วันที่ ๑ ส.ค. ๕๔ ทีมงานจากบริษัทรักลูกเอ็ดดูเท็กซ์ ผู้รับผิดชอบการจัดพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นัดถ่ายทำวีดิทัศน์สัมภาษณ์ผม ในประเด็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยมหิดล หัวข้อ Integrity มั่นคงยิ่งในคุณธรรม   เพื่อนำไปตัดต่อและจัดแสดงบนแท่นวัฒนธรรมองค์กรในหอเกียรติยศแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล    ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล   โดยมีประเด็นคำถามคือ "ความมั่นคงยิ่งในคุณธรรม มีความหมายว่าอย่างไร และมีประโยชน์ต่อการทำงานของชาวมหิดลอย่างไร"

          เป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายอย่างยิ่ง

          ท้าทายคำอธิบาย ทั้งที่เป็นความหมายเชิงถ้อยคำ และเชิงปฏิบัติ  ให้ได้ความลึกซึ้ง ชัดเจน และโยงสู่ชีวิตมนุษย์ และสู่การฝึกฝนตนเองของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล และของคนทุกคน

         ย้ำคำว่า “สู่การฝึกฝนตนเองของคนทุกคน” 

          ผมจึงทำ AAR หรือ reflection กับตนเอง   ว่าตนเองเรียนรู้ ฝึกฝน สำเร็จ และล้มเหลวกับเรื่องนี้มาอย่างไรบ้าง

          เริ่มจากการตีความ ความหมายของคำว่า integrity ลึกกว่าคำว่าซื่อสัตย์ ซื่อตรง ตรงไปตรงมา ไม่โกง   ยิ่งถ้าตีความว่า “มั่นคงยิ่งในคุณธรรม” ความหมายก็จะยิ่งกว้าง   คือรวมเอาคุณธรรมทุกประเภทเข้ามา แล้วเน้นที่ความมั่นคงต่อคุณธรรมเหล่านั้น

          สรุปว่า เราอาจตีความคำว่า integrity ได้ ๒ แบบ   คือตีความเป็นตัวคุณธรรมหมวดความซื่อสัตย์ (ที่ลึกกว่าซื่อสัตย์) ก็ได้   หรือจะตีความเป็นตัวความมั่นคงต่อคุณธรรมต่างๆ ทุกประเภท ก็ได้

          เมื่อทำ AAR แนวทางฝึกตนของตัวเองในเรื่องนี้ (อย่าลืมว่ากรณีเช่นนี้คนเรา ‘ยกหาง’ ตนเองเสมอ)   ผมฝึกตนตามความหมายหลัง   คือมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองให้มีความมั่นคงต่อคุณธรรมทุกประเภท  ตีความความมั่นคงในระดับ ๖ ของพัฒนาการด้านคุณธรรมของ Lawrence Kohlberg   ซึ่งก็ทำได้เพียงระดับต้นๆ เท่านั้น ยังไม่ถึงกับบรรลุเป้าหมาย  

          ผมถือว่า นี่คือการเดินทางแห่งชีวิตของผม

          ในทางปฏิบัติ ผมจะกำหนดกฎเกณฑ์กับตัวเองว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรประพฤติปฏิบัติ   ซึ่งก็จะมีความประพฤติกลุ่มที่หนึ่ง ที่เราควรหมั่นทำ   กับที่ต้องพยายามทำเพราะมันทำยาก  กลุ่มนี้ถ้าทำก็ได้ชื่อว่าทำดี  เป็นความประพฤติที่ดีอย่างไม่มีข้อสงสัย

          ความประพฤติกลุ่มที่สาม ตรงกันข้ามกับกลุ่มที่หนึ่ง   คือเป็นกลุ่มความประพฤติที่ควรงดเว้น หักห้ามใจไม่ให้ทำ   เพราะเป็นสิ่งไม่ดี เป็นทางแห่งความเสื่อม

          ความประพฤติกลุ่มที่สอง เรียกว่า “พื้นที่สีเทา” คือขึ้นอยู่กับการตีความ   ขึ้นอยู่กับความเชื่อ หรือระดับขั้นของคุณธรรมที่เรายึดถือ   หรืออาจใช้ข้ออ้างบางข้อในการประพฤติปฏิบัติ   ดังกรณีซุกหุ้นของอดีตนายกฯ ทักษิณ   ท่านอธิบายว่า เป็นความผิดพลาดโดยสุจริต   คือท่านพยายามเอามาไว้ในพื้นที่สีเทา   ในขณะที่ผมถือว่ามันอยู่ในพื้นที่สีดำ (กลุ่มที่สาม)

          การฝึกฝนตนเองในเรื่องพัฒนา integrity หรือความมั่นคงในคุณธรรมนี้ ผมใช้หลัก KISS   ซึ่งย่อมาจาก Keep It Simple and Stupid   คือใช้วิธีง่ายๆ   ด้วยคำถามเดียวต่อตนเองว่า  “ถ้าพฤติกรรมนี้ต้องทำอย่างเปิดเผยต่อคนทั่วไป ผมจะทำหรือไม่”   หลักนี้ผมใช้มาตลอดชีวิตการทำงาน   และต่อมาผมได้รู้ว่าฝรั่งเขาเรียกว่าหลัก transparency   และไทยเราแปลว่า ความโปร่งใส เปิดเผย

          ความชั่วนั้น เป็นสิ่งเย้ายวน และให้ผลประโยชน์สูง   คนทั่วไปจึงทำความชั่วด้วยเหตุผลว่า คนอื่นไม่รู้   ยิ่งถ้าคนทำชั่วเป็นคนฉลาด คนเก่ง ก็จะสามารถปกปิด หรือสร้างสถานการณ์ปิดป้องความผิดของตน “ไม่มีใบเสร็จยืนยัน”  สภาพเหล่านี้ยิ่งนับวันจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นในสังคมไทย   แต่ผมไม่ยอมรับมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และจะมั่นคงแบบหัวชนฝา   ไม่ทราบว่านี่คือ integrity หรือความดื้อรั้น  

          ความมั่นคงยืนหยัดในคุณธรรมในท่ามกลางโลกแห่งความเป็นจริง ที่ส่วนใหญ่เป็นโลกสีเทา (เทาแก่บ้าง เทาอ่อนบ้าง)   จึงต้องการคุณธรรมอีกหลายข้อมาประกอบ ที่ผมต้องมั่นคง   เช่นข้อที่ว่าด้วยความเคารพผู้อื่น เคารพความแตกต่าง   ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน   ไม่ยึดติดความดี  ไม่คิดว่าเมื่อตนเองมุ่งมั่นฝึกฝนคุณธรรมแล้ว ตนเป็นคนที่บริสุทธิ์กว่าคนอื่น   จึงดูถูกคนอื่นว่าไม่บริสุทธิ์

          ความมั่นคงในความดี ในคุณธรรมเป็นเรื่องที่สูงส่ง 

          แต่การไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดี สูงส่งกว่า

          หวนกลับมาที่มหาวิทยาลัยมหิดล   มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นทำงานเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”   โดยยึดถือค่านิยมองค์กร (shared values) ว่า MAHIDOL  ดังนั้นมหาวิทยาลัยมหิดลต้องตีความคำว่า integrity ไปสู่การปฏิบัติ การฝึกฝนของบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัย  ในลักษณะที่การกล่าวถึงคุณธรรมความดีนั้น ต้องไปสู่การปฏิบัติ   และไม่ใช่การปฏิบัติแบบพูดอย่างทำอีกอย่าง   คือต้องปฏิบัติแบบมีความมั่นคงในคุณธรรมของจริง ไม่ใช่แบบหลอกๆ ดีแต่เปลือก ไร้แก่น   

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑ ส.ค. ๕๔