วงการอุดมศึกษาไทยต้องมีระบบหรือกลไกดูแล “มาตรฐาน” อุดมศึกษาที่ไม่เหมือนกัน

ข้อเรียนรู้ กรณีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์

          ตอนที่ , ,

ในเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ (ทั้งที่เป็นวิกฤติ และเป็นความสำเร็จ) มีความรู้แฝงฝังหรือซ่อนตัวอยู่   ยิ่งเรื่องชื่อหลักสูตรของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ผมอยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองสถานะ   ในฐานะฝ่ายกำกับดูแล ทั้งในฝ่าย กกอ./สกอ.  และฝ่ายมหาวิทยาลัยมหิดล   ผมจึงมีโอกาสเห็นทั้งสองด้านหรือหลายด้าน   จึงลองใคร่ครวญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ความเข้มแข็งทางวิชาการของประเทศ   ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน  ไม่ใช่เพื่อบอกว่าใครถูกใครผิด 

แต่ผมไม่ยืนยันว่าความเห็นของผมจะถูกต้อง   ที่ยืนยันได้คือผมไม่เก่งพอที่จะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ทั้งหมด 

ผมตีความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสอนเราว่า วงการอุดมศึกษาไทยต้องมีระบบหรือกลไกดูแล “มาตรฐาน” อุดมศึกษาที่ไม่เหมือนกัน   ในหลายสาขาวิชามีพัฒนาการมายาวนาน จนมีกลไกกำกับกันเองและร่วมกันสร้างพลวัตพัฒนาวิชาการ (ทั้งแข่งขันและร่วมมือ) ในสาขาอย่างเข้มช้น   การกำกับดูแลน่าจะไม่ต้องออกแรงมาก   แต่บางสาขาเป็นสาขาพัฒนาใหม่ ยังไม่ลงตัว กกอ./สกอ. ต้องมีกลไกเข้าไปสร้างความเป็นปึกแผ่นของสาขาวิชาเพื่อให้ร่วมมือกันสร้างมาตรฐานของศาสตร์นั้นขึ้นมาในสังคมไทย

เป้าหมายหรือหลักการสำคัญคือ ให้วงการวิชาการกำกับคุณภาพหรือมาตรฐานวิชาการกันเอง   โดยต้องเป็นมาตรฐานที่เป็นพลวัต มีการพัฒนาต่อเนื่อง และทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง   หน้าที่ของ กกอ./สกอ. คือคอยดูแลว่ากลไก auto-regulation, auto-development ในแต่ละสาขาวิชามันทำงานในลักษณะที่พัฒนาขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่งขึ้น   ไม่ใช่รวมตัวกันลดมาตรฐานคุณภาพ หรือก่อผลเสียต่อสังคม   โดยต้องมีข้อมูล/สารสนเทศ/ความรู้ เพื่อการทำงานดูแลภาพใหญ่นี้   นี่คือ macro governance ของระบบอุดมศึกษาในอุดมคติสำหรับผม 

เวลานี้ เรายังทำหน้าที่ในระดับ micro governance เท่านั้น   และทำไม่ได้ดีเสียด้วย   

การทำหน้าที่แนวใหม่นี้ ต้องการวิธีคิดใหม่ และทักษะใหม่   ที่เป็นคนละชุดกับที่มีและใช้อยู่ในปัจจุบัน   ซึ่งผมไม่มีสติปัญญามากพอที่จะขยายความในที่นี้   แต่เป็นเรื่องที่ควรจะพัฒนาขึ้นจากการปฏิบัติ  และใช้ยุทธศาสตร์ “ร่วมกันพัฒนา” ขึ้นมาจากในวงการอุดมศึกษาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ   ทั้งหมดนี้เพื่อ outcomes ต่อบ้านเมืองที่ยกระดับขึ้นจากเดิม  โดยจะต้องมีระบบข้อมูล/สารสนเทศ/ความรู้ ที่บอกภาพของ outcomes เหล่านั้น  เปิดเผยต่อสังคมอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง   ไม่ใช่ข้อมูลแบบโฆษณาชวนเชื่อ

นั่นคือ macro governance ของระบบอุดมศึกษาต้องไปให้ถึง “การกำกับดูแลโดยสังคม” อีกชั้นหนึ่ง   ภายใต้แนวคิดว่า หากวงการวิชาการควบคุมกันเองเป็นอย่างดี   กลไกควบคุมจากภายนอกก็จะไม่ก้าวเข้ามาล้วงลึก  แต่หากวงการอุดมศึกษาเองควบคุมตนเองไม่ได้  การควบคุมภายนอกก็จะต้องทำหน้าที่แบบล้วงลึก

วิจารณ์ พานิช

๓ ก.ย. ๕๔

บนเครื่องบินกลับจากภูเก็ต