ตำนาน [1]
ตอนที่ ๑ ความเป็นมาของพระธาตุจอมศีล
ความเดิม
เดิมทีพระธาตุจอมศีลเป็นพระธาตุเล็ก ๆ ที่มีผู้ก่อสร้างด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งประมาณกันว่า สูงแค่ ๓ ศอก [2] ในอดีตของการสร้างปูชนียสถานของชาวไทยนิยมสร้างวัดหรือพระธาตุในสถานที่สูงและเด่นที่สุดในชุมชนนั้น ๆ กรอบกับการให้ความนับถืออย่างสูงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเข้ามาในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. ๓๐๐ ก็ตาม คติความเชื่อเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้นมีความผูกพันกันเน้นเฟ้นกับชาวบ้านยิ่งขึ้น ในอดีตแม้ว่าคนไทยจะเป็นผู้นับถือศาสนาผี คือการบนบานสานกล่าวก็ตาม เช่น หอผี อันหมายถึงหอเจ้าพ่อลานช้าง ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันไม่จักจบสิ้นของคนในท้องถิ่น
ในการสร้าง พระธาตุจอมศีลขึ้นครั้งแรกก็ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งในคติพระพุทธศาสนาถือกันว่าผู้ที่ได้สร้างพระธาตุจะเป็นผู้ที่ทำบุญกุศลใหญ่หลวง เช่นตอนที่พระเจ้าอโศกมหาราชต้องการใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงให้จัดสร้างพระเจดีย์ถึง ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วชมพูทวีป เป็นต้น
ดังนั้น พระธาตุองค์น้อย ซึ่งภายในบรรจุสิ่งที่เป็นมงคลยิ่งสำหรับชีวิตของคนไทย จากจุดนั้นผ่านไป กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสิ่ง รวมทั้งตัวของมันเอง จึงทำให้พระธาตุองค์น้อยตั้งทรุดโทรมตามกาลเวลา
บูรณะ
เมื่อพระธาตุทรุดโทรมลงไปมาก เพราะขาดการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีคณะศรัทธาญาติโยม และคณะสงฆ์จากเมืองพะเยาเดินทางมาบูรณะเพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สักการะบูชาของปวงชนต่อไป
ตั้งเป็นวัด
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ครูบาเจ้ากาวีระพระผู้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านได้เล็งเห็นว่าพระเจดีย์ ณ สถานที่นี้ก็มี สมควรทีพวกเราจะสร้างศาลาเสนาสนะให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ จึงได้ร่วมกันกับชาวบ้านมาก่อสร้างในส่วนที่มีไม่พร้อม ให้เป็นวัดในปีนั้น [3]
การรับรองจากกรมการศาสนา
แม้ว่าชาวบ้านจะเรียกว่าเป็นวัดอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อไม่มีพระภิกษุสงฆ์องค์สามเณรอาศัยจำพรรษาอยู่ประกอบกับขาดการดูแลเอาใจใส่จากคนรุ่นหลังจึงทำให้วัดพระธาตุจอมศีลกลายเป็นวัดร้างตลอดมา เพราะอยู่ในที่สูงและภูเขาหินไม่มีใครบุกรุกเอาที่ไปทำประโยชน์มากนัก (ความจริงฐานของภูเขาได้ถูกชาวบ้านจับจองเอาแล้วบางส่วน)
แต่เพิ่งจะได้รับการรับรองจากรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๖ นี้เอง
อาณาเขต
อาณาเขตทั้งหมดของวัดนี้ไม่ปรากฏอย่างเด่นชัด บ้างก็ว่า ๑๓๕ ไร่ บ้างก็ว่าเขาทั้งลูกนี้แหละคือบริเวณวัด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนำเอาเนื้อที่ของวัดพระธาตุจอมศีลมารวมกับวัดรัตนคูหาวนาราม (วัดดง) แล้วจะได้เนื้อที่ทั้งหมด ๓๕๐ ไร่ โดยกำหนดเป็นทิศ ๆ ดังนี้ [4]
ทิศตะวันออก ๘๐๐ วา
ทิศใต้ ๓๐๐ วา
ทิศเหนือ ๑๐๐ วา
ทิศตะวันตก ๖๐๐ วา
แต่ก็มีหลาย ๆ ฝ่าย ๆ ไม่ยอมรับว่าเป็นจริง โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเขตป่าสงวน หรือ ป่าชุมชน แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าเป็นป่าสงวนจริง ป่านนี้ ไม่เหลือแม้แต่ต้นไม้ หรือ พื้นที่ไว้ให้ลูกหลานได้ดูแล้วที่มีอยู่ได้ทุกวันนี้ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นของวัดจึงไม่กล้าที่จะตัดต้นไม้เพราะกลัวบาปแต่นั้นก็ยกความดีความชอบให้ทั้ง กรมป่าไม้ กับ กรมการศาสนา ที่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่าเป็นของใครกันแน่จึงทำให้เป็นผลดีทั้ง ๒ ฝ่าย กล่าวคือ
๑. ถ้าเป็นของกรมป่าไม้จริง ถ้าตัดต้นไม้บุกรุกที่บริเวณพระธาตุจอมศีล ก็จะติดคุกถูกลงโทษทางกฎหมายบ้านเมือง
๒. ถ้าเป็นของกรมการศาสนา ถ้าตัดต้นไม้ บุกรุกที่บริเวณวัดพระธาตุจอมศีล ก็จะถูกลงโทษทางศาสนา คือบาป
จะอย่างไรก็ตามศาสนากับอาณาจักรได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงต่อกัน โดยสังเกตจากโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยนี้มีลักษณะสอดคล้องคู่ขนานกับการจัดโครงสร้างการปกครองประเทศโดยที่มีพ่อขุนหรือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของทั้งสองฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรอาจพิจารณาได้จากภาพต่อไปนี้ **[5]
การเล่าของสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อเป็นการกระจ่างแจ้งพระสังฆราชทรงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระธาตุจอมศีลว่า ในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จจารึกไปทั่วชมพูทวีปนั้น ได้เสด็จมาประทับฉันภัตตาการที่บนดอย (อันเป็นที่ประดิษฐานของพระจอมทอง ในปัจจุบัน) เมื่อฉันเสร็จก็ตรัสบอกให้บอกให้พระเถระชื่อว่าอานนท์ลงมาเอาน้ำหนองเอี้ยง (บริเวณวัดศรีโคมคำ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาในปัจจุบัน ) [6] เมื่อพระเถระไปถึงพญานาค ไม่ให้น้ำพระบรมศาสดาจึงดำริว่าเห็นนทีเราต้องลงไปโปรดพญานาคด้วยตนเองเสียแล้วกระมั้ง เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปถึงพญานาคเห็นรัศมีอันน่าเลื่อมใสก็จึงได้ถวายน้ำไป เมื่อทรงได้น้ำแล้วก็ทรงตรัสสั่งสอนพญานาคแล้วให้ดำรงอยุ่ในคุณงามความดีต่อจากนั้นพระองค์ก็ทำนายว่า หนองเอื้ยงนี้ต่อไปจะเป็นที่ประดิษฐานของปูชนียสถานสำคัญศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยาตลอดไป
การเสด็จจาริก
จากนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จไปยังวัดต่าง ๆ ตามลำดับ ดังนี้ วัดป่าแดงหลวง วัดบุญนาค วัดลี วัดดอยน้อย วัดแซ่โหว้ และเสด็จต่อมายังม่อนจำศีล บ้านถ้ำแห่งนี้โดยพาเอา พระโสณเถระ พระอุตตรเถระ พระรัตนะเถระ พระอานนท์ พระยาอโศก พระอินทร์ โดยมาพักอยู่บนเขาลูกนี้ (ดอยม่อนจำศีล)
ยักษ์ปฏิบัติธรรม
ณ เขาลูกนี้ได้ยักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า ล้านจ้าง เพราะกินช้างไปแล้วถึงล้านเชือก ซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำกับนางยักษ์ผู้ภรรยา ออกแสวงหาอาหารตลอดมา วันหนึ่งก็มาพบพระพุทธเจ้ามันก็บอกว่าจะจับกินเป็นอาหารวันนี้ลาภปากเราหนอ นาน ๆ ที่จะได้กิน พระพุทธองค์จึงตรัสว่าอย่ากินตถาคตเลยเธอจักเป็นบาปอย่างมหันต์ แต่พญายักษ์กลับวิ่งเข้าหาพระพุทธเจ้าโดยเร็ว พระพุทธเจ้าทรงทราบวาระแห่งจิตพญายักษ์แล้วแสดงอภินิหาร พญายักษ์เห็นดังนั้นก็สะดุ้งกลัวจนตัวสั่นวิ่งหนีไปแบบไม่คิดชีวิต
นามว่าจอมศีลปรากฏ
ฝ่ายนางยักษ์ เห็นสามีวิ่งก็ไต่ถามหาสาเหตุ เมื่อตนได้ยินก็รู้ได้ทันทีเพราะเป็นยักษ์ที่ฉลาด และในอดีตชาติก็เคยทำบุญแล้วปรารถนาปัญญาอยู่บ้าง จึงได้พากันมาขอสู่มาลาโทษ พระพุทธเจ้าก็ยกโทษให้แล้วทรงตรัสสั่งสอนและให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ เป็นต้น จากนั้นก็ทรงถอนเส้นพระเกษาให้ยักษ์ทั้ง ๒ เอาไปบูชาพญายักษ์ก็เลยเอามาสร้างเป็นเจดีย์เล็ก ๆ ไว้บูชาสักการะ ณ ที่แห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า “พระธาตุเจ้าจอมศีล” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพราะยักษ์ทั้ง ๒ ได้สมาทานศีล ๕ มีการเว้นจากการฆ่า เป็นต้น และได้สร้างพระธาตุเล็ก ๆ เอาไว้บูชา *** อาจมีคำถามแย้งในใจว่าทำไมต้องสมาทานเพราะศีล ๕ เท่านั้นหรือ แล้วธรรมตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไม่สำคัญกระนั้นหรือ ?…อันที่จริงแล้วมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ตามทัศนะพุทธก็คือ ศีล ๕ เพราะพุทธศาสนาได้ยืนยันว่าใครก็ตามต้องการเป็นมนุษย์ต้องถือศีล เพราะกำเนิดมนุษย์ คือ คำนิยามทุกอย่าง เช่น ทำบุญกุศลก็ได้ ทำความเพียรก็ได้ บำเพ็ญตบะก็ได้ ดังนั้น ศีลจึงจำเป็นอันดับแรกสุดตามหลักของไตรสิกขา พระพุทธศาสนาสอนว่าใครต้องการเกิดในภพภูมิที่ดี ต้องถือศีล ถ้าคิดว่าเราเกิดเป็นมนุษย์แสนลำบากก็ให้นับถือเทวธรรม คือ ๑. หิริ ความละอายแก่ใจ ๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปก็จะได้เป็นเทวบุตรเทพธิดากันสมใจนึก แต่ถ้ายังไม่พอใจในภพภูมินั้นๆ ก็ต้องถือ พรหมวิหารสี่ คือ ๑. เมตตา ความรักใคร่ ๒. กรุณา ความเอ็นดูสงสาร ๓. มุทิตา ความพลอยยินดี ๔. อุเบกขา ความปล่อยวางสิ่งที่ควรปล่อยวาง พระพุทธเจ้ารับรองว่าได้เกิดเป็นพรหมแน่นอนแต่พระพุทธศาสนาได้สอนไปไกลกว่านั้น กล่าวคือ ได้สอนถึงเรื่อง นิพพาน คือ ความหลุดพ้น ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป**[7]
ตอนที่ ๓ การบูรณะปฏิสังขรณ์
ชนในท้องถิ่น
เมื่อพระธาตุชำรุดทรุดโทรมลงมาก ชาวบ้านแถบนี้ก็ได้ช่วยกันมาบูรณะปฏิสังขรณ์ แต่ก็นั้นแหละชาวบ้านก็ช่วยกันมาบูรณะตามกำลังทรัพย์ กำลังศรัทธาที่มีอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ก็ไปตามยุคสมัย ในยุคสมัยใดบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองการหล่อพระพุทธรูปก็มีพระพักตรยิ้มแย้ม ถ้ายุคใดสมัยใดบ้านเมืองมีศึกสงคราม พระพุทธศาสนาก็อับเฉาวัดวาก็เศร้าหมองการบูรณะปฏิสังขรณ์ก็เร่งรีบไม่ปราณีตแม้พระพักตรของพระพุทธรูปก็ไม่ยิ้มแย้ม ดังนั้นการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าบ้านเมือง หรือชุมชนนั้นเจริญหรือพัฒนามากน้อยแค่ไหน
เจ้าเมือง
ในราว ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระครูศรีวิลาสวชิรปัญญา ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงบริเวณเมืองพะเยา**(พระเถระรูปนี้มีคุณูปการต่อเมืองพะเยาเป็นอย่างมาก เพราะท่านได้รวบรวมศึกษาค้นคว้าประวัติก็ดี ตำนานก็ดี อันเป็นเครื่องเมือที่ให้อนุชนรุ่นต่อมาได้เสริมสร้างและสืบหาต้นตอของตัวเองว่ามาจากไหนขาดท่านพระเถระรูปนี้เสียหนึ่งท่านแล้ว ประวัติและข้อเท็จจริงของพะเยาจะไม่สมบูรณ์เลย)ท่านไปได้ตำนานม่อนจอมศีลและพระธาตุแซ่โหว้มาจากเมืองน่าน** เดินทางก็ได้มองเห็นว่าตำนานพระธาตุจอมศีลอันมีอยู่ที่ดอยถ้ำนี้มีอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เมืองพะเยานั้นน่าที่จะเป็นบ้านถ้ำปัจจุบัน
เมื่อท่านพระครูศรีวิลาสวชิรปัญยาได้ไปตรวจดูก็ได้ไปพบเห็นพระธาตุที่ชำรุดทรุดโทรมเสียหายมาก แม้ว่าจะเป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งก็ตาม เมื่อเป็นดังนี้ท่านพระครูฯ ก็คิดที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อได้โอกาสท่านก็ได้ปรึกษาพระยาอุดรประเทศทิศ (ไชยวงศ์) เจ้าเมืองพะเยาซึ่งเป็นผู้มีความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระยาอุดรประเทศทิศได้ตอบตกลงทั้งพระสงฆ์และญาติโยมจากเมืองพะเยาและชาวบ้านถ้ำจึงได้ร่วมกันมาบูรณะพระธาตุแห่งนี้
เมื่อคราวบูรณะครั้งนั้นมีประธานในการบูรณะดังนี้ คือ
๑. พระครูศรีวิลาสวชิรปัญญา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
๒. พระยาอุดรประเทศทิศ (ไชยวงศ์) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
ชาวบ้านถ้ำร่วมกันบูรณะ
ในคราวนั้นทางชาวบ้านเมื่อเห็นทางเจ้าเมืองพะเยามาช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์ก็มีความยินดีเป็นอย่างดีจึงได้ช่วยกันกับชาวเมืองพะเยาบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยมี
๑. ครูบาเจ้ากาวีระ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
๒. พ่อแสนธรรมเสมา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
วิหารและพระพุทธรูป
ในปี ๒๔๕๒ ครูบาเจ้ากาวีระเห็นว่าเสนาสนะอันเหมาะสมแก่บรรพชิตและเมื่อกิจกรรมในงานสักการะพระธาตุอันจะมีขึ้นทุก ๆ ปี ยังขาด มีไม่เพียงพอ ยังไม่พร้อม จึงได้ร่วมกันกับชาวบ้านบูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและได้ยกเป็นวัดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในปีนั้นและเมื่อขาดการทำนุบำรุงและพระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาอยู่ก็ยังไม่มี วัดพระธาตุจอมศีลก็ร้างลงอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงเหลือเป็นเพียงปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งเท่านั้นแต่ชาวบ้านก็ขึ้นไปกราบไหว้สักการะทุก ๆ ปี ๆ ละมากกว่า ๒ ครั้ง คือ วันพญาวัน ช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ และประเพณีเดือนหกเป็ง
บันไดนาค
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ทางเดินขึ้นไปสักการะบูชาพระธาตุลำบากยิ่งนัก ดังนั้นพระแก้ว ธมมวํโส ก็ได้ร่วมกันกับชาวบ้านสร้างบันไดนาคขึ้นเพื่อความสะดวกของผู้แสวงบุญทั้งหลาย **ปัจจุบันความจำเป็นมีน้อย ทางเดินลำบากมากเพราะขาดการบำรุงรักษา ต้นไม้และหญ้าขึ้นเต็ม ประกอบกับมีทางรถยนต์ที่สร้างขึ้นใหม่ดีกว่า จึงเลิกใช้มานาน
ถนน
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ บ้านเมืองเจริญขึ้นมาก รถราก็มากขึ้นการเดินทางไปมาก็สะดวกสบายแต่หนทางไปแสวงหาบุญกลับมีอยู่ทางเดียวคือทางบันไดนาค ดังนั้นเจ้าอธิการอิ่นคำ สนฺตจิตฺโต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลบ้านถ้ำและตำบลบ้านปินอยู่ในขณะนั้น ได้ร่วมกันทำถนนเพื่อให้รถยนต์สามารถวิ่งขึ้นไปยังพระธาตุได้โดยสะดวก
ยกฐานะเป็นวัด
เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นมา ผู้คนก็มากขึ้น วัดพระธาตุจอมศีลก็สมบูรณ์มั่นคงเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าจะขาดพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ก็ตาม แต่ในฐานะเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนอบน้อมกราบไหว้บูชาของชาวบ้านดังนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูสุวรรณคณาภิรักษ์ เจ้าคณะอำเภอดอกคำใต้ (ปัจจุบัน-พระมงคลวัฒน์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพะเยา) จึงได้นำเรื่องเหล่านี้เสนอต่อกรมศาสนากระทรวงศึกษาธิการ และได้รับการรับรองให้เป็นวัดอย่างสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๖ ที่ผ่านมา
ตอนที่ ๔ พระธาตุจอมศีลกับความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณสถาน
จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน วัดพระธาตุจอมศีลก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของบ้านถ้ำไม่ว่าจะเป็นด้านความเชื่อ ด้านปฏิหารย์ ความศักดิ์สิทธิ์ และแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีเรื่องเล่าขานกันมาต่าง ๆ นานา อยู่มากมาย ถึงแม้ว่าสถานที่ตั้งจะสูงเดินทางขึ้นไปลำบาก็ตามแต่นั้นก็มิได้หมายความว่าจะทำให้ความศรัทธาของชาวบ้านได้ขาดหายไปได้แต่กลับมีความผูกพันกันมากขึ้นโดยลำดับ
ด้านความศักดิ์สิทธิ์
นับ ได้ว่า เส้นพระเกษา ของพระพุทธองค์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้บรรจุอยู่ในองค์พระธาตุแห่งนี้ประการหนึ่งและองค์พระธาตุจะมีเส้นพระเกษาของพระพุทธองค์จริงหรือไม่จริง ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์อันเป็นตัวแทนของความดีงามและเป็นมิ่งขวัญของประชาชนใครจะมาลบหลู่มิได้ (ให้ดู….เจดีย์ ๔ ชนิด)
ด้านโบราณสถาน
ก็ถือว่าพระธาตุองค์นี้ก็มีอายุยาวนานควบคู่กับประวัติศาสตร์มาช้านานแห่งหนึ่งเหมือนกันควบคู่กับพระธาตุต่าง ๆ เช่น พระธาตุแซ่โหว้ อันเป็นที่สักการะบูชาของพี่น้องตำบลคือเวียง พระธาตุดอยน้อย อันเป็นที่กราบไหว้ของพี่น้องชาวตำบลจำปาหวายและพระธาตุจอมทองอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพะเยา
ด้านความผูกผันกับชาวบ้าน
จะเห็นว่าในแต่ละปี คือ เดือน ๖ เป็ง (ซึ่งในปีนี้ก็ตรงกับวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๓๗) ก็จะมีประเพณีขึ้นพระธาตุอันถือได้ว่าเป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปีที่เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านป่าแงะ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดชาวบ้านถ้ำยุคหลัง ได้มาร่วมงานด้วย อันเป็นความผูกพันในสายเลือดเดียวกัน อย่างหาที่เปรียบมิได้
ด้านการท่องเที่ยว
นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญที่อยู่สูงสามารถมองลงมาเห็นวิวทิวทัศน์เทศบาลตำบลบ้านถ้ำทั้งตำบลแล้วก็ยังเป็นที่ร่มรื่น ลมพัดโบกตลอดเวลาใครก็ตามเมื่อเดินทางขึ้นมานมัสการ เมื่อมาเหนื่อย ๆ พอมาถึงอาการเหล่านั้นก็หายไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระครูเพชราวุฒิ (พระครูสุนทรวุฒิคุณ) ได้มาจำพรรษาอยู่พระธาตุจอมศีลก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะท่านเป็นทั้งนักปฏิบัติและพัฒนา
คำขวัญมีว่า
พระธาตุจอมศีล เด่นเป็นสง่า
บูชากาวีระทรงธรรม
งดงามล้ำสวนรุกขชาติ
แหล่งน้ำผุดสุดสะอาด
ท่ามกลางธรรมชาติแห่งขุนเขา
[1] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมโม พัฒนาการและแนวทางพัฒนาชุมชนถ้ำ , ตำนานพระธาตุจอมศีล
[2] ตำนานพระธาตุจอมศีล กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน พิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๕
[3] การควบคุมการพัฒนาในสมัยนั้นยังไม่รัดกุมพอ จึงไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาต อย่างไรก็ตามในความเลื่อมใสของชาวบ้าน ในความหมายของอุบาสก-อุบาสิกา โดยทั่วไป วัดก็คือ วัด เมื่อเกิดศรัทธาแล้วสถานที่แห่งนั้นจะได้รับการอนุญาตจากกรมการศาสนาหรือไม่ ไม่สำคัญคนในท้องถิ่นได้ร่วมกันทำกิจกรรมบุญกุศล เช่น มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุ เป็นต้น และมองดูวัดเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สามารถฝึกจิตใจตนเองได้ก็พอใจแล้ว
[4] ในอดีต ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๐ ขึ้นไป วันในบ้านถ้ำ ๔ วัด ถือว่าเป็นวัดเดียวโดยมีเจ้าอาวาสองค์เดียวกัน
[5] เราจะเห็นว่าพระสังฆราชที่พระมหาเถระกาวิชชา ได้เดินทางมากราบนมัสการ ในเมืองพะเยานั้น เป็นพระสังฆราชหัวเมือง พระนามว่าพระสังฆราชมหาอินทร์**
[6] น่าสังเกตว่า วัดแห่งนี้มีชื่อถึง ๔ ชื่อ คือ วัดหนองเอี้ยง เพราะเป็นหนองน้ำมาก่อน วัดพระเจ้าตนหลวงเพราะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประจำวัดสร้าง วัดหลวงนอก อันหมายถึงเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีและชื่อเป็นทางการว่า วัดศรีโคมคำ
[7] ดูรายละเอียด เอกสารการสอนวิชารัฐศาสตร์ในวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา พระมหาศรีบรรดร ถิรธมโม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
ไม่ทราบว่าใช่ที่นี่หรือเปล่าคะ
http://www.visitphayao.com/th/destination/watphrathat
ขอบพระคุณท่านพระครูอย่างยิ่งที่กรุณาเล่าประวัติอันพิศดารคะ
เจริญพรคุณหมอ ใช่ www.......ที่เดียวกัน คือพระธาตุจอมศีล ต.บ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
เรื่องที่นำมาลง เป็นเรื่องเก่า ลีลาที่เขียนก็เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว
นมัสการครับพระอาจารย์ มีบางทัศนะแสดงไว้ว่าบรรดาพระธาตุทั้งหลายทางภาคเหนืออาจไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเสด็จมาทั้งหมด แต่อาจเป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บ้างก็ได้ เรื่องนี้อาจารย์มีทัศนะอย่างไรครับ
www.jomsin.com ครับ นี้คือเว็บไซต์ของวัดครับ ผมเป็นคนทำเว็บให้วัดครับ ตอนนี้กำลังสร้างเว็บขึ้นมาใหม่ครับ