ข้อสนับสนุนของการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ
นัทธี จิตสว่าง
นับเป็นเวลาเกือบ 200 กว่าปีมาแล้ว ที่สังคมมนุษย์เริ่มพัฒนานำเอาระบบเรือนจำมาเป็นมาตรการในการลงโทษผู้กระทำผิดที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างจริงจัง โดยหวังกันว่าการใช้ระบบเรือนจำจะเป็นมาตรการการลงโทษ ที่มีมนุษยธรรมและให้ประโยชน์แก่สังคมมากกว่าการลงโทษโดยการเฆี่ยนตีและทรมานแบบเดิม แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ความเชื่อมั่นในระบบเรือนจำเริ่มจะลดน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้เพราะระบบเรือนจำได้สะท้อนให้เห็นอะไรๆ หลายๆ อย่าง ซึ่งแสดงให้เห็นผลในทางลบทั้งต่อตัวผู้กระทำผิดเอง และต่อสังคมโดยส่วนรวมในเกือบแทบทุกประเทศ เรือนจำมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็น“โรงเรียนของอาชญากร” มากกว่าสถานที่แก้ไขดัดสันดานผู้กระทำผิด และยิ่งเมื่อแนวความคิดในระยะหลังเริ่มจะตระหนักว่า ผู้กระทำผิดที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำนั้นเกือบจะทั้งหมดจะต้องกลับออกมาสู่สังคมภายนอกหลังจากใช้ระยะเวลาหนึ่งในเรือนจำ ดังนั้น การปรับปรุงแก้ไขให้ผู้ต้องขัง สมารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกได้ภายหลังพ้นโทษ จึงเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งในเรื่องนี้มักจะมีผู้กล่าวว่า “เราจะแก้ไขผู้กระทำผิดได้อย่างไรในสถานที่ที่เรียกว่า คุก หรือ เรือนจำ” ความเชื่อเช่นนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพของเรือนจำไม่เหมาะสมสำหรับการ “แก้ไข”

นอกจากนี้เรือนจำยังแยกผู้กระทำผิดออกจากสังคมที่เขาเป็นส่วนหนึ่งทำให้ยากต่อการที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมภายหลังการพ้นโทษ ดังนั้นในระยะหลังจึงเกิดการตื่นตัวในความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ (Noninstitutional Treatment) การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชน (Community – Based Corrections) การลดการใช้โทษจำคุก (Deinstitutionization) และการใช้วิธีการลงโทษแบบอื่นแทนการจำคุก (Alternatives To Imprisonment) ซึ่งมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ทั้งนี้โดยมุ่งหวังที่จะตัดหรือหันเหผู้กระทำผิด ออกไปจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion From Criminal Justice System)

การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ จึงหมายความครอบคลุมถึง การใช้มาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดแบบอื่นๆ แทนมาตรการการจำคุกผู้กระทำผิดไว้ในเรือนจำ เช่น การปล่อยอย่างมีเงื่อนไขในชั้นของอัยการ และของศาล และอาจมีขึ้นภายหลังจากที่ผู้กระทำผิดได้ถูกจองจำในเรือนจำแล้ว เช่น ได้รับการปล่อยตัวอย่างมีเงื่อนไขออกไปก่อนครบกำหนดโทษ ทั้งนี้โดยถือว่าการจำคุกผู้กระทำผิดในเรือนจำเป็นมาตรการในหรือปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมสำหรับผู้กระทำผิดบางประเภท เช่น ผู้กระทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ หรือผู้กระทำผิดประเภทต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องมีการควบคุมไว้อย่างเข้มแข็งในเรือนจำเพื่อความปลอดภัยของสังคม แต่ในขณะเดียวกันการใช้มาตรการจำคุกอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับผู้กระทำผิดบางประเภท เช่น ผู้กระทำผิดครั้งแรกในคดีเล็กน้อย ซึ่งอาจใช้ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้โดยใช้มาตรการอื่นๆ แทนการจำคุกไว้ในเรือนจำอันจะเป็นผลดีต่อการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยในระยะยาวมากกว่า
การหลีกเลี่ยงการใช้โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดบางประการหรือการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำโดยการหันไปปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชนได้รับการยอมรับและมีการปฏิบัติอยู่ในระบบราชทัณฑ์ของทุกประเทศ ทั้งนี้เพราะมีเหตุผลและข้อสนับสนุนทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติอยู่หลายประการ คือ
1. เป็นการลดผลกระทบในทางลบของระบบเรือนจำต่อผู้ถูกจองจำ
โทษจำคุกจะส่งผลกระทบในทางลบต่อผู้ถูกจองจำ ในลักษณะต่างๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการกลับตัวให้เข้ากับสังคมภายนอกหลังการปลดปล่อย ผลกระทบในทางลบของโทษจำคุกนั้น อาจพิจารณาได้ดังนี้
ประการที่หนึ่ง โทษจำคุกจะก่อให้เกิดรอยมลทิน (Stigma) ในตัวผู้ถูกจองจำ กล่าวคือ ผู้ที่เคยถูกจำคุกมาแล้วนั้น จะถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนขี้คุก ขี้ตะราง ไม่มีใครอยากจะคบหาสมาคมด้วย การกลับเข้าทำงานหรือศึกษาต่อจะกระทำได้ยากขึ้น สังคมทั่วไปจะตั้งข้อรังเกียจ ฉะนั้น เมื่อสังคมส่วนใหญ่มีความรู้สึกที่ไม่ดี ต่อผู้ต้องโทษจำคุกหรือไม่ยอมรับผู้พ้นโทษก็จะทำให้ผู้พ้นโทษไปคบหาสมาคมกับผู้พ้นโทษด้วยกันเองและนำไปสู่การกระทำผิดขึ้นอีก
ประการที่สอง สภาพและความเป็นอยู่ภายในเรือนจำจะส่งผลกระทบในทางลบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ถูกจองจำ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกจองจำในเรือนจำเป็นครั้งแรกจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจเป็นอย่างมาก อาจทำให้ทัศนคติ นิสัยและมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางลบได้ นอกจากนี้แล้วแม้ว่าภายในเรือนจำจะมีสิ่งจำเป็นต่อความเป็นอยู่เบื้องต้นของมนุษย์ แต่สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำโดยทั่วไปในเกือบทุกประเทศ เมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมภายนอกไม่ดีเท่าใดนัก และเมื่อประกอบกับภาวะของความกดดันต่างๆ แล้ว จะมีผลกระทบกระเทือนจิตใจ และร่างกายตลอดจนวิถีชีวิตของผู้ถูกจองจำให้เสื่อมทรามลงและหากจะต้องถูกจองจำอยู่เป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้เกิดการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของเรือนจำ (Prisonization) ทำให้เกิดความเคยชินต่อคุกต่อตะราง และไม่เกรงกลัวอีกต่อไป
ประการที่สาม คุกหรือเรือนจำเป็นที่รวมของผู้กระทำผิดในประเภทต่างๆ หลายประเภท และโดยสภาพของเรือนจำแล้วผู้กระทำผิดเหล่านี้จะต้องอยู่ร่วมกัน และคบหาสมาคมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดเทคนิคในการประกอบอาชญากรรม ตลอดจนทัศนคติต่อการกระทำผิดในระหว่างผู้ต้องขังก็อาจจะมีขึ้นได้ จึงทำให้ผู้ต้องขังที่ไม่มีสันดานเป็นผู้ร้ายก็อาจจะได้รับการถ่ายทอดทัศนคติค่านิยม ตลอดจนแบบแผนการดำเนินชีวิตต่างๆ จากผู้ต้องขังที่มีความจัดเจนแล้วได้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขผู้กระทำผิดประเภทที่ได้กระทำผิดโดยพลาดพลั้งหรือไม่มีสันดานเป็นผู้ร้ายได้
ผลกระทบของระบบเรือนจำที่มีต่อผู้จองจำดังกล่าวนี้ เป็นผลกระทบในทางลบ และเป็นผลกระทบที่จะทำให้ผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่สังคมยากขึ้น

2. เป็นการลดความแออัดยัดเยียดในเรือนจำ
การนำมาตรการต่างๆ ในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำมาใช้ ช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำให้น้อยลง หากว่าสังคมไม่มีมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยวิธีอื่น นอกจากการลงโทษจำคุกในเรือนจำแล้วนั้น ก็หมายความว่าผู้กระทำผิดเกือบทั้งหมดจะถูกส่งตัวเข้าคุกในเรือนจำ ภาวะการณ์ดังกล่าว ถ้าดำเนินติดต่อกันไปเรื่อยๆ ก็จะก่อให้เกิดความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งในภาวะที่เรือนจำต้องรับภาระในการควบคุมผู้ต้องขังไว้เกินกว่าขนาดความจุปกติของเรือนจำ
ความแออัดยัดเยียดในเรือนจำจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานเรือนจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการควบคุมหรือในด้านการอบรมแก้ไขผู้ต้องขัง กล่าวคือในด้านการควบคุมผู้ต้องขังนั้น หากเกิดความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขัง การปกครองดูแลมิให้ผู้ต้องขังก่อความวุ่นวาย ตลอดจนการทำร้าย วิวาทหรือรังแกผู้ต้องขังด้วยกันเอง ส่วนในด้านการอบรมแก้ไขผู้ต้องขัง ความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำจะเป็นอุปสรรคต่อการอบรมแก้ไขผู้ต้องขังในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษาอบรม ด้านการฝึกอาชีพ ด้านการให้การบริการและสวัสดิการต่างๆ ซึ่งไม่สามารถที่จะจัดให้ผู้ต้องขังได้อย่างทั่วถึง เช่น การที่ผู้ต้องขังจำนวนมากต้องแออัดยัดเยียดกันในห้องขังเล็กๆ หรือการที่ผู้ต้องขังต้องว่างงาน เนื่องจากเรือนจำมีจำนวนผู้ต้องขังมากกว่างานที่จัดให้ผู้ต้องขังทำ ผู้ต้องขังจึงมีเวลาว่างมากและทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน นอกจากนี้ความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำยังเป็นอุปสรรคต่อการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามหลักทัณฑวิทยาอีกด้วย
การแก้ไขภาวะแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำ อาจจะทำได้โดยการสร้างเรือนจำขึ้นใหม่ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้นได้ แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะต้องใช้เงินอย่างมากมายในการก่อสร้างเรือนจำขึ้นมาใหม่ และการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์อาคารสถานที่ต่างๆ รวมตลอดถึงเจ้าพนักงานซึ่งต้องเพิ่มตามไปด้วย ดังนั้น การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้จึงไม่เป็นการประหยัดตามหลักเศรษฐกิจและไม่เหมาะสม เพราะเงินดังกล่าวควรที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ที่จำเป็นกว่า ในทางตรงกันข้ามการแก้ไขปัญหาความแออัดยัดเยียดของผู้ต้องขังในเรือนจำโดยวิธีการใช้มาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำไม่เพียงแต่จะประหยัดเงินงบประมาณในการก่อสร้างเรือนจำแล้ว ยังประหยัดเงินการดำเนินการของเรือนจำ เช่น ค่าอาหารผู้ต้องขัง และงบดำเนินการอื่นๆ อีกโดยสิ้นเชิงด้วย
นอกจากนี้การแก้ปัญหาโดยการสร้างเรือนจำเพิ่ม ยังเป็นการแก้ปัญหาได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เพราะหากยังไม่มีมาตรการการใช้โทษอย่างอื่นแทนโทษจำคุกแล้ว ผู้กระทำผิดจะต้องถูกส่งเข้าเรือนจำอยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ผู้กระทำผิดก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อมีการก่อสร้างเรือนจำใหม่ในระยะแรกก็อาจจะช่วยลดความแออัดลงได้บ้าง แต่เมื่อระยะเวลาหนึ่งผ่านไปผู้ต้องขังก็จะล้นเรือนจำอีก อันจะต้องมีการสร้างเรือนจำใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยไป ตรงกันข้ามหากใช้มาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดนอกเรือนจำแล้ว แม้ผู้ต้องขังจะเพิ่มขึ้นเท่าใด ผู้ต้องขังในเรือนจำ ก็จะไม่เพิ่มขึ้นมากมายนัก เพราะอาจจะมีการใช้มาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำให้มากขึ้นได้
3. เป็นการประหยัดเศรษฐกิจ
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในหลายๆ ประการ กล่าวคือ
ประการที่หนึ่ง พิจารณาในแง่งบประมาณของรัฐ มาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในเรือนจำเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า ในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในเรือนจำ จากการศึกษาวิจัยในสหรัฐฯพบว่า โครงการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชน ประหยัดเงินกว่าการใช้เรือนจำหลายเท่า การที่การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ก็เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะช่วยประหยัดเงินงบประมาณในการก่อสร้างเรือนจำ งบประมาณในการดำเนินงานเรือนจำ เงินเดือนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมตลอดถึงค่าอาหารผู้ต้องขัง เช่น ในประเทศไทยจะใช้งบประมาณเกือบ 30% ของงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ทั้งหมดเป็นค่าอาหารผู้ต้องขัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการใช้การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดกลับเข้าอยู่ในชุมชมเหมือนอย่างเดิม โดยมีเงื่อนไข ซึ่งบุคคลเหล่านั้นจะต้องปฏิบัติและแม้จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ก็ใช้เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะผู้ดูแลผู้กระทำผิดอาจจะใช้อาสาสมัครเสียเป็นส่วนใหญ่
ประการที่สอง พิจารณาในแง่ตัวผู้กระทำผิดและครอบครัว การที่ผู้กระทำผิดต้องถูกจำคุกนั้น จะทำให้ผู้กระทำผิดหมดโอกาสทำมาหากินในช่วงที่ถูกจองจำอยู่ ทำให้ผู้กระทำผิดขาดรายได้และถ้าหากผู้กระทำผิดเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยแล้ว ครอบครัวของผู้กระทำผิดก็จะขาดรายได้และเดือดร้อนตามไปด้วย และในขณะเดียวกันครอบครัวของผู้กระทำผิดจะต้องมาเยี่ยมเยียนส่งอาหารและของฝากต่างๆ ให้กับผู้กระทำผิดระหว่างอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจนับเป็นจำนวนไม่น้อย
สรุป
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดโดยไม่ใช้เรือนจำ เป็นมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการหันมาปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชนในรูปแบบต่างๆ มาตรการดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับผู้กระทำผิดบางประเภท เช่น ผู้กระทำผิดในคดีเล็กน้อย หรือที่ได้กระทำไปเพราะพลั้งพลาด ในขณะที่ผู้กระทำผิดในคดีที่กระทบกระเทือนความสงบสุขของสังคม หรือที่เป็นภัยต่อสังคมยังคงถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำต่อไปตามเดิม การแยกผู้กระทำผิดในคดีเล็กน้อยออมาก็เพื่อช่วยในการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำให้น้อยลง เป็นการป้องกันการแออัดยัดเยียดในเรือนจำ ทำให้เรือนจำสามารถที่จะปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการแก้ไขอบรมและควบคุมผู้กระทำผิดที่เป็นภัยต่อสังคมไว้ในเรือนจำ ในขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงมิให้ผู้กระทำที่มิได้มีสันดานเป็นผู้ร้าย หรือผู้กระทำผิดในคดีเล็กน้อยได้รับผลกระทบในทางลบจากระบบเรือนจำ
มาตรการดังกล่าวนี้โดยหลักการแล้ว นับว่ามีผลดีหลายประการในการนำมาใช้กับผู้กระทำผิดบางประเภท แต่อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวจะนำมาใช้ได้แค่ไหนเพียงไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาสำคัญคือ การยอมรับและสนับสนุนจากสาธารณชนทั่วไปหรือไม่นั้นเอง
********************