Six Sigma

ประวัติความเป็นมาของ  Six  Sigma

          ปัจจุบันวิธี Six  Sigma  ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแต่ในวงการของการปรับปรุง และรักษาคุณภาพเท่านั้น แม้แต่ในวงการบริหาร และการจัดการธุรกิจ วิธี Six  Sigma  ก็มีบทบาท เพิ่มมากขึ้นจุดกำเนิดของวิธี Six  Sigma  เริ่มขึ้นเมื่อบริษัทโมโตโรล่า ( Motorola ) ได้พัฒนา และสร้างโครงการเพื่อปรับปรุงคุณภาพของสินค้าภายใต้ชื่อ “ วิธี  Six  Sigma ”  ในด้านของความหมาย สัญลักษณ์ Sigma  เป็นตัวอักษรกรีกตัวหนึ่งซึ่งในทางสถิติ สัญลักษณ์  s ซึ่ง คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard  deviation )  ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ในการบ่งบอกถึงการกระจายของข้อมูล

 

หลักการหรือแนวคิดของ Six  Sigma  

         หลักการ หรือแนวคิดของ Six  Sigma  มีพื้นฐานมาจากแนวคิดในเชิงสถิติภายใต้สมมติฐานที่ว่า

๑.      ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ กระบวนการ

๒.    กระบวนการทุกกระบวนการ มีการแปรปรวนแบบหลากหลาย ( Variation ) อยู่ตลอดเวลา

๓.     การนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมชาติของการแปรปรวนแบบหลากหลายจะนำไปสู่การพัฒนา และปรับปรุงกระบวนการให้ดียิ่งขึ้น

         หัวใจสำคัญของวิธีการ Six  Sigma ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่าถ้าเราสามารถนับหรือวัดจำนวน ดีเฟค ( Defect ) หรือสิ่งที่มีตำหนิ  บกพร่อง  ผิดพลาด หรือเสียของผลิตผลที่ได้จากกระบวนการ เราก็สามารถหาวิธีที่จะขจัดจำนวน ดีเฟค  บนผลิตผลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

 

ขั้นตอนการทำงานของ Six  Sigma  

         วิธี  Six  Sigma  ขึ้นอยู่กลับการเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยวิธี Six  Sigma   คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อน และการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย  ( Variability )  ในกระบวนการซึ่งจะมีวิธีการอยู่  5  ขั้นตอน คือ  DMAIC ( ดี-เม-อิก )

  1. D  =  Define   การกำหนดปัญหา และเป้าหมายอย่างชัดเจน ว่าอะไร  ส่วนไหน  ที่จำเป็นต้องปรับปรุง และจะปรับปรุงให้ถึงระดับไหน
  2. M =  Measure   การวัดเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เข้าใจสภาพของระบบและกระบวนการ ที่มี หรือใช้อยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันการที่จะวัดความจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจว่าจะวัดอะไร  วัดอย่างไร วัดที่ไหน  และวัดเมื่อไร  จึงจะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์  หลังจากที่ได้กำหนดประเด็นปัญหาไว้อย่างชัดเจน

   3.  A = Analyze   การวิเคราะห์ เป็นการเอาข้อมูลทางตัวเลขทีได้จากการวัดมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุในการที่จะทำให้ เกิด ความคลาดเคลื่อน และการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย  ( Variation )  ในกระบวนการ  และการทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาทางขจัดปัญหา

    4.   I = Improve   การพัฒนา หรือการปรับปรุงสมรรถนะ และประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นการแสวงหา และพัฒนาวิธีที่จะนำมาขจัดปัญหา  รวมไปถึงการสร้างระเบียบ และแผนผังของการจัดการเพื่อลดปัญหา

    5.   C =  Control   การควบคุม  เป็นการพยายามที่จะควบคุมรักษาระดับ สมรรถนะของกระบวนการที่ได้รับการปรับปรุง แล้วให้คงอยู่ในระดับที่น่าพอใจตลอดไป