“คนมีอำนาจต้องกระจายอำนาจเพราะอำนาจคือภารกิจ”

บ้านหนองกลางดง : อำนาจของชาวบ้านกับการกำหนดวิถีชีวิตชุมชน

 

หากย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก วิถีชีวิตชาวบ้านถูกผูกขาดและกำหนดโดยบุคคลภายนอก ตั้งแต่การดำเนินชีวิตประจำวันจนถึงการประกอบอาชีพ นั่นคือของกินของใช้ต้องซื้อหาเป็นสินค้าจากตลาดในเมือง พืชผลการเกษตรที่ผลิตได้ พ่อค้าก็เป็นคนกำหนดราคา หากคิดจะแก้ไขปัญหาก็รอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เข้ามาจัดการให้ และหมู่บ้านหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือบ้านหนองกลางดง ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

ปฐมบทการพัฒนา

ในปี2539 โชคชัย  ลิ้มประดิษฐ์ อดีตเสือร้ายแห่งสามร้อยยอด ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน สิ่งที่ “ผู้ใหญ่โชค” เห็นก็คือ บ้านหนองกลางดงมีปัญหาสารพัด บ่อนการพนัน การค้ายาเสพติด และการลักขโมยที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน “ซ้ายค้ายาขวาเปิดบ่อน” เป็นคำกล่าวที่มองเห็นภาพว่า หากนั่งอยู่ที่บ้านจะมองไปทางซ้ายหรือทางขวาก็หาอะไรดีไม่ได้เลย

นับว่าเป็นโชคดีของหมู่บ้านแห่งนี้ อีก 1 ปีต่อมา ด้วยรัฐธรรมนูญ ปี2540 ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ประกอบกับการมีสำนักงานกองทุนเพื่อสังคม ทำให้ผู้ใหญ่โชคมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีน้ายงค์หรือลุงยงค์ (ประยงค์  รณรงค์) ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ให้การเรียนรู้

 

ข้อมูลชุมชนเครื่องมือแก้ปัญหาเชิงรุก

“ค้นหาแกนนำชาวบ้านมาร่วมมือและเป็นคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน” เป็นการเตรียมตัวก่อนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาดูงานมาใช้ และสิ่งแรกที่น้ายงค์ได้ให้คำแนะนำคือ “เก็บข้อมูลชุมชน” เก็บข้อมูลเพื่อหาปัญหา หาสาเหตุ เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุก

“ผมเปิดเวทีชาวบ้านเพื่อเก็บข้อมูล ชาวบ้านพันกว่าคนให้ความร่วมมือไม่ถึงสิบคน” ความล้มเหลวจากการทำงานครั้งแรก “ชาวบ้านไม่กล้าพูดความจริง” บทสรุปจากการเปิดเวทีครั้งนี้

ใช้แบบสอบถาม เป็นความพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลชุมชน กระบวนการที่ถูกกำหนดขึ้นเริ่มจาก

  • ชวนชาวบ้านมาร่วมกันออกแบบสอบถาม คำถามคือชาวบ้านอยากรู้อะไร
  • เก็บข้อมูล ขั้นตอนนี้มีการทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เพราะชาวบ้านกังวลว่าจะได้รับผลร้ายจากการให้ข้อมูล
  • รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูล โดยมีคนภายนอกมาช่วยทำแผนที่ข้อมูลและแผนที่ความคิด จัดระบบข้อมูลให้ง่ายต่อความเข้าใจ
  • วิเคราะห์และรับรู้ข้อมูล เชิญหัวหน้าครอบครัวทุกบ้านมาร่วมประชุมมาร่วมวิพากย์วิจารณ์หาจุดอ่อนจุดแข็งของชุมชน

ครั้งนี้ได้ผล และผลงานสำคัญคือ “แผนชุมชนพึ่งตนเอง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของคนในหมู่บ้านกว่า 13.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านต้องการให้แก้ไขเป็นอันดับแรก

  • แผนลดต้นทุนการผลิต : เกษตรธรรมชาติ ลดการใช้ปุ๋ย
  • แผนเพิ่มมูลค่าผลผลิต : ระดมทุนชุมชนทำสัปรดกวนขาย
  • แผนประหยัดรายจ่าย : ตั้งร้านค้าชุมชน ปั๊มน้ำมัน “คนในหมู่บ้านสัญญาว่าจะไม่ไปซื้อของนอกหมู่บ้าน
  • แผนหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สมาชิกในหมู่บ้านกู้ยืม : ตั้งกองทุนชุมชน

“การใช้ข้อมูลและแผนชุมชนพึ่งตนเอง ก็เป็นการฝึกคนให้คิด พอคิดได้ก็จะมีจิตสำนึก คนมีจิตสำนึกก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม”

“ปลดหนี้นอกระบบให้ชาวบ้านมา 3 ปีแล้ว”

เป็นคำกล่าวถึงความสำเร็จส่วนหนึ่งของการจัดทำแผนชุมชน ที่เกิดจาการมีส่วนร่วมของชาวบ้านตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ

 

สภาผู้นำชุมชน : โครงสร้างเกี่ยวกับชีวิต ความคิด และการทำมาหากินของชาวบ้าน

“คนมีอำนาจต้องกระจายอำนาจเพราะอำนาจคือภารกิจ” ผู้ใหญ่โชค เริ่มนำมาปฏิบัติจากคำแนะนำที่ได้ไปดูงานที่ไม้เรียง คือ สภาผู้นำชุมชน เป็นการคัดเลือกผู้แทนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ในหมู่บ้าน ที่แบ่งเป็น 14 กลุ่ม แต่ละกลุ่มเลือกมา 4 คน คุณสมบัติของผู้แทนกลุ่ม คือ 1. ฉลาด 2. จิตสาธารณ 3. พูดจารู้เรื่อง รวมแล้วได้มา 56 คน จากนั้น เชิญผู้ใหญ่บ้าน 1 คน และ อบต. 2 รวม 59 คน เป็น “สภา59”

สภา 59 มีการประชุมทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เริ่มตั้งแต่ 10.00 -12.00 น. เพื่อรวบรวมปัญหา กำหนดแนวทางพัฒนาหมู่บ้าน และจัดทำร่างโครงการเพื่อเสนอให้ชาวบ้านพิจารณาอนุมัติในภาคบ่าย

“ตั้งแต่มีการจัดตั้งสภามา มีการประชุมกันมาตลอดไม่เคยหยุด” ซึ่งก็เป็นเวลากว่า 15 ปีมาแล้ว และในการประชุมจะมีการถ่ายทอดเสียงตามสายเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนได้รับทราบ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องมีคนไม่ได้มาประชุม และขณะนี้ตำบลศิลาลอยก็มีสภาผู้นำชุมชนครบทั้ง 9 หมู่บ้านแล้ว

 

องค์การบริหารส่วนตำบลกับการจัดการงบประมาณที่แสนจะง่าย

อบต.ศิลาลอย มีงบประมาณ ประมาณ 26 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำประมาณ 12 ล้านบาท กันไว้เป็นงบฉุกเฉิน 3 ล้านบาท เหลือ 11 ล้านบาท เอามาหารเฉลี่ยให้ทั้ง 9 หมู่บ้านเพราะประชากรใกล้เคียงกัน ทุกหมู่บ้านต้องทำแผนเสนอ อบต. “ชาวบ้านรู้ปัญหา ชาวบ้านจัดการเอง” โครงการที่เสนอ อบต. โดยทั่วไปก็จะเป็นงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน 70% และด้านพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาสังคม 30% นี่คือผลที่ได้จากการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงบประมาณของชาวบ้านและสภาผู้นำชุมชน

 

การพนันกับการค้ายาปัญหาของหมู่บ้านที่ต้องแก้ไข

     หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหา

  • เอาปัญหาเป็นตัวตั้ง
  • คนคนเดียวแก้ไขปัญหาไม่ได้
  • ในการประชุมชาวบ้าน ต้องพูดคุยเรื่องของหมู่บ้านเป็นหลัก และต้องพูดความจริง พูดความจริงแค่ 1 ใน 4 ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว

เริ่มจากขอความร่วมมือกับชาวบ้านให้ดูข้างบ้านตัวเอง (1) ลูกใครติดยาเสพติด (2) ใครขายยาเสพติด (3) ใครเปิดบ่อนการพนัน เป็นการวัดใจชาวบ้านที่จริงผู้ใหญ่โชคก็รู้อยู่แล้ว เมื่อเอาปัญหาเข้าสู่เวทีประชุมชาวบ้าน และมีการถ่ายทอดเสียงไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ข้อมูลที่ได้คือ มีเด็กติดยางอมแงม 13 ราย (อนุมานว่าเป็น 13 ขโมยด้วยเพราะของในหมู่บ้านหายบ่อย) มีคนขายยาบ้า 3 ราย และมีบ่อนการพนัน 2 บ่อน ที่ประชุมชาวบ้านมีมติ ไม่อยากให้มีบ่อน และไม่อยากให้มีการขายยา ข้อตกลง ถ้าเลิกไม่มีการรื้อฟื้นเรื่องเดิม ถ้าไม่เลิกต้องถูกตำรวจจับ ผู้ใหญ่ใชคประกาศให้รับรู้ทั่วกัน

“ตกลงกันแล้วต้องปฏิบัติการจริงเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น” หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านแจ้งว่า ทั้งบ่อนการพนันและการขายยายังไม่ยอมเลิก “ถ้าไม่ไปจับคนแจ้งมันก็ด่าผมเพราะมันรอดูอยู่” ผู้ใหญ่โชคต้องประสานงานกับตำรวจมาช่วยจับบ่อนการพนันและการค้ายาบ้า

ผลสำเร็จจากการเอาจริงเอาจังคือ ทุกวันนี้ไม่มีบ่อนการพนันและการค้ายาบ้าในหมู่บ้าน เพราะอยากเล่นอยากค้าต้องไปทำที่อื่น 5 ปีมาแล้วที่นี่ไม่มีของหาย” บทสรุปในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

 

ภูเขาป่าไม้ของหมู่บ้าน กับ ความเจ็บใจที่ได้รับ

บ้านหนองกลางดงมีภูเขาอยู่กลางหมู่บ้านพื้นที่ ประมาณ 725 ไร่ เดิมเป็นเขาหัวโล้น “ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ตามที่ในหลวงได้พระราชทานพระราชดำริไว้ ถูกนำมาใช้ พร้อมให้ชาวบ้านที่อยู่รอบเชิงเขาเป็นผู้ดูแล “ใครมาตัดไม้ชาวบ้านแถวนั้นเขาจะไปไล่เอง” ตัวชี้วัดที่บอกว่าป่าเริ่มอุดมสมบูรณ์ คือ “ถึงหน้าเห็นโคนมีเห็ดโคนให้ชาวบ้านเก็บไปขายหลายตัน”

แต่ด้วยภูเขาดังกล่าวเป็นพื้นที่เคยทำโรงโม่หินและเหมืองแร่เหล็ก แม้จะหมดอายุสัมปทานไปแล้วแต่นายทุนนอกพื้นที่ยังใช้อิทธิพลให้ได้รับสัมปทานต่ออยู่ตลอดเวลา มีการติดต่อเสนอเงินให้ผู้ใหญ่โชค 27 ล้านบาท ให้เลิกเป็นแกนนำในการอนุรักษ์ “เงินผมก็อยากได้แต่ป่ามันไม่ใช่ของผม” นอกจากการตอบปฏิเสธแล้วผู้ใหญ่โชคยังชี้แจงผ่านเสียงตามสายให้ชาวบ้านรับรู้เรื่องนี้ด้วย การจดทะเบียนพื้นที่ภูเขาเป็นป่าชุมชน การระดมทุนชาวบ้านซื้อที่ดินปิดทางเข้าหน้าเหมืองแร่ การออกรายการที่วีเพื่อชี้แจงเรื่องราว และการประสานงานกับสมาชิกวุฒิสภา เป็นสิ่งที่ชาวบ้านร่วมกับผู้ใหญ่โชคได้ร่วมกันอนุรักษ์พื้นที่ป่า

ผู้ใหญ่ใชคการกล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการแลกเปลี่ยน “การทำความดีต้องต่อสู้กับ ความโลภ เป็นชัยชนะครั้งที่1 ต้องต่อสู้กับความกลัว เป็นชัยชนะครั้งที่2 แต่การต่อสู้กับอำนาจรัฐ เป็นสิ่งที่เจ็บใจของผม” ด้วยสิ่งที่เจ็บใจและเสียใจของผู้ใหญ่โชคก็คือ นอกจากจะไม่สนับสนุนชาวบ้านแล้ว หน่วยงานของรัฐในจังหวัดยังคงอนุมัติให้สัมปทานในพื้นที่เขาของหมู่บ้าน และยังมีข้าราชการคอยติดต่อให้หยุดการคัดค้านการเข้ามาหาผลประโยชน์ของนายทุนจากพื้นที่ ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันฟื้นฟูจนอุดมสมบูรณ์แล้ว

 

เสร็จสิ้นการดูงาน

กว่า 15 ปี ที่ชาวบ้านหนองกลางดง ได้ร่วมมือร่วมใจแก้ไขปัญหาความยากจน บ่อนการพนัน และยาเสพติด โดยอาศัยข้อมูลจากหมู่บ้านเพื่อแก้ปัญหาของชาวบ้าน และการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐระดับท้องถิ่น ให้เป็นโครงสร้างอำนาจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง จากหมู่บ้านที่ใกล้ล่มสลายกลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบ ที่ชาวบ้านสามารถคิดและวิเคราะห์ปัญหาได้ พร้อมจะดูแลปกป้องหมู่บ้านตนเอง มีการกระจายอำนาจ มีการสร้างการมีส่วนร่วม มีธรรมาภิบาลในการจัดการหมู่บ้าน และมีการนำของผู้นำที่มีศักยภาพ แล้วประเทศไทยจะมีแบบหนองกลางดงกี่แห่ง ผู้คนหลากหลายจากทุกภาคจากต่างสังกัดเดินทางไปศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอมิได้ขาด ด้วยความอยากเห็นและอยากจะเป็นหนองกลางดง แล้วจะทำได้หรือไม่ เป็นคำถามในใจจากการไปศึกษาดูงานครั้งนี้ เพราะหลายครั้งที่ทำงานกับชาวบ้านและหน่วยงานของรัฐ มักจะมีคำตอบว่าโครงการต่างๆ สามารถทำได้ทั้งนั้นถ้ามีเงินมาให้ทำ หรือเริ่มการทำงานก็ตั้งคณะกรรมการที่เป็นโครงสร้างของอำนาจรัฐ ด้วยหวังจะใช้อำนาจให้การทำงานบรรลุผล ก็น่าคิดได้ว่าถ้าจะแก้ปัญหาแบบหนองกลางดงหากยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยนจิตสำนึก และไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ดังที่ผู้ใหญ่โชคได้เปลี่ยนชาวหนองกลางดงมาแล้ว มีเงินก็ทำไม่ได้ ยิ่งใช้โครงสร้างอำนาจก็ไม่มีทางได้ผล