ผมหลงรักการเขียนจดหมายเป็นที่สุด  ผมมองว่าจดหมายคือความคลาสสิกของการสื่อสารเรื่องราวระหว่างมนุษย์กับมนุษย์  ถึงแม้บางเวลาจดหมายจะใช้เวลาเดินทางไปสู่ปลายทางอย่างเนิ่นช้าก็ตาม  หากแต่เมื่อจดหมายเดินทางไปถึงแล้ว  ความในที่ปรากฏในจดหมาย  ก็ย่อมทำหน้าที่ของมันอย่างคุ้มค่าทั้งต่อผู้ส่งและผู้รับ 

โครงการ “จดหมายจากมหาวิทยาลัย ถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน”  ที่เพิ่งผ่านพ้นมายังไม่ถึงเดือน  ภาพความงดงามที่เกิดขึ้นในวันนั้น (15 สิงหาคม 2554) ยังตราตรึงและมีชีวิตอยู่หัวสมองของผม 

ทั้งผมและทีมงานจัดประกวดการเขียน "จดหมายถึงแม่"  เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างนิสิตกับผู้ปกครอง ในการบอกเล่าเรื่องราวอันเป็น “วิถีชีวิตของนิสิต”  กลับไปสู่ผู้ปกครองที่รออยู่ที่บ้าน หรือแม้แต่พลัดบ้านไปตามเงื่อนไขของ “ปากท้อง” ที่ต้องแบกรับ 

และนั่นก็คือส่วนหนึ่ง หรือกระบวนการหนึ่งที่ผมและทีมงานกำลังเดินทางเชื่อม "โลกสองใบ"  ให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน  โลกใบแรกของโลกของ "นิสิต" ที่กรีดกรายแสวงหา "ความฝัน" ใน "วิถีการศึกษา" และโลกอีกใบที่ว่านั้น ก็คือโลกแห่งความเป็น "แม่" หรือแม้แต่ทุกสรรพสิ่ง ณ "บ้านเกิด" ที่เฝ้ารอข่าวคราวความเป็นไป ตลอดจนความสำเร็จของลูกผู้เป็นแก้วตาดวงใจ... 

ครับ,  การเขียนจดหมายตามโครงการที่ว่านั้น  ถึงแม้จะมี "ทุนการศึกษา" มอบให้อย่างไม่เขินอาย  แต่ผมก็เชื่อว่าทุนการศึกษาเป็นเรื่องน้อยนิดมาก  เพราะถึงแม้ไม่มีเงินทุนเป็นรางวัล  ผมก็เชื่อว่านิสิตจำนวนไม่น้อย จะยังยินดีที่จะเขียนจดหมายถึงแม่ผ่านเวทีที่ผมและทีมงานจัดขึ้นอย่างแน่นอน

 

การเขียนจดหมายถึงแม่  เป็นกระบวนการเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ที่สื่อให้เห็นความรักความกตัญญูของลูกที่มีต่อแม่  สื่อให้เห็นความเป็นเอกลักษณ์ของชาติผ่านมิติทาง “ภาษา” และยิ่งไปกว่านั้นก็คือการสื่อให้เห็น “หัวใจ” อันยิ่งใหญ่ของความเป็นแม่ที่มีต่อลูก  รวมถึงการสื่อให้เห็นถึงกระบวนการเลี้ยงดูของแม่สักคนที่ทำให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณค่า

 

นั่นแหละ  ผมถึงเชื่อว่าการเขียนจดหมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้เหมือนกัน  หากแต่เป็นการจัดการความรัก  ความรู้สึกตัว  สู่การจัดการความรู้  หรือเรียกง่ายๆ ก็คือการถอดบทเรียนชีวิต นั่นเอง

 

วันนี้  ผมเชื่อว่าจดหมายทุกฉบับเดินทางไปถึงปลายทางแห่งความรักและความคิดถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ขณะที่ต้นฉบับหนังสือ “จดหมายจากมหาวิทยาลัย ถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน”  ก็เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน  เหลือเพียงการเดินทางออกจากโรงพิมพ์เพื่อสื่อสารสู่สาธารณะ

 

 

และนี่คือคำนำที่ผมเขียนไว้ในหนังสือเล่มนั้น 

          รักแม่ 

          นั่นคือคำและความหมายที่ปรากฏถี่ซ้ำอยู่ในจดหมายทุกฉบับที่นิสิตส่งผ่านมายังผมและทีมงานเนื่องในกิจกรรม “จดหมายจากมหาวิทยาลัย ถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน” 

          ปีนี้ (2554)  ผมนั่งอ่านจดหมายทุกฉบับอย่างใจจดใจจ่อ  ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ได้เงียบเหงาเลยสักนิด อย่างน้อยก็มี “แม่” นั่นแหละที่คอยโอบกอดและประคองชีวิตของเราอยู่ทุกห้วงเวลา

          จดหมายบางฉบับมีปลายทางแห่งความคิดถึงอยู่ไกลถึงต่างประเทศ  เนื้อความในจดหมายสื่อชัดว่า “ลูกยังรัก, คิดถึง, ห่วงหา ห่วงใยต่อพ่อและแม่อย่างไม่หยุดหย่อน” หลายๆ ฉบับเดินทางสู่หมู่บ้านและท้ายทุ่ง ด้วยหวังจะถามทักถึงการงานแห่งชีวิตที่พ่อกับแม่กำลังแบกรับอยู่กลางเรือกสวนไร่นา  เช่นเดียวกับบางฉบับก็เปิดเปลือยถามถึงปู่ ย่า ตา ยาย พี่ป้าน้าอา น้องๆ และหลานๆ

          ครับ, ผมเชื่อเสมอมาว่า “ไม่มีที่ใดที่ความคิดถึงจะเดินทางไปไม่ถึง”

          ในทำนองเดียวกันผมก็เชื่อว่า “ในขณะที่เรากำลังคิดถึงใครสักคน ใครคนนั้นก็กำลังคิดถึงเราเช่นกัน”  ยิ่งได้อ่านจดหมายยิ่งรู้สึกว่าในระยะทางอันห่างไกลนั้น ระยะทางใจอันผูกพันของคนสองคนกลับใกล้แสนใกล้

          ผมและทีมงานจัดกิจกรรมนี้ขึ้น  มิใช่เพียงเพื่อต้องการตอบโจทย์ตัวชี้วัดใดๆ  ไม่ได้จัดเพราะต้องการพัฒนาทักษะการเขียนจดหมายและการใช้ภาษา และอนุรักษ์ภาษาของชาติอย่างสุดโต่ง  และไม่ได้จัดเพียงเพราะต้องการสวนกระแสของโลกแห่งเทคโนโลยีที่ “มือถือ” ทรงอานุภาพอย่างเหลือเชื่อ  หากแต่จัดกิจกรรมนี้เพราะรักและศรัทธาต่อความรักและความคิดถึงของมนุษยชาติที่มีต่อกัน  โดยยึดโยงให้ วันแม่ เป็นเวทีแห่งการจุดประกายและตอกย้ำถึงอานุภาพแห่งความรักและความคิดถึง

          นอกจากนั้น ผมยังแอบคิดและเฝ้าหวังคนเดียวเงียบๆ ว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนี้ ไม่เพียงสะท้อนภาพความรักและความคิดถึงของมนุษยชาติเท่านั้น  หากแต่หมายใจเป็นสะพานเชื่อมสู่การสื่อสารระหว่าง “แม่กับลูก” เพื่อให้ “แม่” ที่อยู่ทางบ้านได้รับรู้ว่า “ลูก” มีวิถีชีวิตเช่นใดในยามห่างไกลกัน รวมถึงการฝากแฝงให้นิสิตได้รู้และตระหนักว่าเขามี “รากเหง้า” เช่นใด มาจากที่ใด กำลังทำอะไร และจะไปสู่หนแห่งใด  ตลอดจนการเสริมพลังให้นิสิตได้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้  อย่างน้อยก็มีแม่นั่นแหละที่เฝ้ามองและอาทรเขาอยู่ตลอดเวลา 

และทั้งปวงจากจดหมายทุกฉบับ ผมถือเป็นกลไกหนึ่งของการ “ถอดบทเรียน” (ชีวิต) อันเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการของการจัดการความรู้ เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการจัดการความรักก่อนความรู้เท่านั้นเอง

          ครับ, ผมอ่านจดหมายทุกฉบับอย่างมีความสุข  เห็นแก่นรากอันดีงามของนิสิตที่ผ่านการอบรมเลี้ยงดูจากแม่ของตัวเอง  -

          ผมสุขใจที่นิสิตบางคนสารภาพกับแม่ว่า “รักและอยากกอดแม่” 

          ผมสุขใจที่นิสิตบางคนยืนยันว่า “นี่คือจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึงแม่”

          ผมสุขใจและอิ่มใจที่จดหมายหลายๆ ฉบับล้วนเดินทางกลับสู่ “ท้องทุ่ง” ด้วยกันทั้งนั้น

         ท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะบอกว่า  ถึงแม้นิสิตจะหลงลืมไปแล้วว่าการเขียนจดหมายควรต้องเป็นแบบใด ขึ้นต้นอย่างไร ลงท้ายอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ..

สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องน้อยนิดไปถนัดตา เมื่อรับรู้ว่า “นิสิตไม่เคยลืมแม่ของตัวเอง

 รักแม่เช่นกัน
พนัส  ปรีวาสนา
สิงหาคม,2554