กฎเกณฑ์ทั้งหลาย มนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์เองจึงต้องช่วยกันปรับปรุงให้ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งขึ้น หน่วยงานวิชาการทั้งหลายควรร่วมกันให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ในการยกระดับคุณภาพวิชาการของประเทศให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกอำนาจส่วนกลางดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และเมื่อไม่พอใจก็เอาแต่บ่น ไม่เสนอวิธีการสร้างสรรค์ แต่ต้องเน้นให้ข้อเสนอแนะที่ปฏิบัติได้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนหน่วยงานหรือส่วนตน หรือเพื่อความเด่นดังส่วนตน

บัณฑิตจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ปริญญาอะไร   และข้อเรียนรู้จากเหตุการณ์ความขัดแย้ง (จบ)

เรื่องเดิม ,

คำตอบอย่างง่ายที่สุดคือ ได้รับปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต ตามมติของสภามหาวิทยาลัย   เพราะตามกฎหมาย การกำหนดชื่อปริญญาเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย   แต่ต้องกำหนดตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด   สกอ. จึงจะรับทราบและแจ้งไปยัง ก.พ. ให้ยอมรับและตีราคาปริญญา   ซึ่งถ้าหลักสูตรใดการผลิตบัณฑิตไม่มีความประสงค์จะไปรับราชการ   ก็ไม่ต้องทำตามเกณฑ์ของกระทรวงฯ ก็ได้   ไม่มีใครว่า   ซึ่งก็มีหลายหลักสูตรในหลายมหาวิทยาลัย เช่นสาขาวิศวกรรมศาสตร์บางสาขา ในบางมหาวิทยาลัย เขาไม่ต้องการจัดหลักสูตรตามเกณฑ์ของ กว. (สภาวิศวกร)   เขาประกาศต่อผู้เรียนชัดเจนว่า จะไม่ได้การรับรองจาก ก.พ. 

แต่ก็ยังมี นศ. ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์อีกจำนวนหนึ่ง ที่เรียนตามหลักสูตรเก่า จึงได้ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต   เช่นบัณฑิตของปีการศึกษา ๒๕๕๓ ที่เพิ่งรับพระราชทานปริญญาบัตรในเดือน ก.ค. ๕๔   ได้รับดุริยางคศาสตรบัณฑิต ๑๖๑ คน   ได้รับศิลปศาสตรบัณฑิต ๘ คน

ผมสอบถามทางมหาวิทยาลัยมหิดลว่า มีบัณฑิตของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และมีปัญหาการยอมรับปริญญาของเราหรือไม่   คำตอบคือมีไปเรียนต่ออยู่เสมอ และไม่มีปัญหาการยอมรับใดๆ เลย   เพราะเป็นที่รู้กันว่าปริญญาของมหาวิทยาลัยมหิดลมีคุณภาพสูง   

ที่จริงเป้าหมายหลักของผู้มาเรียนดนตรีไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อไปรับราชการ   มีน้อยมากที่อยากไปรับราชการ   แต่ก็มี   และมหาวิทยาลัยมหิดลก็ควรจัดการให้ปริญญาดุริยางคศาสตร์ได้รับการรับรองจาก สกอ. และ ก.พ.

หลังจากโต้แย้ง และทำความเข้าใจกันเรื่อยมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐   ในที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  กกอ. ก็มีมติรับรองปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต ๕ สาขา คือ  การประพันธ์ดนตรี  ดนตรีแจ๊ส  ดนตรีปฏิบัติ  ดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก  ดนตรีสมัยนิยม   ที่ไม่รับรอง และเห็นว่าควรใช้ชื่อปริญญาว่าศิลปศาสตรบัณฑิต ๒ สาขา คือ ธุรกิจดนตรี  และ เทคโนโลยีดนตรี  

ทาง สกอ. และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตาม  เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548   ซึ่งเป็นประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ  ลงในราชกิจจานุเบกษา   แล้วยืนยันว่า ๒ สาขาหลังนั้น ไม่เป็นไปตามเกณฑ์   รวมทั้งการระบุคุณวุฒิของอาจารย์ไม่ชัดเจน  

ข้างบนนั้นคือข้อเท็จจริง   ต่อไปนี้เป็นความเห็นของผม   ที่มองว่าเป้าหมายของมหาวิทยาลัยมหิดลคือให้อีก ๒ สาขาได้รับการรับรอง   ก็ใช้วิธีการที่ง่ายที่สุดคือเขียนหลักสูตรให้เข้ากับเกณฑ์   ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามเจ้าหน้าที่ของ สกอ. ที่เขาเข้าใจดี แล้วแก้ไขเสีย   เพราะจริงๆ แล้วการศึกษาที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เข้มข้นกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น

ความเห็นของผมอาจเป็นความเห็นของคนโง่ก็ได้   เพราะชอบคิดง่ายๆ ตรงไปตรงมา

สิ่งหนึ่งที่ ดร. สุกรีเรียกร้องคือโอกาสเข้าชี้แจง   ซึ่งผมเห็นด้วยว่าหากเห็นต่างกันขนาดนี้ก็ควรฟังกัน   การสื่อสารด้วยเอกสารอาจสื่อได้ไม่ชัดเจนและครบถ้วน  ผมจึงดีใจที่ กกอ. ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑ ก.ย. ๕๔ (ซึ่งผมไม่อยู่ในที่ประชุม) มีมติให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิกับทางมหาวิทยาลัยมหิดลมาประชุมร่วมกัน

ที่จริงเรื่องมาตรฐานการอุดมศึกษานั้น   ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยใช้ผลการวิจัยและความเห็นของนักวิชาการทั้งสิ้น  ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของ สกอ. หรือคณะกรรมการ กกอ. กำหนดขึ้น   และสาขาวิชาการที่มีประวัติยาวนานมีกลไกที่เข้าที่เข้าทาง จะมีกลไกของเครือข่ายวิชาการสาขานั้นเข้ามามีบทบาทดูแลและสร้างการเปลี่ยนแปลง   อย่างกรณีสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเรามีชัดเจนที่สุด  เช่น สาขาพยาบาล มีสภาการพยาบาล และเครือข่ายพยาบาลศาสตร์   สาขาแพทยศาสตร์มีแพทยสภา และกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

แต่ในบางสาขาอาจอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังขาดความชัดเจน หรือยังไม่ค่อยมีความเห็นพ้อง   ยังอยู่ในระยะที่บรรยากาศของการแข่งขันระหว่างสถาบัน สูงกว่าการเห็นคุณค่าของความร่วมมือ   สกอ. น่าจะเอาใจใส่สาขาเหล่านี้และช่วยสร้างกลไกให้มีการพบปะปรึกษาหารือกันด้านเกณฑ์คุณภาพ ให้เป็นเกณฑ์คุณภาพที่มาจากการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางกว่านี้   เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะช่วยให้สติแก่ สกอ./กกอ. ในประเด็นนี้   

ในส่วนของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ผมได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อท่านอธิการบดีไปแล้ว   ว่าต้องสร้างความเข้มแข็งของกลไกส่วนกลางของสำนักงานอธิการบดีในการประสานงานกับหน่วยงานที่เป็นกลไกระดับประเทศ   โดยที่หลายส่วนเป็นการประสานงานเชิงรุก เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของการศึกษา   ไม่ใช่แค่ประสานงานเชิงรับ เพื่อทำตามกฎเกณฑ์

กฎเกณฑ์ทั้งหลาย มนุษย์สร้างขึ้น   มนุษย์เองจึงต้องช่วยกันปรับปรุงให้ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งขึ้น   หน่วยงานวิชาการทั้งหลายควรร่วมกันให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ในการยกระดับคุณภาพวิชาการของประเทศให้มากกว่านี้   ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกอำนาจส่วนกลางดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว   และเมื่อไม่พอใจก็เอาแต่บ่น ไม่เสนอวิธีการสร้างสรรค์   แต่ต้องเน้นให้ข้อเสนอแนะที่ปฏิบัติได้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนหน่วยงานหรือส่วนตน หรือเพื่อความเด่นดังส่วนตน

       วิจารณ์ พานิช

       ๒ ก.ย. ๕๔