บทนี้อธิบายให้เห็นว่าเราอยู่ในโลกของ “ทวิภาวะ (Duality)" คือภาวะที่มาเป็นคู่
เมื่อคนเห็นว่าบางอย่างงาม
ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น
เมื่อคนเห็นว่าบางอย่างดี
สิ่งที่เป็นความเลวก็ปรากฏ
มีและไม่มีก่อกำเนิดกันและกัน
ยากและง่ายส่งเสริมเติมแต่งกัน
ยาวและสั้นสื่อความหมายให้กัน
สูงและต่ำกำหนดซึ่งกันและกัน
ก่อนหน้าและมาหลังเกิดขึ้นพร้อมกัน
ดังนั้น ผู้ทรงปัญญา
จึงรู้คุณค่าของการทำโดยไม่กระทำ
ท่านสอนโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ
ท่านปล่อยให้สิ่งต่างๆ เลื่อนไหลไป
โดยที่มิได้แสดงความเป็นเจ้าของ
ท่านทำไปโดยไม่ได้มุ่งหมายความสำเร็จ
ด้วยการกระทำที่ไม่ติดยึดในความสำเร็จนี้
ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างยั่งยืน.
ข้อเตือนใจ เพื่อใช้เตือนตน
บทที่ 2 นี้ เป็นการอธิบายให้เห็นว่าเราอยู่ในโลกของ “ทวิภาวะ (Duality)" คือภาวะที่มาเป็นคู่ เช่น เมื่อมีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน เมื่อมีการตื่นก็แสดงว่าต้องมีการหลับ เมื่อมีเกิดก็มีตายอะไรทำนองนั้น เรียกว่าเป็นการมอง "ของสองสิ่ง" ทั้งในสถานะที่ "แยกออกจากกัน" และก็เป็น "สิ่งเดียวกัน" ด้วย คือมองว่ากลางวันเป็นส่วนหนึ่งของกลางคืน กลางคืนเป็นส่วนหนึ่งของกลางวัน เหมือนกับการที่เรามองเห็นเหรียญ "สองด้าน" ทั้งๆ ที่มันเป็นเหรียญ “อันเดียวกัน” ซึ่งการมองเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในเรื่องเต๋า
เต๋าได้พูดเรื่อง หยิน หยาง เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาทางการรับรู้ของเรานั้นจะเข้ามา "เป็นคู่" เสมอ ในความเป็นคู่นั้น เรามักจะมี "การแบ่งแยก การเปรียบเทียบ" เกิดขึ้นเสมอ ตัวอย่างเช่น เวลาได้ยินคนพูดว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" เราก็มักจะเข้าใจว่า "ใจนั้นเป็นส่วนที่สำคัญกว่ากาย" ซึ่งในภาษาของเต๋ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ "ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่ากัน" นายต้องอาศัยบ่าว และบ่าวก็ต้องอาศัยนาย เพราะมีนายจึงมีบ่าว เพราะมีบ่าวเราจึงเป็นนาย ใจและกายต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ใจและกายไม่ได้แยกออกจากกัน สิ่งที่เป็นคู่ที่อยู่ตรงข้ามกันนี้ก่อกำเนิดซึ่งกันและกัน เป็นส่วนประกอบของกันและกัน เรียกได้ว่ามีความเป็น “ทั้งสอง” และก็มีความเป็น “หนึ่ง” ไปพร้อมๆ กัน
สารบัญ
ขอแสดงความเห็นครับ
"ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
คำ ๆ นี้ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ใช้สอน ผมเข้าใจเองว่าคงต้องการบอกกับคนที่ยังยึดมั่นกับตัวตนมากเกินไป
เพื่ออุปมา ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เพื่อยกระดับของผู้รับการสอนให้มีความพร้อมในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองในระดับต่อไป
แต่ถ้าคนที่หยิบมาใช้ทั่วไป(โดยไม่ได้เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้ง) ก็อาจจะมองคำว่า "ใจ" สำคัญกว่า "กาย" อย่างที่อาจารย์กล่าว
ในบทความนี้ และผมเข้าใจเอง(อาจารย์ก็คงต้องการสื่อสารแบบนี้ด้วย) ว่าคนที่นำมาใช้สุดท้ายแล้วด้วยทัศนคติตรงนี้(ความเข้าใจ)
ก็มีแนวโน้มจะกลับไปยึดมั่นถือมั่นกับคำว่า "ใจ" แทนคำว่า "กาย" แทน
ถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาครับ "อะไรก็แล้วแต่ถ้าเรายังไม่ได้ลงมือทำเอง ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นแค่ความคิดเห็นครับ ยังไม่เป็นความรู้" อาจารย์คุ้นไหมครับ
นับถืออาจารย์มากครับ
ขอบคุณครับ
ในขณะที่ "ผู้สังเกต" รู้สึกตัวว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของ "สิ่งที่ถูกสังเกต" เมื่อนั้นจะไม่เกิดภาพลักษณ์ขึ้นมาขวางกั้นระหว่างผู้สังเกตและสิ่งที่ถูกสังเกต . . นั่นคือการ(ทำสมาธิ)ภาวนาที่แท้จริง
- กฤษณมูรติ