ถ้าดื่มน้ำมากเลือดจะใส พอเลือดใสความเป็นสองขั้ว (dipole) ก็จะจางลงเพราะฉะนั้นเลือดจะไปจับเชื้อโรคในเซลร่างกายมาให้เซ็ลภูมิคุ้มกันสังหารก็ทำได้ยากขึ้น แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย เลือดข้น ก็ตรงกันข้าม

รักษาไข้ด้วยตนเอง 

น่าสังเกตว่าหมาแมวนั้นเมื่อมันป่วยไข้มันไม่ไปหาหมอหรอก (ยกเว้นหมาแมวที่ถูกคนพาไป) แต่มันรักษาตนเอง ด้วยสัญชาติญาณ คือ หนึ่ง มันจะอดข้าวจนตัวผอม แล้วไปหาหญ้าสมุนไพรกิน หายหน้าไปเป็นนาน แล้ววันหนึ่งมันก็วิ่งกลับมาหาเราด้วยร่างกายผอมโซ แต่อาการไข้หายดีแล้ว

 

ผมมาสะท้อนคิดว่า สัตว์เดรัจฉานพวกนี้มันฉลาดมาก ที่อดอาหารยามป่วยไข้ เพราะการกินอาหารนั้นย่อมมีเชื้อโรคต่างๆปนเปื้อนเข้าไปพร้อมอาหารด้วยไม่มากก็น้อย เมื่อเซลภูมิคุ้มกันเห็นเชื้อโรคเข้ามาก็ต้องแบ่งทหารที่กำลังต่อสู้ อยู่กับเชื้อไข้เพื่อเอาไปสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาใหม่

 

แหมที่แรกสู้กันมาครึ่งค่อนวันภูมิคุ้มกันจะชนะอยู่แล้ว เชื้อไข้กำลังจะยกธงขาว แต่เมื่อต้องแบ่งทหารออกไปแบบนี้ เชื้อไข้ก็มีเวลาแบ่งตัวเพิ่มกำลังของตัวเอง  เผลอๆอาหารที่ส่งเข้าไปในร่างกายนั้นจะยิ่งไปช่วยเป็นอาหารให้พวกเชื้อโรคด้วยซ้ำ ก็ยิ่งไปกันใหญ่

 

สำหรับการดื่มน้ำนั้น ก็มักสอนกันว่าเวลาเป็นไข้ให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ แต่ผมขอแย้งว่าน่าจะดื่มน้ำสะอาดให้น้อยที่สุด เท่าที่พอประทังชีวิตเท่านั้น เพราะถ้าดื่มน้ำมากเลือดจะใส พอเลือดใสความเป็นสองขั้ว (dipole) ก็จะจางลงเพราะฉะนั้นเลือดจะไปจับเชื้อโรคในเซลร่างกายมาให้เซ็ลภูมิคุ้มกันสังหารก็ทำได้ยากขึ้น แต่ถ้าดื่มน้ำน้อย เลือดข้น ก็ตรงกันข้าม   (ความเข้มของdipoleนี้สำคัญมากต่อการช่วยเร่งการจับสารพิษ สารตกค้าง และเชื้อโรคจากเซ็ล ดังที่ผมได้โพสต์ไว้ก่อนแล้วว่า แม้โรคเบาหวานก็อาจมีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำมากเกินไป เช่น วันละแปดแก้ว)

 

มนุษย์เราเก่งกว่าแมวหมาตรงที่เรารู้จักทำสมาธิ ซึ่งผมได้โพสต์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ได้มีการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าเมื่อเข้าสมาธิจนคลื่นสมองนิ่งระดับภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดพุ่งกระฉุด ภูมิคุ้มกันที่เพิ่มนี้ก็ช่วยรักษาอาการป่วยไข้ได้ แม้กระทั่งเอดส์ มะเร็ง นี่แหละที่ชาวพุทธเราเรียกกันว่า “ธรรมโอสถ”

 

ดังนั้นเราชาวพุทธจึงควรฝึกสมาธิเอาไว้ให้ดี เพราะนอกจากจะทำให้ชีวิตมีความสุขเบาสบายในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นธรรมโอสถที่จะช่วยรักษาตัวเรายามป่วยไข้หนักอีกด้วย  แต่หากไม่ฝึกสมาธิพอป่วยหนักจะให้เข้าสมาธิก็เข้าไม่เป็น ก็อาจตายเสียก่อน ..อนึ่งถ้าจำเป็นต้องตายจริง การตายในอารมณ์สมาธิก็จะเป็นการที่เราเรียกว่า “ไปดี”  ดวงวิญญาณย่อมไปสู่สุคติเป็นแน่

 

การ “ออกกำลังใจ” ด้วยการนั่งสมาธิทุกวันวันละ 30 นาที เป็นการช่วยเพิ่มเซ็ลภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเมื่อโรคร้ายก่ออาการในระยะแรกๆ เช่น มะเร็ง ก็อาจถูกเซ็ลภูมิคุ้มกันที่มีกำลังแรงจัดการเสียก่อนจนเมล็ดเชื้อโรคฝ่อจนไม่สามารถก่อตัวไปสู่ระยะที่พัฒนาได้มากขึ้น

การอดอาหารนั้นในที่สุดร่างกายจะไปดึงเอาอาหารเสริมมาชดเชย คืออาหารจากเยื่อในกระดูก (bone marrow) ซึ่งน่าคิดว่าอาหารลึกในกระดูกนี้น่ามีอะไรดีๆ มาช่วยฆ่าเชื้อโรคแน่ๆ แต่ถ้าไม่อดอาหารร่างกายก็ไม่ถูกกระตุ้นให้ไปเอา "ยาวิเศษ" จากเยื่อในกระดูกมากินมาใช้

ผมเชื่อว่าในร่างกายเรามี "ยาวิเศษ" ต่อสู้เชื้อโรคร้ายพร้อมมูลหมด เพียงแต่เราไม่รู้จักเชื่อมโยง เอาจิตไปกระตุ้นกายให้หลั่งสารออกมาต่อสู้เชื้อโรคแบบรวมพลัง ที่มีโฟกัสเข้ม ..ผมเคยคิดถึงขนาดว่า เราเข้าสมาธิลึกๆ แล้วกำหนด จิตเพ่งไปที่เชื้อโรคเพื่อฆ่า แต่ในขณะเดียวกันก็ขออโหสิที่ฆ่าท่านเชื้อโรคเพื่อรักษาตัวเอง

แต่ทุกวันนี้คนเราป่วยไข้ไปนอนโรงพยาบาล ญาติมิตรไปเยี่ยมก็เอาแต่ “อาหารดีๆ” ไปฝาก ก็กินกันพุงกาง เชื้อโรคยิ้มร่า

 

ลองสังเกตสิครับเวลาเราป่วยไข้มันจะรู้สึก “เบื่ออาหาร” ซึ่งผมว่าเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่มาบอกเราว่าอย่ากินอาหารนะ แต่เราดันโง่ไปฝืนคำเตือนของร่างกายด้วยการพยายามยัด “อาหารดีๆ” เข้าไปให้มากที่สุด ...อย่างนี้แสดงว่าโง่กว่าหมาแมวหรือไม่? ขอเชิญช่วยกันวิสัชนา

สรุปว่า เวลาเราป่วยไข้ ควรทำดังนี้

1) อดอาหาร

2) ดื่มน้ำสะอาด (ต้ม) ให้น้อยที่สุด เพียงพอประทังชีวิต

3) ทำสมาธิทั้งวันทั้งคืนเพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน

อย่างนี้ถ้าต้องตายก็ตายในสมาธิ ..สู่สุคติอีกต่างหาก

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๗ กย. ๒๕๕๔)