ท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน "เต๋าเต้อจิง บทที่ 67" คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทนี้ก่อนนะครับ

 

สำหรับผมแล้ว เต๋าเป็นเรื่องที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ ใหญ่จนดูเหมือนไม่มีอะไร

ถึงคนทั่วไปจะพูดว่า เต๋าเป็นเรื่องที่ธรรมดา เป็นเรื่องของ Common Sense

แต่ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่สามัญ”  ที่ผมกล่าวเช่นนั้น

ก็เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เป็น Common Sense ใช่ว่าจะเป็น Common Practice เสมอไป

ไม่เชื่อลองดูสิ่งล้ำค่าสามอย่างที่ท่านเล่าจื๊อเน้นย้ำก็ได้

 

ถึงเราจะบอกว่าเรามีความสามารถที่จะรัก

แต่ความรักของเราก็มักจะจำกัดอยู่ในวงแคบๆ เท่านั้น

เรารักคนใกล้ชิด รักลูกเมียญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องของเรา

แต่คนที่ไม่สนิท หรือคนที่คิดเห็นแตกต่างไปจากเรา บางทีเราก็รับเขาไม่ได้

เห็นไหมว่าความรักของเรานั้น จำกัดเพียงใด

ยังไม่ใช่ความรักอันกว้างขวางอย่างที่ท่านเล่าจื๊อกล่าวถึง

 

เรื่องความเรียบง่ายก็เช่นกัน เราพูดได้เป็นฉากๆ แต่ใช่ว่าจะปฏิบัติได้ตามนั้น

เรายังดำเนินชีวิตกันอย่างฟุ่มเฟือย เกินความพอดี

ที่เห็นชัดๆ คือเรายังไม่รู้จักประหยัดการใช้กระดาษ การใช้น้ำใช้ไฟ

แล้วเราจะไปโทษใครเรื่องการทำลายป่า เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม

ผมไม่เคยพบครูอาจารย์ท่านใดสอนว่าให้เราบริโภคมากๆ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเลย

ทุกท่านต่างเน้นย้ำเรื่องความสันโดษ ความพอดี อย่ามีอะไรที่มากเกิน

แต่เราก็ยังหลงเพลิดเพลินอยู่ในโลกแห่งการบริโภคอยู่ดี ไม่ว่าจะได้ยินเรื่องนี้มากี่ครั้งก็ตาม

 

สิ่งที่ท่านเล่าจื๊อพูดไว้ประการสุดท้าย ช่างเป็นอะไรที่สวนทางกับกระแสสังคมเสียจริงๆ

เพราะเราถูกสอนมาแต่อ้อนแต่ออกว่าจะต้องเป็นหนึ่งให้ได้ ต้องเก่งกว่าใครๆ

สังคมจะมีที่ให้เราก็ต่อเมื่อเราเป็น Somebody เป็นคนสำคัญเท่านั้น

แล้วนี่ท่านเล่าจื๊อกลับสอนให้เรา ตัดความต้องการที่จะเป็นเอก (เป็นหนึ่ง) ทิ้งไป

 

ผมว่าคำสอนของท่านเล่าจื๊อเป็นอะไรที่ลึกไปกว่าที่ระดับปัญญาเชิงความคิดจะ "เข้าใจ"

การที่จะ "เข้าถึง" คำสอนของท่านได้ คงมีวิธีการเดียวเท่านั้น คือการคิดให้น้อย และทำให้มาก

ซึ่งถ้าหากทำได้ ผมเชื่อว่าในที่สุดประสบการณ์ที่ได้รับ คงจะบอกเราเองว่าทำไมท่านจึงกล่าวไว้เช่นนั้น.