บัณฑิตจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ปริญญาอะไร และข้อเรียนรู้จากเหตุการณ์ความขัดแย้ง (จบ)
คำตอบอย่างง่ายที่สุดคือ ได้รับปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต ตามมติของสภามหาวิทยาลัย เพราะตามกฎหมาย การกำหนดชื่อปริญญาเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย แต่ต้องกำหนดตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด สกอ. จึงจะรับทราบและแจ้งไปยัง ก.พ. ให้ยอมรับและตีราคาปริญญา ซึ่งถ้าหลักสูตรใดการผลิตบัณฑิตไม่มีความประสงค์จะไปรับราชการ ก็ไม่ต้องทำตามเกณฑ์ของกระทรวงฯ ก็ได้ ไม่มีใครว่า ซึ่งก็มีหลายหลักสูตรในหลายมหาวิทยาลัย เช่นสาขาวิศวกรรมศาสตร์บางสาขา ในบางมหาวิทยาลัย เขาไม่ต้องการจัดหลักสูตรตามเกณฑ์ของ กว. (สภาวิศวกร) เขาประกาศต่อผู้เรียนชัดเจนว่า จะไม่ได้การรับรองจาก ก.พ.
แต่ก็ยังมี นศ. ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์อีกจำนวนหนึ่ง ที่เรียนตามหลักสูตรเก่า จึงได้ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต เช่นบัณฑิตของปีการศึกษา ๒๕๕๓ ที่เพิ่งรับพระราชทานปริญญาบัตรในเดือน ก.ค. ๕๔ ได้รับดุริยางคศาสตรบัณฑิต ๑๖๑ คน ได้รับศิลปศาสตรบัณฑิต ๘ คน
ผมสอบถามทางมหาวิทยาลัยมหิดลว่า มีบัณฑิตของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และมีปัญหาการยอมรับปริญญาของเราหรือไม่ คำตอบคือมีไปเรียนต่ออยู่เสมอ และไม่มีปัญหาการยอมรับใดๆ เลย เพราะเป็นที่รู้กันว่าปริญญาของมหาวิทยาลัยมหิดลมีคุณภาพสูง
ที่จริงเป้าหมายหลักของผู้มาเรียนดนตรีไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อไปรับราชการ มีน้อยมากที่อยากไปรับราชการ แต่ก็มี และมหาวิทยาลัยมหิดลก็ควรจัดการให้ปริญญาดุริยางคศาสตร์ได้รับการรับรองจาก สกอ. และ ก.พ.
หลังจากโต้แย้ง และทำความเข้าใจกันเรื่อยมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ ในที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ กกอ. ก็มีมติรับรองปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต ๕ สาขา คือ การประพันธ์ดนตรี ดนตรีแจ๊ส ดนตรีปฏิบัติ ดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก ดนตรีสมัยนิยม ที่ไม่รับรอง และเห็นว่าควรใช้ชื่อปริญญาว่าศิลปศาสตรบัณฑิต ๒ สาขา คือ ธุรกิจดนตรี และ เทคโนโลยีดนตรี
ทาง สกอ. และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ลงในราชกิจจานุเบกษา แล้วยืนยันว่า ๒ สาขาหลังนั้น ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ รวมทั้งการระบุคุณวุฒิของอาจารย์ไม่ชัดเจน
ข้างบนนั้นคือข้อเท็จจริง ต่อไปนี้เป็นความเห็นของผม ที่มองว่าเป้าหมายของมหาวิทยาลัยมหิดลคือให้อีก ๒ สาขาได้รับการรับรอง ก็ใช้วิธีการที่ง่ายที่สุดคือเขียนหลักสูตรให้เข้ากับเกณฑ์ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามเจ้าหน้าที่ของ สกอ. ที่เขาเข้าใจดี แล้วแก้ไขเสีย เพราะจริงๆ แล้วการศึกษาที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เข้มข้นกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น
ความเห็นของผมอาจเป็นความเห็นของคนโง่ก็ได้ เพราะชอบคิดง่ายๆ ตรงไปตรงมา
สิ่งหนึ่งที่ ดร. สุกรีเรียกร้องคือโอกาสเข้าชี้แจง ซึ่งผมเห็นด้วยว่าหากเห็นต่างกันขนาดนี้ก็ควรฟังกัน การสื่อสารด้วยเอกสารอาจสื่อได้ไม่ชัดเจนและครบถ้วน ผมจึงดีใจที่ กกอ. ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑ ก.ย. ๕๔ (ซึ่งผมไม่อยู่ในที่ประชุม) มีมติให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิกับทางมหาวิทยาลัยมหิดลมาประชุมร่วมกัน
ที่จริงเรื่องมาตรฐานการอุดมศึกษานั้น ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยใช้ผลการวิจัยและความเห็นของนักวิชาการทั้งสิ้น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ สกอ. หรือคณะกรรมการ กกอ. กำหนดขึ้น และสาขาวิชาการที่มีประวัติยาวนานมีกลไกที่เข้าที่เข้าทาง จะมีกลไกของเครือข่ายวิชาการสาขานั้นเข้ามามีบทบาทดูแลและสร้างการเปลี่ยนแปลง อย่างกรณีสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเรามีชัดเจนที่สุด เช่น สาขาพยาบาล มีสภาการพยาบาล และเครือข่ายพยาบาลศาสตร์ สาขาแพทยศาสตร์มีแพทยสภา และกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
แต่ในบางสาขาอาจอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังขาดความชัดเจน หรือยังไม่ค่อยมีความเห็นพ้อง ยังอยู่ในระยะที่บรรยากาศของการแข่งขันระหว่างสถาบัน สูงกว่าการเห็นคุณค่าของความร่วมมือ สกอ. น่าจะเอาใจใส่สาขาเหล่านี้และช่วยสร้างกลไกให้มีการพบปะปรึกษาหารือกันด้านเกณฑ์คุณภาพ ให้เป็นเกณฑ์คุณภาพที่มาจากการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางกว่านี้ เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะช่วยให้สติแก่ สกอ./กกอ. ในประเด็นนี้
ในส่วนของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ผมได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อท่านอธิการบดีไปแล้ว ว่าต้องสร้างความเข้มแข็งของกลไกส่วนกลางของสำนักงานอธิการบดีในการประสานงานกับหน่วยงานที่เป็นกลไกระดับประเทศ โดยที่หลายส่วนเป็นการประสานงานเชิงรุก เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของการศึกษา ไม่ใช่แค่ประสานงานเชิงรับ เพื่อทำตามกฎเกณฑ์
กฎเกณฑ์ทั้งหลาย มนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์เองจึงต้องช่วยกันปรับปรุงให้ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งขึ้น หน่วยงานวิชาการทั้งหลายควรร่วมกันให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ในการยกระดับคุณภาพวิชาการของประเทศให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกอำนาจส่วนกลางดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และเมื่อไม่พอใจก็เอาแต่บ่น ไม่เสนอวิธีการสร้างสรรค์ แต่ต้องเน้นให้ข้อเสนอแนะที่ปฏิบัติได้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนหน่วยงานหรือส่วนตน หรือเพื่อความเด่นดังส่วนตน
วิจารณ์ พานิช
๒ ก.ย. ๕๔
ขอบคุณค่ะที่ทำให้คนนอกเข้าใจซัดเจนขึ้น
การสอนของอาจารย์...มักสอนให้เราได้คิด...
แต่เมื่อไรที่เราใช้อารมณ์ กระบวนการคิดมักจะออกมาทางลบเจือปนเสมอ
แต่...เมื่อไรที่เราใช้พลังด้านบวกมาหนุนนำกระบวกการคิด นั่นน่ะจะเกิดปัญญา...
...
หากเราน้อมใจลงจะพบว่า
หนทางหรือวิถีทางที่อาจารย์ชี้นั่นน่ะ คือ เส้นทางการบ่มเพาะทางปัญญา
ซึ่งปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีฐานรากแห่งจิตใจที่ดี ไม่ใช่การร่ำเรียนในตำรา แต่เป็นปัญญาที่ได้มาจากการปฏิบัติโดยแท้...
...
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์อย่างยิ่งค่ะ
นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนรู้ที่ได้จากอาจารย์ค่ะ
เรียนอาจารย์ที่เคารพ
ดิฉันติดตามเรื่องนี้ค่ะ คิดว่าที่อาจารย์หมอกำจร รองเลขาฯสกอ. ชี้แจงในรายการคมชัดลึก เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา มีความชัดเจน เข้าใจง่ายมาก ทั้งท่านใจเย็น และให้เกียรติผู้อื่นมาก ไม่มีเสียสมาธิ
ดิฉันเป็นแฟนคลับ อ.สุกรีมานานมาก ตั้งแต่ท่านยังไม่ตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ อ่านบทความที่ท่านเขียนมายาวนาน
คืนนั้นอ.สุกรีทำให้ดิฉันแปลกใจ
ดิฉันคิดว่า กรณีนี้มีอุปสรรคนิดเดียวที่กติกามันเขียนไว้ และ อ.หมอกำจรก็พยายามเสนอทางออกอยู่แล้ว ถ้าฟังกันเรื่องก็จบด้วยดี
จากกรณีนี้และอื่นๆ อีกมากกรณีในสังคมไทยที่จวนปริร้าว ดิฉันหวังว่าสักวันเราจะคิดอะไร ทำอะไรด้วยเหตุด้วยผลกันได้ แทนการใช้อารมณ์ ความเห็น และ กฎหมู่
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
อาจารย์สุกรีก็ชี้แจงด้วยความกล้าหาญ ว่ากฏต่างๆ มันผิดยังไง ดู TQF ก็ได้ ใครๆก็ด่า แต่ทุกคนก็กลัว เลยไม่กล้าพูด คนกล้าแบบอาจารย์สุกรีทำให้เราเห็นว่ามีคนมากมายไม่เห็นด้วยกับการทำงานของท่าน ถ้าอยากรู้ว่าคนไม่พอใจพวกท่านมากแค่ไหนก็ลองส่งแบบประเมินมาจะได้รู้กัน แต่ต้องลาออกนะ ถ้าผลออกมาไม่ดี
อาจารย์สุกรีก็ชี้แจงด้วยความกล้าหาญ ว่ากฏต่างๆ มันผิดยังไง ดู TQF ก็ได้ ใครๆก็ด่า แต่ทุกคนก็กลัว เลยไม่กล้าพูด คนกล้าแบบอาจารย์สุกรีทำให้เราเห็นว่ามีคนมากมายไม่เห็นด้วยกับการทำงานของท่าน ถ้าอยากรู้ว่าคนไม่พอใจพวกท่านมากแค่ไหนก็ลองส่งแบบประเมินมาจะได้รู้กัน แต่ต้องลาออกนะ ถ้าผลออกมาไม่ดี
ดิฉันมีความเห็นว่าในสังคมเรา ปัญหาเกิดจากการบอกความจริงไม่หมด คนฟัง/คนอ่านเห็นคล้อยโดยไม่ตั้งคำถาม จึงเกิดปัญหาการเลือกข้าง เสียดายที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดในวงนักวิชาการและมหาวิทยาลัยมหิดล
ดิฉันเชื่อมั่นในการตัดสินใจและเหตุผลของอาจารย์ค่ะ เหตุการณ์แบบนี้จะเปิดเนื้อแท้อีกมุมหนึ่งของผู้บริหาร คนเด่นคนดัง ให้สังคมได้เห็น
เห็นด้วยกับอาจารย์วัลลาว่าปัญหาของสังคมวันนี้เกิดจากการบอกความจริงไม่หมด
คนฟัง/คนอ่านเห็นคล้อยโดยไม่ตั้งคำถาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะที่ไหนหรอกครับ มันมีไปทั่ว
แต่หากมีข้อขัดแย้งก็ต้องมองให้ครบทุกฝ่ายด้วยครับไม่ใช่เลือกมองเฉพาะบางด้าน บางคน
วันนี้โลกก้าวหน้าไปมาก..ข้อมูลใน Google มีให้เอามาวิเคราะห์มากกว่ารายงานการวิจัย
ถ้าไม่เลือกว่าคนนั้นเป็นคนดีเป็นคนที่เรานับถือ เป็นอาจารย์เรา แล้วเข้าไปดูให้ครบ วิเคราะห์ให้ได้
บางทีเราอาจจะได้เห็นภาพสังคมของเราวันนี้ว่า..
คนดี...คือคนที่ยังสามารถแอบซ่อนบางอย่างไว้ได้มิดชิด
และ..คนชั่วก็คือ..คนดีที่ถูกจับได้..
เท่านั้นเองครับ !
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมคิดว่าหากเราคุยด้วย ความจริงใจ ด้วยความดี หันมาหาทางออกร่วมกันในวิถีของผู้เจริญอยู่มีทางเสมอ ทั้งนี้กระผมก็ไม่ทราบรายละเอียดมากนัก แต่เท่าที่มองดูก็น่าจะมีทางออก "ผู้มีส่วนได้เสีย" ควรหาทางออกร่วมกันครับผม แต่ถ้ามองในมุมกลับ ถึงความเป็นธรรมดาของโลก โลกของเรามันก็เป็นอยู่เช่นนี้หละครับผม เพราะเหตุผล มุมมองวิธีคิด คนเรานั้นต่างกันเสมอ แต่ถ้าเรามีวัตถุประสงค์ในความเจริญร่วมกัน ก็น่าจะคุยกันได้ แต่ถ้าอยู่ในโลกของอารมณ์ ทิฐิมานะ อัตตา สิ่งเหล่านี้จะยากเสมอ
ด้วยเคารพครับผม
นิสิต
"หันมาหาทางออกร่วมกันในวิถีของผู้เจริญย่อมมีทางอยู่เสมอ"
บทความประกอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขอรับ ที่
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315383033&grpid&catid=02&subcatid=0200
ผมว่าน่าจะถามคนที่เป็นนักดนตรีหรือครูดนตรีดีกว่า ที่ อ.สุกรีอ้างว่าเรียนน้อยกว่าสถาบันอื่นแต่คุณภาพเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกคนอื่นมองยั้งงั้นจริงหรือ ไม่ใช่ตัวเองคิดคนเดียว อาจจะดีในระดับคนฟังที่ไม่ใช่นักดนตรี แต่ไม่ดีพอในระดับที่จะอ้างว่าเรียนเท่านี้ดีกว่าคนอื่น