอย่าง ครูในความหมายของความเป็นสมมุติ มีพี่ท่านหนึ่งที่ติ๋วเคารพ และท่านเมตตาชี้โจทย์ให้ทำ ให้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

น้อมกราบท่านของเป็น “ลูกศิษย์” เพื่อฝึกฝนตน เดินตามท่านเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่สำคัญว่า “ใครจักมองเช่นใด” หากจะว่าไป ก็สองปีจะเข้าสามปีแล้ว ที่เพียรพยายาม “ภาวนา”หากใหประเมิน สามปได้เท่านี ก็ถือว่า “ยังเนิ่นช้าอยูคะ”

 เป็นภาพสะท้อนว่า ติ๋วยังทำเหตุแห่งคาวมก้าวหน้ายังไม่ถึงพร้อม ผลจึงได้เพียงเท่านี้ก็ครูถามว่า

“หายใจเป็นยัง”

 แค่นี้ก็หงายหลังแล้ว ค่ะเพราะติ๋วไม่ค่อยจะเป็นสักเท่าไหร่ ภาวนาแบบเอาตัวรอด

คือ ยังไงหล่ะเมื่อทุกข์มากทุกหนัก ๆ ทุกข์บีบคั้น แทบน้ำาร่วงแทบ้องไห้ หรือใครเสียชีวิต ค่อยน้อมนำมาปฏิบัติแบบไม่คิดชีวิต แต่พอผ่านก็ยังประมาทอยู่ แต่ครูก็ไม่เคยทอดทิ้ง ท่านไม่เคยทิ้งติ๋วไปจากใจ

ท่านอดท๊น อดทน ในการสอน แม้ศิษย์งี่เง่า ทำท่านบาดเจ็บหลายครั้งท่านก็ทน แล้วก็ให้เอาใหม่ ครูพูดเสมอ ๆ ว่า

“ชีวิตคือการเริ่มใหม่ทุกขณะ ผิดก็เอาใหม่ เอาใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจ”

อย่างสอนชาวต้นกล้าเรื่องโรคสมองติดยา สารเสพติด สอนครั้งแรกไม่ได้เรื่องเลย ตื่นเต้นเตรียมตัวไม่ดี ครูก็เมตตา น้องก็เมตตา

มาครั้งที่สองเมื่อวานก็ไม่ค่อยมีเวลาเตรียมตัวมากนัก งานก็บีบ แต่ครูและกัลยาณมิตรท่านก็เมตตา ก็เห็นความก้าวหน้าในตนเองได้บ้างนี่เพราะ

“ครูชี้โอกาสให้ หยิบยื่นโอกาสมาใส่มือให้”

จะว่าโลภ ติ๋วก็โลภนะ ทุกครั้งที่ครูยื่นโจทย์ให้ ยุ่งยากแค่ไหนก็ทำ ทำแบบพยายามไม่คาดหมายในผล แต่บางครั้งด้วยความที่ยังเป็นผู้โง่ ก็ยังลุ้นอยู่นะค่ะ ยังคาดหมายในผล แต่เพราะมีโอกาสได้ฝึกฝน ฝึกตน ได้ทำซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆๆ ทำไปเรื่อย ๆ ก็จักพออยู่ได้ มีการพัฒนาบ้าง

อย่างเรื่อง Note taker ก็เช่นกัน ครั้งแรกที่ถูกมอบหมายทำไปด้วยความโกรธ เพราะจิตใจไม่เข้มแข็งรับแรงปะทะทางอารมณ์และความบีบคั้นไม่ได้ แต่มาทุกวันนี้พอไหวมากขึ้น มาหน่อย

การก้าวเดิน ณ เส้นทางการฝึกตน แต่ละคนไม่มีซ้ำ แต่มีร่องรอยของผู้รู้นำชี้ทางไม่ให้หลงผิดไปไกล ครูโดยสมมุติของติ๋ว ท่านงดงามเสมอไม่ว่าท่านทำสิ่งใด 

ความสงสัยในท่านไม่มีปรากฏในจิต รักและเทิดทูลเหนือสิ่งอื่นใด

เคยมีบางคนแซวว่าเหมือนขี้ข้า ก็ไม่มีขุ่นมัวแฮะ กลับรู้สึกว่า "ดีเสียอีกได้มีโอกาสรับใช้"

รับรู้กับตนเองว่า ตอนนี้ไม่พร้อมจะเป็นผู้นำ ไม่อยากนำใคร ไม่อยากก้าวเดินออกมาอยู่ข้างหน้า เหมือนยังไม่ใช้เวลา หลายครายังวิ่งหลบหลังครู หรือ หลังคนอื่น ไม่รู้หรอกค่ะว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาก็ดูใจตนเองไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อไหร่ที่ครูผลักหัวให้ออกมาเรียนรู้ ก็ทำมันเต็มที่แล้วก็ใคร่ครวญ เพราะไม่ใช่ผู้เลิศแล้ว จึงต้องมีครูชี้นำทาง

หากมานึกย้อนแบบไม่ยึดติด ทุกสิ่งที่ปรากฏ ทุกเรื่องราว ทุกสถานการณ์เป็นการเข้ามาสอนการดำเนินชีวิตทั้งนั้น พายุฝน ลมแรง อากาศร้อน ความโกรธ ความเศร้าหมอง ความฟุ้งซ่าน ความขุ่นมัว ก็คือ “ครู” ที่มาสอน ถ้ายังไม่รู้ สิ่งเหล่านี้ก็จักเกิดซ้ำ ให้ได้เรียนรู้แบบซ้ำๆ จนกว่าจะเข้าใจ แค่จำได้ไม่พอ ต้องเข้าใจด้วยปัญญา ติ๋วยังยอมรับไม่สนิทใจนักว่า

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดีเสมอ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ครู”

เพราะเมื่อใดที่ใจยอมรับจะไม่มีคร่ำครวญหรือสงสัย

แต่ลึก ๆ ก็เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดชีวิต เป็นบทเรียนเป็นโจทย์ที่ต้องทำ เป็นกรรม บางอารมณ์ความคิด ความรู้สึก ที่ยังไม่ผ่านก็ยังเกิดขึ้น

พูดกับตนเองเสมอ ๆ ว่า

“โจทย์เก่า แต่เปลี่ยนตัวละครใหม่เหรอเนี๊ย”

บางทีก็เบื่อที่จะเรียน แต่เลี่ยงไม่ได้ ก็ลุย ก็เงยหน้าเงยตามทำไป เรียนไปจนกว่าจะมีปัญญา

นี่แหละค่ะ คือ ครูจากความหมายภายในใจ

              กราบขอบพระคุณท่าน “Q” ที่ตั้งคำถามให้ได้ฝึกฝนปัญญา

              กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาเสมอมา