GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ป.เอก นวัตกรรมการจัดการรุ่นที่ 5 ที่สวนสุนันทา

การเรียนตั้งมีเป้าหมายอย่าเพียงแต่ตั้งรับอย่างเดียว ต้องรุกไปข้างหน้าเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่เราวางไว้

สวัสดีครับนักศึกษา ป.เอก รุ่น5 ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพและศูนย์ต่างจังหวัด

รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 5 ที่ผมได้รับเกียรติมาสอน เเละมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทาง มรภ.สวนสุนันทาได้พัฒนาการสอนเป็นเเบบการถ่ายทอดทางไกลไปที่ต่างจังหวัดอีก 3 ศูนย์ คือที่ เลย  ภูเก็ต  โคราช

การเรียนการสอนในครั้งนี้นอกจากจะถ่ายทอดทางไกลเเล้ว ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่เเลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่าง ผม นักศึกษาทุกท่าน และคนทั่วไปที่ติดตามความเคลื่อนไหวของการเรียน ป.เอก

ผมอยากให้นักศึกษาทุกท่านค้นหาตัวเองว่าเราเรียนเพื่ออะไร เน้นงานวิจัยของเราจะทำอะไร เรียนอย่างมีเป้าหมาย เเล้วเราจะทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง

                                                                   จีระ หงส์ลดารมภ์

กรณีศึกษาการสอน 25 ก.ย. 54

 

ปฐมนิเทศ

 

ภาพบรรยากาศการเรียนการสอน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 456520
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 8
ความเห็น: 296
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น   

นายวิสิษฐ์ ใจอาจ ศูนย์ภูเก็ต รหัสนักศึกษา 53484931023

การบ้านอ.จีระ 3 เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาที่ อ.ได้ร่วมพูดคุยกับนักศึกษาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554

เรื่องที่ 1: การพัฒนาคน

ทุกองค์กรต่างมุ่งหวังให้บุคลากรของตนมีศักยภาพที่สูงขึ้นพร้อมๆกับเป้าหมายที่ยากขึ้น แต่มีสักกี่องค์กรที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนอย่างจริงจังอย่างเป็นรูปธรรม เรามักจะเห็นกันอยู่เสมอว่าองค์กรต่างๆมักจะเข้าใจว่าการพัฒนาความสามารถบุคลากรคือการฝึกอบรม การฝึกอบรมคือการพัฒนาบุคลากร ถ้าใครถามว่าบริษัทของคุณให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรมากน้อยเพียงใด หลายคนมักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “โอ๊ย บริษัทผมเน้นมากเลยในเรื่องนี้ ดูซิในแต่ละปีผมต้องเข้าอบรมเยอะมากเลย แทบจะไม่มีเวลาทำงาน อบรมมากจริงๆ”

การบริหาร “คน” ในองค์กรต่างๆ มักจะมอบภารหน้าที่นี้ให้กับคนสองกลุ่มคือ ผู้บริหาร ระดับสูงกับ ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ผมมีความเชื่อว่าถ้าโครงสร้างการบริหารคนในองค์กรยังเป็นแบบนี้อยู่ โอกาสการสร้างศักยภาพของคนเพื่อการแข่งขันคงจะไปได้ไม่ไกลมากนัก เพราะอะไร เพราะไม่แตกต่างอะไรกับช้างที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง ถึงแม้จะเดินได้ แต่ก็คงไม่สะดวกนัก และขาที่เหลือก็ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป

ในอดีตและปัจจุบันนี้การเปรียบเทียบการพัฒนาบุคลากรระหว่างองค์กรมักจะดูกันที่เปอร์เซ็นต์งบประมาณด้านการฝึกอบรมบุคลากรว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างทั้งปี สำหรับตัวชี้วัดตัวนี้ผมคิดว่าเป็นเพียงตัวบ่งชี้ว่าองค์กรได้ให้ความสำคัญโดยการจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง แต่ยังบอกไม่ได้ว่างบประมาณที่ได้ไปนั้น องค์กรได้นำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเกิดประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด บุคลากรมีความสามารถเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามที่คาดหวังนั้น เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาบุคลากรเสียใหม่จากการ “พัฒนาหรือฝึกอบรม” ไปสู่ “การบริหารทุนปัญญา” การบริหารทุนปัญญาหมายถึงการมองคนเป็นทุนหรือสินทรัพย์ประเภทหนึ่ง แต่ทุนประเภทนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยตัวมันเองได้ เป็นทุนที่มองไม่เห็น แต่สามารถวัดได้จากระดับความสามารถที่แสดงออกและผลงานที่เกิดขึ้น

เรื่องที่ 2: เกี่ยวกับ CEO

CEO ต้องเป็นผู้ให้ความสำคัญกับความรู้ เป็นผู้ที่สนับสนุนให้เกิดความรู้ขึ้นในองค์กร โดยเฉพาะความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นตัวผลักดันให้องค์กรเกิดการพัฒนาโดยกระบวนการในการจัดการความรู้ที่ CEO ต้องดำเนินการ คือ

1. การกำหนดว่าความรู้ใดเป็นความรู้ที่มีความสำคัญกับองค์กร และจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน

2. การพิจารณาความรู้ที่จะจัดเก็บว่าจะนำไปใช้ในด้านใดบ้าง ซึ่งการจะทราบว่าความรู้ที่ได้จัดเก็บไว้นั้นจะนำไปใช้ในส่วนใด อาจพิจารณาได้จากหลายทาง เช่น จากลูกค้า จากบุคลากรในองค์กร เป็นต้น

3. การกำหนดวิธีการในการเข้าถึงความรู้ที่ได้ทำการจัดเก็บไว้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ

4. การกำหนดภาษาที่ใช้ในการจัดการความรู้ ควรเป็นภาษาที่สามารถเข้าใจได้ง่าย

5. การสร้างความรู้เสมือน คือ การสร้างแหล่งความรู้ให้สามารถเข้าใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา

6. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร

7. วัดผลที่ได้รับจากการสร้าง ระบบการจัดการความรู้ ที่ใช้ในองค์กร ซึ่งอาจวัดได้จากกำไรที่ทางบริษัทได้รับ

8. CEO ต้องสามารถคาดคะเนได้ว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้นจะเป็นสิ่งที่มีความคุ้มค่ากับองค์กร

9. CEO ต้องมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาความรู้ขององค์กรอยู่เสมอ เพื่อให้องค์กรมีความรู้ใหม่ๆในการพัฒนางาน

เรื่องที่ 3: HR, Non-HR

การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) มีหน้าที่ในการทำงานเกี่ยวบุคคลเริ่มตั้งแต่กระบวนการวางแผนด้านกำลังคน การสรรหาบุคคล การพัฒนาบุคลากรก่อนเข้าทำงาน ระหว่างทำงาน การให้ความดีความชอบ การให้สวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งพ้นจากองค์กร ซึ่ง ในภาคราชการเรียกว่า กองการเจ้าหน้าที่ ภาคเอกชนอาจเรียกว่าฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายพัฒนาบุคคล และ มีหน้าที่ในการที่ประสานกับ CEO ในการการจัดทำงบประมาณเพื่อพัฒนาบุคลากร ประสาน Non HR ด้านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กฎระเบียบ ด้านบุคคล ด้านอาคารสถานที่ เวลา ด้านความต้องการของบุคคล เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ส่วนในเรื่องของ Non HRนั้น ก็มีหน้าที่ในการให้การสนับสนุน ด้านต่าง ๆ เช่น อาคารสถานที่ งบประมาณ การจัดทำข้อมูลข่าวสารให้ HR การส่งบุคลากร เข้ารับการฝึกอบรม สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ การสอนงาน และรับนโยบาย กฎระเบียบต่าง ๆ ไปสู่บุคลากร และ มีหน้าที่ในการสื่อสารระหว่าง HR กับบุคลากรให้กำหนดแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้แก่องค์กร

ชื่อ นายอำนวย คุ้มบ้าน รหัสนักศึกษา 53484931020 (ศูนย์ภูเก็ต)

การบ้าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เรื่อง การปลูก เก็บเกี่ยว

“Ang PAO” for Chinnese New Year

Ang Pao is a present that will be given and accepted according to Chinese culture.Ang Pao means a red envelope that will be given with money Inside.Phuket people love to Hand over Ang Pao to children on the night of the family gathering. After the dinner, children will be called to gather together to receive Ang Pao. It will be given older children and then the younger, except those who get married. If children have a job, they will give Ang Pao to their parent to bless for their healthy and long life.

Planting In Chinese culture, giving “Ang Pao” or red packet containing money to children in the family or workers is considering planting.

Harvesting Those receiving “Ang Pao” are encouraged to be happy and motivated to produce good results in what ever they do.

***ส่งการบ้าน***

Name: นายอานนท์ ทวีสิน

ID: 53484931005

University: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

Major: สาขานวัตกรรมและการจัดการ

Assignment 1: สรุปบทเรียนวันนี้

จากการที่ได้เรียนกับท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และ Peter Bjok ในวันนี้ ท่านสอนเรื่องต่างๆมากมาย Peter Bjok : Peter thought us about Leadership, leadership style, Research, How we can transform the research to some practical method to improve leadership in the organization. ได้กล่าวถึง ที่สวีเดนมีโรงงานหลายที่ๆเกี่ยวกับนวัตกรรม มีหลายท่านที่ได้รับ Nobel และ ท่านได้กล่าวถึง Ikea ที่จะเปิดในประเทศไทย จะได้มีการจ้างแรงงานไทยไปทำงานด้วย ประมาณ 2000 คน สิ่งที่เป็นสินค้าส่งออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในเรื่องของการออกแบบ เพลง สิ่งที่ดึงดูดหลายๆอย่าง ต่อไปจะเป็นเรื่องของสวีเดน ได้กล่าวถึงเรื่องของอนุเสาวรีย์ และมีการจัดงานสงการณ์ของคนไทยที่สวีเดน และเขาได้กล่าวถึงเรื่อง Leadership ทำหน้าที่จัดการคนในองค์กร ผู้จัดการควรจะมีทักษะภาวะผู้นำ ผู้นำสื่อสารกับเป้าหมายขององค์กร นำแนวทางไปสู่เป้าหมาย และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สิ่งที่สำคัญควรจะมีทัศนะคติที่ดี และสร้างค่านิยมในองค์กรเพื่ออนาคตขององค์กร ความเป็นผู้นำควรจะมีบริบทขององค์กร ความเป็นผู้นำ ผู้ตาม และสร้างวัฒนธรรม ค่านิยมต่างๆในองค์กร และได้กล่าวถึง งานวิจัยรูปแบบภาวะผู้นำในอเมริกา สนใจเกี่ยวกับคน และผลผลิต ในมิติของคนนั้น เกี่ยวกับ มีความเป็นประชาธิปไตย, ส่วนบุคคล, ทฤษฏี y, ความสัมพันธ์, เป็นผู้สนับสนุนและ มีการตัดสินใจที่ดี ส่วนในมิติของผลผลิตนั้น จะมองถึง อำนาจบังคับบัญชา, ผลผลิต, ทฤษฏี x, Task ต่างๆ, เป็นผู้กำกับ และโครงสร้าง ต่อมา ได้พูดถึง Managerial Grid เกี่ยวกับคน สิ่งที่ต้องระวัง คือเรื่องของความไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเรื่อง ระบบเส้น เป็นต้น และท่านอาจารย์ จีระได้เล่าถึง ทฤษฏี X,Y ของ Mcgagor คนทฤษฏี x คือ คนขี้เกียด คนทฤษฏี y คือ คนขยัน เป็นต้น และต่อจากนั้น Peter ได้กล่าวถึง Farax Profiles ซึ่งเกี่ยวกับผู้นำในรูปแบบต่างๆในสวีเดน ผู้นำสบายๆ เน้นด้านการเปลี่ยนแปลง ด้านโครงสร้าง แต่ด้านความสัมพันธ์จะไม่มี ผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น แต่จะไม่มีในเรื่องของโครงสร้าง และความสัมพันธ์ ผู้นำที่เป็นคนดี จะมีแต่ความสัมพันธ์ แต่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างจะไม่มี ผู้นำที่เป็นทางการ จะเน้นแต่โครงสร้าง เรื่องของการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์จะไม่มี ผู้นำที่เป็นคนสวน จะมีการสร้างการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น แต่จะไม่มีเรื่องโครงสร้าง เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ให้แสง และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่จะทำให้ต้นไม้โตให้ผลผลิตที่ดี ผู้นำที่นำโปรเจทเดิมมาพัฒนา จะมีแต่โครงสร้าง และความสัมพันธ์ แต่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่มีรูปแบบเจ้าของกิจการ จะมีความเปลี่ยนแปลง และโครงสร้าง แต่ความสัมพันธ์จะไม่มี แต่ถ้าเป็นผู้นำที่ชัดเจนจะมีครบในทุกด้าน และได้กล่าวถึง การตรวจสอบ 360 องศาที่ ต้องได้รับการตรวจสอบจาก หัวหน้า ตัวเอง เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง ครอบคลุมทุกด้าน และได้กล่าวถึง KM LC LO คือ การจัดการความรู้ ต้องผ่านวัฒนธรรมการเรียนรู้ก่อนไปถึงองค์กรแห่งการเรียนรู้ถึงจะถูกต้อง KM ที่ถูกต้องควรจะเป็นข้อมูลที่เก็บจาก Tacit and Explicit เป็นอย่างน้อย ท้ายชั่วโมงของ Peter นั้น ได้มีการสอบถามว่าเรียนรู้อะไรบ้างจากที่ฟังมา 1.เริ่มจากพระมหาสาธิตโต “I learnt from you about integration from my religious field”. “We balance about people and jobs”. “You use the word Production”. “In concept, we cannot wait for people. Not for people but we can wait for jobs”. “I learnt from you about concerning people and concerning production with high performance”. “I have a question in slide 15”. “You summarize the Visible leader is”. “In Authority level, they can move performance of organization more than the top manager” he said. Peter ตอบว่า leader ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจก็ได้ แต่เป็น Visible leader ในรูปแบบของการเคารพนับถือกัน 2. ผมอานนท์ ทวีสิน ได้ถามว่า How can we create the Shared purpose in the organization? Peter ตอบว่า Top-down and Bottom-Up 3. คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน “We have leant a lot about the word “Gardener” she said. She told us that Dr, Jira, is a kind of person, liking to transform the organization and he is a good leader as well. She had a question about Gardener and strategic leadership. Peter answered that Gardener can be the top level manager and can be a nice strategic leadership but lacking the structure according to his FARAX theory. 3. พระสุเมโธ He has excused that He came late and showed his gratitude for letting him follow the class and share something with พระสุเมธ. 4. หมี He thanked for letting him joy the class and asked a question about how we can go to mix the gardener with an officer? Peter answered that there are many activities like a training to improve Gardeners’ skills. 5. อ้อ กล่าวว่า ทราบถึงการเปรียบเทียบภาพ 3 มิติ ที่ชัดเจนขึ้น สามารถหาจุดบกพร่องในการทำงานได้ 6. ท่านเมธินี She has learnt something from Peter. She would like to know the key of a young leadership to succeed in the organization. Peter answered ได้ตอบว่า มีเด็กหลายคนที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องมองที่อายุ แต่มองที่ความรู้ที่มี 7. ครูวาสนา เข้าใจในเรื่องของบทบาทของผู้นำ ผู้นำสามารถเป็นผู้นำก็ได้ เป็นผู้ประสานงานก็ได้ สามารถสร้างวัฒนธรรมให้กับองค์กร กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สมบูรณ์และยั่งยืนได้ 8.ครูกทมอีกท่านหนึ่ง การเป็นผู้นำที่ควรมีองค์รวม ประกอบกัน ก็คือต้องมีผู้นำ ผู้ตาม วัฒนธรรมขององค์กร และก็บริบทที่จะสร้างตรงนั้นขึ้นมา บริบทที่จะสร้างขึ้นมาต้องมีเป้าหมายขององค์กร เป้าหมายก็ต้องมีวิสัยทัศน์ การสื่อสาร พอมีวิสัยทัศน์แล้วเราก็ต้องเอาไปขยายความตรงนั้น ให้องค์กรได้รู้ว่า คนนอกองค์กรมีความเข้าใจอย่างไร คนนอกองค์กรเข้าใจในบริบทขององค์กรว่าจะเดินไปอย่างไร มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตรงไหนที่มีการแข่งขัน เราก็ต้องเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับตรงนั้น และที่สำคัญเราต้องรู้ว่า ความต้องการของพนักงานคืออะไร

@@สนุกมาครับวันนี้ สอบเหนื่อยสุดๆ@@

สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วิชา สัมมนาการจัดการทุนมนุษย์ระหว่างประเทศ

Seminar in International Human Capital Management

โดย ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันที่ 9 ตุลาคม 2554

ช่วงบ่าย

ให้สรุปศูนย์ละประมาณ 2 ท่านว่าคุณ Peter Bjork พูดอะไรไปสรุปมา 2 เรื่อง

สรุปจาก ดร.จีระ (เนื่องจากทางศูนย์ต่างจังหวัดไม่ค่อยได้ยิน)

Peter Bjork ได้ Model ที่มีการทำวิจัยคล้ายกับที่สวีเดน

Peter Bjork แบ่งเป็น 3 Concept คือ

1. รู้เรื่องคนได้ดี

2. รู้เรื่องงานได้ดี

3. รู้การเปลี่ยนแปลง

ผู้นำมีลักษณะแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้นำที่ทำตัวเป็นคนสวน คือเป็นคนที่รับใช้คนในองค์กร ต้องปลูกใส่ปุ๋ย พรวนดิน ใส่ยาฆ่าแมลง และให้ต้นไม้โต

Gardener ใน Sense ของ Peter Bjork คือ

- ต้องปลูกคน พัฒนาคน

- สนับสนุน ดูแล โอบอ้อมอารี ดูแลลูกน้องให้ดีขึ้น

- เป็นลักษณะเดียวกับ Servant Leadership

- Leader ต้องเข้าใจความต้องการของ Employee

- Leader ในเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้ลักษณะ 2 C คือ Command & Control

- ผู้นำที่ดีต้องเก่งทั้งทีมคือ Gardener

- เวลาประเมิน Leader ให้ทุกฝ่ายประเมินเรียกว่า 360 องศา แต่สำหรับประเทศไทยการประเมินแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น สิ่งที่สวีเดนทำคืออยากให้ลูกน้องประเมิน

- การเป็นผู้นำที่ดีจึงเหมือนการ เอ็กซเรย์ ตัวเอง

Sequential Model

วิธีการปลูกคือต้องใช้ 4L’s ถึงเรียกว่ามีทุนทางปัญญา

เรื่อง Learning Organization

• KM ไม่ใช่ LO และก่อนมี LO ต้องมี LC (Learning Culture) ถ้าทำสำเร็จก็จะมี LN (Learning Nation)

• ทำไมสมัยนี้ถึงเรียกว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้ ความรู้ KM หรือ Knowledge แตกต่างกันอย่างไร

• KM คือการถ่ายทอดความรู้จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง มีการแสวงหาความรู้ตลอดเวลา

• KM คือการเก็บข้อมูลได้ เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง

• KM คืออะไรที่เกิดขึ้นแล้ว

• เมืองไทยไม่มีระบบที่เก็บ

• เมื่อเก็บมาแล้วบางทีไม่ได้เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เก็บจากข้อมูลที่มีปัญหาคือ Explicit แต่ไม่ได้เก็บจากข้อมูลที่เป็น Implicit

• KM ข้อแรกที่ต้องระมัดระวังคือ เก็บเฉพาะที่มองเห็น ที่มองไม่เห็นไม่ได้เก็บ ในองค์กรทำ KM อย่างเดียวให้เป็นประโยชน์

• เวลาเราปะทะกันทางปัญญาเรียก Tacit Interaction

ทำไม LO ถึงสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน สำคัญเพราะอะไร ?

กรุงเทพฯ

• องค์กรแห่งการเรียนรู้จะนำความฉลาดของคนใช้อย่างมีประสิทธิภาพและถ่ายทอดความรู้ร่วมกัน

เลย

• แต่ละองค์กรมีวัฒนธรรมแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ต้องมีการจัดเก็บองค์ความรู้ที่ต้องถ่ายทอดต่อไปเพื่อให้ได้ความรู้จากองค์กรนั้น ๆ

กรุงเทพฯ

• ศักยภาพพรสวรรค์หรือความสามารถแตกต่างกัน แต่ถ้านำความรู้มาบันทึกมาจดไว้มาเป็นคู่มือปฏิบัติงานชิ้นนี้ สามารถเอาส่วนที่คนมองไม่เห็นเขียนออกมา (implicit) ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาที่สูญหายไป

• องค์กรแห่งการเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าองค์กรที่ขาดการเรียนรู้

• โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เป็น Implicit ข้างในเอาออกมา รวมกับ People Empowerment ,KM จะทำให้มีประโยชน์มากขึ้น ทำให้การบริหารงานก้าวกระโดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

สรุป

• ดร.จีระ ได้พูดว่าที่พูดมาไม่มีใครผิด แต่ควรพูดถึงเรื่องอนาคตด้วย อนาคตเป็นโลกที่ไม่แน่นอน ควรเอา Knowledge มาสร้างอนาคต

• อนาคตเอา KM ไปหาความรู้จากอนาคต ถูกไม่ถึง 50% เนื่องจากในอนาคตเป็น Non Linear มีขึ้นมีลงมีการเปลี่ยนแปลง

• อดีตไม่ได้เป็นตัวตัดสินอนาคต

• LC (Learning Culture) ของอาจารย์จีระ บอกว่า ถ้าจะเอา LC มาสอนน.ศ.รุ่น 5 ตัว Relevance ที่สุดคือความไม่แน่นอน มีเรื่อง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม Global Warming ฯลฯ สิ่งสำคัญที่สุดคือคนที่จะลากองค์กรไปสู่จุดที่อยู่ได้ ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

• วิชานี้เป็นวิชาที่สำคัญที่สุดวิชาหนึ่งที่ดร.จีระจะฝากไว้ สรุปคือความใฝ่รู้ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง การมี Habit ในการแสวงหาความรู้คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้

• KM เป็นเครื่องมืออันแรกทำให้เราสามารถนึกถึงสิ่งที่เราทำมาแล้ว ให้นำมาใช้ และบวกกับวัฒนธรรมการเรียนรู้

• ให้มีความสามารถในการเรียนรู้ที่ข้ามศาสตร์ ทันเหตุการณ์ สร้างการเปลี่ยนแปลง และสร้างตัว V (Value added ,Value Creation, Value Diversity) ให้จับประเด็นให้ดี

Learning Organization

• อุปสรรคอันหนึ่งของคนเก่งแต่ไม่เกิดผู้ประกอบการดีได้เพราะขาดวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร

• ถ้ามี KM ไม่มี LC ก็ไม่มี LO

• มี KM มี LC ก็มี LO

• ต้องมีอุปนิสัยในการใฝ่รู้ หาความรู้ติดตัวเราตลอดเวลา

• อาชีพอาจารย์คือจ้างให้อ่านหนังสือเพื่อไปสอน (ความรู้ล้าสมัยทุก 2 ปี)

• บรรยากาศการเรียนรู้สำคัญ ให้ค้นหาตัวเองให้เจอว่าเก่งเพราะอะไร

• IQ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Inspiration กับ Imagination ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดด้วย

• Hypothesis คือทำอย่างไรจึงสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้

• มี KM อย่างเดียวไม่พอ ต้องใฝ่รู้ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม คนไทยรู้เยอะ แต่ไม่ใฝ่รู้ การใฝ่รู้เป็นอุปนิสัยอันหนึ่งที่ต่างประเทศเขาทำกัน ตัวอย่างเด็กต่างจังหวัดที่ใฝ่รู้จะสามารถสอบเอนทรานส์ได้

• Awareness รู้ว่า KM กับ LO ต่างกันอย่างไร และเมื่อมี LO ประโยชน์ที่ได้จริง ๆ คืออะไร ต้องสร้างบรรยากาศให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อนร่วมงาน Share กัน ต้องมีการ Debate กัน

• มี KM แล้วต้องมี LC (Learning Culture) แล้วมา Share กัน ศึกษานิเทศน์ต้องมา Shareประสบการณ์ อันไหนที่ทำสำเร็จ ต้อง Know and Do เพราะ Benchmarking ไม่พอ ต้องเกิด Value อย่างแท้จริง

• The Third Wave โลกมี 3 คลื่น คือ เกษตร, อุตสาหกรรม, IT การอ่านหนังสือเยอะจะทำให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ต้องมองในลักษณะ Futuristic มีการสร้างแรงบันดาลใจ กระโดดข้ามรั้ว ค้ำถ่อ เน้นลักษณะการค้นหาตัวเอง

• การเป็นสังคมการเรียนรู้อย่างน้อยสร้างประโยชน์ในองค์กร 3 เรื่อง

1.รู้ว่าตลาดถึงไหน ลูกค้าต้องการอะไร

2.รู้ว่า Curriculum ต้องเปลี่ยนอย่างไร

3.ต้องมียุทธวิธีที่ทำให้องค์กรเป็นเลิศ

• Idea ใหม่ ๆ เอาอนาคตมาจับกับความเป็นจริง แล้ว Valueที่ได้จากการสร้างสังคมการเรียนรู้คือลดต้นทุน ,ต่อมาเข้าใจว่าจะบริการลูกค้าอย่างไร, ทำให้ Productivity เพิ่มขึ้น) ต้องวางแผนให้ Health ดี

• Value ของ Innovation มาจากองค์กรการเรียนรู้ KM เป็นส่วนสำคัญ ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และใฝ่รู้

• KM คือ Foundation ขององค์กร สิ่งที่ KM ทำไม่ดีในเมืองไทยคือไม่ได้เก็บข้อมูล Implicit

• ผมคิดว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ สำคัญ อย่างน้อยๆ จะตอบโจทย์ได้ 3-4 เรื่อง

1.จะอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้

2.จะเกิดการทำงานที่มีคุณภาพสูง (High Performance)

3.จาก Good อาจจะไปสู่ Great

4.พนักงานจะภูมิใจและมีความสุขในการทำงาน

5. การทำงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

• ความรู้ใหม่ ๆ ได้จากการอ่านหนังสือ สิ่งสำคัญคือความยั่งยืน

• Training กับ Learning ต่างกัน คือไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้กระจายไปทุกกลุ่ม และไม่ต่อเนื่อง

• เราควรเน้นการหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการทำงาน อย่ากระจุกตัวอยู่ระดับบน แล้วให้มีการกระจายสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

• วัฒนธรรมการเรียนรู้ต้องมีอุปนิสัยใฝ่รู้ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และกระตือรือร้นตลอดเวลา

พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นตัวอย่างขององค์กรแห่งการเรียนรู้และเศรษฐกิจพอเพียง

วิธีการคิด 4 แนว ก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้

1) ทำอะไร

2) ทำอย่างไร

3) ทำเพื่อใคร

4) ทำแล้วได้อะไร

• เรากำลังสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่รู้..เต็มไปด้วยปริญญาแต่ขาดปัญญา การเรียนหนังสือยุคใหม่ไม่มีใครมายัดเยียดปริญญากับเรา

• ระหว่างเรียนรู้กับรู้อะไรที่ทำให้เราอยู่รอดในระยะยาว ถ้าเรารู้แบบเดิมเราก็สู้เขาไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวฯ สอนให้เรามองอะไรให้ยั่งยืน ดีที่สุดคือเดินสายกลาง อย่าน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ความไม่ใฝ่รู้ หรือไม่สนใจความรู้รอบตัวน้อยเกินไปก็ไม่ดี ตัวอย่าง Bill Gates หรือ Steve Jobs ได้ความรู้จากการอ่าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องอ่านแล้วสรุปให้ได้ว่าคืออะไร

• 6 หลักการในการทำงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

1) คิด Macro ทำ Micro

2) ทำเป็นขั้นเป็นตอน

3) ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

4) ทำอะไรให้นึกถึงภูมิสังคมของที่นั้นๆ

5) การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการ (Communication, Coordination, Integration)

6) ทำอะไรต้องมีผู้เป็นเจ้าของ

 รู้ คือ จะทำอะไรต้องไปศึกษาให้รู้จริง

 รัก คือ จะทำอะไรต้องสร้างฉันทะกับสิ่งนั้นๆ

 สามัคคี คือ ทำอะไรก็ให้ทำเป็นทีม ร่วมมือ ร่วมใจกันทำให้มีประสิทธิภาพ

• ข้อเสียของทีมเวอร์กในไทยคือยึดติดกับตำแหน่ง การทำงานยุคใหม่ต้องเน้นเรื่องความหลากหลาย

• กฎของ Peter Senge (อยู่ในหนังสือ Rethinking the Future)

• Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง (อย่าอัตตามากเกินไป)

• Mental Models มีแบบอย่างทางความคิด (คนที่ไม่ใฝ่รู้มักเชื่อกรอบความคิดเดิม ๆ กรอบความคิดเรียกว่า Paradigm เราต้องพร้อมที่จะ Shift Paradigm ของเรา)

• Shared Vision มีเป้าหมายร่วมกัน (Shared Value)

• Team Learning เรียนรู้เป็นทีม ช่วยเหลือกัน (การเรียนยุคใหม่ควรเรียนเป็นทีม แล้วนำความหลากหลายมาใช้)

• System Thinking มีระบบการคิด มีเหตุมีผล

• แนวคิดใหม่ของ Grid - Democracy of Ideas and Information ประชาธิปไตยต้องอยู่ที่องค์กรด้วย อย่าให้บางกลุ่มได้ บางกลุ่มไม่ได้ กลุ่มไหนก็ตามมี Information น้อยกว่ากลุ่มหนึ่งกลุ่มนั้นจะเสียเปรียบ สิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้คือ การแบ่งปัน และการ Share กัน

• สรุป KM คือการเก็บข้อมูลย้อนหลังในองค์กรนั้น อาจเป็น Best Practice หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่อ่อนมาก ๆ คือ Implicit แต่ว่าการนำไปใช้ให้ได้ผลไม่เพียงพอเนื่องจากเป็นข้อมูลเก่า แต่สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าอนาคตของเขาจะอยู่อย่างไร เมื่อมีความรู้ก็ควรมาแบ่งกัน สามารถลดต้นทุนได้ และมีการจัดการที่มีคุณภาพ และสามารถนำไปสู่นวัตกรรมได้

• การอ่านอย่างเดียวไม่พอ ต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

• ถ้ามี KM บางคนอาจไม่เคยใช้ ถึงแม้ใช้อาจไม่พอก็ได้ ดังนั้นในอนาคตถ้าจะถามว่าในประเทศเราจะมีการทำธุรกิจใหม่ ๆ อนาคตใหม่ ๆ ก็ต้องมีการทำ KM กับ LO

• ส่ง Youtube เทปสัมภาษณ์ผู้ว่าการกฟผ.

• มีการทำวิจัยที่ Harvard ว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่แค่ Concept แล้ว ในทางปฏิบัติคือ

1. ขาดผู้นำ ต้องเป็นผู้นำแห่งองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทุกองค์กรต้องมีผู้นำที่ใฝ่รู้ก่อน ผู้นำต้องเป็นคนที่สร้างให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

2. วัฒนธรรมองค์กร บางองค์กรไม่อยากให้มี KM หรือ LO เยอะ เพราะ LO ทำให้องค์กรฉลาด การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีทั้งคุณธรรม จริยธรรม มีคุณภาพที่ดีและสร้างบรรยากาศให้มีการเรียนรู้เกิดขึ้น เนื่องจากเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างความยั่งยืน

3. ถ้าเราเกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ขึ้น เราได้อะไร

Workshop

1. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร? อธิบายให้ชัดเจน

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

- ราชการ

- การศึกษา

- ธุรกิจ

3. อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมา 3 เรื่อง

กลุ่ม 1

1. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร? อธิบายให้ชัดเจน

• วาดรูปเป็นลักษณะตัวปลา

• หัวปลาคือองค์กรแห่งความยั่งยืน หางปลาคือทุนทางความรู้

• ทุนทางความรู้จะยั่งยืนได้ต้องประกอบด้วย KM กับ LO บวกกัน

• ความรู้คือ ตัว K มีความรู้ กระบวน และการมี LC ที่ฝังแนบแน่น

• มี LO คือการทำงานเป็นทีม มีความรู้ วิสัยทัศน์ ทำเป็นระบบ

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

- ราชการ

• ปรับตัวให้เข้ากับผู้รับบริการ เช่น อย่างเดี๋ยวนี้เอกชนเข้ามาสวัสดี เราก็ทำอย่างนั้น

• ยึดหลักธรรมาภิบาล

• ยึดประโยชน์สูงสุดเน้นประชาชนเป็นหลัก

- การศึกษา

• หลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ยึดชุมชนเป็นหลัก

• ชุมชนมีส่วนร่วมทางการศึกษา

• เชื่อมโยงความรู้อย่างเป็นระบบเครือข่าย สร้างเครือข่ายแต่ละโรงเรียน

• สร้างการทำงานเป็นทีม

• ผู้เรียนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

- ธุรกิจ

• สร้างพันธมิตรเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ

• มีวิสัยทัศน์พัฒนาองค์กร

• สร้างความพึงพอใจของลูกค้า CSR

• รับฟังคนในองค์กรทุกระดับ

3.อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมา 3 เรื่อง

• คนส่วนใหญ่ไม่อยู่นอกกรอบ คิดไม่เป็น ขาดความคิดสร้างสรรค์

• มองแบบแยกส่วนไม่เป็นองค์รวม

• ขาดการใฝ่รู้ ไม่มีความมุ่งมั่น

สรุป ดร.จีระ บอกว่า LO ต้องไปบวกกับความคิดสร้างสรรค์ มูลค่าเพิ่ม และการมองอนาคต

กลุ่ม 2

1. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร? อธิบายให้ชัดเจน

• KM ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา ในองค์กร ที่ปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบัน ข้อมูลเก่ากับปัจจุบัน แต่ขาดอนาคต

• LO คือการหาความรู้เพิ่มเติม การมีวัฒนธรรมการเรียนรู้แตกต่างกัน การขวนขวายการนำความรู้มาสู่ตนแตกต่างกัน LO 1.อาจมีการหาความรู้เพิ่มเติมจากในองค์กรของตนเองแตกต่างกับหน้าที่ของตน 2.การหาความรู้นอกองค์กรแล้ว 3 . ความรู้ให้เกิดใหม่เป็นความคิดของตนเอง

• ดร.จีระ เสริมว่าควรมี LC ก่อนไปถึง LO ,KM คือ Knowledge ที่เกิดขึ้นในองค์กร เช่นข้อมูลของน้ำท่วม แต่ปัญหาของคนไทยคือเราไม่มี Habit ในการอ่าน ตัวอย่างเช่น ปัญหา ยิว กับ ปาเลสไตน์ในโลกคืออะไร Education คืออะไร เป็นต้น

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

ทั้ง ราชการ ,การศึกษา, ธุรกิจ เน้น LO สำคัญคือ เป็น

เส้นทางการสร้างความสมบูรณ์ในองค์กร เกิดนวัตกรรมใหม่ และเป็นหัวใจในการพัฒนาองค์กร

ดร.จีระเสนอว่า ทำอย่างไรให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ มีความสุขในการทำงาน มี Wisdom ใครจะทำ ? งาน LO ต้องใหญ่กว่า KM

-

3. อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมา 3 เรื่อง

• ยึดติดการทำงานแบบเดิม พ.ร.ฏ. 2546

• คนไม่กล้าคิดนอกกรอบ เกิดอคติธรรม

• กลัวข้อผิดพลาดจะเกิดเปิดเผย

• คนในองค์กรหวงความรู้ของตนเอง กลัวคนแย่งความรู้ไปหมด

• กลัวที่จะเพิ่มภาระงาน

สรุป ...ดร.จีระ เน้นเรื่องการสร้าง LO คือ 1.ความตระหนัก 2.การตรวจสอบ LO Auditing 3.เขียนบทความ บทความคือเราอยากสรุปอะไร เราก็เขียนขึ้นมา

ถึงลูกศิษย์ สวนสุนันทาทุกๆคน

            ผ่านไป 5 สัปดาห์แล้ว ผมภูมิใจมากที่มีการเรียนที่สนุก ได้ idea ใหม่ๆ นำไปปรับปรุกับตัวเองและองค์กร

  • เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม 2554) เสียดาย ศูนย์อีก 3 แห่ง คือศูนย์เลย ศูนย์นครราชสีมา ศูนย์ภูเก็ต ไม่มีสัญญาณ
  • เพราะคุณ Peter Bjork มาช่วยพูด เสริมเรื่องภาวะผู้นำได้ดี และช่วงบ่ายผมเน้นเรื่อง Lo  (Learning Organization) ซึ่งศูนย์กรุงเทพฯ คุยถกเถียงกันได้ดี ได้ความรู้มาก  แถมยังได้ทานข้าวกลางวันด้วยกัน

 

 

เรียน ท่านอาจารย์จีระ ที่เคารพอย่างสูง

ในการสอบกลางภาค เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ต.ค.54 นักศึกษาศูนย์ภูเก็ต บางส่วน เข้าใจผิด

ทำจากโจทย์ข้อ 1 - 4 เลือกทำ 3 ข้อ (ตามที่ผู้คุมสอบ ศูนย์ฯ กทม.แจ้ง) และบางส่วน ทำจากโจทย์ข้อ 1 - 9 เลือกทำ 3 ข้อ ไม่ทราบว่าผิดถูกประการใดบ้างครับ


สรุป การเรียน ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554
1.  หน้าที่หลักของการบริหารปัจจัยด้าน "คน" ยังคงเหมือนเดิม คือ ต้องจัดการสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับคน ทั้งการสรรหาคน จูงใจ รักษาคน แต่ที่ต้องดูเพิ่มมากขึ้นคือต้องพิถีพิถันเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงดูพนักงานให้อยู่ได้ รวมทั้งมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ให้กับพนักงานมากขึ้น  ด้วยเหตุผลของการพัฒนาธุรกิจที่ก้าวข้ามประเทศทำให้ระดับการครองชีพและความเป็นอยู่ถูกกระทบสูง โดยเฉพาะ ความมั่นคงในการทำงานอันเนื่องจากการขาดความรู้ซึ่งกลายเป็นปัญหาของพนักงานโดยตรง
 2.  ต้องมีการพัฒนาความรู้ให้กับนักบริหารและผู้ทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ [HR Professionals] ให้มีการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตในสายงาน หรือเติบโตได้ในส่วนอื่นๆ ขององค์กร
 3.  นอกจากต้องเก่งและมีความรู้ด้าน HR อย่างดีแล้ว นักบริหารทรัพยากรมนุษย์จะต้องขยายการเรียนรู้ไปสู่แขนงอื่นๆ เพื่อให้สามารถรับบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ให้ครอบคลุมกว้างขวางทั้งองค์กร เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงได้ขยายไปกว้างทั่วองค์กร และในทุกจุดต่างมีปัจจัยเรื่อง "คน" เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
4.  นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ต้องถือเป็นธุระคอยติดตามสังเกต ลงมือริเริ่ม และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร [Corporate Culture] เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปเพราะนี่คือ "บุคลิกภาพขององค์กร" ที่มีอิทธิพลในการชักจูงคนให้เข้ามาทำงาน ทั้งยังหล่อหลอมความคิด และการกระทำของพนักงาน เนื่องจาก "วัฒนธรรม” เป็นเครื่องสะท้อนถึง "ภาพลักษณ์" และ "จุดเด่นขององค์กร" การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจึงเป็นบทบาทหน้าที่ของ HR Professionals โดยตรง
 5.  การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ต้องรับบทบาทในการสร้าง "ความสามารถ [Capabilities] ให้เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อใช้แทน "โครงสร้าง" [Structure]  ด้วยความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอิทธิพลด้านไอทีทำให้โครงสร้างองค์กรยืดหยุ่น และพึ่งพามากขึ้นในเรื่อง "คนกับระบบการทำงานบนไอที" ดังนั้นการสร้างความสามารถที่มี "คน" เป็นศูนย์กลางจึงมีความสำคัญมากขึ้น  HR Professionals ที่มีทักษะความรู้เรื่องคนเป็นทุนเดิม จึงควรเป็นเจ้าภาพในการพัฒนา "ความสามารถ" ขององค์กรผ่านความสามารถของ "คน"
 6.  HR ต้องเปลี่ยนตัวเอง จากลักษณะวิชาชีพที่เป็นศิลปะ [Art] ให้เป็นการตัดสินใจที่เป็นศาสตร์ [Science] โดยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มากกว่าการบรรยายความ หรือคาดคะเนกว้างๆ เพราะโลกยุคใหม่มีการแข่งขันสูง และต้องมีการ "แข่งประสิทธิภาพ" ที่วัดผลได้จริง ทำให้การจัดการเรื่องคนต้องวัดประสิทธิภาพได้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน
 7.  นักบริหาร HR ต้องทำตัวเก่งและรับบทบาทในด้าน "การประสานและสร้างความร่วมมือ" [Collaboration and Cooperation] เพราะ การประสานความร่วมมือคือ "หัวใจขององค์กร" ในอนาคต การต้องรับหน้าที่สร้างกลไกการประสานและหลอมให้เข้ากัน และรวมพลังทำงานเป็นหนึ่งเดียว จะสำคัญยิ่งที่จะป้องกันมิให้เกิดสภาพต่างคนต่างทำ
8.  นักบริหาร HR ต้องทำหน้าที่ติดตามแก้ไขปัญหาด้านสังคม และตามทันนโยบายสาธารณะต่างๆ เพราะความเจริญของข่าวสารและกระแสความโปร่งใส ทำให้พลังของ Stakeholders กลุ่มต่างๆ แข็งแรงขึ้น  ดังนั้นเพื่อป้องกันการถูกกระทบ จึงต้องมีคนคอยติดตามนโยบายสาธารณะ [Public Policy] และคอยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสังคมภายนอก ซึ่งนักบริหาร HR คือ ผู้เหมาะสมกับบทบาทด้านนี้มากที่สุด
9. ต้องบริหารในบริบทโลกได้ คือ นั่นคือ ผู้บริหาร HR จะต้องทำได้เสมอเหมือนผู้บริหารด้านอื่น โดยตามทันกระแสโลกาภิวัตน์ในโลกสมัยใหม่ และสามารถประยุกต์การแก้ปัญหาให้ตรงกับสถานการณ์ในท้องถิ่นได้ด้วย เหมือนคำกล่าวที่ว่า "Live Globally, Act Locally" นั่นเอง

ขอซ่อมการสอบในวันที่ 9/10 /11 ของนางวาสนา รังสร้อย นศ.ป.เอก สวนสุนันทา1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบการบริหาร ตอบ การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จากรูปวงกลมทั้ง 6 วงนี้ เป็นการออกแบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย ที่ดิฉันมองเห็นทฤษฎี 3 วงกลม แล้วได้นำมาต่อยอดในการจัดระบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย 6 วงกลม เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ดิฉันเห็นว่าส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการศึกษานั้นบรรลุเป้าหมาย จึงมีทั้งหมด 5 องค์กร กล่าวคือ 1. บ้าน หรือชุมชน(บ) เป็นส่วนของผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยรวบรวมทรัพยากรเพื่อการศึกษาหรือที่เรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนปฏิบัติการ ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง สอดส่องดูแลพฤติกรรมบุตรหลาน เมื่ออยู่ที่บ้านหรือชุมชน 2. วัด(ว)พระภิกษุ สามเณร เผยแพร่ธรรมะสอนจริยธรรมโดยผสมผสาน สร้างนิสัย ใช้นาฬิกาชีวิต วินัยดี มีวิถีชีวิตที่พอเพียง 3. โรงเรียน (ร) ครูสอน ปลูกฝังนิสัย นักเรียนใส่ใจธรรม ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง นักเรียนนำไปปฏิบัติ และนำความรู้สู่ครอบครัว 4. สถานบริการสาธารณสุข (ส)ให้ความรู้ ดูแลสุขภาพ(ภาวะโภชนาการ) ฝึกปฏิบัติ จัดกิจกรรม ตรวจเช็คร่างกาย สม่ำเสมอ 5. อบต./แกนนำชุมชน(อ) สนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ตามความเป็นจริงแล้วการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็อาศัยระบบนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว จะสังเกตว่าชื่อโรงเรียนจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “วัด” เช่น โรงเรียนของดิฉันชื่อโรงเรียนวัดลานบุญเพราะสถานศึกษา เป็นที่ที่เรียกว่า “ธรณีสงฆ์” สร้างเป็นโรงเรียนเพื่อคนชุมชนลานบุญ และชุมชนใกล้เคียง ถ้าผู้บริหารมีภาวะผู้นำ มองเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาโดยใช้ระบบเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง ต่อเนื่อง สัมพันธ์กันตลอด ประโยชน์ที่ได้รับมหาศาล โรงเรียนมีรั้วที่ไม่ต้องลงทุน ถ้ามองเห็นความสำคัญและให้โอกาสทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทให้กับองค์กร ในที่สุด แนวทางการพัฒนาการศึกษาระบบภาคีเครือข่ายก็สมบูรณ์แบบตามทฤษฎษี 8 K’s 5K’s ของท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ที่นำไปใช้ได้จริง การจะทำงานสำเร็จได้ต้องอาศัยทรัพยากร 3 กลุ่มได้แก่ CEO/ผู้นำ Smart HR และ Non – HR 2. ร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ การศึกษา และชุมชน A Where we are ?”เราอยู่ไหน” - เกิดการแข่งขันกันแรงมากขึ้นเรื่อย องค์กรต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่เน้นการตรวจสอบสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายใน และการมองเห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤติ และโอกาสต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์นั่นเอง - ถ้าธุรกิจไทยเปิด ต้องเกิดปัญหาเสถียรภาพคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างต่ำการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์ มีแต่ปริมาณ ขาดคุณภาพ - ต้องพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 8K’s 5 K’s และฝึกการใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนเป็นนิสัยติดตัวอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ - Productivity of Labor ไทยต่ำมาก - ต้องสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ในสภาพัฒน์ฯในแผน 11 B Where do we want to go ? “เราต้องการไปที่ไหน” ในการบริหารหัวใจที่สำคัญก็คือ การกำหนดเป้าหมาย ซึ่งอาจหมายถึงผลกำไร ผลผลิต ผลประโยชน์ที่ได้รับ หรืออาจจะเป็นความสุขที่ทุกคนแสวงหา ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้น ๆ ที่จะต้องมี 1. ต้องมีความสมดุล ยั่งยืนแข่งขันได้ 2. ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. ต้องมุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ การท่องเที่ยว Health Care การเกษตรมูลค่าเพิ่มรักษาความสมดุลระหว่างอาหารและพลังงาน 4. มุ่งสู่ Green Economy 5. อุตสาหกรรมต้องมี R&D เช่น แพทย์แผนใหม่ต้องพึ่งภูมิปัญญามากขึ้น 6. ไทยต้องเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรรค์ 7. หาธุรกิจใหม่แบบ Blue Ocean 8. ต้องไปสู่ธุรกิจนานาชาติให้ได้ C How do we get there ? “จะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร” นั่นก็คือยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์(Strategies) เปรียบเสมือนหัวใจ เปรียบเสมือนการเล็งปืนให้ตรงเป้า ลูกกระสุนก็จะสามารถถูกเป้า และการดำเนินการให้ตรงเป้าหมายจะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ สอดรับกับภารกิจ ซึ่งต้องกำหนดหรือระบุมาตรการ เช่น - รัฐบาลต้องสนใจเรื่องทุนมนุษย์ - ต้องมีความสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand - ต้องวิจัยว่ามีสิ่งที่ทำอยู่มีขีดจำกัดอะไรและอนาคตของ HR จะเป็นอย่างไร - ต้องสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ - ต้องบรรจุแผนการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติไว้ในแผนฯ 11 D How do achieve HR or HC execution ? Make it successful.”ทำอย่างไรจึงจะผ่านอุปสรรคและประสบผลสำเร็จ ” ก็ต้องนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดย 1. ประสานงานกับหน่วยงานทุกด้าน 2. จัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน ไว้ในแผนฯ 11 3. การบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตนเอง เน้นสร้าง Net Work คล่องตัว 4. ให้มีการทำ Master Plan ของ HR กับธุรกิจ เน้นการบริหารปัจจัยเสี่ยงและความสำเร็จ 3. ถ้าจะวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจเป็นแนวทางวิทยานิพนธ์ของท่าน a) เสนอ Methodology แบบ quantitative b) เสนอวิธีการแบบวิจัยโดยคุณภาพ c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร? จากการทำวิจัยในเชิงคุณภาพเรื่องการศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการนำทฤษฎี 4 L’s เป็นทฤษฎีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนเปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนทัศนะต่อทุกความคิดเห็น ได้รับภูมิปัญญาจากผู้รู้ ผู้เข้าใจ และผู้เชี่ยวชาญในชุมชน ในทฤษฎี 4L’s จะต้องมีทฤษฎี 2R’sและ 2 I’s ประกอบ เพราะสังคมและโลกที่ต้องมองความจริง ในทฤษฎีนี้ต้องมองวิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้จากความจริงอย่างตรงประเด็น ที่ส่วนหนึ่งได้องค์ความรู้จากชุมชนมีอยู่ ทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำทฤษฎี 8K’s ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อคุณภาพของทุนมนุษย์จึงจะเกิดความยั่งยืน เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ก็จำเป็นต้องนำเอาทฤษฎี 5 K’s เพราะจะเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในทุก ๆ เวที ไม่เฉพาะแต่เวทีอาเซียนเสรีเท่านั้น แม้แต่เวทีโลก เด็กที่เรียนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็จะไม่เป็นรองใคร ด้วยรูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งเปิดแนวการจัดการเรียนรู้ที่มีการคิดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทุนมนุษย์ทั้ง 5 ทฤษฎี ซึ่งเสมือนการปลูกความรู้ที่มีความแตกต่างกันจากประสบการณ์ทุกด้านที่แตกต่างกันของผู้เรียน สิ่งที่ร่วมกันปลูกเมื่อเติบโตขึ้นมาการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุนมนุษย์ที่ได้จากการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการปลูก การเก็บเกี่ยวจะต้องถูกกำหนดจากหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงาน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง สามารถที่จะเพาะปลูกได้หลายรูปแบบจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ปลูกไว้ได้ ผลที่ได้ดังกล่าวสามารถกำหนดเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยแถลงชี้แจงหรือทำประชาคมสร้างเป็นชุมชนต้นแบบแห่งการจัดการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

 



ขอซ่อมการสอบในวันที่ 9/10 /11 ของนางวาสนา รังสร้อย นศ.ป.เอก สวนสุนันทา

1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบการบริหาร ตอบ การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จากรูปวงกลมทั้ง 6 วงนี้ เป็นการออกแบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย

  wasa1

ที่ดิฉันมองเห็น 3 วงกลม แล้วได้นำมาต่อยอดในการจัดระบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย 6 วงกลม เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ดิฉันเห็นว่าส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการศึกษานั้นบรรลุเป้าหมาย จึงมีทั้งหมด 5 องค์กร กล่าวคือ 1. บ้าน หรือชุมชน(บ) เป็นส่วนของผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยรวบรวมทรัพยากรเพื่อการศึกษาหรือที่เรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนปฏิบัติการ ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง สอดส่องดูแลพฤติกรรมบุตรหลาน เมื่ออยู่ที่บ้านหรือชุมชน2. วัด(ว)พระภิกษุ สามเณร เผยแพร่ธรรมะสอนจริยธรรมโดยผสมผสาน สร้างนิสัย ใช้นาฬิกาชีวิต วินัยดี มีวิถีชีวิตที่พอเพียง 3. โรงเรียน (ร) ครูสอน ปลูกฝังนิสัย นักเรียนใส่ใจธรรม ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง นักเรียนนำไปปฏิบัติ และนำความรู้สู่ครอบครัว 4. สถานบริการสาธารณสุข (ส)ให้ความรู้ ดูแลสุขภาพ(ภาวะโภชนาการ) ฝึกปฏิบัติ จัดกิจกรรม ตรวจเช็คร่างกาย สม่ำเสมอ 5. อบต./แกนนำชุมชน(อ) สนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ตามความเป็นจริงแล้วการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็อาศัยระบบนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว จะสังเกตว่าชื่อโรงเรียนจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “วัด” เช่น โรงเรียนของดิฉันชื่อโรงเรียนวัดลานบุญเพราะสถานศึกษา เป็นที่ที่เรียกว่า “ธรณีสงฆ์” สร้างเป็นโรงเรียนเพื่อคนชุมชนลานบุญ และชุมชนใกล้เคียง ถ้าผู้บริหารมีภาวะผู้นำ มองเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาโดยใช้ระบบเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง ต่อเนื่อง สัมพันธ์กันตลอด ประโยชน์ที่ได้รับมหาศาล โรงเรียนมีรั้วที่ไม่ต้องลงทุน ถ้ามองเห็นความสำคัญและให้โอกาสทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทให้กับองค์กร ในที่สุด แนวทางการพัฒนาการศึกษาระบบภาคีเครือข่ายก็สมบูรณ์แบบตามทฤษฎษี 8 K’s 5K’s ของท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ที่นำไปใช้ได้จริง การจะทำงานสำเร็จได้ต้องอาศัยทรัพยากร 3 กลุ่มได้แก่ CEO/ผู้นำ Smart HR และ Non – HR 2. ร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ การศึกษา และชุมชน A Where we are ?”เราอยู่ไหน” - เกิดการแข่งขันกันแรงมากขึ้นเรื่อย องค์กรต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่เน้นการตรวจสอบสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายใน และการมองเห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤติ และโอกาสต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์นั่นเอง - ถ้าธุรกิจไทยเปิด ต้องเกิดปัญหาเสถียรภาพคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างต่ำการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์ มีแต่ปริมาณ ขาดคุณภาพ - ต้องพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 8K’s 5 K’s และฝึกการใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนเป็นนิสัยติดตัวอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ - Productivity of Labor ไทยต่ำมาก - ต้องสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ในสภาพัฒน์ฯในแผน 11 B Where do we want to go ? “เราต้องการไปที่ไหน” ในการบริหารหัวใจที่สำคัญก็คือ การกำหนดเป้าหมาย ซึ่งอาจหมายถึงผลกำไร ผลผลิต ผลประโยชน์ที่ได้รับ หรืออาจจะเป็นความสุขที่ทุกคนแสวงหา ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้น ๆ ที่จะต้องมี 1. ต้องมีความสมดุล ยั่งยืนแข่งขันได้ 2. ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. ต้องมุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ การท่องเที่ยว Health Care การเกษตรมูลค่าเพิ่มรักษาความสมดุลระหว่างอาหารและพลังงาน 4. มุ่งสู่ Green Economy 5. อุตสาหกรรมต้องมี R&D เช่น แพทย์แผนใหม่ต้องพึ่งภูมิปัญญามากขึ้น 6. ไทยต้องเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรรค์ 7. หาธุรกิจใหม่แบบ Blue Ocean 8. ต้องไปสู่ธุรกิจนานาชาติให้ได้ C How do we get there ? “จะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร” นั่นก็คือยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์(Strategies) เปรียบเสมือนหัวใจ เปรียบเสมือนการเล็งปืนให้ตรงเป้า ลูกกระสุนก็จะสามารถถูกเป้า และการดำเนินการให้ตรงเป้าหมายจะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ สอดรับกับภารกิจ ซึ่งต้องกำหนดหรือระบุมาตรการ เช่น - รัฐบาลต้องสนใจเรื่องทุนมนุษย์ - ต้องมีความสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand - ต้องวิจัยว่ามีสิ่งที่ทำอยู่มีขีดจำกัดอะไรและอนาคตของ HR จะเป็นอย่างไร - ต้องสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ - ต้องบรรจุแผนการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติไว้ในแผนฯ 11 D How do achieve HR or HC execution ? Make it successful.”ทำอย่างไรจึงจะผ่านอุปสรรคและประสบผลสำเร็จ ” ก็ต้องนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดย 1. ประสานงานกับหน่วยงานทุกด้าน 2. จัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน ไว้ในแผนฯ 11 3. การบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตนเอง เน้นสร้าง Net Work คล่องตัว 4. ให้มีการทำ Master Plan ของ HR กับธุรกิจ เน้นการบริหารปัจจัยเสี่ยงและความสำเร็จ 3. ถ้าจะวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจเป็นแนวทางวิทยานิพนธ์ของท่าน a) เสนอ Methodology แบบ quantitative b) เสนอวิธีการแบบวิจัยโดยคุณภาพ c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร? จากการทำวิจัยในเชิงคุณภาพเรื่องการศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการนำทฤษฎี 4 L’s เป็นทฤษฎีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนเปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนทัศนะต่อทุกความคิดเห็น ได้รับภูมิปัญญาจากผู้รู้ ผู้เข้าใจ และผู้เชี่ยวชาญในชุมชน ในทฤษฎี 4L’s จะต้องมีทฤษฎี 2R’sและ 2 I’s ประกอบ เพราะสังคมและโลกที่ต้องมองความจริง ในทฤษฎีนี้ต้องมองวิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้จากความจริงอย่างตรงประเด็น ที่ส่วนหนึ่งได้องค์ความรู้จากชุมชนมีอยู่ ทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำทฤษฎี 8K’s ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อคุณภาพของทุนมนุษย์จึงจะเกิดความยั่งยืน เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ก็จำเป็นต้องนำเอาทฤษฎี 5 K’s เพราะจะเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในทุก ๆ เวที ไม่เฉพาะแต่เวทีอาเซียนเสรีเท่านั้น แม้แต่เวทีโลก เด็กที่เรียนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็จะไม่เป็นรองใคร ด้วยรูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งเปิดแนวการจัดการเรียนรู้ที่มีการคิดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทุนมนุษย์ทั้ง 5 ทฤษฎี ซึ่งเสมือนการปลูกความรู้ที่มีความแตกต่างกันจากประสบการณ์ทุกด้านที่แตกต่างกันของผู้เรียน สิ่งที่ร่วมกันปลูกเมื่อเติบโตขึ้นมาการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุนมนุษย์ที่ได้จากการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการปลูก การเก็บเกี่ยวจะต้องถูกกำหนดจากหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงาน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง สามารถที่จะเพาะปลูกได้หลายรูปแบบจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ปลูกไว้ได้ ผลที่ได้ดังกล่าวสามารถกำหนดเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยแถลงชี้แจงหรือทำประชาคมสร้างเป็นชุมชนต้นแบบแห่งการจัดการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร



นางจงดี พฤกษารักษ์ รหัส 53484931011 สาขาวิชานวัตกรรมและการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (ศูนย์ภูเก็ต)

Assignment : เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ที่เคารพ ดิฉันคิดว่าในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2554 ระบบการถ่ายทอดมีปัญหาไม่สามารถรับรู้ได้ ในเรื่องของ Peter Bjok : Peter thought ดิฉันขอสรุปชีทที่ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นั้นได้มอบให้ซึ่งจะแยกเป็นตอน

ดังนี้

Chapter 1 : Why Enchantment ?

ดิฉันขอสรุปในประเด็นนี้ ทฤษฎีคุณภาพของคนไม่ว่าจะเป็นทุนมนุษย์หรือ Competency แนวโน้มอะไรที่วัดไม่ได้ Intanglbleวิเคราะห์เกี่ยวกับอะไร ฉะนั้นทฤษฎี Enchantment ถือว่าผู้นำให้คนเชื่อ โดยใช้แนวคิดต่างๆ เพื่อทำให้คนมีความศรัทธาในตัวเรา อทิเช่น : คนที่อาศัยอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์มีคนก่อการร้าย สั่งเด็กวัยรุ่นไปเผยแพร่เกี่ยวกับประชาธิปไตยในหมู่บ้าน แต่ ผู้หญิงซึ่งเป็นผู้นำ เมื่อทราบว่ามีผู้ก่อการร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน ผู้หญิงซึ่งเป็นผู้นำ ทำหน้าที่เชิญ ผู้ก่อการร้ายมาดื่มกาแฟ จนสามารถทำให้ผู้ก่อการร้าย กลายมาเป็นมิตรในกรณี ผู้หญิงเป็นผู้นำใช้ทฤษฎี Enchantment กับผู้ก่อการร้าย

Enchantment : ทำเมื่อเป็นเลิศพอสังเขปดังนี้

1.) หาแนวร่วม 2.) กรณีที่ตัดสินใจยากๆ ในกรณีเป็นกรณีที่ไม่ใช้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้เกิดความเสี่ยง ความเสียดทาน หรือในกรณีขายไอเดีย (Idia) คน 3.) กรณีเปลี่ยนนิสัยคนไม่ดี อทิเช่น ในองค์กรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนในองค์กรโดย Enchantment 4.) กรณีการทำสวนกะแส ทุกคนขายสินค้าแต่เราขายสินค้าอย่างอื่น หรือ การเปลี่ยนแนวคิดโดยเปลี่ยนแปลงองค์กรต้องมี Enchantment 5.) กรณีคนอื่นคิด "เรารู้เขารู้เรา" ฉะนั้นกรณีพูดกับคนอื่นๆ มี 2 ประเด็น คือ

1.) สิ่งที่ขอให้คนอื่น เราต้องกล้าทำเสียก่อน อย่าไปขอในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ อย่าสูบบุหรี่ แต่ เราสูบบุหรี่

2.) มีความขัดแย้งในตัวเรา หรือเปล่า ถ้าเรา Enchantment มีความสร้างสรรค์หรือเปล่า ฉะนั้น ทำอย่างไรให้เขาชอบเรา

Enchantment : ทำอย่างไรให้เขาชอบเราพอสังเขปดังนี้

1.) ยิ้ม ในประเด็นนี้ เพื่อสร้างความเป็นมิตรโดยการสร้างรอยยิ้ม

2.) การแต่งตัว ในประเด็นนี้ คือ การไปพบใครต้องรู้จักกาละเทศะ ได้แก่ เวลา สถานที่ โอกาส อทิเช่น ผู้นำไปพบเกษตรกรต้องแต่งตัวไม่จำเป็นต้องใส่สูท

3.) การเช็กเฮน (การจับมือ) : โดยการไหว้ให้รู้ระดับ โดยเฉพาะการจับมือเน้นๆ สื่อถึงมีความรู้สึกในทางดี

4.) การเจอกัน : ในกรณีต้องมองด้วยสายตายิ้ม

5.) การใช้คำพูดง่ายๆ : เพื่อเป็นการสือให้เข้าใจ ในประเด็นนี้ ถือว่าการพูดสร้างความประทับใจ

สรุป : Enchantment ใน Chapter 2 How to Achieve Likability : ในกรณีการ Enchantment เมื่อตัวเรามีการขัดแย้งโดยการสร้างสรรค์พอสังเขปดังนี้

1.) เปิดใจยอมรับผู้อื่น ในประเด็นนี้ ทุกคนมีค่าทั้งนั้นคนอื่นมีค่ากว่าเราบางเรื่อง โดยเฉพาะคนทั่วไปเหมือนกันหลายเรื่อง

อทิเช่น ชอบความสะดวกสบาย

2.) รู้จักให้โอกาส ในประเด็นนี้ เจอกันครั้งแรกไม่ประทับใจอย่าตัดสินใจว่าดีหรือไม่ดี

3.) การแต่งกายเหมาะสม ในประเด็นนี้โดยเฉพาะต้องรู้จักกาละเทศะ

4.) การเอาความคิดหรือค่านิยมหยักเหยืยดให้คนอื่น ต้องฟังค่านิยมของคนอื่น โดนกรณี อย่าคิดว่า คนทั่วไปเหมือนกันหลายเรื่อง เช่น ชอบความสะดวกสบาย

5.) การให้รู้จักโอกาส โดยในประเด็นนี้เจอกันครั้งแรกโดย "อย่าตัดสินใจว่าดีหรือไม่ดี"

6.) ควรหาความคล้ายคลึงกันในความชอบ ฉะนั้นในเรื่องนี้ "ชวนคุยในเรื่องที่มีสิ่งเหมือนกัน" อทิเช่น ชอบเรื่องฟุตบอล ก็คุยเรื่องฟุตบอล ฉะนั้นทุกคนมีสิ่งที่ชอบในประเด็นนี้สามารถเอาความชอบเชื่อมโยงกัน ดิฉันคิดว่าในประเด็นนี้ควรต้องศึกษาก่อนไป

Enchantment

7.) การชนะอย่างเดี่ยว "Win Win Win" ในประเด็นผู้นำมอบหมายให้ลูกน้องทำงานควรมีสิ่งค่าตอบแทนกรณีที่นอกเหนือเวลา หรือ ให้ลูกน้องมีความรู้สึกในการทำงานด้วยความเต็มใจ นายได้ลูกน้องได้ จึงสอดคล้องกับคำว่า "Win Win Win"

Chapter 3 : How to Achieve Trustworthiness ดิฉันขอสรุปประเด็นนี้ การ Enehantment โดยต้องการให้คนอื่นเชื่อได้

พอสังเขปดังนี้ :

1.) เริ่มเชื่อถือคนอื่น ในขณะที่คนอื่นจะไว้ใจเราเป็นปัจจัยของการสร้างความเชื่อถือ

2.) การมีมนุษย์สัมพันธ์ในประเด็นนี้ การมีมนุษย์สัมพันธ์ดิฉันขอกล่าวว่าควรมีความจริงใจ "ถ้ากรณีที่มีคนทำผิดให้ปฏิบัติกับเขาด้วยความเมตตา"

3.) สัญญาอะไรต้องทำ ในประเด็นนี้ต้องช่วยเหลือไม่หวังผลตอบแทน

4.) การยอมรับตำหนิ ในประเด็นนี้การยอมรับแล้วคิดแก้ใคร

5.) รู้จักจ้างคนฉลาด ให้เขาเจริญเติบโตได้ต้องส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชา

6.) ในการ Enehantment ต้องไม่ไปขัดคอคนโดยการปล่อยให้เขาพูด

7.) ในการ Enehantment ในเวลาเสนอ Idia "อย่าตัดสินใจเร็วรวมทั้งต้องรู้จักการแชร์ความคิดโดยการแบ่งปันความคิด"

8.) ในการ Enehantment สอดคล้องกับเราต้องการอะไรเกี่ยวกับต้องชัดเจนมีจุดยืน พร้อมทั้งการใฝ่หาความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนา

9.) ในการ Enehantment สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม พร้อมทั้งสร้างการจูงใจในประเด็นนี้ด้วยการทำงานหนักแต่มีค่าตอบแทนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ อทิเช่น "นโยบายของรัฐบาลที่ให้ค่าตอบแทน 300 บาท/วัน ฯลฯ"

Chapter4 : How to Prepare

ดิฉันขอสรุปในประเด็นนี้เกี่ยวกับการเตรียมตัวประกอบด้วย ได้แก่

1.) การใช้สมองในการคิด 2.) ความเฉลียวฉลาด รวมทั้ง 3.) การวางแผนสร้างความสำเร็จเกิดขึ้นได้ อทิเช่น กรณีศึกษา ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งโดยมีถังขยะ 2 ใบ ประกอบด้วย ถังขยะแบบเปิด และ ถังขยะแบบเจาะรู เมื่องานเลี้ยงเสร็จสิ้นแล้ว พบว่า โดยให้กระป๋องหยอดลงในถังขยะ แบบเจาะรู มากกว่าถังขยะแบบเปิด สอดคล้องกับการเจรจา "พูดคุย" ในกรณีการพูดเวลาพูด เสนอ 2 สิ่ง น่าจะไปไหนต้องเสนอทางาเลื่อกโดยการยกตัวอย่าง 2 ประเภทชี้ให้เห็นชัดพอสังเขปได้ดังนี้

- เวลาพูด : ให้การกระฉับสั้นในทางบวก เพื่อเป็นการเคารพผู้ฟัง (ให้เกียรติผู้ฟัง) ทะลายกำแพง ตัวอย่าง : การจองโรงแรมที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อจองแล้วล่วงหน้ากันเปล่า 7 เหรียญ แต่ โรงแรมอีกแห่งหนึ่งมีค่าที่พัก 300 เหรียญในกรณีนี้ทำให้ทางโรงแรมเสียโอกาส ดิฉันคิดว่าควรสนับสนุน

4 วิธี 1.) Charactcr : คุณลักษณะที่ฟังปรารถนา

2.) Leadership Skill : ผู้นำมีลักษณะที่สำคัญ

3.) Leadership Process : ผู้นำมัลักษณะโดยมี Vision

4.) Leadership Value : ผู้นำมีลักษณะให้ความสำคัญมีความเห็นคุณค่า

ใน Chapter 4 สอดคล้องกับทฤษฎี 5 E ประกอบด้วย

1.) Example คือเป็นสร้างตัวอย่างที่ดี

2.) Experlence คือสะสมพร้อมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์

3.) Education คือให้การศึกษาร่วมทั้งให้ความรู้

4.) Envlronment คือการสร้างบรรยากาศที่ดี

5.) Evaluation คือการสร้างผงการประเมิน

Chapter 5 : การลงมือทำ Enehantment ดิฉันขอสรุปพอสังเขปดังนี้

1.) ให้เรารู้จักเล่าเรื่อง "สร้างมิตรภาพ"

2.) ให้เราเห็นความต้องการความคาดหวังสิ่งสำคัญ

3.) ให้เล่าเรื่องเห็นภาพประสบการณ์โดยเข้าใกล้สถานการณ์มากที่สุด ในกรณีนี้ดิฉันขอยกประเด็นนี้ในการเข้าไปใ

ในส่วนแห่งหนึ่งมีการรมกันอยู่ทำให้เขาเห็นภาพสถานการณ์จริง หรือ สรุปในเรื่องความเหมือนและความแตกต่างกัน

4.) ให้แสดงด้วยว่า ถ้าทำแล้วได้อะไร ถ้าไม่ทำเกิดอะไร

5.) ให้คนสามารถทดสอบได้ (ทดลองทำได้)

6.) เวลาให้ทดสอบ ไม่ต้องมีขั้นตอนมาก ทำอะไรให้ชัดเจน สามารถเปลี่ยนพฤติกรรม ฯลฯ

7.) อย่าคิดว่าตนเองไปควบคุมคนอื่นได้ อะไรประเด็นที่อย่าหว่านพืชหลายๆแบบ อทิเช่น ไร่นาสวนผสม สอดคล้องกับ

ทฤษฎีเศรษกิจพอเพียง

8.) รู้จักถามคน ในประเด็นนี้ดิฉันขอกล่าวว่า "การตกลงคุณเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ? ดิฉันคิดว่าเมื่อถามในประเด็นนี้แล้ว

โดยตั้งคำถาม " ถ้าถามแล้วไม่ชอบต้องเปลี่ยนเทคนิค" สรุปแล้ว ต้องตกลงแล้วจะทำด้วยความเต็มใจ ในกรณีนี้การ

ให้ความรู้จักใช้คำที่ผลดี อทิเช่น "การโฆษณารถยนตร์" บริษัทที่1 PR : การใช้นำมันรถยนตร์ต่อกิโลเมตร แต่

บริษัทที่ 2 PR : การใช้นามันรถยนตร์ต่อปี หรือ แอร์กินไฟ บริษัท PR กรณีที่ 1 การใช้ไฟต่อเดือนละ 30

บาท หรือการกินไฟวันละ 1 บาท กรณีที่ 2 การใช้ต่อปีละ 1,500 บาท สรุปประเด็นนี้เสนอเรื่องใหญ่ก่อนแล้วเรื่อง

เล็กทีหลัง

ท้ายนี้ดิฉันคิดว่าสอดคล้องกับ Enehantment ประกอบด้วยคุณค่าของคน (Value of PeoPle) ทุนทางปัญญา

ได้แก่

1.) ทุนที่เกิดจากความรู้ได้จากประสบการณ์ (Hand) ; 2.) ทุนที่เกิดจากความคิดวิเคราะห์หาเหตุผลที่ถูกที่ควร (Head)

และ 3.) ทุนที่เกิดจากความรู้สึกของเรา (Heart)

ขอบคุณท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดาภมภ์ มากๆ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

(ศูนย์ภูเก็ต)

นางจงดี พฤกษารักษ์ รหัส 53484931011 สาขาวิชานวัตกรรมและการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (ศูนย์ภูเก็ต)

Assignment : เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ที่เคารพ ดิฉันคิดว่าในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2554 ระบบการถ่ายทอดมีปัญหาไม่สามารถรับรู้ได้ ในเรื่องของ Peter Bjok : Peter thought ดิฉันขอสรุปชีทที่ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นั้นได้มอบให้ซึ่งจะแยกเป็นตอน

ดังนี้

Chapter 1 : Why Enchantment ?

ดิฉันขอสรุปในประเด็นนี้ ทฤษฎีคุณภาพของคนไม่ว่าจะเป็นทุนมนุษย์หรือ Competency แนวโน้มอะไรที่วัดไม่ได้ Intanglbleวิเคราะห์เกี่ยวกับอะไร ฉะนั้นทฤษฎี Enchantment ถือว่าผู้นำให้คนเชื่อ โดยใช้แนวคิดต่างๆ เพื่อทำให้คนมีความศรัทธาในตัวเรา อทิเช่น : คนที่อาศัยอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์มีคนก่อการร้าย สั่งเด็กวัยรุ่นไปเผยแพร่เกี่ยวกับประชาธิปไตยในหมู่บ้าน แต่ ผู้หญิงซึ่งเป็นผู้นำ เมื่อทราบว่ามีผู้ก่อการร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน ผู้หญิงซึ่งเป็นผู้นำ ทำหน้าที่เชิญ ผู้ก่อการร้ายมาดื่มกาแฟ จนสามารถทำให้ผู้ก่อการร้าย กลายมาเป็นมิตรในกรณี ผู้หญิงเป็นผู้นำใช้ทฤษฎี Enchantment กับผู้ก่อการร้าย

Enchantment : ทำเมื่อเป็นเลิศพอสังเขปดังนี้

1.) หาแนวร่วม 2.) กรณีที่ตัดสินใจยากๆ ในกรณีเป็นกรณีที่ไม่ใช้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้เกิดความเสี่ยง ความเสียดทาน หรือในกรณีขายไอเดีย (Idia) คน 3.) กรณีเปลี่ยนนิสัยคนไม่ดี อทิเช่น ในองค์กรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนในองค์กรโดย Enchantment 4.) กรณีการทำสวนกะแส ทุกคนขายสินค้าแต่เราขายสินค้าอย่างอื่น หรือ การเปลี่ยนแนวคิดโดยเปลี่ยนแปลงองค์กรต้องมี Enchantment 5.) กรณีคนอื่นคิด "เรารู้เขารู้เรา" ฉะนั้นกรณีพูดกับคนอื่นๆ มี 2 ประเด็น คือ

1.) สิ่งที่ขอให้คนอื่น เราต้องกล้าทำเสียก่อน อย่าไปขอในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ อย่าสูบบุหรี่ แต่ เราสูบบุหรี่

2.) มีความขัดแย้งในตัวเรา หรือเปล่า ถ้าเรา Enchantment มีความสร้างสรรค์หรือเปล่า ฉะนั้น ทำอย่างไรให้เขาชอบเรา

Enchantment : ทำอย่างไรให้เขาชอบเราพอสังเขปดังนี้

1.) ยิ้ม ในประเด็นนี้ เพื่อสร้างความเป็นมิตรโดยการสร้างรอยยิ้ม

2.) การแต่งตัว ในประเด็นนี้ คือ การไปพบใครต้องรู้จักกาละเทศะ ได้แก่ เวลา สถานที่ โอกาส อทิเช่น ผู้นำไปพบเกษตรกรต้องแต่งตัวไม่จำเป็นต้องใส่สูท

3.) การเช็กเฮน (การจับมือ) : โดยการไหว้ให้รู้ระดับ โดยเฉพาะการจับมือเน้นๆ สื่อถึงมีความรู้สึกในทางดี

4.) การเจอกัน : ในกรณีต้องมองด้วยสายตายิ้ม

5.) การใช้คำพูดง่ายๆ : เพื่อเป็นการสือให้เข้าใจ ในประเด็นนี้ ถือว่าการพูดสร้างความประทับใจ

สรุป : Enchantment ใน Chapter 2 How to Achieve Likability : ในกรณีการ Enchantment เมื่อตัวเรามีการขัดแย้งโดยการสร้างสรรค์พอสังเขปดังนี้

1.) เปิดใจยอมรับผู้อื่น ในประเด็นนี้ ทุกคนมีค่าทั้งนั้นคนอื่นมีค่ากว่าเราบางเรื่อง โดยเฉพาะคนทั่วไปเหมือนกันหลายเรื่อง

อทิเช่น ชอบความสะดวกสบาย

2.) รู้จักให้โอกาส ในประเด็นนี้ เจอกันครั้งแรกไม่ประทับใจอย่าตัดสินใจว่าดีหรือไม่ดี

3.) การแต่งกายเหมาะสม ในประเด็นนี้โดยเฉพาะต้องรู้จักกาละเทศะ

4.) การเอาความคิดหรือค่านิยมหยักเหยืยดให้คนอื่น ต้องฟังค่านิยมของคนอื่น โดนกรณี อย่าคิดว่า คนทั่วไปเหมือนกันหลายเรื่อง เช่น ชอบความสะดวกสบาย

5.) การให้รู้จักโอกาส โดยในประเด็นนี้เจอกันครั้งแรกโดย "อย่าตัดสินใจว่าดีหรือไม่ดี"

6.) ควรหาความคล้ายคลึงกันในความชอบ ฉะนั้นในเรื่องนี้ "ชวนคุยในเรื่องที่มีสิ่งเหมือนกัน" อทิเช่น ชอบเรื่องฟุตบอล ก็คุยเรื่องฟุตบอล ฉะนั้นทุกคนมีสิ่งที่ชอบในประเด็นนี้สามารถเอาความชอบเชื่อมโยงกัน ดิฉันคิดว่าในประเด็นนี้ควรต้องศึกษาก่อนไป

Enchantment

7.) การชนะอย่างเดี่ยว "Win Win Win" ในประเด็นผู้นำมอบหมายให้ลูกน้องทำงานควรมีสิ่งค่าตอบแทนกรณีที่นอกเหนือเวลา หรือ ให้ลูกน้องมีความรู้สึกในการทำงานด้วยความเต็มใจ นายได้ลูกน้องได้ จึงสอดคล้องกับคำว่า "Win Win Win"

Chapter 3 : How to Achieve Trustworthiness ดิฉันขอสรุปประเด็นนี้ การ Enehantment โดยต้องการให้คนอื่นเชื่อได้

พอสังเขปดังนี้ :

1.) เริ่มเชื่อถือคนอื่น ในขณะที่คนอื่นจะไว้ใจเราเป็นปัจจัยของการสร้างความเชื่อถือ

2.) การมีมนุษย์สัมพันธ์ในประเด็นนี้ การมีมนุษย์สัมพันธ์ดิฉันขอกล่าวว่าควรมีความจริงใจ "ถ้ากรณีที่มีคนทำผิดให้ปฏิบัติกับเขาด้วยความเมตตา"

3.) สัญญาอะไรต้องทำ ในประเด็นนี้ต้องช่วยเหลือไม่หวังผลตอบแทน

4.) การยอมรับตำหนิ ในประเด็นนี้การยอมรับแล้วคิดแก้ใคร

5.) รู้จักจ้างคนฉลาด ให้เขาเจริญเติบโตได้ต้องส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชา

6.) ในการ Enehantment ต้องไม่ไปขัดคอคนโดยการปล่อยให้เขาพูด

7.) ในการ Enehantment ในเวลาเสนอ Idia "อย่าตัดสินใจเร็วรวมทั้งต้องรู้จักการแชร์ความคิดโดยการแบ่งปันความคิด"

8.) ในการ Enehantment สอดคล้องกับเราต้องการอะไรเกี่ยวกับต้องชัดเจนมีจุดยืน พร้อมทั้งการใฝ่หาความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนา

9.) ในการ Enehantment สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม พร้อมทั้งสร้างการจูงใจในประเด็นนี้ด้วยการทำงานหนักแต่มีค่าตอบแทนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ อทิเช่น "นโยบายของรัฐบาลที่ให้ค่าตอบแทน 300 บาท/วัน ฯลฯ"

Chapter4 : How to Prepare

ดิฉันขอสรุปในประเด็นนี้เกี่ยวกับการเตรียมตัวประกอบด้วย ได้แก่

1.) การใช้สมองในการคิด 2.) ความเฉลียวฉลาด รวมทั้ง 3.) การวางแผนสร้างความสำเร็จเกิดขึ้นได้ อทิเช่น กรณีศึกษา ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งโดยมีถังขยะ 2 ใบ ประกอบด้วย ถังขยะแบบเปิด และ ถังขยะแบบเจาะรู เมื่องานเลี้ยงเสร็จสิ้นแล้ว พบว่า โดยให้กระป๋องหยอดลงในถังขยะ แบบเจาะรู มากกว่าถังขยะแบบเปิด สอดคล้องกับการเจรจา "พูดคุย" ในกรณีการพูดเวลาพูด เสนอ 2 สิ่ง น่าจะไปไหนต้องเสนอทางาเลื่อกโดยการยกตัวอย่าง 2 ประเภทชี้ให้เห็นชัดพอสังเขปได้ดังนี้

- เวลาพูด : ให้การกระฉับสั้นในทางบวก เพื่อเป็นการเคารพผู้ฟัง (ให้เกียรติผู้ฟัง) ทะลายกำแพง ตัวอย่าง : การจองโรงแรมที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อจองแล้วล่วงหน้ากันเปล่า 7 เหรียญ แต่ โรงแรมอีกแห่งหนึ่งมีค่าที่พัก 300 เหรียญในกรณีนี้ทำให้ทางโรงแรมเสียโอกาส ดิฉันคิดว่าควรสนับสนุน

4 วิธี 1.) Charactcr : คุณลักษณะที่ฟังปรารถนา

2.) Leadership Skill : ผู้นำมีลักษณะที่สำคัญ

3.) Leadership Process : ผู้นำมัลักษณะโดยมี Vision

4.) Leadership Value : ผู้นำมีลักษณะให้ความสำคัญมีความเห็นคุณค่า

ใน Chapter 4 สอดคล้องกับทฤษฎี 5 E ประกอบด้วย

1.) Example คือเป็นสร้างตัวอย่างที่ดี

2.) Experlence คือสะสมพร้อมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์

3.) Education คือให้การศึกษาร่วมทั้งให้ความรู้

4.) Envlronment คือการสร้างบรรยากาศที่ดี

5.) Evaluation คือการสร้างผงการประเมิน

Chapter 5 : การลงมือทำ Enehantment ดิฉันขอสรุปพอสังเขปดังนี้

1.) ให้เรารู้จักเล่าเรื่อง "สร้างมิตรภาพ"

2.) ให้เราเห็นความต้องการความคาดหวังสิ่งสำคัญ

3.) ให้เล่าเรื่องเห็นภาพประสบการณ์โดยเข้าใกล้สถานการณ์มากที่สุด ในกรณีนี้ดิฉันขอยกประเด็นนี้ในการเข้าไปใ

ในส่วนแห่งหนึ่งมีการรมกันอยู่ทำให้เขาเห็นภาพสถานการณ์จริง หรือ สรุปในเรื่องความเหมือนและความแตกต่างกัน

4.) ให้แสดงด้วยว่า ถ้าทำแล้วได้อะไร ถ้าไม่ทำเกิดอะไร

5.) ให้คนสามารถทดสอบได้ (ทดลองทำได้)

6.) เวลาให้ทดสอบ ไม่ต้องมีขั้นตอนมาก ทำอะไรให้ชัดเจน สามารถเปลี่ยนพฤติกรรม ฯลฯ

7.) อย่าคิดว่าตนเองไปควบคุมคนอื่นได้ อะไรประเด็นที่อย่าหว่านพืชหลายๆแบบ อทิเช่น ไร่นาสวนผสม สอดคล้องกับ

ทฤษฎีเศรษกิจพอเพียง

8.) รู้จักถามคน ในประเด็นนี้ดิฉันขอกล่าวว่า "การตกลงคุณเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ? ดิฉันคิดว่าเมื่อถามในประเด็นนี้แล้ว

โดยตั้งคำถาม " ถ้าถามแล้วไม่ชอบต้องเปลี่ยนเทคนิค" สรุปแล้ว ต้องตกลงแล้วจะทำด้วยความเต็มใจ ในกรณีนี้การ

ให้ความรู้จักใช้คำที่ผลดี อทิเช่น "การโฆษณารถยนตร์" บริษัทที่1 PR : การใช้นำมันรถยนตร์ต่อกิโลเมตร แต่

บริษัทที่ 2 PR : การใช้นามันรถยนตร์ต่อปี หรือ แอร์กินไฟ บริษัท PR กรณีที่ 1 การใช้ไฟต่อเดือนละ 30

บาท หรือการกินไฟวันละ 1 บาท กรณีที่ 2 การใช้ต่อปีละ 1,500 บาท สรุปประเด็นนี้เสนอเรื่องใหญ่ก่อนแล้วเรื่อง

เล็กทีหลัง

ท้ายนี้ดิฉันคิดว่าสอดคล้องกับ Enehantment ประกอบด้วยคุณค่าของคน (Value of PeoPle) ทุนทางปัญญา

ได้แก่

1.) ทุนที่เกิดจากความรู้ได้จากประสบการณ์ (Hand) ; 2.) ทุนที่เกิดจากความคิดวิเคราะห์หาเหตุผลที่ถูกที่ควร (Head)

และ 3.) ทุนที่เกิดจากความรู้สึกของเรา (Heart)

ขอบคุณท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดาภมภ์ มากๆ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

Thank you for inviting guest speaker, Mr.Peter Bjork, to dialogue with us on Oct 9, 2011. We harvest many ideas about leadership especialy the FARAX leader Development. It define clearly attribute of leaders. However If we had more time we could approach details of FARAX deeply including how to measurements, processes and cases in Thailand.

ข้อ. 2. แผนการพัฒนาทันมนุษย์

วิเคราะห์ปัญหา

-          ปัญหา  สาเหตุของปัญหา

-          วิเคราะห์ WTO  FTA  ASEAN

-          ทุนมนุษย์ที่มีแต่ปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ

-          แรงงานไทยที่เข้าสู่ช่วงผู้สูงอายุ

 

วิเคราะห์ปัญหา

-          กำหนดให้ทุนมนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ

-          ทำการวิจัยในสิ่งที่จะเป็นต่อทุนมนุษย์

-          สร้างและพัฒนาทุนมนุษย์อย่างสร้างสรรค์

-          บรรจุไว้ในแผนพัฒน์ฯ ที่ 11

 

ขั้นที่ 2

-          ประสานงานดู จุดแข็ง จุดอ่อน ขององค์กร

-          จัดทั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน

-          บริการโปร่งใส พึ่งตนเอง  โปร่งใส  สร้างเครือข่าย

-          ออกกฎหมายรองรับ

-          ทำ  Master Plan ของ HR เน้นการบริการปัจจัยเสี่ยง

 

ขั้ขที่ 3

-          สมดุล  ยั่งยืน 

-          เน้นภาคการบริการ การท่องเที่ยว การแพทย์ การเกษตร

-          เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

-          หลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมหนัก

-ขั้นที่ 3

 

-          ประสานงานดู จุดแข็ง จุดอ่อน ขององค์กร

-          จัดทั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน

-          บริการโปร่งใส พึ่งตนเอง  โปร่งใส  สร้างเครือข่าย

-          ออกกฎหมายรองรับ

-          ทำ  Master Plan ของ HR

 ข้อ3.  การทำวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ทฤษฏี 4L,  2 R  และ8 K  เพื่อให้บรรลุผล Happiness  Capital การวิจัยที่ใช้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เริ่มแรกใช้ทฤษฏี 4 L กรรมวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Dicovery  Learning  เป็นกระบวนการเรียนรู้แบค้นพบด้วยตัวของนักเรียนเองและสามารถจดจำความรู้ได้นาน การจัดกระบวนการเรียนรู้สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่น่าสนใจมากยิ่งขั้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้นสามารถจัดได้ทั้งในห้องเรียนและภายนอกห้องเรียนขึ้นอยู่กับบริบทในแต่ละบทเรียน   อีกทั้งการเรียนรู้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการปะทะกันทางปัญญาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตัวเองกับเพื่อน ๆ ซึ่งเนื้อหานั้นสามารถนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยจะเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้

                ในฐานนะครูผู้สอน ต้องมีความเข้าในลูกศิษย์ของตัวเองว่านักเรียนมีความต้องการอะไร  อยากที่จะเรียนรู้ในเรื่องใดบ้าง ครูต้องคอกสนับสนุนหรือเป็นผู้ชี้แนะให้กับศิษย์ การเรียนรู้นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงตามจุดต้องมองในเรื่องของความเป็นจริงที่ตรงประเด็น ดั้งทฤษฏี  2R

                R1          มองความจริง

R2           ตรงประเด็น

เมื่อนักเรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดและมองปัญหาจากความเป็นจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็จะหาทางออกได้ไม่ยาก เมื่อสามารถแก้ปัญหาได้แล้วการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างเต็มที่จะต้องตามด้วยทฤษฏี  8K

ทุนมนุษย์

ทุนทางปัญญา

ทุนทางจริยธรรม

ทุนแห่งความสุข

ทุนทางสังคม

ทุนแห่งความยิ่งยืน

ทุนทาง IT

ทุนแห่งความรู้ ทักษะ

จากทฤษฏีเบื้องต้นได้มีการทำการวิจัยและพัฒนาที่เป็น  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ เรื่องเทคนิคการสร้างภาพศิลปะ    ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้พัฒนาชุดกิจกรรมตามหลักการพัฒนาสื่อ  ตามกระบวนการและขั้นตอนการสร้างอย่างเป็นระบบ  มีการศึกษารายละเอียดในหลักสูตร  เพื่อวิเคราะห์สาระการเรียนรู้  ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบ   กำหนดโครงสร้างและออกแบบให้มีกิจกรรมการฝึกที่หลากหลาย น่าสนใจ มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระ  ดำเนินการสร้างแบบฝึกตามแผนที่วางไว้  แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนจะนำไปทดลองใช้  เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไข  จึงทำให้แบบฝึกทักษะนี้มีความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสร้างที่กำหนดไว้  สามารถนำไปใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้เป็นที่น่าพึงพอใจ

ชุดกิจกรรมที่ครูผู้สอนเน้นให้นักเรียนเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบค้นพบ โดยครูจะใช้คำถามถามนักเรียนเพื่อให้นักเรียนคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กิจกรรมที่จัดให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนคอยประเมินผลการเรียน  ให้กำลังใจ  ชี้แจงข้อบกพร่อง  โดยจัดกิจกรรมในลักษณะที่นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย มีขั้นตอนกิจกรรมของเนื้อหาแต่ละขั้นตอนชี้แจงไว้อย่างชัดเจน  หลังจากได้ข้อสรุปจากการปฏิบัติกิจกรรมนักเรียน ได้นำเสนอผลงานร่วมกันพร้อมทั้งร่วมกันแสดงความคิดเห็น จากนั้นทำแบบทดสอบ  ในระหว่าการจัดการเรียนรู้ได้จัดกระบวนการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบค้นพบประกอบด้วยขั้นตอนกิจกรรม 6 ขั้นตอน  ดังนี้.ขั้นกำหนดปัญหา  ขั้นแสวงหาความรู้  ขั้นสร้างความรู้  ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้   ขั้นนำเสนอความรู้ ขั้นสรุปและประเมินผล  ในแต่ละขั้นตอนเป็นกิจกรรมที่เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง 6 ขั้นตอนด้วยตัวของนักเรียน  โดยครูเป็นเพียงผู้ให้ความช่วยเหลือ ให้ความสะดวกและแนะนำการปฏิบัติกิจกรรม ในแต่ละขั้นตอน นักเรียนได้ฝึกและพัฒนาความสามารถต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ เช่น การสังเกต การวิเคราะห์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญต่อการค้นพบความรู้ ในแต่ละขั้นตอนดังนี้  ขั้นกำหนดปัญหา  เป็นการกระตุ้นความสนใจของนักเรียนให้เกิดความอยากรู้ให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา อยากที่จะแก้ปัญหา ขั้นแสวงหาความรู้ เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นคำถามที่สนใจศึกษาแล้วมีการวางแผนกำหนดแนวทางโดยนักเรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าหากรรมวิธีการทำงานโดยการปรึกษาหารือกับ  ร่วมกันแสดงความคิด  และหาคำตอบที่ต้องการจากคู่มือที่มีให้  จากครู จากรุ่นพี่ หรือจากครูผู้สอนศิลปะคนอื่น ๆ   ขั้นสร้างความรู้ เมื่อได้คำตอบแล้วลงมือปฏิบัติกิจกรรมโดยครูปล่อยให้นักเรียนทำอย่างอิสระและครูเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำและเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเมื่อมีปัญหา ใน และเสนอผลการปฏิบัติภายหลังเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมแล้ว   ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ เมื่อนักเรียนได้ข้อมูลจากการสำรวจ  คิดวิเคราะห์  และการร่วมแสดงความคิดเห็น นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่ของแต่ละคน  ในระหว่างปฏิบัติครูปล่อยให้นักเรียนทำงานอย่างอิสระและเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำ  ขั้นนำเสนอความรู้ เป็นการนำเสนอความรู้ที่สร้างขึ้น  โดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ปฏิบัติกิจกรรม โดยบอกขั้นตอนการทำงาน  และแนวความคิด   ขั้นสรุปและประเมินผล เป็นการวัดความรู้ความสามารถของนักเรียน  ด้านความรู้  ความเข้าใจ โดยดูจากการทำแบบทดสอบ  ความกระตือรือร้น  การรู้จักแสวงหาความรู้ นำความรู้ที่ได้ไปใช้กับชีวิตจริง การกล้าพูดกล้าแสดงออก และรู้จักการทำงานร่วมกัน

          จากการประเมินทางด้านกระบวนการปรากฏว่านักเรียนในกลุ่มควบคุมซึ่งสอนโดยครูประจำชั้นที่ไม่มีความชำนาญทางด้านการสอนศิลปะ  สอนโดยการบอกเล่า  สาธิต  แล้วนักเรียนทำตามจะเห็นได้ว่าผลงานที่ออกมาจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับ  เช่นครูสาธิตในภาพดอกไม้นักเรียนก็ทำตามซึ่งเป็นภาพแบบเดียวกันหมดไม่มีที่แตกต่างออกไป  แต่การประเมินทางด้านกระบวนการของกลุ่มทดลองผลที่ออกมาภาพจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน  คือ  มีภาพ  ต้นไม้  บ้าน  ดอกไม้  คน  หรือภาพการ์ตูน ซึ่งมรช่วงของการทดลองเทคนิคเกลือและน้ำตางเนื่องจากผู้วิจัยได้ปรับชั่วโมงเป็น  ครั้งละ  1  ชั่วโมง  นักเรียนซึ่งเรียนรู้ขั้นตอนของการสร้างความรู้  วันต่อมานักเรียนได้นำอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากเกลือและน้ำตาลคือ  แป้ง  นมผง  ผงชูรส  ทราย  มาด้วยและผู้วิจัยไม่ได้อยู่ดูกระบวนการทำงานเนื่องจากติดประชุมจากนั้นกลับมาปรากฏว่านักเรียนทำกิจกรรมได้ผลงานที่ออกมาดีมากและนักเรียนมีความสุขในการทำกิจกรรมมากกว่าตอนที่มีครู

จากการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ เรื่อง เทคนิคการสร้างภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  มีระดับความพึงพอใจ  ในระดับเห็นด้วยมาก  กับการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมทั้งนี้เนื่องมาจากนักเรียนได้รับการสอน โดยใช้ ชุดกิจกรรม ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาความรู้ด้วยตัวเอง ทำให้นักเรียนสนุกสนานในการเรียน  ซึ่งไม่เหมือนกับการเรียนตามปกติที่ครูสาธิตและการบอกเล่า  จนเกิดทักษะการแก้ปัญหาการตัดสินใจ อันนำไปสู่ความพึงพอใจต่อการเรียน 

 

 

 

 

เจ้าสัวซีพีธนินท์ เจียรวนนท์ ปลูกแนวคิดวิธีการทำงานให้แก่พนักงาน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความภาคภูมิใจ จึงเก็บเกี่ยวได้วัฒนธรรมในการทำงานแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์(VISION) ของเจ้าสัว เริ่มจากการมองอนาคต พึ่งตนเอง สร้างคนเก่ง เป็นประโยชน์แก่สังคม ไม่เอาเปรียบ เป็นการแยกแยะในการจัดการความรู้KM(Knowlage Management) สร้างLC(Learning Culture) จึงเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้LO(Learning Organization) ดังนั้นต้องจัดการ KM จัดคน จัดประเภทงาน กระบวนการทำงาน การประเมินการทำงาน

รวมทั้งบริบท และการสร้างขวัญกำลังใจ ต่างๆ

เปิดคัมภีร์รวยแสนล้าน ธนินท์ เจ้าสัวซีพี

วารสารข่าวของ ซีพีกรุ๊ฟ CP E-News ฉบับ 5ก.ย.2554 ได้เขียนถึงเคล็ดลับความสำเร็จของ" ธนินท์ เจียรวนนท์" ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไว้ว่า...จากการเปิดเผยรายชื่อ 40 อันดับ มหาเศรษฐีของไทย (Thailand's top 40 Richest 2011) ประจำปี 2554 ของฟอร์บส์ (Forbes) นิตยสารชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า "ธนินท์ เจียรวนนท์" ครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยสินทรัพย์ 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 222,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้นับว่าเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกันจากเมื่อปี 2553 สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นผู้นำทางธุรกิจของ"ธนินท์"เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่นำพาธุรกิจสู่ความมั่งคั่งรุ่งเรือง ปัจจุบัน"ธนินท์" มีตำแหน่งเป็น "ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร" เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ที่รู้จักในชื่อ "ซี.พี." ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายในลักษณะที่เรียกว่า Conglomorate มีธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารเป็นธุรกิจหลัก โดยมีการค้าการลงทุนใน 15 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครือประมาณ 200 แห่งทั่วโลก พนักงานราว 280,000 คน ซึ่งความสำเร็จของซี.พี.ทั้งหมด เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความสามารถของ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์' นั่นเอง

เคล็ดลับการลงทุนสไตล์ ‘ธนินท์'

"ตลาดทั่วโลก วัตถุดิบทั่วโลก คนเก่งทั่วโลก การเงินทั่วโลกล้วนเป็นของซี.พี." นี่คือสิ่งสำคัญที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ตอกย้ำกับผู้บริหารและพนักงานซี.พี.อยู่เสมอแสดงให้เห็นชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซึ่งได้นำพาให้ซี.พี.เติบโตเป็นปึกแผ่น เป็นบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย "ผมมองว่าที่ผมทำงานนี่ไม่ได้คิดเลยเรื่องกำไร ไม่ได้คิดว่าทำธุรกิจนี้แล้วจะได้กำไรเท่าไร ผมคิดว่าทำธุรกิจนี้ อันแรกมีโอกาสสำเร็จไหม ถ้ามีแล้วถ้าจะใหญ่นี่ ธุรกิจอันนั้นจะต้องไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนน้อย ธุรกิจอันนี้จะไม่ใหญ่ ถ้าธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับประเทศเดียวธุรกิจก็ไม่ใหญ่ ต้องเกี่ยวข้องกับทั่วโลก สินค้านี้ต้องขายได้ทั่วโลกมันถึงจะมีโอกาสใหญ่ แล้วธุรกิจนี้ต้องลงทุนได้ทั่วโลกธุรกิจนี้ถึงจะมีโอกาสใหญ่ และยิ่งสำคัญกว่าเรื่องอื่นคือธุรกิจที่เราทำเป็นประโยชน์แก่ประชาชนไหม ถ้าไม่ ธุรกิจอันนี้ก็ไม่มีความยิ่งใหญ่" ธนินท์ กล่าว

ทำอะไรอย่าคิดแต่ความสำเร็จอย่างเดียว!

แม้ซี.พี.จะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจนเป็นที่ยอมรับทั่วไป ซึ่งสร้างความภูมิใจแก่ทุกคนในองค์กร แต่"ธนินท์" ในฐานะผู้นำไม่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง กลับคิดว่า"เราทำอะไรอย่าไปคิดในทางสำเร็จอย่างเดียว ต้องคิดว่ามีปัญหาอะไรตามมาอีก มีหวานต้องมีขม ได้อย่างต้องเสียอย่าง ถ้างานยิ่งใหญ่ ปัญหายิ่งมีมาก" ทั้งยังกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานเป็นประจำว่า"เมื่อได้รับความสำเร็จ ผมดีใจแค่วันเดียว เพราะยิ่งรับงานใหญ่ ภาระของเราก็ยิ่งมากขึ้น"ด้วยคิดเช่นนี้ ธุรกิจของซี.พี.ภายใต้การบริหารของ ธนินท์ จึงปรับตัวเร็ว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

เน้นสร้าง"คน"รองรับการเติบโต

กุญแจสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ "คน" ..."ธนินท์"ให้ความสำคัญกับการสร้างคน และมีนโยบายให้ผู้นำกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี.เร่งดำเนินการสร้างและพัฒนาคนเก่งเพื่อรองรับการเติบโตบนเวทีการค้าโลก เพราะถ้าไม่มีคนเก่ง ซี.พี.ก็ไม่สามารถชนะในตลาดโลกได้"ธนินท์" กล่าวว่า การที่จะก้าวสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงของซี.พี.นั้น จะต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ในการสร้างคน โดยหนึ่งในวัฒนธรรมของซี.พี.ที่สำคัญก็คือต้องโปรโมทผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะการสร้างคนที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมา อย่างเช่นที่ตนเองเคยได้รับโอกาสนั้นจากพี่ชายทั้งสอง คือ จรัญ และ มนตรี เจียรวนนท์ ในการสร้างคนนั้น"ธนินท์" ให้ข้อคิดว่า อย่าไปแบ่งว่าใครเป็นคนของใคร ผู้บริหารที่ดีจะต้องสร้างตัวแทนขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ต้องรู้จักแสวงหาคนเก่งมาทดแทน ต้องเปิดโอกาสให้คนเก่งได้แสดงความสามารถ "ผู้บริหารทุกท่าน ต้องสร้างตัวแทน ผมจะยกย่องและนับถือคนที่สามารถสร้างตัวแทนขึ้นมาได้ คนที่รู้จักใช้คนเก่ง คือคนที่เก่งยิ่งกว่า ผมชอบคนเก่ง และอดที่จะเคารพนับถือคนเก่งไม่ได้" ธนินท์ กล่าว "ธนินท์" กล่าวกับ ผู้บริหารระดับสูงในเครือซี.พี. อยู่เสมอว่า"ถ้าคุณสามารถสร้างคนเก่งได้ คุณคือคนที่เก่งที่สุด" ในการนี้"ธนินท์" ได้บอกถึงเคล็ดลับ 3 ประการในการสร้างคนเก่ง คือ 1.อำนาจ เพราะคนเก่งต้องมีเวทีมีอำนาจสำหรับใช้ในการแสดงความสามารถ 2.เกียรติ เพราะนอกจากการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว คนเก่งต้องการได้รับการยอมรับ และ 3.เงิน ก็คือผลตอบแทนที่จูงใจจะเห็นได้ว่า เงิน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญประการแรกในการสร้างคนตามสไตล์ของ"ธนินท์" ทั้งนี้เพราะ"ธนินท์"คิดว่า สำหรับคนเก่งนั้นเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด อำนาจ และเกียรติต้องมาก่อน ด้วยเหตุนี้ซี.พี.จึงมีบริษัทในเครือฯมากมายถึง 200 กว่าแห่งทั่วโลก เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนเก่งนอกจากนี้"ธนินท์" ยังกล่าวว่า ผมมองคนอื่นว่าเก่งกว่าผมเสมอ ผมไม่เคยมองใครว่าเก่งสู้ผมไม่ได้ สำหรับคนที่ทำงานกับเรา ผมยึดหลักว่าเราจะต้องเปิดโอกาส ให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถ เมื่อใครแสดงความสามารถออกมา เราจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเขาให้มีตำแหน่งสูง ๆ ขึ้นไป เราจะต้องพยายามรักษาเขาให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถให้เกิดขึ้นให้มาก ๆ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของซี.พี.ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง "ธนินท์" ได้เปิดโอกาสให้พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ร่วมประชุมด้วย และเรียกกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ว่า Young Talent ซึ่งพนักงานคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมประชุม จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ แก่ซี.พี. ซึ่งมีหลายครั้งที่ ธนินท์ นำข้อเสนอแนะไปใช้ในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.

"รักษาคู่แข่ง ไม่เอาเปรียบลูกค้า ดูแลสังคม"

ในโลกแห่งการแข่งขันทางการค้าและการทำธุรกิจ "ธนินท์" มีนโยบายให้รักษาคู่แข่ง และไม่เอาเปรียบลูกค้า "ธนินท์" กล่าวว่า นักธุรกิจที่แท้จริง จะพยายามแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต จะไม่แข่งจนตายไปฝ่ายเดียว หรือพังไปข้างหนึ่ง ถ้าเรามีความสามารถ เราก็ไปหาธุรกิจที่อื่น ทำไมต้องมาเจาะจงมาแย่งข้าวชามเดียวกัน สุดท้ายสองคน สามคนไม่อิ่มสักคน แล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ"สมมติว่าเราสองคนต่อยกัน ต่อยกันจนคนหนึ่งตายไป นึกว่าอีกคนไม่เจ็บหรือ ก็เจ็บ...เพราะฉะนั้นวิธีการของ ซี.พี.คือ การถอนแล้วเราก็ไปหาตลาดใหม่ ผมไม่เคยทำให้คู่แข่งผมล้มละลาย" "ธนินท์" มักจะกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานว่าซี.พี.มีนโยบายรักษาคู่แข่ง เราจะไม่ทำลายคู่แข่ง และยังต้องแบ่งตลาดให้ เพื่อให้คู่แข่งสามารถอยู่รอดในตลาดได้ ทั้งนี้เพราะถ้าเราทำลายคู่แข่งไป ก็อาจมีคู่แข่งใหม่เข้ามาซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่า นอกจากนี้ ยังให้มองถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก รวมไปถึงคู่ค้าและ Suppliers ด้วย ต้องให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้ ต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และยังต้องดูแลสังคม ทั้งนี้เพราะเราเป็นส่วนหนี่งของสังคม ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้

ขายคุณภาพบวกความซื่อสัตย์

คุณภาพ และความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจของซี.พี. ซึ่งยึดถือมาตั้งแต่ทำเจียไต๋ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของธุรกิจเครือซี.พี. (เจียไต๋ คือ ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักฯลฯ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2464 เป็นต้นกำเนิดของธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี. ปัจจุบันเจียไต๋เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อันดับต้น ๆ ของเอเซีย)"ธนินท์" เคยเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อผมมีหัวเรื่องเทคโนโลยี ท่านมีพรสวรรค์เรื่อง พันธุ์พืช พ่อผมไปพัฒนาเมล็ดพันธุ์ผักซัวเถาจากโซนร้อน ซึ่งในประเทศโซนร้อนปลูกทุกครั้ง เก็บอีกทีไม่โตแล้ว ซึ่งแปลกมาก คุณพ่อมาเปิดร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่เมืองไทยชื่อร้านเจียไต๋ ซึ่งคุณพ่อได้สร้างพันธุ์ คัดพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง รักษาคุณภาพใส่ในซองที่พิมพ์วันที่ เพราะเมล็ดพันธุ์พอถึงเวลาหนึ่งจะไม่งอก คุณพ่อบอกว่าถ้าใครซื้อเมล็ดพันธุ์ถ้าเลยวันที่กำหนดแล้วให้เอามาคืน จึงเป็นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้วที่ต้องรักษาคุณภาพ "คุณพ่อท่านบอกว่า ถ้าเราจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ถ้าลูกค้าอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าลูกค้าร่ำรวย ธุรกิจเจียไต๋ที่คุณพ่อทำ ลูกค้าปลูกเอาไปขาย ไม่ใช่ปลูกเล่นดูสวยงามถ้าลูกค้าปลูกแล้วขายไม่ได้ไม่มีราคา ขาดทุน เที่ยวหน้าเขาก็ไม่มาซื้อ เหมือนเลี้ยงไก่เพื่อต้องการขายไข่ได้กำไร ถ้าเราไม่มีวิธีการไปช่วยเขา ไม่ได้ช่วยเขาควบคุมเรื่องคุณภาพ เขาอยู่ไม่ได้"

ยึดหลัก"3 ประโยชน์" นักธุรกิจที่จะทำธุรกิจใหญ่ ต้องเข้าใจด้วยว่า เราอยู่ด้วยตัวเราคนเดียวไม่ได้ ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้เราจะอยู่ได้อย่างไร ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน "เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงว่า ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และบริษัทก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย" ธนินท์ กล่าว "นโยบาย 3 ประโยชน์" ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเครือซี.พี. "ผมถือว่า ธุรกิจที่ผมทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อสังคม ผมคิดว่าถ้าเรามีโอกาสสร้างคน สร้างงาน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดเวลาผมถือแบบนี้ เข็มมันจะแหลมไปทั้ง 2 ข้างไม่ได้ ต้องทู่ข้างหนึ่ง แต่สำคัญว่า ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็จะเท่ากับเป็นการช่วยสังคม เราสร้างสรรค์ สร้างงาน สร้างอาชีพ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรคือการกระจายรายได้ คนมักเข้าใจว่าต้องกระจายแต่ไม่รู้ว่าการ กระจายจริง ๆ เป็นอย่างไร วิธีที่ถูกต้องคือการสร้างงาน" "ธนินท์"กล่าวว่า ซี.พี.ก้าวหน้าและเติบโตมาจนถึงปัจจุบันจะก้าวสู่ปีที่ 90 ในปี 2554 ด้วยเพราะได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้อง"ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน"อันได้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ธุรกิจกิจการของซี.พี.จึงราบรื่น เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นปึกแผ่นได้ในประเทศไทย และสามารถขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้อย่างไม่หยุดยั้ง ในมุมมองของการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของ"ธนินท์" ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจนั้น คิดว่าการทุ่มเทการทำงานเพื่อสร้างธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า การได้สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนมากมาย สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ การเสียภาษีให้กับรัฐบาล การมีความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคนเก่ง สร้างคนไทยให้ไปแข่งขันทางธุรกิจกับทั่วโลก เป็นการพัฒนาคนให้ได้เหรียญทองทางธุรกิจ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติเช่นเดียวกับการที่นักกีฬาได้รับเหรียญทองโอลิมปิก ทั้งหมดคือปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้"ธนินท์ เจียรวนนท์" เป็นผู้บริหารที่โดดเด่นบนเวทีโลก

  1.  

เรียน อาจารย์และเพื่อนๆทุกศุนย์ยกเว้นศูนย์กรุงเทพฯ เพื่อนๆที่ไม่สามารถได้รับข้อมูลเนื่องจากมีปัญหาระบบ ขอให้อ่านข้อมูลที่น้องอานนท์สรุปไว้ค่อนข้างละเอียดและดูเอกสารประกอบไปด้วยนะคะ ส่วนในเรื่องการสอบที่ผ่นมาเวลาน้อยมาก ทำไม่ละเอียดเท่าที่ควร จึงได้คุยกับอาจารญ์ขอส่งรายละเอียดที่คิดจะตอบได้ผ่านทาง blog นี้นะคะ

 

ข้อ 1ระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture  ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบบริหารเหมือนคนในองค์กรที่แตกต่างที่ดีกว่าทฤษฏี 3 วงกลม

“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””คำตอบ

 

 

 

HR Architecture ใช้เป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง

สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในภาพใหญ่ (Macro) คือ ระดับประเทศ สังคม ชุมชน และในระดับองค์กร (Micro)

ปัจจุบันศตวรรษที่ 21 โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ กลายเป็นนรกที่มาเยือนโลกใบนี้พร้อมกันอย่างสมบูรณ์ และเห็นพร้อมกันผ่านการเชื่อมโยงของโลกด้วยระบบสื่อสารสารสนเทศ และสังคมออนไลน์ ซึ่งนวัตกรรมทางด้านไอทีที่เกิดขึ้นยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะมนุษย์ทำงาน ให้กลายเป็นคนที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา มองเห็นหลายเรื่องรอบด้านตั้งแต่เยาว์วัย  สิ่งต่างๆเหล่านี้กลายเป็นแรงขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทุนมนุษย์ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  โดยยังมีความสุขในการทำงานเพราะยึดหลักคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วย

Ethical [email protected]

 

 


  1. Social Networking

     

    Workforce diversity

    Workforce Diversity
  1. Social Networking
  2. Competencies

    Competencies
  1. Ethical [email protected]

 

 

 

ความหลากหลายของพนักงาน Workforce Diversity หมายถึง ปัจจัยหรือสิ่งต่างๆที่ทให้คนๆหนึ่งในองค์กรมีความแตกต่างกันเช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา บุคลิก ความรู้ ความสามารถ ความคิด สไตล์การทำงาน ประสบการณ์ บทบาทหน้าที่การงาน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงความต้องการของพนักงาน

หลายองค์กรทั่วโลกขณะนี้มีพนักงาน Generation Y (Generation Why)ในสหรัฐอเมริกาจะหมายถึงผู้ที่เกิดในระหว่างปี 2520 – 2537 (ค.ศ. 1977 - 1994)  ในประเทศไทยระบุว่าคนกลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนที่เพิ่งเกิดไม่เกินปี 2521 หรือ ขณะนี้มีอายุต่ำกว่า 33 ปี คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่เพิ่งจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท และกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 20% หรือ ประมาณ 13 ล้านคนคนกลุ่มนี้ต้องทำงานคู่กับ Generation X คือ กลุ่มคนที่อายุมากกว่า 33-47 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง และยังต้องทำงานกับ Generation B  หรือประมาณ 64 ปีขึ้นไป เป็นรุ่นที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดกับขนบธรรมเนียมประเพณีมากที่สุด เพราะยุคนั้นจะมีการประกาศเอกราชของประเทศต่างๆ มีการสร้งและดำรงเอกลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติไว้ จึงบ่งบอกถึงความเป็นชาตินิยมไม่อยู่ภายใต้อำนาจชาติใด 

สำหรับลักษณะเด่นของ Gen Yต้องการอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าแสดงออกทางความคิด การพูด การแต่งกาย เคารพคนอื่นที่ตัวตน ไม่ใช่ความอาวุโส มีความอดทนต่ำ ชอบท้าทายกฎระเบียบ มีความทะเยอทะยานต้องการประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี และมีไอเดียชอบคิดอะไรนอกกรอบและชอบถาม “ทำไม” ด้วยความอยากรู้มากกว่าเพียงแค่รับคำสั่ง ให้ความสนใจและรักษาสุขภาพ เนื่องจากเขาได้รับการเลี้ยงดูที่พยายามให้เขามีความมั่นใจในตัวเองและพยายามค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียกพวกเขา “Generation Why”

                ดังนั้น เมื่อองค์กรหนึ่งจะต้องมีทุนมนุษย์ที่มีความหลากหลายจำนวนมากเช่นนี้รวมกันอยู่ เป็นนโยบายที่ให้โอกาสแก่พนักงานเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นด้านชาติพันธุ์ เพศ หรือความทุพพลภาพ เป็นต้น โดยเป็นที่ทำงานแบบอย่างทางด้านการเสริมสร้างศักยภาพให้กับพนักงาน โอกาสให้พนักงานได้เติบโตในสายงานที่ต้องการอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างศักยภาพ ทักษะ ความเชี่ยวชาญผ่านโครงการฝึกอบรมหลากหลายมีบริษัทจัดขึ้น

ในส่วนนี้ควรมุ่งสร้างสรรค์องค์กรใน 4 ด้านหลัก คือ

1. บรรยากาศการทำงาน (Climate) ถ้าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานเสมือน Hardware มีครบถ้วน ใช้สอยได้อย่างสะดวกต่องาน ในสถานที่ที่โล่งสบาย ฯลฯก็จะช่วยให้บรรยากาศการทำงานสะดวกสบายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือทุนมนุษย์ซึ่งเสมือน Software หากมีการบริหารจัดการความแตกต่างของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่มีความสำคัญด้วยอาการทั้ง 5 จะเกิดขึ้นคือ หัวเราะ ห่วงใย เห็นอกเห็นใจ ให้ และเหตุผลมาก่อนอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายของทุนมนุษย์ในที่ทำงานหนึ่งๆได้เป็นอย่างดี

2. วัฒนธรรมองค์กร (Culture) ในภาพใหญ่ของทุนมนุษย์ของดร.จีระฯ ให้ความสำคัญในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมมาก เพราะเป็นเสมือน DNA ที่ฝั่งอยู่ในตัวพนักงานขององค์กร กรณีศึกษาเอสซีจี ในยุคคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้วางรากฐานเรื่องคนขององค์กรต้องเป็น “คนดี และคนเก่ง” ผู้บริหารทุกคนไม่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้อีกแล้ว เพราะได้อยู่ในสายเลือดพนักงานเอสซีจีตลอดเวลาที่ทำงานจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร  ในขณะที่องค์กรใหม่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็มีความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของพนักงาน ซึ่งปัจจุบันวัฒนธรรมองค์กรเรื่องนี้ที่ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นมาคือเรื่อง การมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR)

3. การเสริมสร้างและส่งเสริมศักยภาพของบุคลากร (Capability) ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาความหลากหลายของพนักงาน  ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และตื่นตัวในการนำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาประยุกต์ เพื่อให้การทำงานของพนักงานมีความคล่องตัวขึ้น

4. การปรับระบบการทำงานให้เกิดความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด (Flexibility) ปรับเปลี่ยนแผนงานได้อย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เลือกและปรับเปลี่ยนแนวทางเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเวลา จูงใจให้สมาชิกในทีมเข้าใจและยอมรับในเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

การมุ่งสร้างสรรค์ 4 เรื่องหลักที่กล่าวมานี้ยังส่งผลต่อเนื่องถึงทฤษฎี HRDS ของดร.จีระเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานอย่างมีความสุข ประกอบด้วยHappiness คือ การสร้างความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่วนรวม Respect คือ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน  Dignity คือ การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน Sustainability คือ ความยั่งยืนซึ่งเราจะมองไปถึงเป้าหมายระยะยาว

สังคมออนไลน์ Social Networking เครื่องมือนี้สามารถให้นักทรัพยากรบุคคลเข้าถึงความเป็นตัวตน และความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลได้อย่างสาธารณะ ซึ่งกาลํ งได้รับความนิยมอย่างมาก ในฐานะผู้ใช้ทั่วไปใช้เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว บทความ รูปภาพ ผลงาน พบปะ แสดงความคิดเห็นในครอบคครัว คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง ก่อนที่ขยายวงออกไปวงนอกทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว 

การบริหารจัดการเรื่องนี้จำเป็นมากสร้างผลกระทบต่อมวลชนมหาศาล เช่นกรณีนายบารัค โอบามา ใช้สื่อประเภทนี้เมื่อครั้งลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และก็ได้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น  ปัจจุบันฝ่ายทรัพยากรมนุษย์สามารถที่จะใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาคนดี คนเก่งเพื่อเข้ามาเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในองค์กร พร้อมกันนี้ช่องทางสังคมออนไลน์ก็สามารถที่จะส่งผลบวกหรือลบให้กับการกระทำขององค์กรได้อย่างรวดเร็วแบบการสื่อสาร 2 ทางมากที่สุด และกลายเป็น “เครือข่ายคน”ที่กว้างใหญ่จากคนหลายประเภททั่วโลก

ความสามารถ และทักษะ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  Competencies ดร.จีระฯ เน้นการพิจารณาทักษะ และศักยภาพที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้ ไม่ว่าจะจบจากที่ใดก็ตามไม่สำคัญ เพราะต้องมองเรื่องนี้เป็นหลัก และเมื่อเข้ามาแล้วต้องมีงานที่ท้าทายมีโอกาสก้าวหน้า กรณีของเอสซีจีตั้งแต่ยุคนายพารณฯถึงปัจจุบัน จะการันตีว่า คนดีจะต้องก้าวหน้าเสมอ จะมีระบบให้ทุนไปศึกษาต่อ สำหรับพนักงานที่สนใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทก็มีทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกให้ปีละหลายทุน   ยังเปิดโลกทัศน์ของพนักงานด้วยโครงการดูงานในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศมากมายเปิดกว้างให้พนักงานโยกย้ายงาน

เพื่อยกระดับศักยภาพของพนักงานให้มีความสามารถที่หลากหลาย มีมุมมองในการทำงานที่กว้างขึ้น ในปี 2554 นี้เอสซีจีตั้งงบลงทุนด้าน R&D เป็นเงิน 1,300 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การแข่งขันระดับโลก และการเป็นผู้นำแห่งอาเซียน ถือเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เรียบร้อย 

ปลูกพืชต้องเตรียมดิน

จะกินต้องเตรียมอาหาร(เพื่อสุขภาพ)

จะพัฒนาการต้องพัฒนาตน

จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่จิตใจ

แต่จะพัฒนาใครต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

 

Ethical [email protected] [email protected][email protected] ซึ่งในส่วนนี้จะพบ 2 คำคือ

Good Governance หรือหลักธรรมมาภิบาล คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้นแต่รวมถึงศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม  และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น

Corporate Governanceหมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหย้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้อง โปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR)   ความสำคัญของซีเอสอาร์ การเจริญเติบโต (Growth) ของธุรกิจหนึ่งๆ มาจากการพัฒนาองค์กรให้มีความ “เก่ง” อยู่ในตัว ในขณะที่การพัฒนาองค์กรให้มีความ “ดี” อยู่ในตัว จะก่อให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability) ของธุรกิจนั้นๆ โดยตระหนักถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakehoders) ที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทอย่างรอบด้าน

                กรณีศึกษาเอสซีจีในอุดมการณ์ 4 ประการ ที่ถือกำเนิดมาพร้อมองค์กรนี้เมื่อประมาณ 96 ปีที่ผ่านมาคือ

  1. ตั้งมั่นในความเป็นธรรม                                     
  2. มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ
  3. เชื่อมั่นในคุณค่าคน
  4. ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม

ปัจจุบันในเรื่องนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับความซื่อสัตย์ขององค์กรต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ภายใต้คำว่า Green  หากองค์กรเอกชนใด หรือม้กระทั่งหน่วยราชการใดไม่ได้มีคุณธรรมความซื่อสัตย์ต่อสิ่งเหล่านี้ ในภาคเอกชนก็อาจจะไม่มีที่ให้ยืนในเวทีการค้าโลก ส่วนภาครัฐก็คงจะมีหลายส่วนที่เคลือบแคลงใจต่อการกระทำที่ไม่จริงใจต่อโลกใบนี้

...........................................................................................................

1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบบริหารเหมือนคนในองค์กรที่แตกต่างที่ดีกว่าทฤษฏี 3 วงกลม

“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””คำตอบ

HR Architecture ใช้เป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง

สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในภาพใหญ่ (Macro) คือ ระดับประเทศ สังคม ชุมชน และในระดับองค์กร (Micro)

ปัจจุบันศตวรรษที่ 21 โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ กลายเป็นนรกที่มาเยือนโลกใบนี้พร้อมกันอย่างสมบูรณ์ และเห็นพร้อมกันผ่านการเชื่อมโยงของโลกด้วยระบบสื่อสารสารสนเทศ และสังคมออนไลน์ ซึ่งนวัตกรรมทางด้านไอทีที่เกิดขึ้นยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะมนุษย์ทำงาน ให้กลายเป็นคนที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา มองเห็นหลายเรื่องรอบด้านตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งต่างๆเหล่านี้กลายเป็นแรงขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทุนมนุษย์ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยยังมีความสุขในการทำงานเพราะยึดหลักคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วย

ก Workforce Diversity

ข Social Networking

ค Competencies

ง Ethical [email protected]

ก. ความหลากหลายของพนักงาน Workforce Diversity หมายถึง ปัจจัยหรือสิ่งต่างๆที่ทให้คนๆหนึ่งในองค์กรมีความแตกต่างกันเช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา บุคลิก ความรู้ ความสามารถ ความคิด สไตล์การทำงาน ประสบการณ์ บทบาทหน้าที่การงาน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงความต้องการของพนักงาน

หลายองค์กรทั่วโลกขณะนี้มีพนักงาน Generation Y (Generation Why)ในสหรัฐอเมริกาจะหมายถึงผู้ที่เกิดในระหว่างปี 2520 – 2537 (ค.ศ. 1977 - 1994) ในประเทศไทยระบุว่าคนกลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนที่เพิ่งเกิดไม่เกินปี 2521 หรือ ขณะนี้มีอายุต่ำกว่า 33 ปี คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่เพิ่งจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท และกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 20% หรือ ประมาณ 13 ล้านคนคนกลุ่มนี้ต้องทำงานคู่กับ Generation X คือ กลุ่มคนที่อายุมากกว่า 33-47 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง และยังต้องทำงานกับ Generation B หรือประมาณ 64 ปีขึ้นไป เป็นรุ่นที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดกับขนบธรรมเนียมประเพณีมากที่สุด เพราะยุคนั้นจะมีการประกาศเอกราชของประเทศต่างๆ มีการสร้งและดำรงเอกลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติไว้ จึงบ่งบอกถึงความเป็นชาตินิยมไม่อยู่ภายใต้อำนาจชาติใด

สำหรับลักษณะเด่นของ Gen Yต้องการอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าแสดงออกทางความคิด การพูด การแต่งกาย เคารพคนอื่นที่ตัวตน ไม่ใช่ความอาวุโส มีความอดทนต่ำ ชอบท้าทายกฎระเบียบ มีความทะเยอทะยานต้องการประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี และมีไอเดียชอบคิดอะไรนอกกรอบและชอบถาม “ทำไม” ด้วยความอยากรู้มากกว่าเพียงแค่รับคำสั่ง ให้ความสนใจและรักษาสุขภาพ เนื่องจากเขาได้รับการเลี้ยงดูที่พยายามให้เขามีความมั่นใจในตัวเองและพยายามค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียกพวกเขา “Generation Why”

ดังนั้น เมื่อองค์กรหนึ่งจะต้องมีทุนมนุษย์ที่มีความหลากหลายจำนวนมากเช่นนี้รวมกันอยู่ เป็นนโยบายที่ให้โอกาสแก่พนักงานเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นด้านชาติพันธุ์ เพศ หรือความทุพพลภาพ เป็นต้น โดยเป็นที่ทำงานแบบอย่างทางด้านการเสริมสร้างศักยภาพให้กับพนักงาน โอกาสให้พนักงานได้เติบโตในสายงานที่ต้องการอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างศักยภาพ ทักษะ ความเชี่ยวชาญผ่านโครงการฝึกอบรมหลากหลายมีบริษัทจัดขึ้น

ในส่วนนี้ควรมุ่งสร้างสรรค์องค์กรใน 4 ด้านหลัก คือ

1. บรรยากาศการทำงาน (Climate) ถ้าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานเสมือน Hardware มีครบถ้วน ใช้สอยได้อย่างสะดวกต่องาน ในสถานที่ที่โล่งสบาย ฯลฯก็จะช่วยให้บรรยากาศการทำงานสะดวกสบายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือทุนมนุษย์ซึ่งเสมือน Software หากมีการบริหารจัดการความแตกต่างของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่มีความสำคัญด้วยอาการทั้ง 5 จะเกิดขึ้นคือ หัวเราะ ห่วงใย เห็นอกเห็นใจ ให้ และเหตุผลมาก่อนอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายของทุนมนุษย์ในที่ทำงานหนึ่งๆได้เป็นอย่างดี

2. วัฒนธรรมองค์กร (Culture) ในภาพใหญ่ของทุนมนุษย์ของดร.จีระฯ ให้ความสำคัญในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมมาก เพราะเป็นเสมือน DNA ที่ฝั่งอยู่ในตัวพนักงานขององค์กร กรณีศึกษาเอสซีจี ในยุคคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้วางรากฐานเรื่องคนขององค์กรต้องเป็น “คนดี และคนเก่ง” ผู้บริหารทุกคนไม่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้อีกแล้ว เพราะได้อยู่ในสายเลือดพนักงานเอสซีจีตลอดเวลาที่ทำงานจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ในขณะที่องค์กรใหม่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็มีความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของพนักงาน ซึ่งปัจจุบันวัฒนธรรมองค์กรเรื่องนี้ที่ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นมาคือเรื่อง การมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR)

3. การเสริมสร้างและส่งเสริมศักยภาพของบุคลากร (Capability) ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาความหลากหลายของพนักงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และตื่นตัวในการนำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาประยุกต์ เพื่อให้การทำงานของพนักงานมีความคล่องตัวขึ้น

4. การปรับระบบการทำงานให้เกิดความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด (Flexibility) ปรับเปลี่ยนแผนงานได้อย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เลือกและปรับเปลี่ยนแนวทางเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเวลา จูงใจให้สมาชิกในทีมเข้าใจและยอมรับในเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

การมุ่งสร้างสรรค์ 4 เรื่องหลักที่กล่าวมานี้ยังส่งผลต่อเนื่องถึงทฤษฎี HRDS ของดร.จีระเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานอย่างมีความสุข ประกอบด้วยHappiness คือ การสร้างความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่วนรวม Respect คือ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน Dignity คือ การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน Sustainability คือ ความยั่งยืนซึ่งเราจะมองไปถึงเป้าหมายระยะยาว

ข. สังคมออนไลน์ Social Networking เครื่องมือนี้สามารถให้นักทรัพยากรบุคคลเข้าถึงความเป็นตัวตน และความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลได้อย่างสาธารณะ ซึ่งกาลํ งได้รับความนิยมอย่างมาก ในฐานะผู้ใช้ทั่วไปใช้เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว บทความ รูปภาพ ผลงาน พบปะ แสดงความคิดเห็นในครอบคครัว คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง ก่อนที่ขยายวงออกไปวงนอกทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

การบริหารจัดการเรื่องนี้จำเป็นมากสร้างผลกระทบต่อมวลชนมหาศาล เช่นกรณีนายบารัค โอบามา ใช้สื่อประเภทนี้เมื่อครั้งลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และก็ได้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ปัจจุบันฝ่ายทรัพยากรมนุษย์สามารถที่จะใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาคนดี คนเก่งเพื่อเข้ามาเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในองค์กร พร้อมกันนี้ช่องทางสังคมออนไลน์ก็สามารถที่จะส่งผลบวกหรือลบให้กับการกระทำขององค์กรได้อย่างรวดเร็วแบบการสื่อสาร 2 ทางมากที่สุด และกลายเป็น “เครือข่ายคน”ที่กว้างใหญ่จากคนหลายประเภททั่วโลก

ค. ความสามารถ และทักษะ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ Competencies ดร.จีระฯ เน้นการพิจารณาทักษะ และศักยภาพที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้ ไม่ว่าจะจบจากที่ใดก็ตามไม่สำคัญ เพราะต้องมองเรื่องนี้เป็นหลัก และเมื่อเข้ามาแล้วต้องมีงานที่ท้าทายมีโอกาสก้าวหน้า กรณีของเอสซีจีตั้งแต่ยุคนายพารณฯถึงปัจจุบัน จะการันตีว่า คนดีจะต้องก้าวหน้าเสมอ จะมีระบบให้ทุนไปศึกษาต่อ สำหรับพนักงานที่สนใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทก็มีทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกให้ปีละหลายทุน ยังเปิดโลกทัศน์ของพนักงานด้วยโครงการดูงานในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศมากมายเปิดกว้างให้พนักงานโยกย้ายงาน

เพื่อยกระดับศักยภาพของพนักงานให้มีความสามารถที่หลากหลาย มีมุมมองในการทำงานที่กว้างขึ้น ในปี 2554 นี้เอสซีจีตั้งงบลงทุนด้าน R&D เป็นเงิน 1,300 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การแข่งขันระดับโลก และการเป็นผู้นำแห่งอาเซียน ถือเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เรียบร้อย

ปลูกพืชต้องเตรียมดิน

จะกินต้องเตรียมอาหาร(เพื่อสุขภาพ)

จะพัฒนาการต้องพัฒนาตน

จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่จิตใจ

แต่จะพัฒนาใครต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

ง. Ethical [email protected] [email protected][email protected] ซึ่งในส่วนนี้จะพบ 2 คำคือ

Good Governance หรือหลักธรรมมาภิบาล คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้นแต่รวมถึงศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น

Corporate Governanceหมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหย้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้อง โปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ความสำคัญของซีเอสอาร์ การเจริญเติบโต (Growth) ของธุรกิจหนึ่งๆ มาจากการพัฒนาองค์กรให้มีความ “เก่ง” อยู่ในตัว ในขณะที่การพัฒนาองค์กรให้มีความ “ดี” อยู่ในตัว จะก่อให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability) ของธุรกิจนั้นๆ โดยตระหนักถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakehoders) ที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทอย่างรอบด้าน

กรณีศึกษาเอสซีจีในอุดมการณ์ 4 ประการ ที่ถือกำเนิดมาพร้อมองค์กรนี้เมื่อประมาณ 96 ปีที่ผ่านมาคือ

1. ตั้งมั่นในความเป็นธรรม

2. มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ

3. เชื่อมั่นในคุณค่าคน

4. ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม

ปัจจุบันในเรื่องนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับความซื่อสัตย์ขององค์กรต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ภายใต้คำว่า Green หากองค์กรเอกชนใด หรือม้กระทั่งหน่วยราชการใดไม่ได้มีคุณธรรมความซื่อสัตย์ต่อสิ่งเหล่านี้ ในภาคเอกชนก็อาจจะไม่มีที่ให้ยืนในเวทีการค้าโลก ส่วนภาครัฐก็คงจะมีหลายส่วนที่เคลือบแคลงใจต่อการกระทำที่ไม่จริงใจต่อโลกใบนี้

..............................................................................................................

เรียน อาจารย์และเพื่อนๆทุกคน ข้อมูลที่ส่งไปครั้งแรกอ่านแล้วคงเกิดการสับสน จึงขอให้เพื่อนๆติดตามสรุปของน้องอานนท์ที่สรุปไว้เป็นประโยชน์ที่ไม่สามารถติดตามบนจอได้ สำหรับการสอบเนื่องจากเวลาจำกัด จึงขอส่งลายละเอียดให้อาจารย์ผ่าน blog ตามที่ได้หารือกับอาจารย์ไว้ดังนี้ค่ะ

1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบบริหารเหมือนคนในองค์กรที่แตกต่างที่ดีกว่าทฤษฏี 3 วงกลม “”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””คำ

ตอบ HR Architecture ใช้เป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในภาพใหญ่ (Macro) คือ ระดับประเทศ สังคม ชุมชน และในระดับองค์กร (Micro) ปัจจุบันศตวรรษที่ 21 โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ กลายเป็นนรกที่มาเยือนโลกใบนี้พร้อมกันอย่างสมบูรณ์ และเห็นพร้อมกันผ่านการเชื่อมโยงของโลกด้วยระบบสื่อสารสารสนเทศ และสังคมออนไลน์ ซึ่งนวัตกรรมทางด้านไอทีที่เกิดขึ้นยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะมนุษย์ทำงาน ให้กลายเป็นคนที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา มองเห็นหลายเรื่องรอบด้านตั้งแต่เยาว์วัย สิ่งต่างๆเหล่านี้กลายเป็นแรงขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทุนมนุษย์ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยยังมีความสุขในการทำงานเพราะยึดหลักคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วย

ก Workforce Diversity

ข Social Networking

ค Competencies

ง Ethical [email protected]

      ก. ความหลากหลายของพนักงาน Workforce Diversity หมายถึง ปัจจัยหรือสิ่งต่างๆที่ทให้คนๆหนึ่งในองค์กรมีความแตกต่างกันเช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา บุคลิก ความรู้ ความสามารถ ความคิด สไตล์การทำงาน ประสบการณ์ บทบาทหน้าที่การงาน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงความต้องการของพนักงาน หลายองค์กรทั่วโลกขณะนี้มีพนักงาน Generation Y (Generation Why)ในสหรัฐอเมริกาจะหมายถึงผู้ที่เกิดในระหว่างปี 2520 – 2537 (ค.ศ. 1977 - 1994) ในประเทศไทยระบุว่าคนกลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนที่เพิ่งเกิดไม่เกินปี 2521 หรือ ขณะนี้มีอายุต่ำกว่า 33 ปี คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่เพิ่งจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท และกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 20% หรือ ประมาณ 13 ล้านคนคนกลุ่มนี้ต้องทำงานคู่กับ Generation X คือ กลุ่มคนที่อายุมากกว่า 33-47 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง และยังต้องทำงานกับ Generation B หรือประมาณ 64 ปีขึ้นไป เป็นรุ่นที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดกับขนบธรรมเนียมประเพณีมากที่สุด เพราะยุคนั้นจะมีการประกาศเอกราชของประเทศต่างๆ มีการสร้งและดำรงเอกลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติไว้ จึงบ่งบอกถึงความเป็นชาตินิยมไม่อยู่ภายใต้อำนาจชาติใด

สำหรับลักษณะเด่นของ Gen Yต้องการอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าแสดงออกทางความคิด การพูด การแต่งกาย เคารพคนอื่นที่ตัวตน ไม่ใช่ความอาวุโส มีความอดทนต่ำ ชอบท้าทายกฎระเบียบ มีความทะเยอทะยานต้องการประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี และมีไอเดียชอบคิดอะไรนอกกรอบและชอบถาม “ทำไม” ด้วยความอยากรู้มากกว่าเพียงแค่รับคำสั่ง ให้ความสนใจและรักษาสุขภาพ เนื่องจากเขาได้รับการเลี้ยงดูที่พยายามให้เขามีความมั่นใจในตัวเองและพยายามค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียกพวกเขา “Generation Why”

ดังนั้น เมื่อองค์กรหนึ่งจะต้องมีทุนมนุษย์ที่มีความหลากหลายจำนวนมากเช่นนี้รวมกันอยู่ เป็นนโยบายที่ให้โอกาสแก่พนักงานเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นด้านชาติพันธุ์ เพศ หรือความทุพพลภาพ เป็นต้น โดยเป็นที่ทำงานแบบอย่างทางด้านการเสริมสร้างศักยภาพให้กับพนักงาน โอกาสให้พนักงานได้เติบโตในสายงานที่ต้องการอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างศักยภาพ ทักษะ ความเชี่ยวชาญผ่านโครงการฝึกอบรมหลากหลายมีบริษัทจัดขึ้น ในส่วนนี้ควรมุ่งสร้างสรรค์องค์กรใน 4 ด้านหลัก คือ

1. บรรยากาศการทำงาน (Climate) ถ้าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานเสมือน Hardware มีครบถ้วน ใช้สอยได้อย่างสะดวกต่องาน ในสถานที่ที่โล่งสบาย ฯลฯก็จะช่วยให้บรรยากาศการทำงานสะดวกสบายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือทุนมนุษย์ซึ่งเสมือน Software หากมีการบริหารจัดการความแตกต่างของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่มีความสำคัญด้วยอาการทั้ง 5 จะเกิดขึ้นคือ หัวเราะ ห่วงใย เห็นอกเห็นใจ ให้ และเหตุผลมาก่อนอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายของทุนมนุษย์ในที่ทำงานหนึ่งๆได้เป็นอย่างดี

2. วัฒนธรรมองค์กร (Culture) ในภาพใหญ่ของทุนมนุษย์ของดร.จีระฯ ให้ความสำคัญในเรื่องทุนทางวัฒนธรรมมาก เพราะเป็นเสมือน DNA ที่ฝั่งอยู่ในตัวพนักงานขององค์กร กรณีศึกษาเอสซีจี ในยุคคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้วางรากฐานเรื่องคนขององค์กรต้องเป็น “คนดี และคนเก่ง” ผู้บริหารทุกคนไม่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้อีกแล้ว เพราะได้อยู่ในสายเลือดพนักงานเอสซีจีตลอดเวลาที่ทำงานจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ในขณะที่องค์กรใหม่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็มีความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของพนักงาน ซึ่งปัจจุบันวัฒนธรรมองค์กรเรื่องนี้ที่ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นมาคือเรื่อง การมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR)

3. การเสริมสร้างและส่งเสริมศักยภาพของบุคลากร (Capability) ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาความหลากหลายของพนักงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และตื่นตัวในการนำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาประยุกต์ เพื่อให้การทำงานของพนักงานมีความคล่องตัวขึ้น

4. การปรับระบบการทำงานให้เกิดความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด (Flexibility) ปรับเปลี่ยนแผนงานได้อย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เลือกและปรับเปลี่ยนแนวทางเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเวลา จูงใจให้สมาชิกในทีมเข้าใจและยอมรับในเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อลดปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

การมุ่งสร้างสรรค์ 4 เรื่องหลักที่กล่าวมานี้ยังส่งผลต่อเนื่องถึงทฤษฎี HRDS ของดร.จีระเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานอย่างมีความสุข ประกอบด้วยHappiness คือ การสร้างความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่วนรวม Respect คือ การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน Dignity คือ การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน Sustainability คือ ความยั่งยืนซึ่งเราจะมองไปถึงเป้าหมายระยะยาว

      ข. สังคมออนไลน์ Social Networking เครื่องมือนี้สามารถให้นักทรัพยากรบุคคลเข้าถึงความเป็นตัวตน และความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลได้อย่างสาธารณะ ซึ่งกาลํ งได้รับความนิยมอย่างมาก ในฐานะผู้ใช้ทั่วไปใช้เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว บทความ รูปภาพ ผลงาน พบปะ แสดงความคิดเห็นในครอบคครัว คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง ก่อนที่ขยายวงออกไปวงนอกทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว การบริหารจัดการเรื่องนี้จำเป็นมากสร้างผลกระทบต่อมวลชนมหาศาล เช่นกรณีนายบารัค โอบามา ใช้สื่อประเภทนี้เมื่อครั้งลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และก็ได้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ปัจจุบันฝ่ายทรัพยากรมนุษย์สามารถที่จะใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาคนดี คนเก่งเพื่อเข้ามาเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในองค์กร พร้อมกันนี้ช่องทางสังคมออนไลน์ก็สามารถที่จะส่งผลบวกหรือลบให้กับการกระทำขององค์กรได้อย่างรวดเร็วแบบการสื่อสาร 2 ทางมากที่สุด และกลายเป็น “เครือข่ายคน”ที่กว้างใหญ่จากคนหลายประเภททั่วโลก

      ค. ความสามารถ และทักษะ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ Competencies ดร.จีระฯ เน้นการพิจารณาทักษะ และศักยภาพที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้ ไม่ว่าจะจบจากที่ใดก็ตามไม่สำคัญ เพราะต้องมองเรื่องนี้เป็นหลัก และเมื่อเข้ามาแล้วต้องมีงานที่ท้าทายมีโอกาสก้าวหน้า กรณีของเอสซีจีตั้งแต่ยุคนายพารณฯถึงปัจจุบัน จะการันตีว่า คนดีจะต้องก้าวหน้าเสมอ จะมีระบบให้ทุนไปศึกษาต่อ สำหรับพนักงานที่สนใจศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทก็มีทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอกให้ปีละหลายทุน ยังเปิดโลกทัศน์ของพนักงานด้วยโครงการดูงานในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศมากมายเปิดกว้างให้พนักงานโยกย้ายงาน เพื่อยกระดับศักยภาพของพนักงานให้มีความสามารถที่หลากหลาย มีมุมมองในการทำงานที่กว้างขึ้น ในปี 2554 นี้เอสซีจีตั้งงบลงทุนด้าน R&D เป็นเงิน 1,300 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การแข่งขันระดับโลก และการเป็นผู้นำแห่งอาเซียน ถือเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เรียบร้อย ปลูกพืชต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร(เพื่อสุขภาพ) จะพัฒนาการต้องพัฒนาตน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่จิตใจ แต่จะพัฒนาใครต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน

      ง. Ethical [email protected] [email protected][email protected] ซึ่งในส่วนนี้จะพบ 2 คำคือ Good Governance หรือหลักธรรมมาภิบาล คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้นแต่รวมถึงศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น Corporate Governanceหมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหย้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้อง โปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ความสำคัญของซีเอสอาร์ การเจริญเติบโต (Growth) ของธุรกิจหนึ่งๆ มาจากการพัฒนาองค์กรให้มีความ “เก่ง” อยู่ในตัว ในขณะที่การพัฒนาองค์กรให้มีความ “ดี” อยู่ในตัว จะก่อให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability) ของธุรกิจนั้นๆ โดยตระหนักถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakehoders) ที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทอย่างรอบด้าน กรณีศึกษาเอสซีจีในอุดมการณ์ 4 ประการ ที่ถือกำเนิดมาพร้อมองค์กรนี้เมื่อประมาณ 96 ปีที่ผ่านมาคือ

1. ตั้งมั่นในความเป็นธรรม

2. มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ

3. เชื่อมั่นในคุณค่าคน

4. ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม

ปัจจุบันในเรื่องนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับความซื่อสัตย์ขององค์กรต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ภายใต้คำว่า Green หากองค์กรเอกชนใด หรือม้กระทั่งหน่วยราชการใดไม่ได้มีคุณธรรมความซื่อสัตย์ต่อสิ่งเหล่านี้ ในภาคเอกชนก็อาจจะไม่มีที่ให้ยืนในเวทีการค้าโลก ส่วนภาครัฐก็คงจะมีหลายส่วนที่เคลือบแคลงใจต่อการกระทำที่ไม่จริงใจต่อโลกใบนี้ ..............................................................................................................

2. ร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ การศึกษาและชุมชน

a. Where we are?

b. Where do we want to go?

c. How to get there?

d. How do achieve HR or HC execution? Make it successful.

ภาพใหญ่ของเวทีการแข่งขันทุกด้านบนโลกใบนี้ ล้วนมีความเข้มข้นอย่างมาก การออกความร่วมมือต่างๆของโลกว่าจะเป็น WTO, FTA, ASEAN เสรี 2015 ฯลฯ แม้กระทั่งการออกกฎเกณฑ์มาตรฐานสากลเช่น ISO หรือมาตรฐานสินค้านำเข้าจะต้องมีเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวเนื่องด้วยนั้น นับเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนธุรกิจโลกให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีความสงสัยว่าฤาเป็นเพียงเรื่อง “การกีดกันทางการค้า” ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อสังเกตทางใดก็ตาม ประเทศไทย ประเทศที่การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงประชาชนส่วนใหญ่นั้น ถือเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกภาคเครือข่ายด้านการค้าที่เชื่อมโยงทั่วโลก ก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับ “ข้อตกลงของโลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่จากการศึกษาข้อมูลดร.จีระฯในเรื่อง“ทุนมนุษย์กับความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก” จะพบปัญหามากมาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ดร.จีระฯเป็นแม่เหล็กสำคัญในการผลักดัน โดยมีฯพณฯนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในเวลานั้น เห็นชอบกับแนวความคิดในเรื่องนี้ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มจาก

Where we are? ทุนมนุษย์เกิดปัญหา มีเฉพาะปริมาณ ขาดคุณภาพ มีปริญญาไม่ใช่ปัญญา สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสามารถฝึกฝนได้ ขาด 8 K’s และ 5K’s ขาดการคิดเป็นยุทธศาสตร์ ขาดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และขาดวัฒนธรรมในการใฝ่รู้ เรียนรู้ ส่งผลให้เกิด Skill ต่ำเป็นแรงงานราคาถูกในทุก Sector ของธุรกิจ สิ่งที่ตามมา Productivity of Labor ไทยต่ำมาก เพิ่มช้าไม่เกิน 2 – 3% ในขณะที่จีน และเวียตนามอยู่ระหว่าง 5 – 8%

Where do we want to go? ทิศทางที่จะไปต้องไปสู่ธุรกิจนานาชาติให้ แต่ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต้องสมดุล ยั่งยืน แข่งขันได้ในธุรกิจที่ต้องเน้นภาคบริการมากขึ้น เช่นการท่องเที่ยว สุขภาพ(Healthcare) การค้า ภาคเกษตรมูลค่าเพิ่มมุ่งไปที่ Green Economy เลือกธุรกิจใหม่แบบ Blue Ocean เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทน, ธุรกิจสิ่งแวดล้อม, New Medias

How to get there? ถือเป็นบทบาทโดยตรงของรัฐบาลต้องสนใจเรื่องทุนมนุษย์ อย่างจริงจัง - กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติบรรจุแผนการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติไว้ในแผนฯ 11 ของสภาพัฒน์ฯ โดยต้องสำรวจสภาพธุรกิจและการใช้ทุนมนุษย์ – HR Audit ในทุก ๆ Sectors เพื่อสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ในธุรกิจที่เน้นความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand และชี้ให้เห็นว่าอนาคตของ HR จะเป็นอย่างไร

How do achieve HR or HC execution? Make it successful. ประสานงานกับหน่วยงานทุกด้าน รับฟังความคิดเห็น ดูจุดอ่อน จุดแข็งขององค์กร ทำงานผ่าน“สำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติ” ในฐานะองค์กรอิสระบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตัวเอง เน้นสร้าง Network คล่องตัว มีการทำ Master Plan ของ HR กับ ธุรกิจ (แผน 5 ปี) เน้นการบริหารปัจจัยเสี่ยง และความสำเร็จซึ่งจะถูกบรรจุไว้ในแผนฯ 11 การเริ่มต้นการทำงานจะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ก่อน การเอาชนะอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ คือ ให้มีการร่างแผนจัดตั้งฯ และทำ Feasibility study วิธีการทำงานของหน่วยงานดังกล่าวให้เสร็จภายในปี 2011 เน้นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและเอาชนะอุปสรรค

ร่างแผนทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ

Where we are? แบ่งเป็น 2 เรื่องสำคัญคือ คุณภาพคน และคุณภาพธุรกิจ ในเรื่องแรกยังเป็นปัญหาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานสำหรับทุนมนุษย์ในประเทศมีเรื่องเหล่านี้น้อยเช่น ความคิดสร้างสรรค์ การสรมูลค่าเพิ่ม วัฒนธรรมการเรียนรู้ คุณธรรมจริยธรรม การบริหารวัฒนธรรมหลากหลาย ความสามารถด้านภาษาซึ่งต่อเนื่องการสร้างเครือข่าย ทำให้แรงงานไม่มีศักยภาพ ผลผลิตต่ำ ปัจจุบันปัญหาใหม่กำลังตามมาเพราะประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จึงมีผลต่อเนื่องถึงแรงงานสูงอายุด้วย ส่วนคุณภาพธุรกิจนั้น ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศมองเป้าหมายระยะยาวอย่างเป็นระบบ แต่ธุรกิจที่เป็น Real Sector ของไทยคือ SMEs กลับมองเป้าหมายระยะสั้น เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังไม่เห็นประโยชนืจากการเกิด AEC ยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องเป็น Green Industry แม้กระทั่งเรื่องง่ายที่สุดในการประหยัดพลังงานประหยัดเงินในกระเป๋าตนเองด้วยการลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟเป็น T5

Where do we want to go? อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจของไทยยังมีจุดแข็งที่จะแก้ปัญหาสถานการณ์ปัจจุบันเช่นมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ พร้อมจะมียุทธศาสตร์และแนวทางในการดำเนินการผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน พัฒนาคนในภาคธุรกิจอยู่ในฐานสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พัฒนาสังคมไทยเป็นสังคมคุณภาพ รวมถึงพัฒนาสังคมผู้สูงอายุของไทยให้มีคุณค่า

How to get there? กลยุทธ์ในการะพัฒนามีหลักใหญ่ คือ การออกแบบทรัพยากรมนุษย์และการศึกษาเพื่อเป็นรากฐานคุณภาพของทุนมนุษย์ ศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อรองรับธุรกิจระหว่างประเทศ ลดอุปสรรคเรื่องวัฒนธรรมทุนมนุษย์นะดับชาติและระดับองค์กร สร้างโอกาสและพัฒนาทุนมนุษย์ในธุรกิจใหม่ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เลือกไว้ก่อนหน้านี้ และนายอลงกรณ์ พลบุตรรมช.กระทรวงพาณิชย์เวลานั้น ได้ประกาศผ่านสื่อมวลชนไปแล้วประกอบด้วย ธุรกิจสร้างสรรค์ ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม และธุรกิจสมัยใหม่ ธุรกิจ Software Application ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจอาหารและแปรรูปการเกษตร ธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจตัวแทนการค้าและจัดจำหน่าย ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ & Life Science ธุรกิจเกี่ยวกับความรู้ ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ธุรกิจเกี่ยวกับการเษตร เป็นต้น

How do achieve HR or HC execution? Make it successful. มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคความร่วมมือหน่วยงานรัฐ สมาคมต่างๆที่เกี่ยวเนื่อง เช่นสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา ระหว่างนั้นต้องทำวิจัยเพื่อหาความต้องการเสนอแนวทางทางด้านทุนมนุษย์ อีกทั้งออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจ โดยเนื้อหาทั้งหมดจะต้องเสนอผ่านสื่อ และมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด

ร่างแผนทุนมนุษย์เพื่อการศึกษา

Where we are? ปัจจุบันคนไทยยังคงมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกาและสติปัญญา แม้ว่าเด็กและเยาวชนมีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการศึกษายังมีปัญหามาก เด็กมีพัฒนาการด้านความสามารถทางเชาวน์ปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ค่อนข้างต่ำ กล่าวกันว่าคนไทยเกือบ 60% ของผู้มีอายุเกิน 15 ปีขึ้นไปไม่สามารถคิดเป็น ทำเป็น ทำให้ขาดทักษะในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ส่งผลเมื่อโตขึ้นกลายเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ยังมีปัญหาแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงรียน สถานที่ศึกษาที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผลลบของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างไม่ระมัดระวัง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นตัวทำลายร่างกาย จิตใจ และสมองของเด็กเยาวชนมีคุณภาพด้อยลง ทั้งๆที่คนเหล่านี้กำลังจะเป็นแรงงานใหม่ทดแทนผู้สูงอายุ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว

Where do we want to go? เป้าประสงค์ในการพัฒนา เมื่อปัญหาข้างต้นมาจากระบบครอบครัวไทยทีมีความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เข้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระแสโลกาภิวัตน์ และความจำเป็นในการประกอบอาชีพส่งผลให้ครอบครัวไทยในอดีตที่อยู่ร่วมกัน พ่อ แม่ลูก หลานที่เคยอยู่ร่วมกัน ขาดกลไกเชื่อมโยงแบบ บ้าน วัด โรงเรียน หรือบวร เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ให้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว ซึ่งในเวลาต่อมาดิฉันได้นำมาต่อยอดเพื่อให้เกิดขยายวงไปยังชุมชน และมัสยิด กลายเป็น “บวรชม”

โดยในการพัฒนาโรงเรียนนั้น ตัวโรงเรียนสามารถที่จะสร้างระบบ Out side-in และ Inside-out ซึ่งในการเปิดตนเองออกไปข้างนอกก็เป็นในลักษณะจิตอาสาในรูปแบบต่างๆ หรือนำนักเรียนออกไปเรียนรู้จากโลกภายนอก หรือใช้เป็นสถานที่รับซื้อขยะโดยธนาคารโรงเรียนจะรับผิดชอบเรื่องนี้ ก่อนที่จะนำไปขายต่อไป รายได้ที่เกิดขึ้นเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของโรงเรียน เป็นการช่วยฝึกนักเรียนทั้งด้านจิตอาสา การเงิน และสิ่งแวดล้อมไปในตัว ส่วนการเปิดตัวให้ชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ของโรงเรียนก็มีทั้งเรื่อง เป็นสถานที่ฝึกอาชีพเพื่อให้มีอาชีพติดตัว หรือเปิดพื้นที่ให้เป็นที่ค้าขายรูปแบบต่างๆที่ชุมชนหาซื้อได้ อีกทั้งยังเป้นพื้นที่ในการร่วมเล่นกีฬา การเปิดพื้นที่ออกไปเช่นนี้เกี่ยวเนื่องกับหลัก 5D+ Model ตลอดการทำงานที่ผ่านมา

How to get there? กลยุทธ์พัฒนาทุนมนุษย์ทางการศึกษา ต้องเริ่มต้นจากเด็กทีอาจจะมีพื้นฐานจากบวรชม พัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พัฒนาคนไทยทุกกลุ่มวัยให้มีศักยภาพ ด้วยการเสริมสร้างทักษะให้มีจิตสาธารณะ เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต คิดเป็น ทำเป็น มีการสังเคราะห์ความรู้สั่งสม และต่อยอดสู่นวัตกรรมความรู้ ฝึกฝนจนเกิดความคิดสร้างสรรค์ เปิดใจกว้าพร้อมรับทุกความคิดเห็น และการปลูกฝังจิตที่มีคุณธรรม รวมทั้งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางครอบครัว ชุมชน และสังคมให้มั่นคง เอื้อต่อการพัฒนาอย่างสอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

How do achieve HR or HC execution? Make it successful. สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านการศึกษา เด็ก และเยาวชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน พัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งจากสถาบันหลักคือครอบครัว การศึกษา ศาสนา ให้มีบทบาทในการหล่อหลอม บ่มเพาะเยาวชนไทยให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม สร้างโอกาสเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ให้ทุกกลุ่มเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และองค์ความรู้อย่างหลากหลายทั้งวัฒนธรรม และภูมิปัญญา ทั้งรูปแบบโดยตรงและผ่านสื่อทุกประเภท เพื่อจะได้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ร่างแผนทุนมนุษย์เพื่อชุมชน

Where we are? สถานการณ์ปัจจุบันชาวบ้านขาดการมีส่วนร่วมในการคิดเอง ทำเอง แต่เป็นเจ้าหน้าที่คิดให้ทุกรูปแบบ เมื่อโครงการที่เจ้าหน้าที่มาเริ่มทำจบลงก็หมายถึงการจบลงเช่นกัน อีกทั้งไม่มีการเชื่อมโยงมิติครอบครัวและชุมนแบบเดิม ต่างคนต่างอยู่ เป็นสังคมเชิงเดี่ยวมากขึ้น เพราะทุกคนจะมองเฉพาะตนเองอย่างเดียวเท่านั้น

Where do we want to go? ส่วนหนึ่งของแผนฯ11 จะพูดถึงเรื่องความสมานฉันท์จึงเป็นเรื่องที่ชุมชนควรจะบูรณาการ “บวรชม” หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน และมัสยิด ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งภายในชุมชนเองก่อนที่จะขยายไปยังสังคม และสิ่งที่ผู้นำชุมชนหลายแห่งจะต้องคิดถึงคือเมื่อ AEC เปิดอย่างสมบูรณ์ นั่นหมายถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ในทุกชุมชน ภายใต้รากฐานบวรชมที่แข็งแรง

How to get there? กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ เริ่มจากสร้างความแข็งแกร่งให้กับทุนมนุษย์ของบวรชม ด้วยรูปแบบ 5 D+ Model ประกอบด้วย Physical Development กายภาพดี Economical Development มีรายได้เหมาะสม Social Development สังคมร่วมใจ Healthy Development อนามัยสมบูรณ์ Ethical Development เพิ่มพูนคุณธรรม

โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับชุมชนทุกแห่ง ภายใต้การเปิดจิตและเปิดใจ เปิดความคิดแบบ Outside-in และ Inside-Out เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นรากฐานคุณภาพของทุนมนุษย์ ศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อรองรับธุรกิจระหว่างประเทศ ลดอุปสรรคเรื่องวัฒนธรรมทุนมนุษย์ระดับชาติและระดับองค์กร

How do achieve HR or HC execution? Make it successful. เร่งสร้างทุนมนุษย์ของดร.จีระฯตามหลัก8 K’s และ 5K’s คิดเป็นยุทธศาสตร์ เรียนรู้ตลอดชีวิต และมีวัฒนธรรมในการใฝ่รู้ เรียนรู้ เมื่อมาผสมผสานกับหลัก 5 D+ Model ผู้นำชุมชนจำเป็นจะต้องมีเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนผู้นำชุมชนให้มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง สามารถนำพาชุมชนที่มีความเชื่อมโยงแบบบวรชม เดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบภายใต้สิ่งที่ถูกต้องเมื่อตัดสินใจตามหลักคุณธรรมและจริยธรรม

.......................................................................................................

3.ถ้าจะวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจเป็นแนวทางวิทยานิพนธ์ของท่าน a) เสนอ Methodology แบบ quantitative b) เสนอวิธีการแบบวิจัยโดยคุณภาพ c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร? ……………………………………………………………………………………………….. คำตอบ องค์ประกอบทางธุรกิจ คำว่า องค์ประกอบทางธุรกิจ เป็นคำที่กว้างมาก และมองได้หลายมิติ ถ้ามองในมิติของการบริหารธุรกิจ ธุรกิจก็จะประกอบด้วยการบริหารในหลายกิจกรรม องค์ประกอบธุรกิจก็จะประกอบด้วย

1 การบริหารการผลิต

2 การบริหารการตลาด

3 การบริหารการเงิน

4 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

หรือหากมองในมิติของปัจจัยทางธุรกิจ องค์ประกอบของธุรกิจก็จะประกอบด้วย

5 คน ที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า Happiness Capital นั้นสามารถเชื่อมโยงกับองค์ประกอบธุรกิจได้ทั้งที่เป็นองค์ประกอบในมิติของการบริหาร และมิติของปัจจัยทางธุรกิจ และสามารถนำแนวคิดความสำเร็จของ Happiness Capital มาเป็นประยุกต์ใช้ทั้งการบริหารจัดการทางธุรกิจ หรือการจัดสรรปัจจัยทางธุรกิจ เพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

ดังที่กล่าวแล้วว่าองค์ประกอบทางธุรกิจมีหลายมิติและหลายด้าน ในที่นี้ขอนำเสนอการนำแนวคิดความสำเร็จของ Happiness Capital มาประยุกต์กับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร ทั้งนี้เนื่องจากว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญของธุรกิจ ธุรกิจจะบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างไรให้ได้คนดีมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงานมาทำงานให้ธุรกิจ จะพัฒนาบุคลากรเหล่านั้นให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร และจะรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เหล่านั้นให้อยู่กับธุรกิจได้อย่างไร

การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ดังกล่าวมีความสำคัญมาก ซึ่งเชื่อว่าการบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของ Happiness Capital จึงนำไปสู่กรอบแนวคิดการวิจัยดังนี้

a) และb) วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจ

คำถาม องค์ประกอบทางธุรกิจมีผลต่อระดับ Happiness Capital หรือไม่

กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม

  สมมติฐาน

องค์ประกอบธุรกิจแต่ละด้านมีผลเชิงบวกหรือลบต่อ Happiness Capital

  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ในองค์กรหนึ่งๆ จะใช้การสอบถามจากผู้บริหารระดับสูงเช่น ประธานบริษัท CEO รองCEO ผู้บริหารระดับผู้จัดการหน่วยงานต่างๆในองค์กร พนักงานในองค์กรทุกระดับ การตั้งคำถามเป็นแบบ Questionary จากนั้นประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป

  รูปแบบการวิจัย

เป็นกรณีศึกษาซึ่งศึกษาเฉพาะบริษัทที่ประสบความสำเร็จทาง Happiness Capital เครื่องมือวิจัย แบบสอบถามใช้แบบสอบถามความคิดเห็น (โดยมีข้อคำถามเหมือนตัวแปร) วัดระดับความพึงพอใจแต่ละด้านของ Happiness Capital

  การวัด

  a) ผลคะแนนแห่งความสุข ถ้าคะแนน 1 - 10 การทำงานของท่านมีความสุขอยู่ระดับใด? ถ้าผลออกมาอยู่ต่ำกว่า 6 ลงมา ก็พยายามหาทางปรับปรุง เพิ่มเป็น 6.5 ผลประกอบการจะดีขึ้น

  b) จากผลการสัมภาษณ์ สังเกตุการณ์คนในองค์กร และจากการปฏิบัติงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆที่คนในองค์กรปฎิบัติ

  ผลประโยชน์ที่ได้รับ

a)และb) เมื่อความสุข เป็นได้ทั้งวิธีการและเป้าหมาย คือทั้ง Mean และ End หากมีวิธีการที่ดี ผลประกอบการก็จะดีขึ้นจากความสุขอย่างยั่งยืน และมีรายได้อย่างสมเหตุสมผลจากการทำงานบนพื้นฐานทุนแห่งความสุขของทุกคนในองค์กร

  c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร?

  Happiness Capital (Dr. Chira Hongladarom’s Model)

1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม (Healthy)

2. ชอบงานที่ทำ (Passion)

3. รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)

4. รู้ความหมายของงาน (Meaning)

5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ (Capability)

6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา (Learning)

7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)

8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)

9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)

10. ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)

11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

  Happy Workplace (Thaihealth’s Model)

1. Happy Body (สุขภาพดี) มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ

2. Happy Heart (น้ำใจงาม) มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน

3. Happy Soul (ทางสงบ) มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต

4. Happy Relax (ผ่อนคลาย) รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต

5. Happy Brain (หาความรู้) การศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองตลอดเวลา

6. Happy Money (ปลอดหนี้) มีเงินรู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้

7. Happy Family (ครอบครัวดี) มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง

8. Happy Society (สังคมดี) มีความรักสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ตนทำงานและที่พักอาศัย

  ความแตกต่างของ Happiness Capital และ Happy Workplace คือ

Happiness Capital คือ หลักของการทำงานในองค์กรอย่างมีความสุข ส่วน Happy Workplace เป็นรายละเอียดของวิถีชีวิตประจำวันที่จะสร้างความสุขในการทำงาน ภายใต้หลัก Happiness Capital ซึ่งเสมือนวิสัยทัศน์องค์กร

แนวคิด Happy Workplace คือกระบวนการพัฒนาบุคคลในองค์กรอย่างมีเป้าหมายและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรเพื่อให้องค์กรมีความสามารถ และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นำพาองค์กรไปสู่ความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างยั่งยืน

แนวทางการวิจัยเป็นการวิจัยโดยคุณภาพ เพราะฉะนั้นในส่วนคำถามจะต้องเจาะลึก เพื่อดึง Happiness Capital และ Happy Work Place ออกมาจากผู้ถูกสัมภาษณ์

ใช้กรณีศึกษาบริษัท NOK

กรอบการศึกษา

1. ลักษณะ รูปแบบ Happiness Capital และ Happy Work Place

2. ลักษณะ รูปแบบองค์กรข้ามชาติจากญี่ปุ่น

3. ความแตกต่างเชิงรูปธรรมการนำ Happiness Capital และ Happy Work Place ไปใช้ใน บริษัท NOK

4. พนักงานได้นำHappiness Capital และ Happy Work Place ไปต่อยอดอย่างไร

  วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษารูปแบบ Happiness Capital และ Happy Work Placeที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้และเทคนิดHappiness Capital และ Happy Work Place ให้กับ SMEs ไทย

  วิธีการศึกษา

เอกสาร ประสานงาน สร้างแบบสอบถาม ลงสำรวจพื้นที่และ สัมภาษณ์แบบเจาะลึก

  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

รูปแบบภาวะผู้นำ พนักงาน และชุมชนในท้องถิ่นที่มี Happiness Capital และ Happy Work Place

  เปรียบเทียบ

กรอบองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคการพัฒนาHappiness Capital และ Happy Work Placeที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ SMEs ไทยในอนาคต

  แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีHappiness Capital และ Happy Work Place

- ความหมาย, คุณสมบัติ, ทฤษฎี, และความสำเร็จในอนาคต

  ทฤษฎีเกี่ยวกับHappiness Capital และ Happy Work Place

1 ทฤษฎีHappiness Capital โดย ดร.จีระ หงส์ลดารมย์

2 ทฤษฎีทุนมนุษย์ โดย ดร.จีระ หงส์ลดารมย์

3 ทฤษฏีความสุขของ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

4  ทฤษฎี นิสัยความสุขในที่ทำงาน สิบสองเคล็ดลับการทำงานอย่างมีความสุข โดย Michele

5 ทฤษฎี X และทฤษฎี Y (แม็คเกรเกอร์)

6 ทฤษฎี Z

7 คู่มือ ความสุข 8 ประการในการทำงาน HAPPY WORK PLACE สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)

8 www.nokpct.net

“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา Seminar & Workshop Passion & Happiness Capital มีรายละเอียดในลิ้งค์นี้ครับ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/464540

ส่งการบ้าน Work Shop ของวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม โดย นส.เมทิณี สิทธิสงค์

1. สรุปอีกครั้งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน

KM คือ ความรู้ กระบวนการ LC ความรู้ที่เด่นชัด ความรู้ที่แอบแฝง LO คือ ทำงานเป็นทีมมีวิสัยทัศน์ เปิดรับสิ่งใหม่ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีการพัฒนาตนเอง เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

KM เป็นการเรียนรู้ภายในองค์กร ส่วน LO เป็นความรู้ในลักษณะ Macro ที่นำมาบูรณาการใช้ในองค์กรและภายนอกองค์กร ตย.เช่น ความรู้เรื่องน้ำท่วม อาจเป็นเพียง KM แต่การเรียนรู้เรื่องสภาพแวดล้อม สภาวะอากาศ หรือแม้แต่ ภาวะโลกร้อน ที่ใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายประเทศ แบบนี้ จัดว่าเป็น LO

ในกระบวนการ KM ก็ต้องมี LC sharing อยู่ด้วย กล่าวคือ tacit and explicit knowledge เกิดขึ้นจาก knowledge capture, dialoque, tell story กระบวนการเหล่านี้ ล้วนเป็น learning culture และ sharing ทั้งนั้น อยู่ที่การใช้คำ และระดับภาษาในการอธิบายความของแต่ละบุคคล

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

ภาคราชการ เข้าใจความต้องการของประชาชนมากขึ้น เน้นผู้รับบริการ มีการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล การบริหารทรัพยากรมีความประหยัด มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ภาคการศึกษา การมีส่วนร่วมของภาคสังคมในการจัดการศึกษามากขึ้น หลักสูตรมีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน บริบททางสังคมมากขึ้น

ภาคธุรกิจ มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น (CSR) คำนึงถึงผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมมากขึ้น

3. อุปสรรคของLO คืออะไร ให้บอกมาสามเรื่อง

3.1 คนส่วนใหญ่ไม่อยู่นอกกรอบ ขาดความคิดสร้างสรรค์ (อ.บอกถูปต้อง)

3.2 การเชื่องโยงให้เป็นระบบไม่ได้ไม่มีความคิดเป็นองค์รวม

3.3 ขาดความใฝ่รู้ ไม่มีความมุ่งมั่น ในการพัฒนาตัวเอง

การบ้าน Work Shop ของวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554

1. สรุปอีกครั้งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน

การจัดการความรู้ KM คือ การดึงเอาความรู้ที่กระจัดกระจาย ฝังอยู่ทั่วไปภายในองค์กร ออกมารวบรวม และแบ่งกลุ่ม จัดเก็บให้เป็นองค์ความรู้ขององค์กร เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาไปสู่เป้าหมายขององค์กร

การบริหารจัดการเพื่อให้ “คน” ที่ต้องการใช้ความรู้ ได้รับความรู้ที่ต้องการใช้ ในเวลาที่ต้องการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำงาน

องค์กรแห่งการเรียนรู้ LO หมายถึง องค์กรที่สามารถปรับเปลี่ยนและค้นหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง จัดหา ถ่ายทอดความรู้ในการพัฒนากระบวนการทำงาน ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้รวมถึงการทำให้คนในองค์กรมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ หรือแสวงหาองค์ความรู้ที่เหมาะสมใหม่ๆ มาใช้อย่างต่อเนื่อง

หากองค์กรมีการพัฒนาคนก่อนให้เป็นองค์กรแห่งการแห่งเรียนรู้ (LO) แล้วค่อยมาพัฒนา KM ก็จะทำได้ง่ายมาก แต่หากเรามีกระบวนการจัดการความรู้ แต่ยังไม่มีการพัฒนาให้เป็น LO ก็จะมีแต่ความรู้ที่คนไม่เข้าถึงความรู้นั้นๆ ไม่ค่อยมีลักษณะใฝ่รู้ ไม่มีความเป็น LO ในตัว และขาดวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้ เราอาจทำ KM ก่อน โดยการจับความรู้เป็นเรื่องๆ ก่อน ให้บุคลากรในองค์กรเห็นความรู้ที่เป็นรูปธรรมก่อน แล้วค่อยมาดำเนินการในกระบวนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบุคคลภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์กร

การจัดการความรู้ KM เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะทำให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ LO

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

ภาคราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 หมวด 3 มาตรา 11 “ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้” ซึ่งภาคราชการจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 สำหรับ หมวด 3 มาตรา11 นี้เป็นเรื่องของการนำหน่วยราชการไปสู่การเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) โดยให้หน่วยงานแต่ละหน่วยเริ่มจาก การจัดการความรู้ เพราะการจัดการความรู้เป็นจุดเริ่มที่จะนำไปสู่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผล

ภาคการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคการศึกษาทุกระดับจะต้องเกิดขึ้น เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะการทำงานของบุคคลและใช้ทุกสิ่งจากการทำงานเป็นฐานความรู้ที่สำคัญประกอบกับใช้กลยุทธ์การแสวงหาความรู้ การแบ่งปันความรู้ การสร้างองค์ความรู้ และการใช้ความรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง Michael Beck (1992) อธิบายว่า “องค์การเอื้อการเรียนรู้ คือ องค์การที่เอื้ออำนวยการเรียนรู้ และพัฒนาบุคลากรทุกคน ขณะเดียวกันก็มีการปฏิรูปองค์การอย่างต่อเนื่อง” ตัวอย่างเช่น ท่านอธิการบดี รังสรรค์ แสงสุข ที่ได้ชี้นำ เพื่อการปรับสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยท่านได้ให้รวบรวมความรู้ในส่วนต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เข้าสู่ระบบดิจิตอล และท่านริเริ่มให้ผู้บริหารทุกท่านเขียนบทความ เพื่อดึงความรู้ความสามารถแต่ละท่านออกมา

ภาคธุรกิจ การพัฒนาองค์กร ให้ยั่งยืน แข่งขันกับคู่แข่ง และสามารถนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคหรือผู้รับบริการได้ สิ่งสำคัญคือ องค์กรนั้นต้องมีการจัดการเชิงกลยุทธ์ การปรับโครงสร้างองค์การ หรือกิจกรรมการเพิ่มผลผลิต เพียงแต่พยายามทำให้คนในองค์การเห็นว่า ทุกสิ่งที่เขาทำอยู่แล้วนั้นล้วนเป็นการเรียนรู้ทั้งสิ้น เขาจะต้องเห็นถึงกระบวนการในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น และสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากประสบการณ์นั้นๆ ไว้เป็นสินทรัพย์ ทางปัญญา (Intellectual Asset) ที่สามารถเก็บสะสมไว้สำหรับเลือกนำมาใช้ในอนาคต

3. อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมาสามเรื่อง

3.1 มีความเห็นที่แตกต่างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

3.2 ขาดกระบวนการกลุ่ม ทำให้คนบางคนหรือบางกลุ่มเปลี่ยนใจหรือไม่เอาด้วย

3.3 คนส่วนใหญ่อยู่ในกรอบ ขาดความคิดสร้างสรรค์

นันท์นภัส วิกุล PhD นครราชสีมา

Work Shop ของวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554 โดย นส.วรัญญา นาคดิลก นักศึกษา ป.เอก ศูนย์นครราชสีมา

1. สรุปอีกครั้งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน

การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ถือ เป็นเครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ ด้านงาน ด้านการพัฒนาคน และด้านการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แต่เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด การจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย อันตรายที่จะเกิดตามมาก็คือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้

องค์กรแห่งการเรียน(Learning Organization)เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กร โดยการเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ภาวะของการเป็นผู้นำในองค์กร การเรียนรู้ร่วมกันของคนในองค์กร เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกัน และพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมขององค์กร

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

ภาคราชการ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ให้หน่วยงานแต่ละหน่วยเริ่มจาก การจัดการความรู้ เพราะการจัดการความรู้เป็นจุดเริ่มที่จะนำไปสู่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมี (ก.พ.ร.) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผล

ภาคธุรกิจ การพัฒนาองค์กร ให้ยั่งยืน แข่งขันกับคู่แข่ง ต้องมีการจัดการเชิงกลยุทธ์ และที่สำคัญในปัจจุบันภาคธุรกิจ มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น (CSR) คำนึงถึงผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมมากขึ้น

ภาคการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคการศึกษาทุกระดับจะต้องเกิดขึ้น เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะการทำงานของบุคคลและใช้ทุกสิ่งจากการทำงานเป็นฐานความรู้ที่สำคัญ ประกอบกับใช้กลยุทธ์การแสวงหาความรู้ การแบ่งปันความรู้ การสร้างองค์ความรู้ และการใช้ความรู้

3. อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมาสามเรื่อง

1.ความคร่ำครึขององค์กรที่มีทัศนคติต่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

2.ยึดติดวิธีที่พบกับความสำเร็จเก่าๆ จนไม่คำนึกถึงความเป็นจริงในอนาคต

3.ผู้นำองค์ไม่ใส่ใจความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่และไม่ค่อยยอมปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่

Work Shop ของวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2554 โดย นส.วาสนาไทย สิงหฬ นักศึกษา ปริญญาเอก ศูนย์ นครราชสีมา

1. สรุปอีกครั้งว่า KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน

การจัดการความรู้ (Knowledge Management-KM) เป็นเครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียมซึ่งเป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การสร้างแรงจูงใจในการริเริ่มการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน และองค์กร เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้

แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การทำการจัดการความรู้แบบเทียม และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด เช่น ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด กล่าวคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ หรือทำเพื่อชื่อเสียง ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดูดี หรือมาจากความต้องการผลงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร เช่น หน่วยพัฒนาบุคลากร (HRD) หน่วยสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) หรือหน่วยพัฒนาองค์กร (OD) ต้องการใช้การจัดการความรู้ในการสร้างความเด่น หรือสร้างผลงานของตน หรืออาจมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ชอบของเล่นใหม่ๆ ชอบกิจกรรมที่ดูทันสมัย เป็นแฟชั่น แต่ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง

ประเภทความรู้ ความรู้อาจแบ่งใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ

๑. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน

๒. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา

องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

องค์การเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์การโดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้สภาวะของการเป็นผู้นำในองค์การ (Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกัน ของคนในองค์การ (Team Learning) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกัน และพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันการมีองค์การแห่งการเรียนรู้นี้จะทำให้องค์การและบุคลากร มีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดยมีการเชื่อมโยงรูปแบบของการทำงานเป็นทีม (Team working) สร้างกระบวนการในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสให้ทีมทำงานและมีการให้อำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม (Initiative) และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งจะทำให้เกิดองค์การที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาวะการแข่งขัน Learning Organization หรือ การทำให้องค์การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นคำที่ใช้เรียกการรวมชุดของความคิดที่เกิดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องขององค์การ Chris Argyris ได้ให้แนวคิดทางด้าน Organization Learning ร่วมกับ Donald Schon ไว้ว่า เป็นกระบวนการที่สมาชิกขององค์การให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก ด้วยการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในองค์การ ความรู้จาก Organization Learning เป็นหลักการที่ Peter Senge ได้รวบรวมจากแนวคิดของ Chris Argyris และ Donald Schon รวมถึงนักวิชาการท่านอื่น มาเขียนหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับ Learning Organization ซึ่งมีชื่อว่า .”The Fifth Discipline”

แนวคิดของ Learning Organization

Chris Argyris และ Donald Schon ได้ให้คำนิยามการเรียนรู้สองรูปแบบที่มีความสำคัญในการสร้าง Learning Organization คือ Single Loop Learning ( First Order / Corrective Learning) หมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแก่องค์การเมื่อการทำงานบรรลุผลที่ต้องการลักษณะการเรียนรู้แบบที่สองเรียกว่า Double Loop Learning (Second Oder/Generative Learning)หมายถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ต้องการให้บรรลุผลหรือเป้าหมายไม่สอดคล้องกับผลการกระทำ

Peter Senge เชื่อว่าหัวใจของการสร้าง Learning Organization อยู่ที่การสร้างวินัย 5 ประการในรูปของการนำไปปฏิบัติของบุคคล ทีม และองค์การอย่างต่อเนื่อง วินัย 5 ประการที่เป็นแนวทางสนการปฏิบัติเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทั้งองค์การมีดังนี้

1. Personnal Mastery : มุ่งสู่ความเป็นเลิศ และรอบรู้ โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายด้วย การสร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vission) เมื่อลงมือกรทำและต้องมุ่งมั่นสร้างสรรจึงจำเป็นต้องมี แรงมุ่งมั่นใฝ่ดี (Creative Tention) มีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ (Commitment to the Truth) ที่ทำให้มีระบบการคิดตัดสินใจที่ดี รวมทั้งใช้การฝึกจิตใต้สำนึกในการทำงาน (Using Subconciousness) ทำงานด้วยการดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ

2. MentalModel มีรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากรูปแบบแนวคิดนี้จะออกมาในรูปของผลลัพธ์ 3 ลักษณะคือ เจตคติ หมายถึง ท่าที หรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใด ๆ ทัศนคติแนวความคิดเห็นและกระบวนทัศน์ กรอบความคิด แนวปฏิบัติที่เราปฏิบัติตาม ๆ กันไป จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์การ

3. Shared Vission การสร้างและสานวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์องค์การ เป็นความมุ่งหวังขององค์การที่ทุกคนต้องร่วมกันบูรณาการให้เกิดเป็นรูปธธรรมในอนาคต ลักษณะวิสัยทัศน์องค์การที่ดี คือ กลุ่มมผู้นำต้องเป็นฝ่ายเริ่มน้นเข้าสู่กระบวนการพัฒนาวิสัยทัศน์อย่างจริงจัง วิสัยทัศน์นั้นจะต้องมีรายละเอียดชัดเจน เพียงพอที่จะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ วิสัยทัศน์องค์การต้องเป็นภพบวกต่อองค์การ

4. Team Learn การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม องค์การความมุ่งเน้นให้ทุกคนในทีมมีสำนึกร่วมกันว่า เรากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไป ทำอย่างไร จะช่วยเพิ่มคุณค่าแก่ลูกค้า การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทึมขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ IQ และ EQ ประสานกับการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทึม และการสร้างภาวะผู้นำแก่ผู้นำองค์การทุกระดับ

5. System Thinking มีความคิดความเข้าใจเชิงระบบ ทุกคนควรมีความสามารถในการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนอกจากมองภาพรวมแล้ว ต้องมองรายละเอียดของส่วนประกอบย่อยในภาพนั้นให้ออกด้วย วินัยข้อนี้สามารถแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

องค์ประกอบขององค์การแห่งการเรียนรู้

องค์การแห่งการเรียนรู้ คือ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของคนทำงานบนพื้นฐานของการเรียนรู้ (Learning Base) โดยมีกระบวนการ ดังนี้

1. กำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมในเชิงปฏิบัติการ คือ

1.1 กลยุทธ์ชี้นำ (Surge Strategy) โดยคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมรับผิดชอบและสนับสนุน

1.2 กลยุทธ์ปลูกฝัง(Cultivate Strategy) โดยให้คณะทำงานในสายงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นผู้รับผิดชอบ

1.3 กลยุทธ์ปฏิรูป (Transform Strategy) โดยคณะทำงานพิเศษจากทุก ๆ หน่วยงานในองค์การมาร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการ

2. กำหนดแผนงานให้ชัดเจน ดังนี้

2.1 ปรับโครงสร้างในการบริหารให้เป็นการทำงานแบบทีม

2.2 จัดทำแผนทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับโครงสร้างในการบริหารงานให้มีลักษณะเป็นหารทำงานเป็นทีม โดยวางแผนพัฒนาองค์ความรู้ โดยการฝึกอบรม และพัฒนาประสบการณ์พร้อมทักษะจากการเรียนรู้ในที่ทำงาน

2.3 จัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการฝึกอบรม และการเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ เช่น ห้องฝึกอบรม ห้องประชุม โสตทัศนูปกรณ์ เป็นต้น

3. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับรู้กลไกของการพัฒนาและผลกระทบทุก ๆ ด้านที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง

4. พัฒนาพื้นฐานสำคัญขององค์การเรียนรู้ดังนี้

4.1 มุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Personal Mastery) เพื่อให้เก่งในทุก ๆ ด้าน เก่งในการเรียนรู้ เก่งคิด เก่งทำ มีไหวพริบปฏิภาณ มีความเพียรพยายามตั้งแต่เยาว์วัยและใฝ่รู้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based) ที่ต้องมีการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต โดยมีการคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้

การสร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vission) ซึ่งได้แก่ความคาดหวังของแต่ละคนที่ต้องการจะให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นจริงในชีวิตของตน

มุ่งมั่นสร้างสรรค์ (Creative Tension) มีความขยัน ใฝ่ดี มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา

ใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจ เพื่อให้มีระบบคิด และการตัดสินใจที่ดี

ฝึกใช้จิตใต้สำนึก (Subconcious) สั่งงาน เพื่อให้กากรทำงานเป็นไปโดยอัตโนมัติ และได้ผลงานที่ดี

4.2 รูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง (Mental Model) ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่ได้สะสมมาตั้งแต่เด็กกับพื้นฐานของวุฒิภาวะทางอารมณ์ของแต่ละบุคคล ทำให้ความคิดและความเข้าใจของแต่ละคนแตกต่างกัน และหากปล่อยให้ต่างคนต่างคิดจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะมีการยึดติด กับรูปแบบและวิธีการที่ตนเองคุ้นเคย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว

4.3 การสร้างและสานวิสัยทัศน์ (Share Value) ให้ทุกคนได้รู้ได้เข้าใจ จะได้สนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยมีการนำวิสัยทัศน์ที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นเป้าหมายของการกำหนดแผนกลยุทธ์ เพื่อสานให้วิสัยทัศน์เป็นจริงด้วยแผนการปฏิบัติต่อไป

4.4 การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learn) เป็นการเน้นการทำงานเป็นทีมโดยให้ทุกคนในทีมงานใช้วิจารณญาณร่วมกันตลอดเวลาว่า กำลังทำงานอะไร จะทำให้ดีขึ้นอย่างไร เป็นการเรียนรู้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคี ขยันคิด ขยันเรียนรู้ และขยันทำด้วยความเชื่อว่าการเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างอัจฉริยะภาพของทีมงาน

4.5 ความคิดความเข้าใจเชิงระบบ (System Thinking) เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ทำให้มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นภาพรวม จะได้สามารถเผชิญกับภาวะวิกฤติ และการแข่งขันได้

5. พัฒนาพนักงานในระดับผู้นำองค์การ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าโครงการ หรือหัวหน้าทีมงาน ให้มีความเข้าใจบทบาทของผู้นำในองค์การเรียนรู้จะได้มีการปฏิบัติติให้มีคุณลักษณะเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และเป็นผู้ให้การสนับสนุนผู้อื่นในการปฏิบัติงานให้ราบรื่น

6. มอบหมายพันธกิจ (Mision) และกระบวนงานต่าง ๆ แก่ทีมงานเพื่อให้สามารถบริหารและรับผิดชอบด้วยตัวเองได้ เป็นการเพื่ออำนาจให้แก่พนักงาน จะได้เกิดความคล่องตัว

7. สร้างวัฒนธรรมองค์การด้านการพัฒนา และปรับปรุงงานให้ดีขึ้นตลอดเวลา

8. ทำการประเมินผล (Assessment) เพื่อปรับปรุงผลงานเสมอ

2. LO สำคัญอย่างไรในองค์กร

สรุปพื้นฐานที่สำคัญต่อการ Learning Organization ไว้ 4 ประการ

องค์การทุกแห่งมีระบบการเรียนรู้ของตนเอง (All Organization Are Learning System)

รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์การ (Learning Comforms to Culture)

รูปแบบการเรียนรู้ผันแปรตามระบบการเรียนรู้ขององค์การ (Style Varies between Learning System)

มีกระบวนการพื้นฐานที่สามารถใช้เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ขององค์การ (Generic Processes Facilitate Learning)

การเกิด Learning Organization คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมขององค์การ การนำเอาวิธรการเรียนรู้แบบใหม่เข้าสู่องค์การจะต้องมีการพิจารณาว่าเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์การหรือไม่ และจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อรูปแบบการเรียนรู้ปัจจุบันไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงระบบธุรกิจเหนือคู่แข่งทั้งในปัจจุบันและในอนาคตแล้วเท่านั้น ซึ่งจะมีปัญหาก็คือองค์การมีความเสี่ยงต่อการต่อต้านจากพนักงานสูงมาก และระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนอาจใช้เวลานาน ทั้งนี้เนื่องมาจากองค์การแต่ละองค์การมีวัฒนธรรมองค์การที่แตกต่างกัน การพยายามเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้อย่างสิ้นเชิงย่อมทำได้ยากและใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาองค์การ

3.อุปสรรคของ LO คืออะไร ให้บอกมาสามเรื่อง

3.1แนวคิดของ Learning Organization ขาดแนวทางและขั้นตอนที่ชัดเจนที่จะทำให้องค์การ

สามารถไปสู่ Learning Organization ได้อย่างแท้จริง

3.2 Model ของ Learning Organization ไม่ได้เจาะจงวัฒนธรรมองค์การใดองค์การหนึ่งและไม่ได้วิเคราะห์ถึงข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมองค์การทำให้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง กระบวนการในการนำ Learning Organization ไปใช้ยังไม่ชัดเจนขาดคนที่รู้จริง

3.3 ขอบเขตของการนำ Learning Organization กว้างมากทำให้ควบคุมได้ยาก ดัชนีที่ใช้วัดองค์การที่มีความเป็น Learning Organization ไม่ชัดเจน และการใช้เวลายาวนานในการมุ่งไปสู่การเป็น Learning Organization ทำให้ขาดกำลังใจ และหากมีการเปลี่ยนผู้นำ ความสนใจที่จะกระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงของพนักงานในองค์การจะหายไป

นายอำนวย คุ้มบ้าน นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รหัส 53484931020 ( ศูนย์ภูเก็ต ) วิชา การจัดการทุนมนุษย์ ( PHD 8202)

งานสรุปสาระการศึกษาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 โดยสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

ปัจจัยที่เป็นตัวส่งเสริมหลักในการสร้างความสำเร็จสู่องค์กร คือ ความคิดทุนมนุษย์ 5 ประการ ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดประสิทธิภาพขององค์กร ดังนี้

1. Benchmarking การทำงานที่ต้องยกองค์กรของเราไปเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่เหนือกว่า เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้บุคลากรมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้นกว่าปกติ

2. Qualities เน้นคุณภาพทั้งในด้านทรัพยากรบุคคลและคุณภาพของผลงานขับเคลื่อนสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ

3. Standard ในการสร้างระบบของงานต้องคำนึงถึงมาตรฐาน

4. Best practice การสร้างขวัญกำลังใจในการสนับสนุนคนดีเรื่องดีในการทำงานดีต้องมีรางวัล เช่น คำยกย่อง ชมเชย ประกาศเกียรติคุณ เป็นต้น

5. Excellent เป้าหมายสู่ความเป็นเลิศเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จขององค์กรทั้ง 5 ประการนี้ เป็นลักษณะกระบวนการการขับเคลื่อน ฉะนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยในการคอยควบคุมกำกับปัจจัยทั้ง 5 ประการข้างต้นให้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมี Sustainable คือ ปัจจัยความยั่งยืน ในวันนี้อาจารย์ยังได้สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยได้ยกกรณีศึกษาทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ ในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์สู่สังคมอาเซี่ยน โดยจะต้องรู้ถึงบทบาทของการพัฒนานี้ ว่า จะดำเนินการอย่างไร มีผู้ที่จะต้องเข้าสู่บทบาทในเรื่องนี้ 3 องค์กรใหญ่ ๆ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน ซึ่งต้องประสานความร่วมมือกันในการสร้างผลผลิต ทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถือได้ว่านี่เป็นผลิตผลหลักของ ทุ่งดอกกระเจียว จังหวัดชัยภูมิ ในขณะเดียวกันต้องสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมไปด้วย คือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเฝ้าระวังวิถีวัฒนธรรม และร่วมสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศ

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง การเรียนในวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2554

ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา(ศูนย์ภูเก็ต)รหัส.53484931011 ดิฉันได้รับความรู้จากท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Assignment ดิฉันคิดว่า Workshop ในวันนี้พอสังเขปได้ดังนี้ โดยท่านอาจารย์เป็นโค้ช Coach จากการได้รับความรู้ในการทำธุรกิจต้องรู้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอเพราะมีผลกระทบต่อตัวเรา ต้องเปลียนวิกฤตให้เป็นโอกาสเพราะเศรษฐกิจไม่มีความแน่นอน นอกจากต้องรู้เรื่องโลกาภิวัฒน์แล้วยังต้องเน้นคุณภาพสินค้าและต้องมองความสำคัญของลูกค้าด้วยเพราะธุรกิจจะอยู่ด้วยการมีลูกค้าและการซื้อสินค้าของลูกค้าขึ้นอยู่ได้ด้วยการมีลูกค้าและการซื้อสินค้าของลูกค้าขึ้นอยู่กับความพอใจฉะนั้นเราต้องมี EQได้แก่ การมีน้ำใจ ; การให้เกียรติลูกค้า ;มีความจริงใจไม่เอาเปรียบลูกค้าพร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าทำให้ลูกค้าพอใจWIN WIN WIN ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นกลายเป็นลูกค้าของเราตลอดไป ดิฉันคิดว่าการประสบความสำเร็จควรมี 4 Q

1).IQ ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าความฉลาดซึ่งมีตั้งแต่เกิดแต่ไม่ใช่พรสวรรค์ สามารถมีได้ถ้ามีความพยายามรวมทั้งสะสมความใฝ่รู้

ความคิดริเริ่มส้างสรรค์ซึ่งในกรณีนี้ดิฉันคิดว่า ."ต้องคิดให้เป็น แต่การเรียนรู้ของคนไทยชอบใช้ความจำ "

2).EQ ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าการมีอารมณ์ดีสามารถควบคุมอารมณ์ได้การควบคุมอารมณ์ "นั่งสมาธิรู้จักถนอมน้ำใจผู้อื่น

3).AQ ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าความเป็นอยู่อาจไม่ราบรื่นต้องมีความอดทนอีกอย่างหนึ่งต้องไม่มองผู้อื่นในแง่ร้าย"คิดอยู่เสมอว่าแก้ไขไม่ได้ต้องมุมานะทำงานให้สำเร็จอาจจะหนักในวันนี้แต่เพื่ออนาคต "ชีวิตต้องสู้"

4).MQในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าความยุติธรรมคนเราจะเก่งอย่างเดียวยังไม่ดีพอ ต้องเป็นคนทั้งคนเก่งและคนดี

สรุป IQ: MQ; EQ ; AQ ทำให้เรารักตัวเองและเข้าใจการทำงานพร้อมทั้งพัฒนาองค์กรและมีคุณธรรมจริยธรรม ดิฉันคิดว่าได้ตกผนึกจากท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เกี่ยวกับ 1).เข้าใจวิธีการเรียนรู้ 2).สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ 3).สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ มีความสุข สุขความพอใจ สุขความอบอุ่น สุขความสนุกสน่านร่าเริง รวมทั้งเกิด 3 ประเด็นได้แก่ 1).ดีการรู้จักอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ 2).ดีการมีนำใจใสใจและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น 3).ดีการรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิดและการยอมรับผิด พร้อมทั้งอาจารย์ให้ดิฉันในการนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้ 1).เก่งเกิดจากแรงจูงใจที่อาจารย์ได้มอบเป็นตัวอย่าง 2).เก่งเกิดจากรู้จักการปรับตัวต่อการเปลียนแปลงและปรับตัวต่อปัญหาที่อาจารย์มอบให้ 3).เก่งเกิดจากการกล้าพูดกล้าบอกและกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม ในวันนี้ดิฉันได้บอกอาจารย์ว่า ศูนย์ภูเก็ต เสมือนทุเรียน รวมทั้งดิฉันได้ข้อคิดพร้อมทั้งปลูกและเก็บเกี่ยวจากท่านอาจารย์พอสรุปรวมได้ดังนี้ "การเป็นผู้นำที่ดีต้องให้คนอื่นดีด้วย '"การเป็นผู้นำที่ดีต้องให้สังคมดีด้วย" หรือ :มองตัวเองก่อนมองคนอื่นทำงานเป็นทีม ได้รับรู้การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพดิฉันคิดว่าเป็นการพัฒนาทางความคิดนอกจากนี้ดิฉันได้นำสิ่งที่ ศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์สอนมาบูรณาการณ์ในวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ต ได้แก่ 1).วิธีการเรียน 2).บรรยากาศในการเรียน 3).ปะทะทางปัญญา 4).สร้งองค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ เราต้องเรียนรู้อยู่ในโลกนี้และให้คนอื่นยอมรับมีความคิด การเรียนรู้มีพื้นฐานและปรับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยการปรับอารมณ์ให้ดีตลอด ไม่อารมณ์ร้อน ต้องเรียนรู้อยู่ในสังคมให้ได้ เราต้องรู้จัดอดทนในการกระทำ เราต้องเป็นคนดีค้วยในการทำงานในวิทยาลัยฯ การไหว้ การแต่งกายต้องให้สุภาพเรียบร้อยเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนองค์กรเห็นแล้วและทำตามต้องไม่อารมณ์ร้อน ยิ้มให้เก่ง การเรียนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต มองเห็นความสุขและมองเห็นคุณค่าของตนเอง ความรู้ที่เรามีนั้นต้องเป็นความรู้สดและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ พร้อมทั้งให้ความสุขกับทุกคนเพื่อให้เกิดความสามัคคีและให้เกิดการทำงานเป็นทีม ดิฉันเกิด Idia 1).Whitc hat คิดมีเหตุผล 2).Red hat คิดตามอารมณ์ตามความรู้สึก 3).Black hat คิดแบบอนุรักษ์นิยม 4).Yellow hat คิดเร็วไปข้างหน้า มองอะไรดีไปหมด 5).Green hat คิดสร้างสรรค์ 6).Blue hat การมอง 5 hat นำมาวิเคราะห์สอดคล้องทฤษฎี Peter Senge ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์

สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วิชา สัมมนาการจัดการทุนมนุษย์ระหว่างประเทศ

Seminar in International Human Capital Management

โดย ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันที่ 16 ตุลาคม 2554

………………………………………..

ฟังเทป LO ของ กฟภ.ให้เวลา 2 อาทิตย์ ในการทำ Paper ส่งแทน Final

Search Internet ใน Blog โครงการ กฟภ. กับ LO

1. โครงการใน Phase 1 กับ Phase2 ต่างกันอย่างไร

2. ทำไม Phase 2 ต้องทำวิจัย และมีอะไรบ้าง

3. การทำ Questionnaire มีจุดอ่อนอะไรบ้าง

4. ถ้าอยากจะปรับปรุง Questionnaire เสนอมาว่าจะปรับปรุงอย่างไร

..........................................................

สรุปสิ่งที่ทำแทน Final มี

1. Public Seminar หรือ Study Tour

2. Case Study

3. Paper เรื่อง ทุนมนุษย์

..........................................................

• การวัด LO เป็นนามธรรม แต่ทำไมถึงสำคัญ การมี LO ทำให้มองอนาคตได้ง่ายกว่า ทั้งการศึกษา การเปลี่ยนแปลง และทุกมิติ

• องค์กรแห่งการเรียนรู้ลดต้นทุนส่วนหนึ่งทำให้ต้นทุนต่ำลง แต่อีกด้านหนึ่งไปเพิ่มรายได้ด้วย

• การจัดให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ควรทำแบบ Coach ,Facilitator, Mentor

• สิ่งที่นศ.จะทำคือการวัดผลว่าการลงทุน 1 บาทใน HR คุ้มหรือไม่ ตัวอย่างบริษัที่ทำได้ดีที่สุดคือ Watson Wyatt

• กำไรไม่ได้อยู่ที่คนเท่านั้น เพราะมีปัจจัยตัวแปร Independent หลายตัว ทางสถิติจึงต้องใช้เวลา

Generation

• Trend อันหนึ่งคือเปลี่ยน Diversity เป็น Excellence

• ฟังเลคเชอร์เสร็จ แบ่งกลุ่มมาเน้นทางด้านเก็บเกี่ยว

• พูดเสร็จจะถามว่าควรบริหารจัดการอย่างไรในความหลากหลาย

• สภาพแวดล้อมภายนอกที่กระทบเราคือโครงสร้างประชากร มีการลดอัตราการเกิดเยอะ เลยมีคนแก่มากขึ้น มีคนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาในการตลาด

วัตถุประสงค์หลัก

1. เปิดโลกทัศน์ ให้มองปัจจัยภายนอก โครงสร้างประชากรที่กระทบต่อการทำงานในยุคใหม่

2. สร้างความเข้าใจในธรรมชาติ (Nature) ของคนใน Generation ต่าง ๆ ..รู้เขา – รู้เรา

3. เรียนรู้วิธีการบริหาร “คนต่าง GEN” ให้ทำงานร่วมกันในองค์กรได้อย่างมีความสุข เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

4. สร้าง Value Diversity ใหได้ผล

5. สร้างโอกาสจากการเรียนรู้ร่วมกันในวันนี้ เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ สร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

6. สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

Generation ต่าง ๆ ใน ไทย แบ่งเป็น 5 กลุ่ม

1. Builders เป็นช่วงยุคแรก ๆ คืออายุประมาณ 70-90 ปี ดร.อำนวย วีรวรรณ

คุณอานันท์ ปันยารชุน พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

2. Baby Boom การมี Generation ที่ 2 เกิดจากช่วงที่อดอยาก ในช่วงหลังสงครามโลกที่ 2 ซึ่งจะพบว่าคนที่แต่งงานแล้วมีลูกเยอะ คือช่วง Baby Boom ส่วนใหญ่เกิดปี ค.ศ.1945 อยู่ระหว่างช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป รุ่นนี้มีข้อดีคือเห็นรุ่นพ่อลำบากเลยมีความมุ่งมั่นสูง ต้องการความสำเร็จสูง และมีความจงรักภักดี

3. Generation X อายุประมาณ 30 – 50 ปีเป็นช่วงที่ต้องทำวิจัยเยอะ ๆ ตอนนั้น Internet ยังไม่ดัง อยู่กึ่ง ๆ ระหว่าง Y กับ Baby Boom เป็นช่วงพร้อมก็ไม่พร้อมมาก เด็กก็ไม่เด็ก จึงเป็นช่วงที่น่าศึกษา ต้องศึกษาเยอะหน่อยว่าเป็นอย่างไร

4. Generation Y อายุประมาณ 16 – 30 ปี เป็นพวกที่ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมาก Influence โดย Internet เป็นหลัก เปลี่ยนงานบ่อย

5. Millenniums กลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี คนรุ่นใหม่จริง ๆ

การบริหารจัดการ

การมองเรื่องยุทธวิธีทั้งการปลูกและเก็บเกี่ยวทำได้ 3-4 เรื่องด้วยกัน

1. มีความขัดแย้งระหว่าง loyalty กับ Performance เป็นการ Trade off ระหว่างความจงรักภักดี กับผลประกอบการ

แต่ Generation X,Y ส่วนใหญ่ เน้นเรื่องความสำเร็จ ต้องการยอมรับจากเจ้านาย การมีส่วนร่วม การแสดงออก โดยไม่ดูรากเหง้าขององค์กรมากนัก หน้าที่ของผู้นำหรือ HR ก็คือ จะลดความไม่จงรักภักดีลง แต่ยังรักษาความเป็นเลิศไว้ เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

2. Value Diversity เป็นอะไรที่เรา Need ซึ่งกันและกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนสร้างสะพานขึ้นมา และ Bridge ความหลากหลายในพฤติกรรมองค์กรนั้น ความหลากหลายต้องเป็นพลัง หรือ Synergy สำคัญ ตัวอย่างที่ดีของการมี Synergy คือ Obama กับ จอมพลสฤษดิ์

- ตัวอย่าง Obama เชิญ Jue Bider และ Hilary มาทำงาน แม้ว่ามีอายุต่างกันเกือบ 20 ปี หรือแม้ว่าเป็นคู่แข่งกันมาก่อน เป็นต้น

- ดังนั้นการมี Network สำหรับคนที่หลากหลายจึงเป็นเรื่องสำคัญ

- ต้องให้เด็กเข้าใจผู้ใหญ่ เน้นเรื่องมารยาท และปิยะวาจา คนรุ่นเก่าต้องเข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มีอะไรที่คนรุ่นเก่าไม่มี และคนรุ่นใหม่ก็ต้องเข้าใจว่าคนรุ่นเก่ามีประสบการณ์ มีความรอบคอบมากกว่า เป็นต้น

3. ทฤษฎีสร้างทุนมนุษย์ของดร.จีระ

จะเห็นว่า โดยเฉพาะ 3 Gen จะมีศักยภาพของทุนมนุษย์ไม่เท่ากัน ก็มี 2 อย่าง คือ เสริม Gen ที่ขาดเข้ามา หรือฝึกให้ Gen เหล่านั้นมีทุน (K) เพิ่มขึ้น

สังเกตได้ว่าคุณธรรมจริยธรรมของคนรุ่นใหม่หายไปหมดแล้ว คนรุ่นใหม่ บ้าเงิน บ้าตำแหน่ง บ้าอำนาจ ไม่มีความสุข เน้นการแข่งขัน ขาดการสมดุลในชีวิต

3. จาก Research ของ APM น่าสนใจอยากให้ท่านผู้อ่านลองนำไปพิจารณา

คนรุ่นใหม่จะตายที่ทุนทางวัฒนธรรมและอารมณ์ ไม่สำเร็จ ก็อาจฆ่าตัวตาย แต่คนรุ่นเก่าจะเน้นเรื่องความอดทน

5.ทฤษฎีที่จะช่วยเรื่องการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนต่าง GEN” ดังต่อไปนี้

1. ทฤษฎีการสร้างทุนแห่งความสุข (Happiness Capital Development) และ

2. ทฤษฎี HRDS

• คนรุ่นใหม่บางครั้งบ้างาน บ้าผลประกอบการ บ้าการดำเนินชีวิต บางครั้งจึงนำตารางทุนแห่งความสุขไปใช้บ้างจะช่วยทำให้เกิดความสมดุล

• เราต้องยอมรับว่าคนที่เป็น Baby Boom แล้วสะสมประสบการณ์อาจมีประโยชน์ก็ได้ นักวิจัยต้องทำการศึกษาตรงนี้ให้ดี

• คนที่จะชี้นำสังคมถ้าเป็นสื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพก็จะทำให้สังคมมีปัญหา

• โลกเรามีทั้ง Messenger และ Message การนำสาระไปให้กับคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเชื่อมโยงต้องมีสาระด้วย , Work & Worker คนละคนกัน Work ในยุคใหม่ เป็นยุคที่ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ Worker ทำงานแบบยุคใหม่ไม่ได้ ดังนั้นคนที่ว่างงานคือคนที่ทักษะล้าสมัย Worker เป็นภาษาของคนที่ใช้แรงงานไม่ได้ใช้สมอง

• ระมัดระวังให้ดีว่าคนรุ่นใหม่อยู่หน้าจอต้องพยายามให้พวกเขาออกไปที่ต่าง ๆ บ้าง

• ปัญหาอย่ามองให้เป็นปัญหาแต่มองให้เป็นโอกาสจะดีกว่า

การสรุปร่วมกัน

โคราช

• มนุษย์มีความจำเป็นมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศดังนั้นในองค์กรต่าง ๆ การจัดการมนุษย์จึงมีความสำคัญ การจัดการเรื่อง KM หรือการจัดการความรู้มีความจำเป็นก่อนเป็น LC จึงจำเป็นต้องหาวิธีว่าทำยังไงถึงเป็น LC ได้

• อย่างเช่นการมาเรียนให้ตรงเวลา รู้ขอบข่ายงาน รู้ว่าเราต้องส่งงาน ผ่าน blog อย่างไร ศึกษาเปลี่ยนแปลง เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นเรื่องการเอาไปปรับใช้

• ถ้าจะเกิด LO ไม่มี LC เป็นไปไม่ได้

• ในวงการศึกษามีที่เด็กอ่านหนังสือไม่ออก คุณภาพการศึกษาต่ำ แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญเรื่องทุนมนุษย์ แต่ไปเน้นที่บริหารอำนาจ องค์กรจึงไม่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

• ดร.จีระ บอกว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร

รู้ให้จริง, กรอบความคิดเปลี่ยนตลอดเวลา ,เรียนเป็นทีม Share Vision ,และสุดท้ายคือ System Thinking คนที่มีสมาธิส่วนใหญ่จะชนะ ต้องรู้จักการมี Concentration หมายถึงถ้าเราจะทำอะไรให้สำเร็จ เราต้องมุ่งมั่น จับประเด็น และมีความนิ่งเราก็จะรอด ซึ่งวันหนึ่งจะใช้หลักจากศาสนาพุทธมาช่วย

เลย

• Generation มีปัญหาและอุปสรรคในการทำงานอยู่เหมือนกัน คนรุ่นเก่าไม่เก่ง IT ไม่ชอบเรียนรู้ ส่วนคนรุ่นใหม่ เก่ง IT แต่ไม่ค่อยมีสัมมาคารวะ ดูถูกคนรุ่นเก่า การปรับเข้าหากันควรใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ เช่นเรื่องสัมมาคารวะ โดยพยายามให้ทำงานร่วมกันให้ได้ คนรุ่นเก่ามีความสุขุม และคิดรอบคอบมากกว่า ส่วนคนรุ่นใหม่เป็นลักษณะ Hyper ตัดสินใจเร็ว ดังนั้นจึงควรสร้างให้เกิดการทำงานร่วมกันจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่า

• ทำงานที่อปท. มีการแบ่ง Generation รุ่นเก่า กับรุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่นได้มีการจัดให้คนรุ่นใหม่ได้มีการเข้าวัดทุกวันพระ กับวันอาทิตย์ ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ มีการปรับใช้ เน้นเรื่องการเอาทุนจริยธรรมเข้ามา

ภูเก็ต

• มองว่าคนรุ่นใหม่ ขาดจริยธรรม ขาดความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคนรุ่นเก่าขาดเรื่อง IT แต่สามารถเรียนรู้ได้

• ผู้นำเก่งคนเป็นทีมจะดีกว่า

ดร.จีระ ให้ เสนอแนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องปลูกหรือเก็บเกี่ยวว่ามีอะไรที่เราจะเพิ่มเติมได้ในการทำให้ Gen ทำงานร่วมกัน แล้วลองยกตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่เราทำได้เกี่ยวกับ Generation ถ้าทำเรื่อง Gen ทำได้หลายเรื่อง

ตอบคนที่ 1

• คนรุ่นเก่าเขาปลูกมาก่อน คนรุ่นเก่าการสอนจะลึกซึ้งกว่า เป็นลักษณะการปลูกมาแล้ว ส่วนคนรุ่นใหม่จะมาปลูกเลย หรือเก็บเกี่ยว สอนไม่เหมือนเดิม

• คนรุ่นเก่า เทคนิคการสอนเขาจะหลากหลาย

• เทคนิคการสอนของคนรุ่นใหม่ บางครั้งคนรุ่นเก่าไม่สามารถต่อยอดได้เลย

• วิธีการคือ เอาทั้ง 2 รุ่นมาร่วมกัน เอาผู้ปกครองเข้ามีส่วนร่วมในวิธีการสอนด้วย

• เรื่องการวิจัยเราตกแต่งมากทางการศึกษา เมืองนอกที่เจ๊งแล้วแล้วปรากฎว่าเราเอามาใช้

• การทำวิจัยควรดูหลักการสอนเปรียบเทียบว่าทำไมเด็กอ่านหนังสือไม่ออก มีวิธีการเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นเก่า เอาสิ่งที่ดีของเด็กรุ่นเก่ามา ด้วยไม่ใช่ เน้นเรื่องนวัตกรรมอย่างเดียว

ตอบคนที่ 2

• การเรียนรู้ต้องเริ่มที่ผู้นำก่อน รู้อย่างไรถึงประสานกันได้ เช่นแต่ก่อนมีการนำนิทานเข้าไปสู่แนวคิด เช่นเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม

• คนรุ่นใหม่ทำอย่างไรให้เด็กสนใจ ให้เอา IT มาจับ เช่นจะแต่งเรื่องนี้ได้อย่างไร สามารถเรียนรู้ผลสรุปได้

• เรื่อง วิจัยเน้นเรื่องการจัดระบบการศึกษาแบบภาคีเครือข่าย สถานีอนามัย หรือบริการสาธารณสุข เน้นการร่วมด้วยช่วยกันทั้ง 5 ฝ่ายทางด้านการจัดการศึกษา

วัดมีส่วนช่วยสร้างคุณธรรมจริยธรรม กทม. มีงบประมาณให้แล้ว ให้โรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอน เป็นต้น

ตอบคนที่ 3

• การปลูกให้ถูกที่ถูกทางถูกคน เช่นมีความสามารถอย่างหนึ่งแต่ไปยัดเยียดความสามารถอีกอย่างหนึ่งให้เขา ทำให้เป็นการศูนย์เสียบุคลากรไป

• เนื้อหาที่เรียนกับอาจารย์เห็นด้วยเรื่องตารางการแบ่งแต่ละ Gen เช่น Gen Y ทุนทางจริยธรรมจะน้อย เป็นต้น

• เรียนรู้แนวทางการปลูกคนให้ถูกที่ถูกเวลา เช่น Gen Y ควรจะปลูกเรื่องตรงไหน

• ดร.จีระบอกว่า ข้อดีคือการปลูกจุดอ่อนแต่ละ Gen หลังจากนั้นต้องมีการบริหาร ต้องเข้าใจ Manner

ตอบคนที่ 4

• การปรับตัวคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าให้จูนเข้าหากัน ให้มีการประเมินดูองค์กรข้างล่าง มีการประเมินภายใน นำเอาผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในการศึกษานั้นเป็นทีมในการประเมินให้เขารับรู้แล้วมีการปรับตัวใน Case ที่ทางการศึกษาพูดมา

• รุ่นเก่ารุ่นใหม่จะมีการปรับตัวเข้าหากันโดยนำมาสู่ที่การวิจัยได้ โดยผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนา

• ดร.จีระ เสนอว่าให้ใช้ Gen เป็นหลัก จะได้รู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็ง เป็นอย่างไร ให้ดูตรงนี้ก่อน ถ้าจะปรับต้องปรับจุดอ่อนของ Gen Y ให้ได้ แล้วปรับจุดอ่อนของ Baby Boom แล้วปรับจุดอ่อนของ Gen X

ตอบคนที่ 5

• ควรสอนให้เด็น Gen X,Y ว่าที่ปลูกฝังเด็กทำเพื่ออะไรทำเพื่อใคร ปลูกฝังจริยธรรม สอนให้เด็กไม่ต้องมองโลกในมิติเดียว

• งานวิจัยควรไปศึกษาดูงานจากต่างประเทศแล้วเอามาเป็น Benchmarking

ตอบคนที่ 6

• Gen มีหลากหลาย ใช้ วงกลม 4 วง คือ Diversity Workforce สร้างบรรยากาศในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร เป็นDNA ที่ฝังในพนักงานทุกคน และเน้นการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรทุกระดับ

• วัฒนธรรมองค์กรต้องรองรับความหลากหลาย

• ปรับระบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่น

• จาก Workforce เอา HRDS มาปรับใช้ด้วย

• สังคม Online เร็วมากต้องวิเคราะห์แยกแยะให้เป็น

• เทคนิคคุณธรรม ความซื่อสัตย์ในหัวใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือทุนทางจริยธรรม อย่างเช่น SCG เน้นเรื่องการตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ ใช้การพัฒนาร่วมกัน ตัวอย่างบริษัทที่ดีคือ SCG ,NOKCT ที่เน้นเรื่องการเสริมสร้างความสุขให้พนักงานได้อย่างไร

ตอบคนที่ 7

• การปลูกฝังการทำงานให้มีความสุข ให้ทำงานเป็นทีมโดยรวมแต่ละGenเข้ามาหากัน ให้มีความหลากหลาย และทำงานร่วมกันให้ได้

ตอบคนที่ 8

• ตามหลักพุทธศาสนาจะมีทั้งรูปธรรม กับนามธรรม

• การโอบอ้อมอารี คือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันให้สิ่งของภายนอก

• วจีไพเราะ คือพูดจาไพเราะ ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก

• สงเคราะห์เจือจาง เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น

• การวิจัย ลองตั้งสมมุติฐานมีทั้ง 2 ส่วนคือ ใน 3 กลุ่มคือ กลุ่ม Baby Boom ,Gen X,Gen Y นี้มีผลอ้างอิงตามทฤษฎีของอาจารย์มีผลอย่างไรแล้วส่งผลกับประสิทธิภาพองค์กรได้อย่างไร เพื่อมาเทียบเคียงได้

ตอบคนที่ 9

• คิดว่าในทฤษฎี 8K’s ,5K’s เป็นประโยชน์มากในการนำมาปรับใช้เรื่อง Gen โดยเฉพาะเรื่องทุนทางจริยธรรม

• วิธีการที่จะนำไปปรับใช้ ทุนทางจริยธรรม ช่วยในการพัฒนา Thesis

• มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มจากทุนทางจริยธรรม แล้วควรเริ่มตั้งแต่ครอบครัว และโรงเรียน เช่นการรักษาศิลเป็นเบื้องต้นของการพัฒนาทุนทางจริยธรรม

• ทฤษฎี 2 R’s ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดีที่สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนา Gen ได้

สรุปโดย ดร.จีระ

• Generation Y ควรเอาใจใส่เยอะหน่อยในเรื่องทุนทางวัฒนธรรม จริยธรรม และอารมณ์

• Gen X ควรศึกษาเรื่อง IT เพิ่มขึ้น

• HR Manager ควรให้ความสนใจเรื่องการสร้าง Benchmark ,Quality ถึงไปสู่ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นได้

นางสาวอุไรวรรณ ตันฑอาริยะ (ศูนย์ภูเก็ต) รหัสนักศึกษา 53484931029

จากการเรียนในวันที่ 2 ตุลาคม 2554 อาจารย์ได้นำประเด็นต่างๆ เพื่อมาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ในหลายประเด็นด้วยกัน คือ

Assignment 1 ถ้าเรามีของดีในประเทศไทย เอาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลักจะให้ติดอันดับใน ASEAN ได้อย่างไรนั้น จากกรณีทุ่งดอกกระเจียว อำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ มีส่วนที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ คือ

-การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในด้าน การอำนวยความสะดวก ด้าน อาหาร ที่พัก ขนส่ง ที่มีความเชื่อมโยงและสะดวกสบายและส่วนที่จะต้องเด่นคือการต้อนรับแบบไทย งามอย่างไทย

-ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

-แผนการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมทั้งในระดับ ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ เพื่อให้มีการพัฒนาสู่ความยั่งยืน เน้นความโดดเด่นด้านเอกลักษณ์วัฒนธรรมของความเป็นไทย และเน้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

Assignment 2 เป็นเครื่องมือวัดมาตรฐานที่ใช้ในการวัดและตรวจสอบการทำงานในหน่วยงาน โดยมีคำอธิบายทั้ง 5 คำสำคัญ ดังนี้

1. Benchmarking คือกระบวนการจัดการความรู้ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practice)การศึกษาจากประการณ์ตรงขององค์กรอื่นแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการประหยัดเวลา และลดการลองผิดลองถูก โดยกระบวนการจะมุ่งเน้นที่การปฏิบัติที่เป็นเลิศมากกว่ามุ่งเน้นวัดผลงานที่ปฏิบัติงาน ผลที่ได้คือ ทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ดีที่สุดและมีวิธีปฏิบัติอย่างไร โดยการเปรียบเทียบอาจจะเปรียบเทียบด้านใดด้านหนึ่ง เช่น

-Performance Benchmarking เปรียบเทียบเฉพาะผลการปฏิบัติงานหรือตัวชี้วัด เพื่อดูความสามารถในการปฏิบัติงานของกิจกรรมหรือผลลัพธ์การทำงาน

-Process Benchmarking เปรียบเทียบกระบวนการการทำงานหรือวิธีปฏิบัติงาน เน้นการเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่ดี (Best practice)

-Product Benchmarking เปรียบเทียบความพึงพอใจของลูกค้าเป็นการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์หรือบริการ

-Strategy Benchmarking เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ระหว่างองค์กร ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระดับสูง โดยหน่วยงานที่มียุทธศาสตร์ที่ดีจะมีทิศทางในการเดินไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจนและทำให้การวางกลยุทธ์ในการบริหารงานในองค์กรมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น

หัวใจสำคัญของการทำ Benchmarking คือทำให้องค์กรมีวิธีการปรับปรุงที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงเป็นเส้นทางลัดสู่ความเป็นเลิศอย่างก้าวกระโดด ทำให้ทราบถึงศักยภาพหรือขีดความสามารถที่แท้จริงขององค์กรตนเอง ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

2. Best practice เป็นวิธีการทำงานที่เป็นเลิศในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ในแต่ละเรื่องซึ่งเป็นผลมาจากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงและสรุปความรู้ รวมทั้งประสบการณ์นำมาเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกหน่วยงานจากหลายช่องทาง ทั้งตัวผู้นำ ผู้ร่วมงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือภาวะปัญหาและการริเริ่ม สร้างสรรค์ การพัฒนาที่มีขั้นตอน มีความสำคัญ คือทำให้ต่อยอดความรู้ให้แตกแขนงออกไปอย่างกว้างขวาง คนในองค์กรทำงานที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

Best practiceจึงเป็นบทสรุปของวิธีการปฏิบัติที่เป็น Tacit knowledge และเผยแพร่เป็น

Explicit knowledgeเพื่อให้ผู้อื่นได้นำไปทดลองปฏิบัติ

3. Global Standard คำว่า Standard หมายถึง มาตรฐาน เกณฑ์ กฏเกณฑ์ ข้อบังคับ ที่กำหนดขึ้นเป็นสากลซึ่งใช้ร่วมกันเป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก และประเทศที่เป็นสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม

ตัวอย่าง ในระดับสากลมี่ใช้ในระบบการจัดการด้านอาหารที่เป็นที่ยอมรับ และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร คือ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point ) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก

4. Quality คือ การดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ต้องการ โดยคำนึงถึงการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และมีต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสม ซึ่งสามารถใช้ได้กับ

ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (Quality in Qoals)

ลักษณะของบริการที่มีคุณภาพดี (Quality in Services) เป็นต้น

5. Excellence หรือ ความเป็นเลิศ โดยองค์กรที่เป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศในองค์กรควรมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ

-องค์กรที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน

-องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือสังคม

-เป็นองค์กรที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใหักับผลผลิตที่มีคุณค่าต่อการลงทุนระยะยาว

ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้องค์กรเป็นเลิศ คือ

People บุคคลากรที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ

Care of Customer การใส่ใจต่อลูกค้า

Constant Innovation การสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

Leadership การมีภาวะผู้นำ และจะเป็นตัวเชื่อม 3 ปัจจัยเข้าด้วยกัน รวมทั้งมี . การวางแผนกลยุทธเชิงรุก บริหารงานตามทฤษฎี Blue Ocean

บริหารคนด้วย ทฤษฎี 8k’s 5k’s ของอาจารย์จีระ

ตัวอย่าง องค์กรที่ได้รับรางวัลคุณภาพ ที่มีเกณฑ์เป็นที่ยอมรับเป็นสากล เช่น รางวัลคุณภาพแห่งชาติ MBNQA (Malcolm Baldrige Nation Quality Award) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในขณะนี้ประเทศต่างๆ ได้นำมาประยุกต์เป็นรางวัลคุณภาพแห่งชาติ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ ชื่อ SQA (Singapore Quality Award) ประเทศไทย ชื่อ TQA (Thailand Quality Award) เป็นต้น

Assignment 3 ความสำคัญของ CEO ,Smart HR , Non HR ต่อองค์กร

• CEO (Chief Executive Officer) หมายถึง บุคคลที่ได้รับมอบอำนาจหน้าที่จากคณะกรรมการอำนวยการ หรือบอร์ดของบริษัท ให้มีอำนาจในการจัดการ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจ และการใช้อำนาจจัดการบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเป็นผู้ที่มีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดในองค์การหรือบริษัทนั้น โดยมีแนวคิดมาจากระบบธุรกิจอเมริกัน ที่นิยมการบริหารงานที่ค่อนข้างเด็ดขาด รวดเร็ว และการตัดสินสินที่ฉับพลัน เพราะในวงการธุรกิจ เต็มไปด้วยการแข่งขัน ฉกฉวยแย่งชิงโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผลิต หรือการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด และในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลควบคุมการใช้บุคลากรให้เต็มศักยภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญ คือเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่จะทำให้บริษัท มีกำไร หรือขาดทุน มีความเจริญก้าวหน้าหรือความอยู่รอดขององค์การ ดังนั้นผู้ที่เป็น CEO จึงต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และความสามารถสูง

ในภาคราชการ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูประบบราชการ (กพร.)ได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการบริหารงานในระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นCEOและเป็นผู้บริหารสูงสุดในระดับจังหวัด

บทบาทโดยทั่วไปของ CEOคือ

1. ในฐานะผู้นำเป็นผู้แทนองค์กร เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำในองค์กร

2. ในฐานะผู้บริหารวางกลยุทธ์ สร้างวัฒนธรรมองค์กร ปกครองดูแล บริหารจัดการองค์กร

3. ในฐานะผู้ตัดสินใจตัดสินใจ แนะนำการปฏิบัติงานให้กับบุคลากร นำเสนอนโยบาย

4. ในฐานะผู้จัดการจัดการทรัพยากรในองค์กร ปรับปรุงแผนงาน

5. ในฐานะนักพัฒนานำสิ่งใหม่มาเพื่อความเจริญก้าวหน้า เทคโนโลยี ความรู้

• Smart HR (Human Resource) แนวความคิดของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา จึงทำให้มุมมองในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) มีความแตกต่างกันด้วย โดยหลักๆมีสาระที่สำคัญ คือ

1. เน้นให้ควบคุมตนเอง

2. เน้นการทำ งานแบบมีแผน

3. มีการวางแผนระยะยาว

4. มีกำ หนดอำ นาจหน้าที่หลายด้าน

5. มององค์การแบบสมัยปัจจุบัน

6. ให้ความสนใจในสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

7. ปฏิบัติต่อคนในองค์การแตกต่างกัน

8. มีการนำ ระบบ IT มาใช้ในการเก็บข้อมูล

9. มองสภาพแวดล้อมขององค์การมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง

10. มองบุคคลในองค์การแตกต่างกัน

11. มีการกำ หนดบทบาทของบุคคลที่ยืดหยุ่นมากกว่า

12. มองประโยชน์ที่จะได้รับจากบุคคลเป็นหลัก

13. มองบุคคลเป็นสินทรัพย์

ดังนั้นองค์กรจะต้องให้ความสำคัญในการสรรหาคนดีมีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมกับงาน พัฒนาพนักงานที่ได้มา รักษาพนักงานที่ดีไว้กับองค์กร และจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร โดยใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหลักในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย คือ” Put the right man on the right job at the right time”

• Non HR คือสายงานอื่นที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยตรง และจะต้องทำงานใกล้ชิดกับ HRขององค์กรเพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้กับองค์กรได้ตามเป้าหมาย โดย Non HR จะอยู่ใกล้ชิดกับบุคลากรในองค์กร และจะเป็นผู้สร้างบรรยากาศในการทำงาน สร้างวัฒนธรรมขององค์กร สร้างแนวร่วมในการทำงาน รวมทั้งการทำงานแบบบูรณาการกับภาคีต่างๆ เป็นต้น

ศูนย์การศึกษาภูเก็ต นำเสนอโครงการ Study Tour

กำหนดการ

โครงการทัศนศึกษา (Study Tour)

เรื่อง “การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต”

วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ เทศบาลนครภูเก็ต

วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น. ลงทะเบียน

๐๙.๓๐ – ๐๙.๔๐ น. นายกเทศมนตรีนครภูเก็ตกล่าวต้อนรับ

๐๙.๔๐ – ๑๑.๐๐ น. ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ , ผู้บริหารเทศบาล , นักศึกษา และผู้เข้าร่วมโครงการฯ แลกเปลี่ยนเรียนรู้

๑๑.๐๐ – ๑๑.๑๕ น. รับประทานอาหารว่าง

๑๑.๑๕ – ๑๒.๑๕ น. นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวสรุป

๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน

๑๓.๔๕ – ๑๕.๐๐ น. เยี่ยมชมและฟังบรรยายพิเศษการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครภูเก็ต ณ ศูนย์รวมการกำจัดขยะ

๑๕.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต

๑๖.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. รับประทานอาหารว่าง - ตามอัธยาศัย

* หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงเวลาตามความเหมาะสม

การบ้าน Work Shop 9 ตุลาคม 2554

1. สรุป KM กับ LO แตกต่างกันอย่างไร อธิบายอย่างชัดเจน

การจัดการความรู้ (Knowledge Management ) เป็น กระบวนการที่มีระบบเกี่ยวกับการประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด

การกระทำ ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม และจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ ที่องค์กรจัดเตรียมไว้ เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันและถ่ายโอนความรู้ และในที่สุดความรู้ที่มีอยู่จะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่วทั้งองค์กรอย่างสมดุล เป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการพัฒนาผลผลิตและองค์กร

ส่วนองค์กรเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นขั้นตอนต่อจาก KM ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์การโดยเน้นการพัฒนา การเรียนรู้สภาวะของการเป็นผู้นำในองค์การ(Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกันของคนในองค์กร (Team Learning) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกันและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน การมีองค์กรแห่งการเรียนรู้นี้จะทำให้องค์การและบุคลากร มีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดยมีการเชื่อมโยงรูปแบบของการทำงานเป็นทีม (Team working) สร้างกระบวนการ ในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสให้ทีมทำงานและมีการให้อำนาจในการตัดสินใจ

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งจะทำให้เกิดองค์การที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาวะการแข่งขัน

สรุปได้ว่า KM เป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับระบบการประมวลข้อมูล ดึงเอาความรู้ที่มีอยู่มาจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ ส่วน LO เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กรโดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้สภาวะของการเป็นผู้นำในองค์กร(Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกันของคนในองค์กร (Team Learning) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกัน และพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงและ การแข่งขัน

2. LO สำคัญอย่างไรกับองค์กร

องค์กรการเรียนรู้ (Learning Organization : LO) เป็นกระบวนการบริหารองค์กรรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา ความเป็นผู้นำและการเรียนรู้ของบุคลากรให้เป็นผู้ที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานภายในหน่วยงาน นอกจากนี้ องค์กรการเรียนรู้จะเน้นในเรื่องของการทำงานเป็นทีม (Teamwork) มีการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมองค์กร รวมทั้งมีการเสริมสร้างความคิดใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อบุคลากรได้พัฒนาตนเอง มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีคุณภาพ จะทำให้องค์กรมีความแข็งแกร่งมั่นคง มีศักยภาพในการพัฒนางานส่งผลให้องค์กรเกิดความก้าวหน้า มีความได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถอยู่รอดและเติบโตก้าวหน้าต่อไป อย่างรวดเร็ว

3. อุปสรรคของ LO คืออะไร บอกมาสามเรื่อง

3.1 การที่ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน อย่างแท้จริง ทำให้คนในองค์กรไม่เกิดความเข้าใจในงานของตนเอง ขาดศักยภาพ การมอบหมายงานในองค์กรไม่สอดคล้องกับความสามารถของผู้ปฎิบัติ จะส่งผลให้องค์กรอ่อนแอ เสียเปรียบ ในการแข่งขัน พัฒนาได้ช้า

3.2 การไม่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม แนวคิดใหม่ๆ และการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะทำให้เกิดองค์การที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาวะการแข่งขัน เพื่อเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง

3.3 ขาดการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง ทำให้ององค์กรไม่มีศักยภาพ ขาดความเข้มแข็ง

ศูนย์การศึกษาภูเก็ต นำเสนอโครงการ Study Tour

เรื่อง “การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต”

ขอเพิ่มเติมข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้จะมีผู้บริหารเทศบาลนครภูเก็ต

ผู้นำชุมชน และเครือข่าย การจัดการทุนมนุษย์ของ เทศบาลนครภูเก็ต

เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวนมาก

เพื่อค้นหาการสู่ความเป็นเลิศทำได้อย่างไร

ทุกท่านจะได้ระดมความคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเต็มที่

เรียนนักศึกษาที่เดินทางไปทัศนศึกษาที่จีนทุกท่าน

        อ.จีระให้เตรียมข้อมูลเพื่อเเลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยที่เราจะไปดูงานค่ะ โดยให้มีตัวเเทนศูนย์โคราช 1 ท่าน และที่กรุงเทพ 1 ท่าน

       การ Present การเรียนที่มหาวิทยาลัยในฐานะนักศึกษาปริญญาเอก บทบาทของนักศึกษากับสังคมไทย การให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ในประเทศไทย โดยเน้นที่การเเลกเปลี่ยนความรู้ด้านทุนมนุษย์ สังคม วัฒนธรรมของไทยเเละจีนค่ะ หรือนักศึกษาเห็นว่ามีหัวข้อ ประเด็นใดที่น่าสนใจน่าจะนำเสนอให้ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยก็สามารถนำเสนอได้ค่ะ

       อ.จีระ อยากให้นักศึกษาเเสดงบทบาทและศักยภาพให้อาจารย์และนักเรียนในมหาวิทยาลัยประเทศจีนได้เห็นค่ะ

                                                                        เอ้

ชื่อ นาย อดุลย์ อยู่ยืน ศูนย์ นครราชสีมา รหัส 53484931006

Cell phone 081 876 4025 E-mail: [email protected]; www.adulyouyoun.com

ชื่อชิ้นงาน KM vs LO

Km การจัดการความรู้

การจัดการความรู้เปรียบบันได 4ขั้นการเรียนรู้

1 ไม่รู้ คนส่วนมาก มักจะเข้าข่ายนี้ ไม่รู้ไม่ชี้ vs ไม่รู้แต่ชี้

2 รับรู้ บางส่วนรับรู้มีการพัฒนา รับมาทำตาม vs รับมาแต่ไม่ทำ

3 เรียนรู้ เริ่มสนใจจริงจะศึกษาเพิ่มเติม ทำเป็นรู้จริง vs รู้จำ

4 รู้แจ้ง กล้าเปลี่ยนแปลงไม่ติดกรอบ

Km model

Vision มีการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย

Sharing มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยมีผู้นำทำ

Asset มีการเก็บความรู้เพื่อนำไปใช้ในอนาคตต่อไปได้ ในรูปinternet

Lo องค์การแห่งการเรียนรู้

แบ่งได้3ระดับ

1ระดับองค์กร ควรจะมีvision เหมือนกัน

2ระดับกลุ่ม team learning มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

3ระดับบุคคล บุคคลก็ต้องมีข้อมูลที่จะมาแลกเปลี่ยน ดังนั้นต้องใผ่หาข้อมูล

จากการจัดการความรู้ สู่การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

จะเห็นว่าการจัดการทุกระดับจะต้องเกี่ยวเนื่องกับคน ไม่ว่าจะต้องมีผู้นำในการนำพาองค์การไปทิศทางใด ผู้ร่วมจะหาข้อมูล และนำมาแลกเปลี่ยนกัน

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง LO สำคัญอย่างไร และ LO มีอปสรรค์อย่างไร

ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา(ศูนย์ภูเก็ต)

ในวันนี้ดิฉันขอนำทฤษฏี Learning Organizationg . ในกรณีประเด็นเกี่ยวกับทฤษฏีดิฉันคิดว่า Single Loop Learning การเรียนรู้เกิดแก่องค์กร"น้ำท่วม"ในการเรียนรู้ที่เกิดในจังหวัดอยุธยา ถ้าองค์กรทำงานบรรลุผลที่ต้องการ .....ส่วนDouble Loop

Learning ในกรณี " น้ำท่วม " เมื่อการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ต้องการให้บรรลุผลหรือเป้าหมายไม่สอดคล้องกับผลการกระทำ

อิเช่น ผู้ว่าราชการ้องขอกระสอบทราย แต่ทางรัฐบาลส่งกระสอบทรายที่ไม่สามารถใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ เพราะกระสอบทรายเป็นกระสอบที่ข้างนอกเป็นกระดาษที่มีความลื่นซึ่งเมื่อบรรจุทรายไปวางซ้อนๆกัน ทำให้เกิดลื่นไหล ในประเด็นน้ดิฉันคิดว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมดูๆก็เป็นธรรมดา แต่การแก้ปัญหาเป็นระบบโดยเฉพาะ การให้ข่าวกับชาวบ้าน ในขณะนี้ " คนไทยยังต้องรอดูใจ

รอคูฝีมือของรัฐบาล ท่ามกลางสถาณการณ์ปัญหาที่รุนแรง ที่เร้อรังมานาน " ซึ่งดิฉันคิดว่า Reputation and Trust พร้อมทั้ง

Skill and Competencies จะสำเร็จนะค่ะ

ด้วยความเคารพ ขอบคุณ

ขอบคุณ คุณหญิงและน้องอานนท์มากนะคะ

เรื่อง LO สำคัญอย่างไร กับชีวิตการทำงานที่มีการสร้างช่องทางให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันภายในระหว่างบุคลากร ควบคู่ไปกับการรับความรู้จากภายนอก เป้าประสงค์สำคัญ คือ เอื้อให้เกิดโอกาสในการหาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและสร้างเป็นฐานความรู้ที่เข้มแข็ง(Core competence) ขององค์กร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

นายเชี่ยวชาญ ศิวะคุณากร เลขประจำตัว 53484931021

นักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ ศูนย์ภูเก็ต

จากโครงการทัศนศึกษา(Study Tour) เรื่อง “การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต”

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับ ผู้บริหารเทศบาลนครภูเก็ต คุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

วันที่ 19 ตุลาคม 2554 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เดินทางโดย TG.211 ถึงภูเก็ตเวลา 19.20 น.ด้วยการต้อนรับจาก นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต หลังจากนั้นได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ต่อด้วยการเข้าพักที่โรงแรมภูเก็ตรอแยลซิตี้ แทนที่ท่านอาจารย์จะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ท่านกับบอกให้เวลาที่เหลือช่วงค่ำคืนนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ 21.00-24.00 น.พบปะพูดคุยกัน โดยกระผมมองดูใบหน้าของท่านมีรอยยิ้มด้วยความเต็มใจที่ต้องการจะได้พบปะพูดคุยกับลูกศิษย์ตัวต่อตัวเพื่อให้เกิดความรู้ ถือเป็นการปลูก แล้วผลของการเก็บเกี่ยว นำไปสู่งานวิทยานิพนธ์ โดยกระผม นายเชี่ยวชาญ ศิวะคุณากร ตำแหน่งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้พูดคุยกับท่านเรื่องสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับ ขยะ ซึ่งในอีก 5 – 10ปีข้างหน้าจะเป็นปัญหากับการพัฒนาของเมืองท่องเที่ยวภุเก็ต ปัจจุบันนี้เทศบาลนครภูเก็ต เป็นศูนย์รวมการกำจัดขยะ ของจังหวัดภูเก็ต งานวิจัยนั้นได้ตั้งคำถาม มีแนวทางอย่างไรต่อการจัดการขยะระดับครัวเรือนในเขตเทศบาลนครภูเก็ต ใช้ชื่อเรื่อง “กระบวนการมีส่วนร่วมต่อการจัดการขยะระดับครัวเรือนในเขตเทศบาลนครภูเก็ต” ซึ่งกระผมวิเคราะห์ว่า การได้รับความรู้จากท่านถือเป็นการที่ท่านได้ใช้การปลูกให้กับศิษย์ จากนั้นศิษย์ก็ต้องนำสิ่งที่ปลูกมาพัฒนาตัวเอง หรือองค์กร ให้เป็นการเก็บเกี่ยวที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และความสุขอย่างแท้จริง

เช้าวันที่ 20 ตุลาคม 2554 เวลา 07.30 น.นัดหมายทานอาหารเช้าพื้นเมืองชาวภูเก็ต มีกาแฟโบราณ(โกปี้) หมี่ซั่ว ปาท่องโก๋ ขนมจีบ(เซ่วโป๋ย) จากนั้น 09.00 – 09.30 น.ลงทะเบียน มีนักศึกษาปริญญาเอก ศูนย์ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักงาน ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าส่วน ของเทศบาลนครภูเก็ต ประธานชุมชน Old Phuket Town และสมาคมเพอรานากัน

09.30 – 12.30 น. เป็นการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยคุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวต้อนรับ ท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เจ้าของ 10 ทฤษฏี ประกอบด้วย HR, ทฤษฏี 3 วงกลม, ทฤษฏี 8 k’s, ทฤษฏี 5 k’s, ทฤษฏี 4 L’s, ทฤษฏี 2 R’s, ทฤษฏี 2 I’s, ทฤษฏี C&E, ทฤษฏี HRDS, ทฤษฏี 3 L’s และทฤษฏีที่ท่านได้พบในรุ่นนี้คือ การปลูกกับการเก็บเกี่ยว ส่วนวิสัยทัศน์ของเทศบาลนครภูเก็ต “ สร้างนครภูเก็ต ให้เป็นนครแห่งความสุข และน่าอยู่อย่างยั่งยืน” ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 8 ความสุข

ด้านการศึกษา เน้นการศึกษาในระบบ มีระดับอนุบาล ถึง มัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งเสริมให้เกิดภาษาที่สอง ภาษาอังกฤษ และภาษาที่สาม ภาษาจีน เน้นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การศึกษานอกระบบ เปิดศูนย์ ITC และการศึกษาตามอัธยาศัย

ด้านสังคม เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ดูแลและจัดสวัสดิการแก่คนทุกวัย

ด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การจัดการน้ำ เน้นพื้นที่สีเขียว

ด้านคุณภาพชีวิต การส่งเสริมสุขภาพโดยดูแลแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนกระทั่งทุกคนที่ต้องจากลาโลกนี้

ด้านการบริหารจัดการ เน้นการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำทั้งน้ำดีและน้ำเสีย การคมนาคมดี ถนนสวย ไฟฟ้าสว่าง

ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมือง เน้นการสร้างงานจากฝีมือและการบริการเพื่อรายได้

ด้านการเสริมสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง สนับสนุนย่านการค้าเมืองเก่า OLD PHUKET TOWN วัฒนธรรมอาคาร ชิโน – โปรตุกีซ การแต่งกาย อาหารพื้นเมือง และประเพณี แต่งงาน กินผัก เป็นต้น

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของภาคเช้า ทำให้กระผมวิเคราะห์ได้ว่า คุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้ใช้ ทฤษฏี 2 R’s การมองความจริง ถึงสิ่งที่บุคลากรในองค์กรและประชาชนต้องการ รวมทั้งการมองตรงประเด็น ซึ่งมองถึงอนาคต โดยการเป็นผู้บริหารที่เปิดใจให้กว้าง Open Mind ใช้การอ่อนน้อมถ่อมตน โดยมองถึงความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับไม่ใช่ได้มาจากท่านเพียงผู้เดียวโดยใช้ ทฤษฏี HRDS คือ การสร้างความสุข การยอมรับนับถือ การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความยั่งยืนที่มองเป้าหมายระยะยาว พร้อมทั้งการใช้ ทฤษฏี 4 L’s วิธีการ บรรยากาศ โอกาส และชุมชนแห่งการเรียนรู้ เข้ามาเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เกิดจากการมีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ซึ่ง 8 ความสุขนั้นมาจากที่มาของ ทฤษฏี 8 k’s, ทฤษฏี 5 k’s นั่นเอง จากนั้นท้องเริ่มบอกว่า “หิว” จึงได้เดินทางไปที่ ร้านอาหารปากน้ำซีฟู๊ด

13.45 – 15.15 น. เยี่ยมชมและฟังการบรรยายพิเศษการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครภูเก็ต ณ ศูนย์รวมการกำจัดขยะ ซึ่งประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 315,961 คน ประชากรแฝง 300,000 คน และมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 5,300,000 คน มีปริมาณขยะ วันละ 530 ตัน และมีอัตราเพิ่มกว่า 7 % ต่อปี องค์ประกอบของขยะ 85.40% เป็นขยะย่อยได้ 20.58% เป็นขยะขายได้ 14% เป็นขยะทั่วไป และ0.02% เป็นขยะอันตราย ระบบเตาเผามีการเผาขยะได้ 250 ตันต่อวันซึ่งการลงทุนของโรงงานเตาเผาขยะได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ส่วนขยะที่เหลืออีก 280 ตันต่อวันใช้การฝังกลบ ปัจจุบันนี้ได้รับเงินลงทุนจากประเทศจีนสร้างเตาเผาใหม่ ประมาณ 970 ล้านบาท เผาขยะได้ 700 ตันต่อวัน เริ่มดำเนินการได้ประมาณเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งการบริหารการจัดการกำจัดขยะของเทศบาลนครภูเก็ตได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่โรงเตาเผาอยู่ในเขตเมืองเชื่อมต่อกับทะเลในเมืองซึ่งเป็นสวนสาธารณพื้นที่สีเขียว เป็นศูนย์กีฬา และเป็นชายหาดทะเลในเขตเมืองที่เดียว จากความสำเร็จนี้กระผมวิเคราะห์ได้ว่า คุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เกิดจากการนำ HR ซึ่งเป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากภาพใหญ่ Macro ไปจนถึงระดับองค์กร Micro พร้อมการใช้ทฤษฏี C&E การเชื่อมต่อกัน โดยนักลงทุนจากประเทศจีน ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและการใช้ทฤษฏี HRDS คือ การสร้างความสุข การยอมรับนับถือ การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความยั่งยืนที่มองเป้าหมายระยะยาว การบริหารดังกล่าวสอดคล้องกับการกล่าวชมจากท่านอาจารย์ว่า คุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ควรได้รับรางวัลแม๊กไซไซ

15.20 – 17.30 น. เยี่ยมชมถนนสายวัฒนธรรม ย่านการค้าเมืองเก่า OLD PHUKET TOWN วัฒนธรรมอาคาร ชิโน – โปรตุกีซ การแต่งกายด้วยชุดหย่าหยา อาหารพื้นเมือง และประเพณี แต่งงาน ซึ่งได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของรากเหง้าบรรพบุรุษ จากหลักฐาน เช่น ตู้เซฟ ที่ ปรากฏ ปี ค.ศ. 1843 ถ้วย ชามกระเบื้องลวดลายจีน ฮอลันดา เป็นต้น ความเป็นอยู่ของชาวไทยจีน ไทยมุสลิม ไทยซิกซ์ คริสตจักร ที่ประกอบธุรกิจการค้าและอยู่ร่วมกันได้จนทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน เป็นการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ได้รับความรู้ รับประทานอาหารว่างพื้นเมือง เช่น ขนมผิง เต้าส้อ ม่อหล้าว ตามด้วยโอเอ๋ว โดยผู้ที่เป็นไกด์นำชมเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าย่านเมืองเก่า ทำให้เกิดความประทับใจแก่ท่านอาจารย์และคณะ จนมีคำกล่าวจากท่านอาจารย์ ว่า ท่านมาภูเก็ตหลายครั้งไม่เคยทราบเลยว่า ยังมีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ดีเช่นนี้ ซึ่งท่านรับว่าจะได้นำสิ่งที่ดีที่ได้พบและเห็นนำไปตีแผ่ให้ทุกคนได้รับทราบ พร้อมทั้งลงนามในสมุดเยี่ยมชมและถ่ายภาพร่วมกัน ดังที่ทุกท่านได้เห็น จากนั้นท่านต้องรีบเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติภูเก็ต และเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

จากการทัศนศึกษา เทศบาลนครภูเก็ต ครั้งนี้ กระผมวิเคราะห์ได้ว่า คุณสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เป็นผู้บริหารที่นำทฤษฎี ทั้ง 10 ทฤษฎี และการปลูกกับการเก็บเกี่ยว ดังนี้ HR, ทฤษฏี 3 วงกลม, ทฤษฏี 8 k’s, ทฤษฏี 5 k’s, ทฤษฏี 4 L’s, ทฤษฏี 2 R’s, ทฤษฏี 2 I’s, ทฤษฏี C&E, ทฤษฏี HRDS, ทฤษฏี 3 L’s และทฤษฏีที่ท่านได้พบในรุ่นนี้คือ การปลูกกับการเก็บเกี่ยว มาบริหารเทศบาลนครภูเก็ต ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “ สร้างนครภูเก็ต ให้เป็นนครแห่งความสุข และน่าอยู่อย่างยั่งยืน”

โครงการทัศนศึกษา (Study Tour) ของนักศึกษา ศูนย์ภูเก็ต วันที่ 20 ตุลาคม 2554 (ฉบับย่อ)

ก่อนดำเนินการ ผม (นายกมล ค้าไกล) และเพื่อนๆ 5 – 6 คน ร่วมกันคิดโครงการ Study Tour เพื่อทดแทนการเดินทางไปประเทศจีนโครงการ Study Tour ของนักศึกษาฯ ที่ส่วนใหญ่ติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยเริ่มจากให้พี่น้องคู่แฝด น้องปิ๊ก (นางสาวสุธาสินี นิรัตติมานนท์) น้องปั๊ก (นางสาวพีชะพะงา นิรัตติมานนท์) และน้องเต้าวู้ (นางสาว พรรณวดี ขำจริง) อาสารับเขียนโครงการฯ ส่วนผมติดต่อประสานงานกับคุณเอ (คุณเอราวรรณ แก้วเนื้ออ่อน) และคุณเอ (คุณวราภรณ์ ชูภักดี) เลขาฯท่านอาจารย์ เพื่อนำเสนอโครงการและรายละเอียดให้ท่านอาจารย์ทราบ พี่ใหญ่ของพวกเรา พี่นวย (นายอำนวย คุ้มบ้าน) พี่ก๋วน (นายเชี่ยวชาญ ศิวะคุณากร) ไม่รอช้าทำหน้าที่ประสานกับ เทศบาลนครภูเก็ตทันที ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านนายกเทศมนตรี (นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา) ด้วยความเต็มใจยิ่ง ท่านนายกฯขอรายละเอียดเกี่ยวกับอาจารย์จีระฯ พี่นวยนำเสนอหนังสือของอาจารย์ และ 10 ทฤษฎี ท่านนายกฯขอนำไปศึกษาเป็นการบ้านก่อนสัก 3 – 4 คืน (เกิดความเคารพและนับถือทันที เพราะท่านอาจารย์ของพวกเราดัง มีชื่อเสียง ช่วยไม่ได้) ...สิ่งที่ผมเสียดายคือเพื่อนๆ ศูนย์เลย และโคราช ติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วมกันได้ โครงการดีๆแบบนี้ นานๆจะมีสักทีในรอบปี...หลังจากนั้นพี่อ๋อย(นางสาวอุไรวรรณ ตันฑอาริยะ)พี่หยิน (นางจงดี พฤกษารักษ์) และคุณจู้ (นางสาวปรารถนา เชาวน์เสฎฐกุล) ซึ่งเป็นนักศึกษาต่างจังหวัด ถึงกับลางานล่วงหน้ากันหลายวันเลย ทุกคนได้ระดมความคิด นำรูปแบบการทำโครงการมาถก เพื่อหาแนวทางการทำโครงการให้ดีที่สุด สมกับเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์จีระ นัดกันทำเอกสาร อุปกรณ์ และเข้าดูสถานที่ ช่วยกัน Brainstorm มีเห็นต่างกันบ้าง แต่เมื่อจุดหมายร่วมกัน อะไรก็สรุปกันง่ายขึ้น Teamwork ดีจริงๆ (ขอชมหน่อย)... หกโมงเย็นเดินทางไปรับท่านอาจารย์และคณะที่สนามบินภูเก็ต โดยรถคุณสิษฐ์ (นายวิสิษฐ์ ใจอาจ -ประธานรุ่น) และรถตู้ของเทศบาล ทุกคนตื่นเต้นกันพอสมควร น่าจะเป็นเพราะ ไม่เคยเห็นตัวจริง เสียงจริง และอีกข้อ ในห้องเรียนออนไลน์ฯ ท่านอาจารย์ดุมาก (หลังจากเจอตัวจริงแล้ว เพื่อนๆบอกว่า สามารถฝากชีวิต PHD.ไว้ได้เลย) ... อาหารมื้อค่ำรับรองท่านอาจารย์และคณะ พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาที่มาสมทบเพิ่มเติมอีกหลายคน ที่ร้านข้าวต้มปากน้ำ (วงเวียนม้าน้ำ)ทำให้เห็นวิถีของคนภูเก็ตในยามค่ำคืน... หลังจากนั้นเดินทางสู่ที่พักโรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ นั่งเสวนาพูดคุยกับท่านอาจารย์(ทีละคน)ถึงเรื่องที่ได้รับจากการเรียนกับอาจารย์ , หัวเรื่องการทำดุษฎีนิพนธ์ ท่านอาจารย์ได้ให้แนวคิด ข้อคิด และแนะนำศิษย์แต่ละคน จนสามารถมองเห็นภาพตัวเองยืนสวมครุย ม.ราชภัฎสวนสุนันทาได้ชัดเจนขึ้น(เกือบเที่ยงคืน)...วันงาน ตอนเช้ารับท่านอาจารย์และคณะทานอาหารเช้าที่ร้านคู่ขวัญ มีอาหารเช้าพื้นเมือง ชา กาแฟ เกือบ 30 อย่าง ท่านอาจารย์และทุกคนบอกเสียงเดียวกันว่า อร่อยมาก เดินทางไปสำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต ได้รับการต้อนรับจาก ท่านนายกฯสมใจ และคณะบริหารเทศบาล อย่างดียิ่ง รวมถึงผู้นำชุมชนต่างๆ เช่น ชุมชนเมืองเก่า,สมาคมเพอรานากัน พวกเราใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้รับความรู้ แนวคิดต่างๆมากมาย เช่นการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต ในส่วนของ 8 ความสุขที่เป็นนโยบายหลักของเทศบาลฯ ซึ่งก็ตรงและสอบคล้องกับทฤษฎี 8 K’s , 5 K’s ของท่านอาจารย์ รวมถึงกับบทบาทผู้นำของท่านนายกฯหญิงเหล็ก แห่งภูเก็ต ในเรื่องการยกย่องให้เกียรติ ยอมรับความคิดเห็นของข้าราชการประจำ (ซึ่งในปัจจุบันนักการเมืองส่วนใหญ่ชอบข่มเหง รังแก ข้าราชการประจำ) การให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากขึ้นในทุกภาคส่วน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและออกเยี่ยมเยียนในโครงการ”เทศบาลพบประชาชน” ทุกวันพุธ เพื่อสอบถามดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทุกชุมชน ซึ่งผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่งในเขตเทศบาลฯ นอกจากนี้ในส่วนตัวของผมในฐานะรุ่นน้องร่วมสถาบันฯ ท่านนายกฯยังได้รับประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น “40 ปี 40 ศิษย์เก่าดีเด่น” ประจำปีพุทธศักราช 2550 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (http://www.hatyai.psu.ac.th) ท่านอาจารย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องอนาคตของเมืองภูเก็ต เรื่อง Benchmarking, Quality, Standard , Best Practice , excellent ... อาหารกลางวันที่ร้านปากน้ำซีฟู๊ด บ้านกู้กู อาหารเที่ยงรสชาติดีเยี่ยม... ในภาคบ่ายร่วมรับฟังและเสวนาการจัดการขยะของเทศบาล ที่เป็นเตาเผาเพียงแห่งเดียวของจังหวัดภูเก็ต รูปแบบการจัดการแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเป็นเตาเผาที่เป็นต้นแบบของทั่วประเทศไทย รวมถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยพี่ประชุม(นายประชุม สุริยะ)อย่างดีเยี่ยมสมกับเป็นที่ดูงานของคณะต่างๆปีละ 400 กว่าคณะ... หลังจากนั้นเยี่ยมชมย่านการค้าเมืองเก่า ที่มีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม อาคารสไตส์”ชิโนโปรตุกีส”ที่ผสมผสานเอาความเป็นศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่าง กลมกลืน จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ต ตึกเก่าเหล่านี้เป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย ลักษณะ ลึกและแคบ ชั้นล่างแบ่งพื้นที่ใช้สอยไปตามความลึกได้ถึงห้าส่วนด้านหน้าเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ถัดไปเป็น ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ห้องอาหาร ห้องครัว ภายในอาคารมักมีฉิ่มแจ้ หรือบ่อน้ำบาดาลหนึ่งบ่อและเจาะช่อง ให้อากาศถ่ายเทและแสงส่องเข้าอาคาร ตึกแถวในภูเก็ตจึงเย็นสบาย ส่วนที่ชั้นสองเป็นห้องนอนหน้าตึกแถวมีทาง เดินเท้า ทำเป็นช่องซุ้มโค้งเชื่อมกันไปตลอด ทั้งแนวตึกแถว เรียกว่า อาเขต (arcade) หรือ หงอคาขี่ ในภาษาจีนฮกเกี้ยน ซึ่งหมายถึง ทางเดินกว้าง ๕ ฟุตจีน ที่มีหลังคาคลุม สามารถเดินได้ต่อเนื่องกันตลอด โดยมีชั้นบนยื่นล้ำ ออกมา เป็นหลังคากันแดดกันฝนซึ่งตกเกือบตลอดปี นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับ สภาพภูมิอากาศอีกทั้งยัง แสดง ให้เห็นถึงความเอื้ออาทร ของเจ้าของบ้านกับผู้สัญจร ที่ชั้นสองด้านหน้าอาคารเน้นการ เจาะช่องหน้าต่างเป็น ซุ้มโค้งคูหาละสามช่อง ขนาบข้างด้วยเสาแบบกรีก และโรมัน บนพื้นผนังตกแต่งด้วยลายปูนปั้นทั้งแบบจีน และตะวันตก ผสมกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นสร้างทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตให้มีความเข้มแข็ง แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากก็คือกลุ่มชุมชนเมืองเก่า ที่ตั้งใจมาต้อนรับคณะ ตั้งแต่บ่ายโมงกว่า (แต่คณะฯเดินทางถึงประมาณสี่โมงเย็น) ที่เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ในเมืองเก่า ยอมเสียสละเวลาและแต่งกายด้วยชุดย่าหยา หรือชาวจีนภูเก็ตเรียกว่า ปั่วตึ่งเต่ ที่แปลว่า ครึ่งสั้น ครึ่งยาว ชาวปีนังเรียกว่า ชุดเคบาย่า เป็นชุดการแต่งกายทางชาวพื้นเมืองดั้งเดิมภูเก็ต ปัจจุบันการแต่งกายชุดย่าหยา ถือว่าเป็นการแต่งกายที่งดงาม แสดงออกถึงความสวยงามของความเป็นกุลสตรีภูเก็ต ในงานสำคัญๆเช่นงานบุญ งานประเพณีต่าง ๆจึงจะมีโอกาสได้เห็นสตรีภูเก็ตแต่งกายชุดย่าหยา ที่งามสง่าน่าพิศ น่ามองเป็นที่ประทับใจยิ่งของผู้ได้พบเห็น ถือเป็นการมีส่วนร่วมของภาคชุมชนอย่างแท้จริง และมีการรับรองด้วยอาหารว่างและขนมพื้นเมืองภูเก็ตหลากหลายชนิด โดยเฉพาะโอ้เอ๋ว หรือโอ๊ะเอ๋วเป็นอาหารท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต ได้จากวุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว (คล้ายเมล็ดแมงลัก Ficus pumila var. awkeotsang หรือ Ficus awkeotsang) ที่แช่น้ำแล้วใช้เมือกโอ้เอ้วมาผสมกับเมือกของกล้วยน้ำว้า ใส่เจี่ยกอเพื่อให้โอ๊ะเอ๋ว เกาะตัวเป็นก้อน นำมาใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส กินแก้ร้อนใน และลดการกระหายน้ำ ชาวภูเก็ตจะรับประทานโอ้เอ๋ว สามแบบ คือ โอ้เอ๋วใส่ถั่วแดงและเฉาก๊วย (ขาว ดำ แดง) โอ้เอ๋วใส่ถั่วแดง (ขาว แดง) และ โอ้เอ๋วใส่เฉาก๊วย (ขาว ดำ)บางคนนิยมใส่กล้วยและน้ำหวานด้วย...นักศึกษาร่วมส่งท่านอาจารย์และคณะฯที่สนามบิน พลขับโดยพี่ต๋อม(นายอธิคม ศรีรัตนประภาส) คำนวณเวลาผิดพลาดนิดหน่อย ทำให้ท่านอาจารย์และคณะตกไฟล์ ต้องเดินทางในไฟล์ถัดไป เนื่องจากการเดินทางรถติดมาก เป็นพิเศษกว่าทุกวัน (เหมือนกับกรุงเทพฯ จึงกราบขออภัยมานะที่นี้ด้วยครับ)... สุดท้ายขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และคณะ ที่สละเวลามาร่วมงานในครั้งนี้ ขอบพระคุณ ท่านนายกเทศมนตรี และคณะบริหารเทศบาลนครภูเก็ต , หัวหน้าส่วนศูนย์กำจัดขยะคุณประชุม สุริยะ คุณยินดี มโนสุนทร พร้อมคณะกรรมการชุมชนย่านเมืองเก่า และคณะกรรมการสมาคมเพอรานากัน สุดท้ายเพื่อนนักศึกษาปริญญาเอก ศูนย์ภูเก็ต ที่ร่วมงานโครงการทัศนศึกษา (Study Tour) ตั้งแต่การเตรียมงาน การลงทะเบียน การเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาคเช้า ภาคบ่าย ตลอดจนถึงการสรุป ประเมินผลโครงการ ด้วยความขอบคุณอีกครั้ง ครับผม...

นายอำนวย คุ้มบ้าน ศิษย์อาจารย์ ศูนย์ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 นักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ มรภ.สวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต ได้จัด โครงการ Study Tour เรื่อง การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต ณ เทศบาลนครภูเก็ต โดยการนำของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์ อาจารย์ประจำวิชา การจัดการทุนมนุษย์ และได้รับเกียรติจาก น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง Old Phuket Town สมาคมเพอรานากัน และโครงการเตาเผาขยะภูเก็ต ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองนครภูเก็ต ท่ามกลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามกรอบการเรียนที่อาจารย์จีระท่านได้กำหนด ให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสเรียนทั้งด้านทฤษฎีและลงมือปฏิบัติสัมผัสกับความเป็น จริงของปัญหาที่ศึกษา ในโอกาสเดียวกัน อาจารย์จีระ ท่านได้บรรยายให้ความรู้ด้านทฤษฎีที่ท่านสอนในห้องเรียนและทฤษฎีใหม่ ๆ เพื่อให้นักศึกษาพร้อมกับคณะผู้บริหารเทศบาลนครภูเก็ต ได้รับรู้และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีกำไรในการพัฒนา องค์กรไปสู่ความสำเร็จและเป็นเลิศ ทั้งด้านประสิทธิภาพ มาตรฐาน คุณภาพ ความเป็นเลิศ เท่าที่ผมได้ฟังอาจารย์ในทฤษฎีที่ผมคิดว่าน่าจะมีคุณค่ามากและมีบทบาทสำคัญ ในด้านการสนับสนุนให้ทฤษฎีด้านอื่น ๆ เช่น 8 K 5 K ของอาจารย์ สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็น จริงได้ในยุคใหม่ คือ ยุคโลกาภิวัตน์ นั้น ต้องนำ ทฤษฎี ดังต่อไปนี้มาเป็นส่วนสำคัญด้วย คือ

5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการ

เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์

Knowledge Capital ทุนทางความรู้

Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม

Emotional Capital ทุนทางอารมณ์

Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม

สรุป ผมโชคดีที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ ได้รับความรู้มากมายในการทำหน้าที่เป็นกลไกของสังคมภูเก็ตและเชื่อด้วยความ มั่นใจ ว่า ทฤษฎีอาจารย์มีความสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศได้แน่นอน ในขณะเดียวกันสาระความรู้ที่เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเทศบาลนครภูเก็ต โดยเฉพาะ น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ผมมีความคิดว่าจะด้วยเหตุบังเอิญหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ นโยบาย 8 ความสุขของเทศบาลนครภูเก็ต ที่นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ได้นำมาเป็นข็อมูลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ๆ นักศึกษา ป.เอก สาขานวัตกรรมการจัดการ มรภ.สวนสุนันทา ในครั้งนี้ตรงกับทฤษฎีของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์แทบทุกเรื่องประกอบด้วย HR, ทฤษฏี 3 วงกลม, ทฤษฏี 8 k’s, ทฤษฏี 5 k’s, ทฤษฏี 4 L’s, ทฤษฏี 2 R’s, ทฤษฏี 2 I’s, ทฤษฏี C&E, ทฤษฏี HRDS, ทฤษฏี 3 L’s และทฤษฏีที่เราทุกคนชื่นชมชอบในเชิงการค้นคว้าและเปรียบเทียบคือ การปลูกกับการเก็บเกี่ยว เมื่อได้นำทฤษฎีของ อาจารย์มาวิเคราะห์แนวคิด ลักษณะการบริหารจัดการพัฒนาท้องถิ่น ของ น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา สามารถระบุได้ ว่า ท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ท่านเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทางทุนมนุษย์ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างชัดเจนที่สุด เพราะท่านบริหารงาน บริหารคน จาก ใจ ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ทางการเมือง จึงได้ใจคนและงานประสบความสำเร็จ ท้องถิ่นเจริญก้าวหน้า สังคมมีความเข้มแข็งและความสุขน่าอยู่อย่างยั่งยืน ขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ให้ความเมตตาศิษย์ กราบขอบพระคุณ น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต คณะกรรมการชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต สมาคมเพอรานากัน ผู้อำนวยการโครงการเตาเผาขยะภูเก็ต สำนักปลัดเทศบาลนครภูเก็ต โดยเฉพาะ คุณชุติมา สนิทเปรม กองวิชาการเทศบาลนครภูเก็ต ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ต และทุกท่านที่ช่วยให้งานนี้ประสบความสำเร็จ ขอบพระคุณมากครับ

ว่าที่ร้อยตรีจิรทีปต์ ช่วยคง ม.ราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

การพัฒนาบุคลากรโดยใช้ IT ในการกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา

และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง

ทฤษฎีของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประกอบด้วย HR, ทฤษฏี 3 วงกลม, ทฤษฏี 8 k’s, ทฤษฏี 5 k’s, ทฤษฏี 4 L’s, ทฤษฏี 2 R’s, ทฤษฏี 2 I’s, ทฤษฏี C&E, ทฤษฏี HRDS, ทฤษฏี 3 L’s

ผมกำลังนำทฤษฏีของอาจารย์จีระฯ มาใช้ โดยวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์กรมราชทัณฑ์ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาภายใต้ภารกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาของกระทรวงยุติธรรม และยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มภารกิจด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและแนวทางที่สำนักงาน ก.พ.ร กำหนด ให้สามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กร เพื่อให้เกิดการบริหารและพัฒนาบุคลากรเชิงรุกทั้งระบบไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ( Learning Organization) โดยให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ (Knowledge Managerment) การพัฒนาขีดความสามารถหรือสมรรถนะของบุคลากร สู่ความเป็นมืออาชีพ เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมเพื่อให้เกิดความสำเร็จ และการดูแลเรื่องสายงานความก้าวหน้าในอาชีพ รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานแสวงหาแนวคิดใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมในองค์กรและยังส่งเสริมให้บุคลากรได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่

เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาพัฒนา ( IT Capital)

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานราชทัณฑ์จะเน้นความสำคัญของการนำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับงานราชทัณฑ์ เพื่อปรับปรุงระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการให้สะดวกรวดเร็ว ได้รับความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและวิทยาการใหม่ๆ รวมทั้งสามารถช่วยลดอัตรากำลังและภาระของบุคลากรได้ ด้วยการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดตามจุดสำคัญของเรือนจำ ติดตั้งระบบ Video Conference คือการเยี่ยมญาติและฝากขังทางไกลผ่านจอภาพ การจัด ศูนย์บริการร่วม (Call Center) ระบบ One Stop Service เป็นการให้บริการประชาชนแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ระบบข้อมูลบริหารงบประมาณภาครัฐ การติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงงานราชทัณฑ์ได้สะดวก รวดเร็ว ตลอดจนการตั้งศูนย์ปฏิบัติการสำหรับรองรับการบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานราชทัณฑ์ให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สามารถพัฒนาบุคลากรและองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์

ในการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย จะมุ่งเน้นการศึกษาและฝึกอบรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถปรับพฤติกรรมตนเองให้พร้อมกลับสู่สังคมได้โดยไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีกซึ่งประกอบด้วยการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังเพื่อคัดเข้าสู่โปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูแต่ละประเภทเป็นการเฉพาะ การให้การศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ การพัฒนาจิตใจในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองเพื่อเน้นการ อบรมทักษะทางอาชีพและการอยู่ร่วมกับสังคมหลังพ้นโทษให้เป็นไปอย่างถูกต้องตรงกับลักษณะผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังจัดให้มีระบบการดูแลสงเคราะห์ผู้ต้องขังหลังปล่อยตัวเพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข ด้วยการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเรียกว่า ระบบการส่งต่อ เพื่อติดตามดูแลช่วยเหลือและให้การสงเคราะห์ผู้พ้นโทษให้สามารถประกอบอาชีพอยู่ในสังคมได้

การส่งเสริมการฝึกวิชาชีพในระบบอุตสาหกรรม เป็นการสร้างรายได้และฝึกวิชาชีพให้ผู้ต้องขังสามารถนำไปประกอบอาชีพได้โดยสุจริตภายหลังพ้นโทษ ด้วยการนำแรงงานผู้ต้องขังมาสร้างรายได้ในเชิงอุตสาหกรรม โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น และหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่เกิดจากการทำลายป่า รวมทั้งการยกระดับการศึกษา การฝึกวิชาชีพให้ได้มารตรฐานสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสามมารถนำออกสู่ตลาดได้

สถาบันพัฒนาข้าราชการราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานหลักของกรมราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรของกรมราชทัณฑ์โดยคำนึงถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยรอบด้าน พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 แผนยุทธศาสตร์กรมราชทัณฑ์ 5 ปี (พ.ศ. 2548 – 2551) ในขณะที่เรือนจำ /ทัณฑสถานก็ได้พัฒนาผู้ต้องขังโดยใช้วิธีการพัฒนาประสิทธิภาพการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในรูปแบบต่างๆโดยยึดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นแนวทาง ดังนั้นการจัดการศึกษาในเรือนจำ น่าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มงานคือ

1.งานการศึกษา ได้แก่

1.1 การศึกษาสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ

1.2 การศึกษาระดับประถมศึกษา(ช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2)

1.3 การศึกษาสายสามัญ ช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชั้นที่ 4

1.4 การศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยการร่วมมือระหว่างกรมราชทัณฑ์กับ มสธ.ที่ทำอยู่

1.5 การศึกษาสายอาชีพ เป็นการจัดหลักสูตรวิชาชีพ

2.งานพัฒนาจิตใจ เป็นการจัดการศึกษาธรรมศึกษาชั้น นักธรรมตรี นักธรรมโท และ

นักธรรมเอก และนำโปรมแกรมแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสองกลุ่มงานจะจัดการศึกษาในรูปแบบการจัดการเรียนการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมตามโครงการพระราชดำริ ผสมผสานการเรียนรู้โดยใช้ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์และอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลทำให้การพัฒนาผู้ต้องขังด้วย ITไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

การใช้ไอทีเพื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้ต้องขังในปัจจุบันเป็นพระราชดำริในองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุสยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังจึงได้จัดให้มี “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ ไอทีจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ได้มาก มีระบบมัลติมีเดียที่เรียกดูได้ตามความต้องการ ระบบอินเตอร์เน็ตและกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย มีระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ E- learning ซึ่งรวบรวมเนื้อหาของบทเรียน ระบบบริหารการเรียน การติดต่อสื่อสาร การสอบประเมินผล อย่างไรก็ตามการใช้ E- learning เพื่อใช้ในการเรียนการสอนสำหรับกลุ่มผู้ต้องขังโดยใช้วิธีการของเว็บยังคงต้องมีข้อจำกัดในเรื่องของความมั่นคง เพราะยังถือว่าเป็นการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ

วิเคราะห์ได้ว่า ความรู้เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง การพัฒนาความรู้ใหม่ๆ เพื่อการแข่งขันและเสริมสร้างความเข้มแข็ง จึงเป็นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ในระบบเศรษฐกิจจะให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนความรู้เป็นนวัตกรรมโดยอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้จะทำให้สัดส่วนความรู้ที่อยู่ภายในกับภายนอกตัวบุคคลเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีความจำเป็นและความต้องการในการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ให้มีสภาพกลายเป็น ความรู้ที่ปรากฏชัดเจน

ผลดี การจัดการความรู้ทำให้เกิดการถ่ายทอดทอด แลกเปลี่ยน และแบ่งปันความรู้ให้เกิดของการดำเนินงาน อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สำคัญคือ “สมองประสานใจ” นั่นคือ ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพจะต้องมีทัศนะ ความคิดเห็น และความรู้สึกเชิงบวก รวมทั้งมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

ผลเสีย ในขณะที่แต่ละหน่วยงานให้ความสำคัญและเร่งระดมการปรับเปลี่ยนหน่วยงานของตน แต่หากยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนตลอดจนไม่ทราบว่าจะนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในงานได้อย่างไร ก็จะทำให้ขาดประสิทธิภาพ

แนวทางแก้ไขและความเป็นไปได้ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และการสร้างและใช้ความรู้ ในการปฏิบัติงาน มีการเรียนรู้ร่วมกันและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เช่น ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็จะเป็นข้าราชการเป็นบุคคลเรียนรู้ควรมีภาวะผู้นำ และสามารถเรียนรู้จากผู้อื่น รู้ควรมีภาวะผู้นำ และสามารถเรียนรู้จากผู้อื่น ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานโดยเน้นการเรียนรู้ร่วมกัน

เรียน ศ.ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง Study Tour ภูเก็ต "การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต "

ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต รหัส.54484931011

ในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ทีมนักศึกษาปริญญาเอกมีตัวแทนไปต้อนรับท่านศาสตราจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ ณ.สนามบินนานาชาติภูเก็ต ดิฉันพร้อมเพื่อนๆนักศึกษารับประทานอาหารร่วมกับท่านอาจารย์และทีมงาน ณ.ร้านอาหารปากน้ำซีฟู้ต หลังจากนั้นทีมนักศึกษาพร้อมท่านอาจารย์และทีมงานใช้เวลาก่อนที่ท่านอาจารย์จะพักผ่อน ซึ่งศาสตราจารย์จีระ หงส์ลดารมโดยใช้เวลาแบบคุ้มค่ามากๆในผิวหน้าที่สดชื่นไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง ดิฉันและเพื่อนๆรู้สึกชื้นชมท่านอาจารย์มากๆ อาจารย์ได้ติวเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมการทำวิทยานิพนธ์เป็นรายบุคคล ในประเด็นนี้ดิฉันได้เสนอท่านอาจารย์มีความสนใจเรื่อง"การทำ MOUในวิทยาลัยกับต่างประเทศ เปรียบเทียบ การไม่ทำ MOU " ท่านอาจารย์ได้ให้ข้อคิดอย่างดี ในคืนนี้อาจารย์ได้ใช้เวลาพูดคุยตั้งแต่เวลา 21.00 - 24.00 น.ดิฉันมีความรู้สึกในการพูดคุยกับอาจารย์ได้ใช้ทฤษฎี 4L ได้แก่ 1).วิธีการเรียน 2).บรรยากาศในการเรียน 3).ปะทะทางปัญญา 4).องค์กรแห่งการเรียนรู้ ดิฉันเกิด Intellectual Capital และ Happiness Capital

ในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ทีมนักศึกษาในช่วงเช้าของภูเก็ตพร้อมท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และทีมงาน (น้อง 2 คน)ได้รับทานอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ตเป็นร้านอาหารที่มีกลิ่นไอของคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี๋ยนซึ่งประกอบด้วย หมีซัว ปาท่องโก้ (เจี๋ยโกย) เซวโป๋ย (ขนมจีบ ) ปากู้ดเต้ รวมทั้งโกปี้ (กาแฟโบราณ )ฯลฯ เมื่อเวลา 9.00-9.30 น.นักศึกษาและผู้นำชุมชน หัวหน้าสวน ผู้อำนวยการเทศบาลนครภูเก็ต ประธานชุมชน OLD PHUKET TOWN รวมทั้ง สมาคมเพอรานากัน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ต ฯลฯ เวลา 9.35 น.ท่านสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ตดิฉันเป็นตัวแทนนักศึกษาได้รับเกียรติให้ติดดอกไม้หน้าอกให้ท่านนายกฯ ต่อจากนั้นท่าน ศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ มาถึงเทศบาลนครภูเก็ตโดยนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ตถือป้ายต้อนรับ หลังจากนั้นดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนนักศึกษาติดช่อดอกไม้หน้าอกให้ท่าน ศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อเวลา 9.40 น.นายกเทศบาลนครภูเก็ตกล่าวต้อนรับพร้อมทั้งเล่าเกี่ยวกับการบริหาร " การจัดการมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต " ดิฉันคิดว่าท่านนายฯเทศบาลนครภูเก็ตท่านมี VISION วิสัยทัศน์ในการบริหารการจัดการมนุษย์โดยภายใต้ยุทธศาสตร์ท้ง8ของความสุข เพื่อให้เทศบาลนครภูเก็ตเป็น นครแห่งความสุขและน่าอยู่อย่างยั่งยืน ".ดิฉันมีความรู้สึกท่านนายกสมใจ สุววณศุภพนาเป็นผู้บริหารที่ "Open Mind "ซึ่งสอดคล้องทฤษฎี HR ; ทฤษฎี 3 วงกลม การบริหารที่ให้ชุมชน/สังคมรวมทั้งประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมพร้อมทั้งได้วางแผนทุนมนุษย์ให้ภูเก็ตเป็นเมืองภูเก็ตที่ยั่งยืน มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้ให้คนไทยมากกว่าคนต่างชาติเป็นสิ่งดิฉันคิดว่าสอดคล้องกับทฤษฎี HRDS รวมทั้งทฤษฎี 3K และ ทฤษฎี3L ภูเก็ตมีความเสน่ห์ในเรื่องการบริหารจัดการมนุษย์เกี่ยวกับ การบริการ การท่องเที่ยว และการแพทย์ ฯลฯซึ่งภูเก็ตมีจุดขายโดยมียุทธวิธีที่มีความแข็งแกร่งของ BRAND ท่านนายกสมใจ สุวรรณศุภพนานายกเทศบาลนครภูเก็ตท่านได้นำทฤษฎีมาบูรณาการณ์โดยไม่ขาด 8K และ 5K ผู้บริหารเทศบาลนครภูเก็ตมีการคิดยุทธศาสตร์ โดยมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งมีวัฒนธรรมในการใฝ่รู้ เรียนรู้ นอกจากนี้ท่านนายกสมใจ สุวรรณศุภพนาท่านมีการบริหารจัดการมุ่งไปที่ Green Economy ในประเด็นนี้ท่านประสานงานกับหน่วยงานทุกด้านรับฟังความคิดเห็น ดูจุดอ่อน จุดแข็ง ของเทศบาลนครภูเก็ต พร้อมทั้งการบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตัวเอง เน้นสร้าง Network คล่องตัว ในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ตพบว่ามีการทำ "Master Plan ของ HR เน้นปัจจัยเสี่ยง และ ปัจจัยความสำเร็จ เมื่อท่านนายกสมใจ สุวรรณศุพนา นายกเทศบาลนครภูเก็ตท่านได้ให้ศาสตราจารย์จีระ หงศ์ลดารมภ์แลกเปลี่ยนความรู้โดยท่านอาจารย์ได้ชมท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ตมีการบริหารจักการทุนมนุษย์แบบมีทฤษฎีรองรับหลากหลายอทิเช่น 2R ,4L ; 2I ; HRDS ;3Lและ C&Eเป็นต้น ท่านศ.คร.จีระ หงส์ลดารมภ์ การบริหารจัดการทุนมนูษย์ในระดับปริญญาเอกจะให้เกิดประโยชน์ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแกนนำในการมองอนาคตของชุมชน/สังคมเน้นให้ประชาชนทุกฝ่ายมีสวนร่วมโดยเฉพาะเปิดเสรีอาเซียนในปี 2015 ภูเก็ต ดังนั้นภูเก็ตมีจุดขายมากขึ้นฉะนั้นต้องมียุทธวิธีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของ Brand ถ้ามี Creative Economy จะต้องมี Creative City ภูเก็ตเป็นเมืองที่ดึงดูดคนเก่ง คนสร้างสรรค์ทั่วโลก โดยเพาะคน ASEAN และ ASIA ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี Blue Ocean เกี่ยวกับธุรกิจ IT :การแพทย์ :Trading และการกีฟฬา ภูเก็ตสามารถสร้าง Link กับภูมภาคมากขึ้น (Logistics) ท่านอาจารย์ฝากให้ท่านนายกฯช่วยทางภาคอีสานด้วย ท่านศ.ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ท่านกล่าวว่าในอนาคต....ขาดอะไร? ก็ต้องเพิ่มให้เต็ม อทิเช่น 1).Infrastructures 2).IT Facilities 3).Human Capital การบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน Global ไม่ใช่ Local ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ท่านได้คำแนะนำว่าการจัดการทุนมนุษย์ในจังหวัดภูเก็ตลองวิเคราะห์ 4 ขั้นตอนดังนี้ 1).การแข่งขัน WTO: FTA :ASEAN เสรี 2015 2).ธุรกิจต้อง Competitive 3).World Competitive Ranking ของไทยเรื่องคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ 4).สาเหตุของปัญหาระดับ Macro HR Architecture ทุนมนุษย์มีแต่ปริมาณขาดคุณภาพ มีแต่ปริญญาไม่ใช่ปัญญา ภูเก็ตต้องสมดุล ยั่งยืน แข่งขันได้ ต้องสอดคล้องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและต้องสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand นอกจากนี้ต้องสำรวจทุนมนุษย์ HR Audit ในทุกๆ Sectors รวมทั้งสร้างทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ในธุรกิจที่เน้นความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ต่อจากนั้นท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอกได้แลกเปลี่ยน ซึ่งดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ได้กล่าวว่าในวันนี้ที่ทางนักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต จัดทำโครงการทัศนศึกษา (Study Tour ) เรื่อง "การจัดการมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต " ในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ดิฉันได้ความรู้ในการเรียนนอกห้องเรียน .เสมือนความสุขที่มาจากข้างในเป็นความสุขที่มาจากจิตใจ คือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่ความสุขจากวัตถุ "นอกจากนี้ดิฉันได้พบ "อย่าคิดว่าสิ่งที่ทำ ได้ทำดีที่สุดแล้ว อย่าคิดว่าสิ่งที่ไม่ดี แก้ไขไม่ได้ " จากการที่นายกเทศบาลนครภูเก็ตและท่ารศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ให้ในวันนี้ เมื่อเรารู้จักคนรู้จักองค์กรทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กร ให้คนเก่ง คนดี มีจริยธรรม นำพาองค์กรพัฒนาต่อไปได้ เสมือนเทศบาลนครภูเก็ต ดิฉันคิดว่าเทศบาลนครภูเก็ตสามารถนำสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนได้แก่ 1).Relationships เครือข่ายพันธมิตรรวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอก 2).Knowledge ความรู้และการปรับปรุงงานอยู่เสมอ พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อต่อยอดความรู้ 3) Leaderships and Communication ภาวะผู้นำและการสื่อสารพร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและทิศทางการดำเนินกิจกรรมของเทศบาลนครภูเก็ตได้อย่างชัดเจน 4).Culture and Value วัฒนธรรมและค่านิยม 5).Reputation and Trust ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเทศบาลนครภูเก็ตที่โดดเด่นด้วยรางวัลอย่างหลากหลาย รวมทั้งการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต 6).Process and System กระบวนการและระบบลำดับขั้นตอนที่ดำเนินการอย่างมีกรอบหรือเสมือนมืออาชีพ ดิฉันขอชื้นชมนายกสมใจ สุวรรณศุพนา นายกเทศมนตรีภูเก็ตท่านบริหารจัดการทุนมนุษย์ในการตัดสินใจโดยมี 3 หลักประกอบด้วย 1).หลักรู้ ได้แก่ความรู้ ทฤษฎี ข้อมูล และการบอกเล่า 2).หลักคิด ได้แก่ กระบวนการวิเคราะห์ กระบวนการสังเคราะห์ รวมทั้งการแปลความรู้เป็นความคิด 3).หลักการปฎิบัติ ได้แก่ วิธีการทำ และ ประสบการณ์ หลังจากนี้มีการแลกเปลี่ยนผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตรวมทั้งผู้นำสมาคม Old Phuket Town และ สมาคมเพอรานากัน การแลกเปลี่ยนความคิดกัน ดิฉันตกผนึกว่า จังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะเทศบาลนครภูเก็ตได้บริหารจัดการทุนมนุษย์แบบบูรณาการณ์โดยใช้ วัฒนธรรม ชิ โน - โปรตุกีช การแต่งกายชุดหย่าหยา อาหารพื้นเมือง การแต่งงานซึ่งเป็นประเพณี คนไทยเชื้อสายจีน "ฮกเกี่ยน "เมื่อได้เวลาในการรับประทานอาหารมื้อเที่ยง "ร้านอาหารปากน้ำซีฟ้ด " ด้วยอาหารที่มีขนมจีนน้ำยาปู ด้วยเส้นหมีเล็ก พร้อมอาหารซีฟู้ดจากทะเลแบบสดๆ ด้วยผลไม้สับประรดภูเก็ตที่หวานกรอบเมื่ออิ่มท้องเดินทางไปเยี่ยมชมและฟังบรรยายพิเศษการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครภูเก็ต ณ ศูนย์รวมกำจัดการสิ่งแวดล้อมขยะจังหวัดภูเก็ตจากการรับฟังข้อมูลดิฉันคิดว่า การกำจัดขยะ จากประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 315,961 คน ประชากรแฝงจำนวน 300,000 คนและมีนักท่องเที่ยวจำนวน 5,300,000 คน ได้รับทุนจากต่างชาติซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ น่าจะให้ท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ตควรส่งเข้ารับรางวัลแม๊กไซไซ ซึ่งการบริหารจัดการสภาสิ่งแวดล้อมโดยการนำ HR แนวทางในการมองภาพรวมขององค์กรจากภาพใหญ่ Macro ไปสู่ระบบ Micro ด้วยการสร้างความสุข นอกจากนี้ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์จะนำต่างชาติมาดูงานจัดการสิ่งแวดล้อมม ณ โรงงานเผาขยะจังหวัดภูเก็ตเร็วๆนี้ เมื่อเวลา15.20 - 17.30 น.เยี่ยมชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต โดยทีมงาน Old Phuket Town โดยชมวัฒนธรรมอาคาร ชิโน -โปรตุกีช การแต่งกายด้วยชุดหย่าหยา อาหารพื้นเมืองและประเพณีการแต่งงานของคนไทยเชื้อสายจีน "ฮกเกี่ยน " ได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของรากเหง้าของบรรพบุรุษจากหลักฐานเช่นตู้เซพที่ปรากฏ คศ.1843 ด้วยชามกระเบื้องลายจีน ฮอลันดา รวมทั้งความเป็นอยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ไทยมุสลิม ไทยซิกซ์ คริสจักร ด้วยการประกอบธุรกิจการค้าอยู่ในชุมชนอย่างเข้มแข็งเป็นการท่องเที่ยววัฒนธรรม ซึ่งทางทีมนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต ได้ต้อนรับด้วย ขนมโอ๋เอ๋ว เป็นขนมที่มีเฉพาะหาทานได้เฉาะจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ขนมเต้าส้อ ขนมม่อเหล้า ว ขนมผิง และ ขนมก้องทึ้ง ที่ร้านโก้ปี้เตียมเป็นร้านที่มีกลิ่นไอของคนไทยเชื้อสายไทยจีน ในการต้อนรับครั้งนี้ดิฉันและทีมงานได้ประชุมและวางแผนมอบหมายโดยเฉพาะดิฉันในการต้อนรับและอาหารพื้นเมือง จากการชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต ด้วยบริหารจัดการทุนมนุษย์ด้วยหลัก 6 หลักในการทำงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1).คิด Macro ทำเป็น Micro 2).ทำเป็นขั้นตอน 3).ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย 4).การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการณ์ ( Communication Condination Integration )ในการดำเนินกิจกรรมของถนนสายวัฒนธรรมดิฉันได้รับความรู้ 4 ด้านได้แก่ 1).Culture 2).Climate (CSR ) 3).Flexiblity ในการทัศนศึกษา (Study Tour ) "เรื่องการจัดการทุนมนูษย์ของเทศบาลนครภูเก็ค ได้รับ Happiness ประกอบด้วย 1).Respect 2).Dignity และ 3).Sustainabilty ท้ายสุดนี้ดิฉันสุขด้วยความพอใจ สุขด้วยความอบอุ่น สุขด้วยความสนุกสน่าน พร้อมทั้งดิฉันได้ตกผนึกเกี่ยวกับ 1).เก่งด้วยแรงจูงใจ 2).เก่งด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวปัญหา และ เก่งด้วยการกล้าพูดกล้าบอกและกล้าแสดงออกด้วยความเหมาะสมพร้อมทั้งได้ข้อคิด 1).ดีด้วยการรู้จักอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ 2).ดีด้วยการมีน้ำใจและการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น และ 3).ดีด้วยการรู้จักว่าอะไรถูก อะไรผิด และการยอมรับผิด ดิฉันขอบคุณมากๆ โดยเฉพาะท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ต และ ท่านศ.ดร.จีระ หงส?ลดารมภ์ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

เรียน ศ.ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง Study Tour ภูเก็ต "การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต "

ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต รหัส.54484931011

ในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ทีมนักศึกษาปริญญาเอกมีตัวแทนไปต้อนรับท่านศาสตราจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ ณ.สนามบินนานาชาติภูเก็ต ดิฉันพร้อมเพื่อนๆนักศึกษารับประทานอาหารร่วมกับท่านอาจารย์และทีมงาน ณ.ร้านอาหารปากน้ำซีฟู้ต หลังจากนั้นทีมนักศึกษาพร้อมท่านอาจารย์และทีมงานใช้เวลาก่อนที่ท่านอาจารย์จะพักผ่อน ซึ่งศาสตราจารย์จีระ หงส์ลดารมโดยใช้เวลาแบบคุ้มค่ามากๆในผิวหน้าที่สดชื่นไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง ดิฉันและเพื่อนๆรู้สึกชื้นชมท่านอาจารย์มากๆ อาจารย์ได้ติวเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมการทำวิทยานิพนธ์เป็นรายบุคคล ในประเด็นนี้ดิฉันได้เสนอท่านอาจารย์มีความสนใจเรื่อง"การทำ MOUในวิทยาลัยกับต่างประเทศ เปรียบเทียบ การไม่ทำ MOU " ท่านอาจารย์ได้ให้ข้อคิดอย่างดี ในคืนนี้อาจารย์ได้ใช้เวลาพูดคุยตั้งแต่เวลา 21.00 - 24.00 น.ดิฉันมีความรู้สึกในการพูดคุยกับอาจารย์ได้ใช้ทฤษฎี 4L ได้แก่ 1).วิธีการเรียน 2).บรรยากาศในการเรียน 3).ปะทะทางปัญญา 4).องค์กรแห่งการเรียนรู้ ดิฉันเกิด Intellectual Capital และ Happiness Capital

ในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ทีมนักศึกษาในช่วงเช้าของภูเก็ตพร้อมท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และทีมงาน (น้อง 2 คน)ได้รับทานอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ตเป็นร้านอาหารที่มีกลิ่นไอของคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี๋ยนซึ่งประกอบด้วย หมีซัว ปาท่องโก้ (เจี๋ยโกย) เซวโป๋ย (ขนมจีบ ) ปากู้ดเต้ รวมทั้งโกปี้ (กาแฟโบราณ )ฯลฯ เมื่อเวลา 9.00-9.30 น.นักศึกษาและผู้นำชุมชน หัวหน้าสวน ผู้อำนวยการเทศบาลนครภูเก็ต ประธานชุมชน OLD PHUKET TOWN รวมทั้ง สมาคมเพอรานากัน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ต ฯลฯ เวลา 9.35 น.ท่านสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ตดิฉันเป็นตัวแทนนักศึกษาได้รับเกียรติให้ติดดอกไม้หน้าอกให้ท่านนายกฯ ต่อจากนั้นท่าน ศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ มาถึงเทศบาลนครภูเก็ตโดยนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ตถือป้ายต้อนรับ หลังจากนั้นดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนนักศึกษาติดช่อดอกไม้หน้าอกให้ท่าน ศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อเวลา 9.40 น.นายกเทศบาลนครภูเก็ตกล่าวต้อนรับพร้อมทั้งเล่าเกี่ยวกับการบริหาร " การจัดการมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต " ดิฉันคิดว่าท่านนายฯเทศบาลนครภูเก็ตท่านมี VISION วิสัยทัศน์ในการบริหารการจัดการมนุษย์โดยภายใต้ยุทธศาสตร์ท้ง8ของความสุข เพื่อให้เทศบาลนครภูเก็ตเป็น นครแห่งความสุขและน่าอยู่อย่างยั่งยืน ".ดิฉันมีความรู้สึกท่านนายกสมใจ สุววณศุภพนาเป็นผู้บริหารที่ "Open Mind "ซึ่งสอดคล้องทฤษฎี HR ; ทฤษฎี 3 วงกลม การบริหารที่ให้ชุมชน/สังคมรวมทั้งประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมพร้อมทั้งได้วางแผนทุนมนุษย์ให้ภูเก็ตเป็นเมืองภูเก็ตที่ยั่งยืน มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้ให้คนไทยมากกว่าคนต่างชาติเป็นสิ่งดิฉันคิดว่าสอดคล้องกับทฤษฎี HRDS รวมทั้งทฤษฎี 3K และ ทฤษฎี3L ภูเก็ตมีความเสน่ห์ในเรื่องการบริหารจัดการมนุษย์เกี่ยวกับ การบริการ การท่องเที่ยว และการแพทย์ ฯลฯซึ่งภูเก็ตมีจุดขายโดยมียุทธวิธีที่มีความแข็งแกร่งของ BRAND ท่านนายกสมใจ สุวรรณศุภพนานายกเทศบาลนครภูเก็ตท่านได้นำทฤษฎีมาบูรณาการณ์โดยไม่ขาด 8K และ 5K ผู้บริหารเทศบาลนครภูเก็ตมีการคิดยุทธศาสตร์ โดยมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งมีวัฒนธรรมในการใฝ่รู้ เรียนรู้ นอกจากนี้ท่านนายกสมใจ สุวรรณศุภพนาท่านมีการบริหารจัดการมุ่งไปที่ Green Economy ในประเด็นนี้ท่านประสานงานกับหน่วยงานทุกด้านรับฟังความคิดเห็น ดูจุดอ่อน จุดแข็ง ของเทศบาลนครภูเก็ต พร้อมทั้งการบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตัวเอง เน้นสร้าง Network คล่องตัว ในการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ตพบว่ามีการทำ "Master Plan ของ HR เน้นปัจจัยเสี่ยง และ ปัจจัยความสำเร็จ เมื่อท่านนายกสมใจ สุวรรณศุพนา นายกเทศบาลนครภูเก็ตท่านได้ให้ศาสตราจารย์จีระ หงศ์ลดารมภ์แลกเปลี่ยนความรู้โดยท่านอาจารย์ได้ชมท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ตมีการบริหารจักการทุนมนุษย์แบบมีทฤษฎีรองรับหลากหลายอทิเช่น 2R ,4L ; 2I ; HRDS ;3Lและ C&Eเป็นต้น ท่านศ.คร.จีระ หงส์ลดารมภ์ การบริหารจัดการทุนมนูษย์ในระดับปริญญาเอกจะให้เกิดประโยชน์ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแกนนำในการมองอนาคตของชุมชน/สังคมเน้นให้ประชาชนทุกฝ่ายมีสวนร่วมโดยเฉพาะเปิดเสรีอาเซียนในปี 2015 ภูเก็ต ดังนั้นภูเก็ตมีจุดขายมากขึ้นฉะนั้นต้องมียุทธวิธีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของ Brand ถ้ามี Creative Economy จะต้องมี Creative City ภูเก็ตเป็นเมืองที่ดึงดูดคนเก่ง คนสร้างสรรค์ทั่วโลก โดยเพาะคน ASEAN และ ASIA ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี Blue Ocean เกี่ยวกับธุรกิจ IT :การแพทย์ :Trading และการกีฟฬา ภูเก็ตสามารถสร้าง Link กับภูมภาคมากขึ้น (Logistics) ท่านอาจารย์ฝากให้ท่านนายกฯช่วยทางภาคอีสานด้วย ท่านศ.ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ท่านกล่าวว่าในอนาคต....ขาดอะไร? ก็ต้องเพิ่มให้เต็ม อทิเช่น 1).Infrastructures 2).IT Facilities 3).Human Capital การบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน Global ไม่ใช่ Local ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ท่านได้คำแนะนำว่าการจัดการทุนมนุษย์ในจังหวัดภูเก็ตลองวิเคราะห์ 4 ขั้นตอนดังนี้ 1).การแข่งขัน WTO: FTA :ASEAN เสรี 2015 2).ธุรกิจต้อง Competitive 3).World Competitive Ranking ของไทยเรื่องคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ 4).สาเหตุของปัญหาระดับ Macro HR Architecture ทุนมนุษย์มีแต่ปริมาณขาดคุณภาพ มีแต่ปริญญาไม่ใช่ปัญญา ภูเก็ตต้องสมดุล ยั่งยืน แข่งขันได้ ต้องสอดคล้องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและต้องสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand นอกจากนี้ต้องสำรวจทุนมนุษย์ HR Audit ในทุกๆ Sectors รวมทั้งสร้างทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ในธุรกิจที่เน้นความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ต่อจากนั้นท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอกได้แลกเปลี่ยน ซึ่งดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ได้กล่าวว่าในวันนี้ที่ทางนักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต จัดทำโครงการทัศนศึกษา (Study Tour ) เรื่อง "การจัดการมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต " ในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ดิฉันได้ความรู้ในการเรียนนอกห้องเรียน .เสมือนความสุขที่มาจากข้างในเป็นความสุขที่มาจากจิตใจ คือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่ความสุขจากวัตถุ "นอกจากนี้ดิฉันได้พบ "อย่าคิดว่าสิ่งที่ทำ ได้ทำดีที่สุดแล้ว อย่าคิดว่าสิ่งที่ไม่ดี แก้ไขไม่ได้ " จากการที่นายกเทศบาลนครภูเก็ตและท่ารศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ให้ในวันนี้ เมื่อเรารู้จักคนรู้จักองค์กรทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กร ให้คนเก่ง คนดี มีจริยธรรม นำพาองค์กรพัฒนาต่อไปได้ เสมือนเทศบาลนครภูเก็ต ดิฉันคิดว่าเทศบาลนครภูเก็ตสามารถนำสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนได้แก่ 1).Relationships เครือข่ายพันธมิตรรวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอก 2).Knowledge ความรู้และการปรับปรุงงานอยู่เสมอ พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อต่อยอดความรู้ 3) Leaderships and Communication ภาวะผู้นำและการสื่อสารพร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและทิศทางการดำเนินกิจกรรมของเทศบาลนครภูเก็ตได้อย่างชัดเจน 4).Culture and Value วัฒนธรรมและค่านิยม 5).Reputation and Trust ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเทศบาลนครภูเก็ตที่โดดเด่นด้วยรางวัลอย่างหลากหลาย รวมทั้งการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต 6).Process and System กระบวนการและระบบลำดับขั้นตอนที่ดำเนินการอย่างมีกรอบหรือเสมือนมืออาชีพ ดิฉันขอชื้นชมนายกสมใจ สุวรรณศุพนา นายกเทศมนตรีภูเก็ตท่านบริหารจัดการทุนมนุษย์ในการตัดสินใจโดยมี 3 หลักประกอบด้วย 1).หลักรู้ ได้แก่ความรู้ ทฤษฎี ข้อมูล และการบอกเล่า 2).หลักคิด ได้แก่ กระบวนการวิเคราะห์ กระบวนการสังเคราะห์ รวมทั้งการแปลความรู้เป็นความคิด 3).หลักการปฎิบัติ ได้แก่ วิธีการทำ และ ประสบการณ์ หลังจากนี้มีการแลกเปลี่ยนผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วน ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตรวมทั้งผู้นำสมาคม Old Phuket Town และ สมาคมเพอรานากัน การแลกเปลี่ยนความคิดกัน ดิฉันตกผนึกว่า จังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะเทศบาลนครภูเก็ตได้บริหารจัดการทุนมนุษย์แบบบูรณาการณ์โดยใช้ วัฒนธรรม ชิ โน - โปรตุกีช การแต่งกายชุดหย่าหยา อาหารพื้นเมือง การแต่งงานซึ่งเป็นประเพณี คนไทยเชื้อสายจีน "ฮกเกี่ยน "เมื่อได้เวลาในการรับประทานอาหารมื้อเที่ยง "ร้านอาหารปากน้ำซีฟ้ด " ด้วยอาหารที่มีขนมจีนน้ำยาปู ด้วยเส้นหมีเล็ก พร้อมอาหารซีฟู้ดจากทะเลแบบสดๆ ด้วยผลไม้สับประรดภูเก็ตที่หวานกรอบเมื่ออิ่มท้องเดินทางไปเยี่ยมชมและฟังบรรยายพิเศษการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครภูเก็ต ณ ศูนย์รวมกำจัดการสิ่งแวดล้อมขยะจังหวัดภูเก็ตจากการรับฟังข้อมูลดิฉันคิดว่า การกำจัดขยะ จากประชากรตามทะเบียนราษฎร์ 315,961 คน ประชากรแฝงจำนวน 300,000 คนและมีนักท่องเที่ยวจำนวน 5,300,000 คน ได้รับทุนจากต่างชาติซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ น่าจะให้ท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ตควรส่งเข้ารับรางวัลแม๊กไซไซ ซึ่งการบริหารจัดการสภาสิ่งแวดล้อมโดยการนำ HR แนวทางในการมองภาพรวมขององค์กรจากภาพใหญ่ Macro ไปสู่ระบบ Micro ด้วยการสร้างความสุข นอกจากนี้ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์จะนำต่างชาติมาดูงานจัดการสิ่งแวดล้อมม ณ โรงงานเผาขยะจังหวัดภูเก็ตเร็วๆนี้ เมื่อเวลา15.20 - 17.30 น.เยี่ยมชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต โดยทีมงาน Old Phuket Town โดยชมวัฒนธรรมอาคาร ชิโน -โปรตุกีช การแต่งกายด้วยชุดหย่าหยา อาหารพื้นเมืองและประเพณีการแต่งงานของคนไทยเชื้อสายจีน "ฮกเกี่ยน " ได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของรากเหง้าของบรรพบุรุษจากหลักฐานเช่นตู้เซพที่ปรากฏ คศ.1843 ด้วยชามกระเบื้องลายจีน ฮอลันดา รวมทั้งความเป็นอยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ไทยมุสลิม ไทยซิกซ์ คริสจักร ด้วยการประกอบธุรกิจการค้าอยู่ในชุมชนอย่างเข้มแข็งเป็นการท่องเที่ยววัฒนธรรม ซึ่งทางทีมนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต ได้ต้อนรับด้วย ขนมโอ๋เอ๋ว เป็นขนมที่มีเฉพาะหาทานได้เฉาะจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ขนมเต้าส้อ ขนมม่อเหล้า ว ขนมผิง และ ขนมก้องทึ้ง ที่ร้านโก้ปี้เตียมเป็นร้านที่มีกลิ่นไอของคนไทยเชื้อสายไทยจีน ในการต้อนรับครั้งนี้ดิฉันและทีมงานได้ประชุมและวางแผนมอบหมายโดยเฉพาะดิฉันในการต้อนรับและอาหารพื้นเมือง จากการชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต ด้วยบริหารจัดการทุนมนุษย์ด้วยหลัก 6 หลักในการทำงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1).คิด Macro ทำเป็น Micro 2).ทำเป็นขั้นตอน 3).ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย 4).การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการณ์ ( Communication Condination Integration )ในการดำเนินกิจกรรมของถนนสายวัฒนธรรมดิฉันได้รับความรู้ 4 ด้านได้แก่ 1).Culture 2).Climate (CSR ) 3).Flexiblity ในการทัศนศึกษา (Study Tour ) "เรื่องการจัดการทุนมนูษย์ของเทศบาลนครภูเก็ค ได้รับ Happiness ประกอบด้วย 1).Respect 2).Dignity และ 3).Sustainabilty ท้ายสุดนี้ดิฉันสุขด้วยความพอใจ สุขด้วยความอบอุ่น สุขด้วยความสนุกสน่าน พร้อมทั้งดิฉันได้ตกผนึกเกี่ยวกับ 1).เก่งด้วยแรงจูงใจ 2).เก่งด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวปัญหา และ เก่งด้วยการกล้าพูดกล้าบอกและกล้าแสดงออกด้วยความเหมาะสมพร้อมทั้งได้ข้อคิด 1).ดีด้วยการรู้จักอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ 2).ดีด้วยการมีน้ำใจและการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น และ 3).ดีด้วยการรู้จักว่าอะไรถูก อะไรผิด และการยอมรับผิด ดิฉันขอบคุณมากๆ โดยเฉพาะท่านนายกฯเทศบาลนครภูเก็ต และ ท่านศ.ดร.จีระ หงส?ลดารมภ์ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

เรียน ศ. ดร.จีระ หงศ์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง Study Tour การจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ต

ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรมการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต รหัส. 53484931011

ดิฉันคิดว่าโครงการทัศนศึกษา ( Study Tour ) เรื่องการจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ตเริ่มในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้รับการต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ ศูนย์ภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ดิฉันและเพื่อนๆได้นำท่าศาสตราอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ พร้อมน้องสาว 2 คนทีมงานของท่านอาจารย์ในคำคื้นนี้ต้อนรับด้วยอาหารแบบพื้นๆของจังหวัดภูเก็ตในท่ามกลางคนในจังหวัดภูเก็ตซึ่งท่านศ.ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ท่านให้ความเป็นกันเองมากๆ ดิฉันมีความรู้สึก Motivation การทำงานมีประสิทธิภาพกับงานของท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์เมื่อท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ยิ้มแย้มมีใบหน้าไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ท่านบริหารเวลาได้คุ้มค่ามากๆโดยติวการทำวิทยานิพนธ์ตัวต่อตัว ดิฉันคิดว่าท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ Emotional Capital กับนักศึกษาปริญญาเอกในคืนนั้นทุกคนใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง (21.00 - 24.00 น.)

ในวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ช่วงเช้ารับประทานอาหารเช้าแบบโบราณมีกลิ่นไอของคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี่ยน ดิฉันได้รับคำตอบท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมดิฉันและเพื่อนๆได้รับProcess ในเรื่องการบริหารจัดการอาหารมื้อเช้านี้ขอบคุณท่านอาจารย์ เมื่อท่านนายกเทศมนตรีนครเทศบาลนครภูเก็ตมาถึงเทศบาลนครภูเก็ตดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ ได้รับเกียรติกัดช่อดอกไม้หน้าอกให้ท่านนายกเทศมนตรีภูเก็ต หลังจากนั้นท่าน ศ. ดรจีระ หงส์ลดารมภ์ได้มีทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ตถือป้ายต้อนรับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อท่านศาสตราจารย์ถึงห้องประชุม ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ได้รับเกียรติกัดช่อดอกไม้หน้าอกให้ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ต่อจากนั้นท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตกล่าวต้อนรับพร้อมท้งกล่าวการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ตอย่างสอดคล้องกับทฤษฎีทุน 8 ประการ พร้อมทั้งทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการรวมทั้ง 1).Reality 2).Relevance นอกจากนี้ท่านนายเทศมนตรีนครภูเก็ตท่านมี Vision เกี่ยว Inspiration และ Imagination ท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตโดยใช้ชุมชน/สังคมแบบ Connecting และ Engaging โดยท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตบริหารทุนมนุษย์ด้วยการมุ่งมั่นการสร้างนครภูเก็คให้เป็น " นครแห่งความสุขและน่าอยู่อย่างยั่งยืน "และนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตท่านมี Vision เมืองทีดี มีคนดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับการบริการที่ดี นอกจากนี้ท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตท่านกล่าว Open Mind ว่าเทศบาลนครภูเก็ตพร้อมที่จะสร้างเมืองให้น่าอยู่ สร้างสังคมให้อบอุ่น พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเท่าเทียมกัน และ รักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของบรรพบุรุษ ซึ่งจะยึดมั่นบริหารจัดการภายใต้ธรรมรัฐ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ชาวภูเก็ตตลอดไป ต่อจากนั้นศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ท่านได้ชื้นชมท่านนายกเทศมนตรีภูเก็ตเกี่ยวกับการบริหารจัดการทุนมนุษย์ของเทศบาลนครภูเก็ตสอดคล้องกับทฤษฎีอย่างหลากหลาย อทิเช่น 8K และ 5K รวมทั้ง Learning Methodolog : Learning Environment ; Learning Opportunities : Learning Communities ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ท่านได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ การเปิดเสรีอาเซียนปี 2015 ภูเก็ตจะเป็นอย่างไร? รุ่ง...หรือ...ร่วง?และเราจะวางแผนเรื่งทุนมนุษย์อย่างไร? การมียุทธวิธีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของ Brand ซึ่งภูเก็ตเป็นเมืองที่ดึงดูดคนเก่ง คนสร้างสรรค์ทั่วโลก โดยเฉพาะคน ASEAN and ASIA นอกจากนี้สร้างภูเก็ต Link กับภูมิภาคมากขึ้น และสร้างภูเก็ตให้มี cluster ระหว่างจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น WTO ; FTA; ASEAN ฯลฯ พร้อมทั้งให้มีการทำ Master Plan ของ HR และทำ Feasibility Study วิธีการทำงานให้เสร็จภายในปี 2011 เน้นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและเอาชนะอุปสรรค์เมื่อได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ ท่านนายกเทศมนตรีภูเก็ต ต่อจากนั้นเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรมการจัดการ เรื่องการจัดการทุนมนุษย์ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ ได้กล่าวว่าทั้งท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ ท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต โดยได้ข้อคิดพอสังเขปดังนี้ 1).White Hat คิดแบบมีเหตุผล 2).Red Hat คิดตามอารมณ์ตามความรู้สึก 3).Black Hat คิดแบบอนุรักษ์นิยม 4).Yellow Hat คิดเร็วไปข้างหน้า 5).Green Hat คิดสร้างสรรค์ และ 6).Blue Hat การมองทั้ง 5 Hat นำมาวิเคราะห์ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนก็ต้องเป็นการ Shared Vision การเป็นผู้นำที่ดีให้คนอื่นดีด้วย การเป็นผู้นำที่ดีต้องให้สังคมดีด้วย "มองตัวเองก่อนมองคนอื่นทำงานเป็นทีม ได้รู้จักการตัดสินใจการแก้ปัญหา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือการพัฒนาทางความคิด พร้อมทั้งให้แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างสมาคม เพอรานากัน และชุมชน Old Phuket Town เกี่ยววัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน การแต่งกายชุดหย่าหย่ารวมทั้งประเพณี ขนบธรรมเนียม เป็นต้น หลังจากนั้นเดินทางร้านอาหารปากน้ำซีฟ้ด ประกอบด้วยอาหารอาหารทะเลแบบสดๆ และมีขนมจีนน้ำยาปู เส้นหมีเส้นเล็ก พร้อมด้วยผลไม้สัปประรดกรอบหวาน เมื่อรับประทานอาหารมื้อเที่ยงต่อไปด้วยเยี่ยมชมและฟังบรรยายพิเศษการจัดการสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครภูเก็ต ณ ศูนย์รวมกำจัดขยะจังหวัดภูเก็ต ดิฉันได้ข้อติดในการแลกเปลี่ยนของท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดิฉัน พบว่า 5E ประกอบด้วย 1). Example (Role Model ) 2). Expericrce 3).Education 4). Environment 5). Evaluation จากนั้นทีมงานนักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนภูเก็ต นำท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ชมถนนสายวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์แห่งภูเก็ต ซึ่งมีทีมพี่สมาคมและชุมชน/สังคม Old Phuket Town ได้สัมผัสกลิ่นไอ วัฒนธรรม ชิโน - โปรตุกีช การแต่งกายพื้นเมืองชุด "หย่าหยา "ซึ่งท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แลกเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของรากเหง้าบรรพบุรุษจากหลักฐานที่ปรากฎ ค.ศ. 1843 ถ้วยชามกระเบื้องลวดลายจีน ฮอลันดา ฯลฯ พร้อมทั้งต้อนรับด้วยของหวานที่ขึ้นชื่อ โอเอ๋ว ที่มีเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น พร้อมทั้งขนมที่โบราณ ได้แก่ ขนมมอเหล้าว ขนมก้องทึ้ง ขนมผิง และ ขนมตึบตับ ฯลฯ ในถนนสายนี้มีผ้าถุงปาแต๊ะทีขึ้นชื่อ และผ้าถุงที่เป็นลายปักดอก ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ท่านมีความประทับใจมากต่อจากนั้นได้นำท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ พร้อมทีมงานน้อง 2 คนที่สนามบินนานาชาติภูเก็ตเพื่อกลับกรุงเทพฯ ดิฉันขอขอบคุณทีมงานเทศบาลนครภูเก็ต โดยเฉพาะท่านนายกเทศมนตรีนครภูเก็ตและท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นอย่างสูงที่ท่านมอบ Personal Mastery : Personal Vission และ Mental Model ขอบคุณมากๆ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขานวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

สรุปการศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน ของคณะนักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรนวัตกรรมการบริหารจัดการ

โดย พระมหาสาธิต เมธีจรรยาภรณ์ ศูนย์กรุงเทพ รุ่นที่ 5

คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพและนครราชสีมา

23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. แล้วไปเลือกซื้อของตามอัธยาศัย คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น. เป็นเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าไทย ประมาณ 1 ชั่วโมง ที่สนามบินกรุงปักกิ่งแยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งเป็นจุดจอด และตรวจคนเข้าเมือง และเดินทางด้วยรถราง มาอีกอาคาร เพื่อรับกระเป๋า และเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร ทราบว่า เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร

ช่วงเช้าวันแรก เดินทางไปเยี่ยมชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม

ช่วงบ่าย เดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ China University of political science and law ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งในการศึกษาดูงาน

China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ปัจจุบันมีนักศึกษาเต็มเวลารวม 14,416 คน รวมทั้งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 5,753 คน

การแนะนำฝ่ายไทย นำโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำความเป็นมา ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมี 4 ศูนย์ประกอบด้วย กรุงเทพ นครราชสีมา เลย และภูเก็ต สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพและนครราชสีมา รวม 21 คน

หลังจากที่ได้แนะนำการจัดการศึกษาแก่กันและกันแล้ว ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบันได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

ประเด็นสำคัญที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ

1.การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บูรณาการข้ามศาสตร์ โดย China University เน้นทางด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ทางฝ่ายสวนสุนันทา โดย ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ได้เสริมประเด็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางด้านนามธรรม (soft side) ยกตัวประเด็นทุนทางสติปัญญา ในการออกแบบพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่เกิด จนถึงวัยทำงาน และการปลูกฝังความใฝ่รู้และพัฒนาตนเองตลอดช่วงเวลาของการทำงานของคน เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรม เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต

2.นักศึกษาจาก China University ได้ยกประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยอาศัยหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างไร ตัวแทนนักศึกษาศูนย์กรุงเทพ ได้ตอบประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยอาศัยหลักการทางพระพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มีการถามต่อเนื่องในรายละเอียด และตอบอธิบายเพิ่มเติม ถึงหลักการและวิธีปฏิบัติ ซึ่งเชื่อมโยงกับทฤษฎีของ ศ.ดร.จีระ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางด้านนามธรรม เช่น ทุนทางจริยธรรม ทุนความยั่งยืน ทุนความสุข

หลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแล้ว ได้เปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเสริมจุดแข็งของกันและกัน และถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

นอกจากนี้นักศึกษาของทั้งสองสถาบัน ยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตามความสนใจอีกด้วย

สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นต่อไป คือความร่วมมืออันดีระหว่างสองสถาบัน ทั้งการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ การศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และอาจก้าวหน้าถึงการเปิดหลักสูตรร่วมกัน

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ

เรื่อง Ethical Capital & Human Capital

ดิฉัน นางจงดี พฤการักษ์ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา

สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการ รหัส 53484931011 (ศูนย์ภูเก็ต)

ดิฉันคิดว่า Human Capital ทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของทุนอนาคตในประเด็นที่ Do the right thing โดยความถูกต้องมีประโยชน์และมีคุณธรรมจริยธรรม Ethical Capital ขณะที่ดิฉัน ทำงานทุกวันในวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ต ทุกๆวันดิฉันได้รับความสุขจากครอบครัวเป็นแรงดลบันดาลใจในการทำงานระดับวิทยาลัย แต่เมื่อดิฉันคิดถึงคำกล่าวหรือเรื่องเล่าว่า การทำงานในระดับองค์กร ทุนมนุษย์ และ การสร้างศรัทธา (Trust) ที่ดิฉันมีความรู้สึกไม่ค่อยพอใจมากๆเมื่อมีคนกล่าวว่า ประเทศไทยของเรามีการ "คอร์รัปชั่น" ทำให้ดิฉันมองเห็นว่า บุคคลที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ ควรจะต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรม นอกเหนือจากความรู้ ความสามารถ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดแห่งความศรัทธารวมถึงปัจจุบันนี้ สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับการสร้างความสรัทธาของผู้นำ คนไทยส่วนใหญ่ มักบอกว่าการคอรัปชั่นในสังคมไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกร่อมสังคมไทยมานานและมีอยู่ในสังคมทุกระดับชั้น ตั้งแต่หมู่บ้าน อำเภอถึงระดับประเทศ แตกต่างกันที่ความเสียหาย โดยการทุจริตระดับชาติ ก็จะส่งความเสียหายมากกว่าการทุจริตในระดับรากหญ้า ดิฉันเห็นว่าที่มาของปัญหาการคอรัปชั่นเกิดจากค่านิยมของคนไทยที่นิยมยกย่องคนที่มีอำนาจ คนร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าอำนาจหรือความร่ำรวยดังกล่าวได้มาอย่างไร หรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยของคนไทยที่ไม่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของส่วนร่วม ถือว่าธุระไม่ใช่หากตัวเองไม่ได้รับความเดือนร้อนหรืออาจจะเกรงกลัวอำนาจจะเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลอยากต่อต้านแต่ก็ไม่กล้า เพราะถ้าได้รับอัตรายก็ไม่มีใครช่วยเหลือจริงจัง ฉะนั้นดิฉันคิดว่า Human Capital ทุนมนุษย์มีหนทางแก้ไขจะสร้างค่านิยมให้นับถือคนเก่ง มีคุณธรรมให้ได้ Ethical Capital ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าการช่วยกันแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น จะต้องเริ่มที่ตนเองก่อนโดยมีความเชื่อมั่นต่อตนเอง (Self Trust) ว่าจะไม่ทุจริตคิดโกงและประพฤติ ปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างกับคนรอบข้าง จากนั้นจึงขยายไปสู่ครอบครัวและสังคม โดยสอนลูกหลานให้นิยมยกย่องคนเก่ง คนดีที่ซื้อสัตย์ สุจริต ถึงแม้เขาจะไม่ร่ำรวย ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตก็ตามในระดับสังคม ต้องสร้างทุนทางจริยธรรม ตั้งแต่วัยเด็กและเยาวชน ให้มีค่านิยมที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้นำองค์กรต้องประพฤติตัวให้มีความโปรงใส ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นตัวอย่างและได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสมาชิกในองค์กรพร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ยกย่องคนดี มีคุณธรรม ถึงแม่จะไม่ร่ำรวยก็ตามซึ่งดิฉันคิดว่า การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมดิฉันคิดว่าการที่นำทฤษฎีทรัพยากรมนุษย์ & K' S มาพัฒนาให้มีความรู้ โดยให้การศึกษา ซึ่งสามารถเป็นการสร้างทุนทางปัญญา ให้สามารถคิดวิเคราะห์พร้อมกันนั้นต้องสร้างทุนทางจริยธรรมด้วย เพราะลำพัง คนเก่ง คนฉลาดอย่างเดี่ยว แต่ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตพร้อมทั้งทำงานด้วยความโปรงใส และมีความศรัทธาเชื่อมั่นรวมกันว่าคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดีและให้เกียรติยกย่องนับถือ สิ่งที่คนไทยและดิฉันยึดถือในการทำงานสอดคล้องกับทุนจริยธรรมทุนแห่งความสุข ประกอบด้วยอิทธิบาท 4 ได้แก่ 1.) ฉันทะ คือความพอใจในงานที่ทำ 2.) วิริยะ คือความเพียรพยายาม 3.) จิตตะ คือการมีเวลาทำงานที่จดจ่อมีสมาธิ 4.) วิมังสา คือ ทำแล้วต้องพิจารณาตรวจสอบใคร่ครวญให้รอบคอบส่วนสิ่งที่ส่งเสริมความสุขประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.) งาน ดิฉันคิดว่างานที่ทำนั้นมีความท้าทายหรือไม่เปิดโอกาสผู้ปฏิบัติงาน ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่หรือไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกมีคุณค่าหรือไม่เพียงใด

2.) วัฒนธรรมการทำงาน เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในการตัดสินใจมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือไม่เพียงใดรวมทั้ง 3.) ปัจจัยแวดล้อม สภาพแวดล้อมในที่ทำงานส่งเสริมหรือเอื้ออำนวยต่อการทำงานหรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไร และ 4.) ภาวะผู้นำ ซึ่งผู้นำส่งเสริมการทำงานหรือไม่มีการให้ทิศทางที่ชัดเจนในการทำงาน หรือไม่และสามารถสร้างขวัญกำลังใจได้ดีเพียงใด ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าการส่งเสริมความสุขในการทำงาน 8 ปัจจัย ได้แก่ 1.) การมองในแง่ดี (Optimism) ต้องมองคนในแง่ดีมีอายุยืนยาวกว่า 2.) การแสดงความขอบคุณ (gratitude) ซึ่งเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงานและเป็นวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 3.) การให้อภัย (forgiveness) เป็นการสร้างความสงบสุขเป็นหนทางแห่งความสุข 4.) พัฒนาตนเองทางการพูด (improve your self talk) ซึ่งการพูดในทางบวกเป็นการช่วยลดความเครียดและทำให้สมอง ผ่อนคลายมีความคิดสร้างสรรค์และแก้ปัญหาต่างๆได้ 5.) ปลดปล่อย (flow) ลืมสิ่งที่ทำ ปล่อยให่ผ่านไปการลืมเป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมความสุขที่ดี และ 6.) มีความสุขหรือเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำ (Savor) ความเพลิดเพลินกับงานนั้นเราสามารถสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ได้ตลอดเวลา ทั้งก่อนที่เราจะลงมือทำ ขณะที่ทำและคิดถึงมันหลังจากงานได้ลุล่วงไปแล้ว 7.) มองมุมใหม่ (Reframe) การมองสิ่งเดิมในมุนใหม่ ๆ จะช่วยให้ความคิดไปทางลบเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น รวมทั้ง 8.) การสร้างความสุขจากสิ่งที่ทำได้ดี (Building on strength) ความสุขนั้นจะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ถ้าเป็นความสุขที่เราได้ทำดี หาโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ดีแล้วคุณจะไม่เบื่อและมีความสุข

ดิฉันขอสรุป ทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความสุจนั้นพบว่าชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้ายที่ถูกดึงมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้าย นั้นบางทีเราก็รู้สึกกระหยิบว่า ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมายจึงชะล่าใจดึงด้ายออกมาใช้อย่างฟ่มเฟือยเพื่อที่จะพบว่าแท้จริงแล้ว มีด้วยอยู้เพียงนิดเดียวเย็มผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแตที่เราเห็นว่ายังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั้นเป็นเพราะว่าแกนด้ายม้วนใหญ่ๆต่างหากแกนด้ายหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ ซึ่งตรงประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าความสุขในกรณีพูดถึงความสำคัญของเวลาและคุณค่าของชีวิต สอดคล้องกับข้อคิด "คนสำคัญที่สุดคือคนที่อยู่เบื่องหน้าเรา" หรือข้อคิดเกี่ยวกับ "งานสำคัญสุดคืองานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้" พร้อมทั้ง "เวลาที่ดีที่สุดก็คือเวลาปัจจุบันขณะนี้" จากที่ดิฉันได้ผนวดเกี่ยวกับทุนความสุข ด้วยทุนทางจริยธรรม Key Success Factor เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จในประเด็นนี้ดิฉันพอสังเขปได้ดังนี้ 1.) นำ Best practice มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2.) ส่งเสริมความสามารถของคนและ 3.) วัฒนธรรมการยอมรับผู้อื่น ท้ายสุดนี้ดิฉันขอฝากทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความสุขพอสังเขปได้ดังนี้ 1.) ถ้าคุณเปลี่ยนความคิดมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนความเชื่อ 2.) ถ้าคุณเปลี่ยนความเชื่อมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนความคาดหวัง 3.) ถ้าคุณเปลี่ยนความคาดหวังมันจะนำไปสู่การเลี่ยนทัศนคติ 4.) ถ้าคุณเปลี่ยนทัศนคติมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนผลงาน 6.) ถ้าคุณเปลี่ยนผลงานมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนชีวิตแล้วมีชีวิตมีความสุขและมีจรยธรรม ขอบคุณค่ะ ดิฉันนางจงดี พฤกษารักษ์

รหัส 53484931011 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

นายวุฒินันต์ ตันวรรณรักษ์ นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

รหัส 53484933008 ( ศูนย์นครราชสีมา ) วิชา การจัดการทุนมนุษย์ ( PHD 8202)

KM แตกต่างจาก LO

การจัดการความรู้ KM คือการจัดการความรู้ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย 3 อย่าง คือการพัฒนางาน พัฒนาคน พัฒนาองค์กร

แรงจูงใจให้เกิดความรู้ คือ แรงจูงใจแท้ คือเป็นเป้าหมายที่งาน คน องค์กรเป็นสำคัญ เป็นหัวใจที่นำไปสู่ความสำเร็จ

แรงจูงใจเทียม คือ ดำเนินการตามการจัดการความรู้ในสังคมไทย นำไปสู่การจัดการแบบล้มเหลวในที่สุด คือทำเพื่อให้ได้ชื่อเสียง ทำให้องค์กรดูดี แต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการจัดการความรู้อย่างแท้จริง

ประเภทความรู้

ความรู้อาจแบ่งใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ

๑. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ ที่อยู่ในรู้แบบที่ เป็นเอกสาร หรือวิชาที่อยู่ในตำรา

ในตารา คู่มือปฏิบัติงาน

๒. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ ที่สั่งสมมา

ยาวนาน เป็นภูมิปัญญา

องค์การเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์การโดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้สภาวะของการเป็นผู้นำในองค์การ (Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกัน ของคนในองค์การ (Team Learning) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกัน และพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน

การมีองค์การแห่งการเรียนรู้นี้จะทำให้องค์การและบุคลากร มีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดยมีการเชื่อมโยงรูปแบบของการทำงานเป็นทีม (Team working) สร้างกระบวนการในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสให้ทีมทำงานและมีการให้อำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม (Initiative) และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งจะทำให้เกิดองค์การที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาวะการแข่งขัน

Learning Organization หรือ การทำให้องค์การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นคำที่ใช้เรียกการรวมชุดของความคิดที่เกิดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องขององค์การ Chris Argyris ได้ให้แนวคิดทางด้าน Organization Learning ร่วมกับ Donald Schon ไว้ว่า เป็นกระบวนการที่สมาชิกขององค์การให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก ด้วยการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในองค์การ

ความรู้จาก Organization Learning เป็นหลักการที่ Peter Senge ได้รวบรวมจากแนวคิดของ Chris Argyris และ Donald Schon รวมถึงนักวิชาการท่านอื่น มาเขียนหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับ Learning Organization ซึ่งมีชื่อว่า .”The Fifth Discipline”

แนวคิดของ Learning Organization

Chris Argyris และ Donald Schon ได้ให้คำนิยามการเรียนรู้สองรูปแบบที่มีความสำคัญในการสร้าง Learning Organization คือ Single Loop Learning ( First Order / Corrective Learning) หมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแก่องค์การเมื่อการทำงานบรรลุผลที่ต้องการลักษณะการเรียนรู้แบบที่สองเรียกว่า Double Loop Learning (Second Oder/Generative Learning)หมายถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ต้องการให้บรรลุผลหรือเป้าหมายไม่สอดคล้องกับผลการกระทำ

Peter Senge เชื่อว่าหัวใจของการสร้าง Learning Organization อยู่ที่การสร้างวินัย 5 ประการในรูปของการนำไปปฏิบัติของบุคคล ทีม และองค์การอย่างต่อเนื่อง วินัย 5 ประการที่เป็นแนวทางสนการปฏิบัติเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทั้งองค์การมีดังนี้

1. Personnal Mastery : มุ่งสู่ความเป็นเลิศ และรอบรู้ โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายด้วย การสร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vission) เมื่อลงมือกรทำและต้องมุ่งมั่นสร้างสรรจึงจำเป็นต้องมี แรงมุ่งมั่นใฝ่ดี (Creative Tention) มีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ (Commitment to the Truth) ที่ทำให้มีระบบการคิดตัดสินใจที่ดี รวมทั้งใช้การฝึกจิตใต้สำนึกในการทำงาน (Using Subconciousness) ทำงานด้วยการดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ

2. MentalModel: มีรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากรูปแบบแนวคิดนี้จะออกมาในรูปของผลลัพธ์ 3 ลักษณะคือ เจตคติ หมายถึง ท่าที หรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใด ๆ ทัศนคติแนวความคิดเห็นและกระบวนทัศน์ กรอบความคิด แนวปฏิบัติที่เราปฏิบัติตาม ๆ กันไป จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์การ

3. Shared Vission: การสร้างและสานวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์องค์การ เป็นความมุ่งหวังขององค์การที่ทุกคนต้องร่วมกันบูรณาการให้เกิดเป็นรูปธธรรมในอนาคต ลักษณะวิสัยทัศน์องค์การที่ดี คือ กลุ่มมผู้นำต้องเป็นฝ่ายเริ่มน้นเข้าสู่กระบวนการพัฒนาวิสัยทัศน์อย่างจริงจัง วิสัยทัศน์นั้นจะต้องมีรายละเอียดชัดเจน เพียงพอที่จะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ วิสัยทัศน์องค์การต้องเป็นภพบวกต่อองค์การ

4. Team Learn : การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม องค์การความมุ่งเน้นให้ทุกคนในทีมมีสำนึกร่วมกันว่า เรากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไป ทำอย่างไร จะช่วยเพิ่มคุณค่าแก่ลูกค้า การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทึมขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ IQ และ EQ ประสานกับการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทึม และการสร้างภาวะผู้นำแก่ผู้นำองค์การทุกระดับ

5. System Thinking : มีความคิดความเข้าใจเชิงระบบ ทุกคนควรมีความสามารถในการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนอกจากมองภาพรวมแล้ว ต้องมองรายละเอียดของส่วนประกอบย่อยในภาพนั้นให้ออกด้วย วินัยข้อนี้สามารถแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

การพิจารณารูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ (Learning Orientation) นับเป็นขึ้นตอนที่สำคัญที่ต้องทำทันทีควบคู่กันไปกับการวินิจฉัยวัฒนธรรมองค์การ โดยองค์การจะเลือกรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสมรรถภาพขององค์การ โดยทั่วไปมีอยู่ด้วยกัน 7 ประเภท คือ

1.วิธีการหาความรู้ (Knowledge Source)

2.โฟกัสที่เนื้อหาหรือที่กระบวนการ (Content -process Focus)

3.การเก็บความรู้ (Knowledge Reserve)

4.วิธีการเผยแพร่ความรู้ (Dissemination Mode)

5.ขอบเขตการเรียนรู้ (Learning Scope)

6.Value Focus

7.Learn Focus

รูปแบบการเรียนรู้เหล่านี้ไม่มีสูตรสำเร็จว่าอะไรคือรูปแบบที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้ทราบว่าองค์การมีการเรียนรู้อย่างไร (How Organization Learn)

ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ และการพัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้าง Learning Organization

แนวทางหนึ่งที่นิยมใช้ คือ SWOT ซึ่งเป็นการวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรร เพื่อดูว่าโครงสร้างองค์การในปัจจุบันเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมหรือไม่ แนวทางการพัฒนา Learning Organization คือการทำให้วิธีการเรียนรู้ที่องค์การใช้อยู่มีความแข็งแกร่งจนคู่แข่งตามไม่ทันกลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้มีดังต่อไปนี้

1. เน้นการปรับปรุง Facilitating Factors ในกรณีที่วัฒนธรรมองค์การและรูปแบบการเรียนรู้ ทำให้เกิดความได้เปรียบในทางธุรกิจ

2. เน้นการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การและรูปแบบการเรียนรู้ควบคู่กับการปรับปรุง Facilitating Factors

ในกรณีที่วัฒนธรรมองค์การและรูปแบบการเรียนรู้กลายเป็นจุดอ่อนขององค์การ

ขั้นที่ 3 กระบวนการปรับเปลี่ยนไปสู่ Learning Organization ครอบคลุม 2 วิธีการ คือ

การปรับปรุง Facilitating Factors แบ่งเป็น 10 แนวทาง คือ

1.Scanning Imparative การกระตุ้นให้พนักงานองค์การกระตือรือร้นเพื่อหาข้อมูลภายนอกองค์การ

2.Concern for Measurement การทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของผลต่างระหว่างระดับการปฏิบัติที่เป็นอยู่

3.Performance Gap การทำให้ทุกคนตื่นตัวและเห็นความสำคัญของผลต่างระหว่างระดับการปฏิบัติที่เป็นอยู่

4.Organization Curiousity การทำให้เกิดบรรยากาศในการทดลองความคิดใหม่ ๆ

5.Climate of Openness การทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เชื่อใจซึ่งกันและกัน

6.Contious Education การสนับสนุนให้เกิดการศึกษาอย่างต่อเนื่องในหมู่พนักงาน

7.Operational Variety การทำให้พนักงานยอมรับวิธีการทำงานใหม่ ๆ

8.Multiple Leadership การทำให้เกิดผู้สนับสนุนในการเรียนรู้ เริ่มจากผู้จัดการในแต่ละส่วนงาน

9.Innovation Leadership การให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของพนักงานเพื่อสนับสนุนในทุกกิจกรรม

10.System Perspective การทำให้มองเห็นภาพการทำงานของทุกหนวนในองค์การอย่าเป็นระบบ เช่น การใช้ Job Rotation



ทางศูนย์ภูเก็ตได้สรุปโครงการ study tour ณ จังหวัดภูเก็ต เป็นวีดีทัศน์ ความยาวประมาณ 14 นาที จึงส่งมาให้ทุกท่านได้รับชมกันค่ะ ตาม link ด้านล่างค่ะ  

ที่ URL   http://www.youtube.com/watch?v=UhdNOa99aeg 

ในนามของศูนย์ภูเก็ต ขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

 

 

 



ความทรงจำดี ๆ ที่เมืองภูเก็ต ^___^ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

ประมวลภาพกิจกรรมโครงการ study tour ศูนย์ภูเก็ต

 

ในนามของนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์อีกครั้ง ที่ทำให้การเรียนรู้นอกสถานที่เป็นไปด้วย
ความสนุกสนานและได้รับประสบการณ์มุมมองการเรียนรู้ใหม่  ^____^

รัตมณี เสนีกาญจน์ สวนสุนันทา กรุงเทพ

การศึกษาดูงาน ณ ประเทศจีน ของคณะนักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรนวัตกรรมการบริหารจัดการ

วันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 10 สนามบินสุวรรณภูมิ ได้นัดกันที่เคาเตอร์ U เวลาประมาณ 22.00 น. ทั้งศูนย?กรุงเทพและศูนย์นครราชสีมา ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น. เป็นเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าไทย ประมาณ 1 ชั่วโมง

ช่วงเช้าวันแรก เดินทางไปเยี่ยมชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม

ช่วงบ่าย เดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับมกาวิทยาลัยChina University of political science and law ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งตามแผนที่วางไว้ในการศึกษาดูงาน

การแนะนำฝ่ายไทย นำโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำตัวและนักศึกษาที่ไปจากสวนสุนันทาด้วย หลังจากที่ได้แนะนำการจัดการศึกษาแก่กันและกันแล้ว ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบันได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

ประเด็นสำคัญที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ

1.การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บูรณาการข้ามศาสตร์ โดย China University เน้นทางด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ทางฝ่ายสวนสุนันทา โดย ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ได้เสริมประเด็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางด้านโดยใช้ทฤษฏี 2R การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งเสริมให้มีความสุขในการดำเนินชีวิตในการออกแบบพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่เกิด จนถึงวัยทำงาน

2.นักศึกษาจาก China University ได้ถามคำถามว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาทำอย่างไร ตัวแทนนักศึกษาศูนย์กรุงเทพ ได้ตอบว่ายึดหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา หลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแล้ว ศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ ได้มอบผลงานการวิจัยให้กับ China University และถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

จาก China University

การเข้าเยี่ยมสถานทูตจีน

ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยท่านทูตได้ชี้แจงภารกิจทางด้านความสัมพันธ์ไทยจีน ก่อนอื่นท่านได้มอบแบบตัวอย่างที่จะพิมพ์หนังสือ “บันเทิงไทยในแดนมังกร”ให้กับศ.ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์

ท่านเล่าว่าเมื่อก่อน K POP จากเกาหลีได้รับความนิยมมากแต่ทางรัฐบาลกัวว่าจะเข้ามาครอบงำ เลยเป็นโอกาสที่ T POP ยังมีละครไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย นักแสดงชาย คือ ติ๊ก (เจษฏาภรณ์) เคน (ธีระเดช) ส่วนนักร้องที่เป็นที่นิยม คือ บี้ THE STAR และละครไทยก็ยังนำมาแปลเป็นภาษาจีนด้วย ท่านเล่าว่าคนจีนบางคนยังเรียนภาษาไทยผ่านทาง INTERNET ด้วย

ปัจจุบันจีนได้ดำเนินการทำรถไฟความเร็วสูงที่จะไปเมืองใหญ่ๆโดยใช้เวลาน้อยและยังมีแผนที่จะทำรถไฟความเร็วสูงถึงประเทศไทย

จากนั้นมีการและเปลี่ยนเรียนรู้โดยทางศูนย์โคราชได้ถามว่าอยากจะนำ OTOPของไทยเข้ามาขายในจีนเป็นไปได้หรือไม่ ท่าได้ตอบมาว่าถ้าเราทำคุณภาพ ขายฝีมือ สร้างแบรนให้กับตัวเองก็จะเป็นไปได้ และถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก

เก็บตกจากChina University

รายงาน study tour นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีนระหว่าง 23 – 27 ตุลาคม 2554 โดย วาสนา รังสร้อย ศูนย์กรุงเทพมหานคร

จากการได้ร่วม study tour กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีน คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา 23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น.

สนามบินกรุงปักกิ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ เดิมเป็นเมือสำคัญทางการค้าของอาณาจักรเยี่ยน เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล หลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสู้รบกลางเมือง ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะ จึงประกาศตั้งรัฐบาลและกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนับแต่นั้นมา และสนามบินกรุงปักกิ่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 43 ล้านคนและเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015 ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา ผู้ออกแบบสนามบินคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทางที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด และใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร แยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งเป็นจุดจอด และตรวจคนเข้าเมือง และเดินทางด้วยรถราง มาอีกอาคาร เพื่อรับกระเป๋า ซึ่งเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร การจัดระบบนี้เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร นับว่าเป็นความโชคดีของคณะ study tour ของเราที่ได้รับความสะดวกและรวดเร็ว

ท่านอาจารย์ได้พานักศึกษา ศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ ที่ปักกิ่ง และเทียนจิน ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับความรู้ที่หลากหลาย กล่าวคือ

1. ช่วงเช้าวันแรก 24 ตุลาคม เดินทางไปชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุด

ในโลก ชมศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ชมอนุสาวรีย์วีรชน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 9,999ห้องบนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร

2. พานักศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาด้วยการบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับการจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ปัจจุบันมีนักศึกษาเต็มเวลารวม 14,416 คน รวมทั้งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 5,753 คน

ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำในส่วนของการจัดการการศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวกับความเป็นมา ที่เริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมี 4 ศูนย์ที่จัดการเรียนการสอนแบบ VDO Conference ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เลย และภูเก็ต สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา รวมทั้งหมด 21 คน จาก MBA EDUCATION CENTER OF CUPL ได้รับคำถามจากนักศึกษาที่น่าสนใจเรื่องการจัดการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความสุขในวัยรุ่น และการนำศาสนาพุทธเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และตัวแทนนักศึกษาฝ่ายไทยศูนย์กรุงเทพมหานครได้ช่วยตอบคำถาม ในสิ่งที่ทางประเทศไทยเราได้พัฒนาเรื่องทุนมนุษย์มานานแล้ว ทั้งทฤษฎี 8 k’s 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นวัฒนธรรมของคนที่นับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

3. นำชมและช้อปปิ้งตลาดรัสเซีย ทานอาหารค่ำ และเข้าชมกายกรรมปักกิ่ง “Legend of jinsha”ที่น่าตื่นเต้นเลื่องชื่อและน่าหวาดเสียวผสมผสานกับความสวยงาม อ่อนช้อยพิเศษกับการแสดงแนวใหม่ที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิมกับมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

4. 25 ตุลาคม ได้ชม”หอบวงสรวงฟ้าเทียนถาน”ซึ่งกษัตริย์จีน ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ชมศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปีพร้อมรับฟังการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าชมและชิม ชาอวู่หลงของปักกิ่งและชาที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เช่นชาแดง ชาผลไม้ ชามะลิ และชากุหลาบ

5. 26 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ออกเดินทางชมเมืองเทียนจิน ขณะเดินทางได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของจีนโบราณที่ยังคงความสวยงามน่าชม เนื่องจากอาคารทั้งสองฟากฝั่งถนนนั้นยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างน่าชื่นชม เมืองเทียนจินเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการขนส่งทางเรือไกลและใกล้ และการค้าขายระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน มีเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เคมี พลังงานไฟฟ้า ปั่นทอ วัตถุก่อสร้าง ทำกระดาษ และขนม อุตสาหกรรมใหม่มี ทำเรือ รถยนต์

ขุดน้ำมันปิโตเลียม แทรคเตอร์ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช นาฬิกา โทรทัศน์ และเครื่องถ่ายรูป ฯ

เวลา 09.30 น. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน Tianjin University of Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้นับว่าเป็นโชคดีที่ทางสถานทูตไทย ที่ประจำในประเทศจีน ท่าน ดร.ไพจิตร

วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ และคณะ ท่านให้เกียรติกับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ

หงส์ลดารมภ์พร้อมกับนักศึกษาเข้าเยี่ยมคารวะท่านและร่วมฟังแนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ท่านได้แบ่งปันความรู้เรื่องการทำตลาด ในหลายช่องทาง โดยมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและ

เชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม สุดท้ายท่านได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมากคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ต้องปรับระบบด้านการคิด การใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา

จากนั้นเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ผีเซียะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวจีนให้ท่านได้ชมและลูบผีเซียะโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ

6. 27 ตุลาคม เริ่มออกเดินทางออกจากที่พักเวลา 07.00 น. เหมือนเดิมไปสู่กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง ด่านที่ได้ชื่อว่า จุดชมวิวกำแพงเมืองจีนที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวในมุม 360 องศา โดยนั่งกระเช้าขึ้นชม ผ่านการชมรถไฟสายเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟสายไซบีเรีย ที่ยาวที่สุดในโลก ที่สร้างขึ้นขนานราบไปตามแนวภูเขา นำสู่ด่าน จี ยง กวน นำชมกำแพงยักษ์ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก โดยพระจักรพรรดิฉินซี ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นรวบรวมกำแพงเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันมีความยาวถึง 6,700 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณทั้งสิ้นรวม 5 มณฑล เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกลและพวกเติร์ก จากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรีย สามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ เมื่อทอดสายตาตลอดแนวกำแพงไปจะเห็นได้ว่ากำแพงยักษแห่งนี้เปรียบเสมือนพญามังกรอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเริงลีลาอยู่บนยอดเขาด้วยท่าทางอย่างองอาจและสง่างาม จากนั้นชมโรงงานหยกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชมหยกโบราณ การแกะสลักหยกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการดูหยกของแท้ว่าจะทำอย่างไร ได้ผ่านชมสนากีฬาโอลิมปิค สุดท้าย แวะบริษัท เป่าสู้ถาง ร้านบัวหิมะ ยาจีน ชนิดต่าง ๆ

เวลา 19.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งเมืองจีน ทุกเมือง กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้รู้จักในนามของรัฐบาล เช่น ร้านผ้าไหม นวดฝ่าเท้า ร้านบัวหิมะ ร้านชา ร้านไข่มุก ร้านหยก ร้านผีเซียะ ทุกรายการ บรรจุในโปรแกรมทัวร์ ด้วย เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศจีนได้อย่างยั่งยืน กฎหมายและกฎข้อบังคับของจีนก็ทวีความสมบูรณ์ยิ่งฃึ้น อย่างต่อเนื่อง ตลาดเปิดกว้างยิ่งฃึ้นมิได้ขาด บรรยากาศการลงทุนได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างไม่ ขาดสาย การปฏิรูประบบการเงินได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้และทั้งนั้นล้วนได้สร้างหลักประกันที่พึ่งพาอาศัยได้แก่เศรษฐกิจจีนที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป

จุดแข็งและจุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

จุดแข็งในการพัฒนา

จีนมีศักยภาพอยู่มาก เช่น

1. การมีประชากร 1,300 ล้านคน ทำให้การผลิตแบบประหยัดจากขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ซึ่ง

เป็นขนาดในฝันของนักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผนทั้งหลาย

2. จีนมีอัตราการออมในประเทศสูง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก

3. มีขนาดตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ทำให้จีนพึ่งตนเองหรือพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูง

กว่าการพึ่งการค้าระหว่างประเทศมาก

4. การพัฒนาแบบสังคมนิยมที่ผ่านมา 50 กว่าปี (ก่อนที่จะปฏิรูปเป็นระบบตลาดเมื่อ 20 กว่าปีนี้) ทำให้

คนจีนมีพื้นฐานทางการศึกษาทั่วไป, มีวินัยในการทำงานที่ดี (แม้ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับสูง

ยังพัฒนาได้ไม่มากนัก)

5. ไม่มีปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติมาก

6. รัฐบาลค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ

7. จีนมีเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้า ที่พร้อมจะร่วมลงทุน และเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ

ของจีน

จุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศ และทรัพยากรต่าง ๆ การมีประชากรมากทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมาก จึงจะทำให้คน 1,300 ล้านคน(เป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปถึง 10% หรือ 120 ล้านคน) มีงานทำ มีอาหารการกิน มีปัจจัยสี่ และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

นี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องค้นคว้าเจาะลึกอย่างวิพากษ์วิจารณ์ ว่าจีนจะสามารถพัฒนาให้คน 1,300 ล้านคนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นทั่วถึงหรือไม่ มีความรู้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเข้มแข็ง เจริญเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอเพียงไร และเศรษฐกิจจีนในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการค้ากับประเทศอื่น ๆ จะมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างไร

บทบาทของจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการออม มีการลงทุนภายในประเทศสูง การลงทุนสุทธิ จากต่างชาติในรอบ 10 ปีหลัง ตกปีละกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากที่สุดทั้งในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด จีนกำลังจะเติบโตแน่ ๆ แต่เราไม่อาจมองเฉพาะเส้นกราฟของความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องมองปัญหาภายในของสังคมจีน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของคน

ฐานะขนาดใหญ่ของจีนอาจจะทำให้เกิดอำนาจต่อรองในองค์การค้าโลก (WTO) ที่จะถ่วงดุลกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้บ้าง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ จีนก็คงจะคำนึงถึงประโยชน์ตัวเองมากกว่าที่จะหาเสียงทางการเมืองกับประเทศกำลังพัฒนาเหมือนในยุคที่ยังมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมกันอยู่ การเติบโตของจีนและผลกระทบต่ออาเซียนและต่อไทย

การมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนจะเป็นผลดีต่ออาเซียน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกเป็นการมองตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่อย่างง่าย ๆ มากไปหน่อย เราต้องพิจารณาให้ดีว่า จะเป็นผลบวกและผลลบอย่างไร และที่ว่าเป็นประโยชน์นั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก,ผู้สั่งเข้า, ผู้ร่วมลงทุน หรือต่อประชาชนทั่วไป จีนองก็จะได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ คนที่ได้รับผลลบคือภาคเกษตร ที่ล้าหลัง ยากจนและเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จะแข่งขันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐไม่ได้, พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้มีถึง 70% ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมจะถูกเลิกจ้างเพราะการยุบเลิก, การแปรรูป, ปรับโครงสร้างใหม่ จีนเองก็คงรู้ว่ามีผลลบด้วย แต่จีนต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบทันสมัยจึงยอมเปิดรับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยเป็นศัตรูทางอุดมการณ์

การมองว่า ถ้าจีนกับอาเซียน หรืออาจจะรวม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (อาเซียน + 3) รวมกันเป็นเขตการค้าเสรี จะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่มหึมาในแง่ประชากร และผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น เป็นการมองแบบคิดเอาในเชิงสถิติเท่านั้น ความจริงก็คือ จีนกับอาเซียนผลิตสินค้าหลายอย่างใกล้เคียงกัน จึงเป็นคู่แข่งกันโดยปริยาย ปัจจุบันจีนกับอาเซียนมีการลงทุนและค้าขายกันน้อย เมื่อเทียบกับที่ทั้งจีนและอาเซียน มีการลงทุนและค้าขายกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม 3 กลุ่มใหญ่ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นด้านหลัก หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง

ในอนาคตมีแนวโน้มที่จีนกับอาเซียนจะลงทุนและค้าขายระหว่างกันมากขึ้น แต่การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก หมายถึง จีนจะเปิดรับการลงทุน และการค้ากับประเทศทั่วโลก

การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ซึ่งจะทำให้จีนเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน เช่น ลดภาษีมากขึ้น จะมีผลต่อไทยทั้งในแง่บวกและลบ สินค้าที่ไทยมีโอกาสขายให้จีนได้มากขึ้น ข้าว ยางพารา กุ้งสดแช่แข็ง สินค้าเกษตรแปรรูป น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เส้นด้ายและผ้าผืน ผลไม้ แต่สินค้าที่ไทยและอาเซียนจะถูกจีนแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังซื้อ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก เพราะจีนซึ่งมีค่าแรงงานต่ำกว่า ผลิตได้ถูกกว่า ไทยต้องเร่งรัดปรับตัวพัฒนาสินค้าออกที่มีคุณภาพมากขึ้น และต้องเจาะหาตลาดใหม่ ๆ ดังท่าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ ได้ให้แนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 9hv’ยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม ในแง่การลงทุน ระหว่างจีนกับไทย ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โอกาสที่ไทยจะไปลงทุนในจีน เป็นโอกาสของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะมีการแข่งขันสูง ส่วนการลงทุนของจีนในไทย ก็มุ่งมาใช้ทรัพยากร เช่น ปลูกป่ายูคาลิปตัส หรือขายบริการ เช่น รับเหมา ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ การลงทุนระหว่างสองประเทศยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนมากกว่าแก่ประชาชนในประเทศทั้งสอง ที่นอกจากได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจน้อยกว่านายทุนแล้ว ยังเสียประโยชน์ในแง่การทำลายสภาวะแวดล้อมของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้น

ไทยและอาเซียนจะได้ประโยชน์จากจีนมากขึ้น หากการเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคและแบบภูมิภาค มีข้อตกลงที่พิเศษกว่าข้อตกลงทั่วไปในเวทีองค์การค้าโลก ซึ่งเป็นเวทีที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมักจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ความจริงถ้าอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ร่วมมือกันได้จริง คือประเทศรวยกว่าใหญ่กว่ายอมผ่อนปรนช่วยเหลือประเทศที่จนกว่าเล็กกว่า ภูมิภาคนี้จะเติบโตและเข้มแข็งได้มาก แต่ทุกวันนี้พวกเขาล้วนมองไปที่สหรัฐและยุโรป ซึ่งมีความมั่งคั่งและกำลังซื้อ และต่างคนก็ต่างทำเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยักษ์ที่คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองมากเกินไปจนเศรษฐกิจของตนเองถดถอยจนขยับไม่ได้

การลงทุนและการค้ากับจีนรวมทั้งการท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ถ้ามีการร่วมมือกันพัฒนาด้านการคมนาคมผ่านอินโดจีน และพม่าไปจีน ให้ครอบคลุมสะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะจะทำให้การขนส่งสินค้าลดต้นทุน และจีนทางภาคใต้ก็มีประชากรมาก และเศรษฐกิจเติบโต แต่การเติบโตแบบนี้

ก็ให้ผลประโยชน์แก่คนบางกลุ่มมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ และการเปิดประเทศกว้างขึ้น ก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เช่น มีปัญหาแรงงานเถื่อน โสเภณี อาชญากรทางเศรษฐกิจ ยาเสพย์ติด โรคเอดส์ ฯลฯ เพิ่มขึ้น

ดังนั้นดิฉันคิดว่าเราจึงไม่ควรมองเรื่องการคบกับจีนในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากต้องมองในแง่ผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จีน ไทย อาเซียน ควรจะร่วมมือกันในแง่สังคม การศึกษา การวิจัย วิชาการด้านต่าง ๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จึงทำให้ภูมิภาคเอเชียนี้เจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กันและอย่างยั่งยืน ไม่ใช่คิดแต่ในแง่การค้า การลงทุนในกรอบคิดการพัฒนาเพื่อหากำไรเอกชนของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งสร้างปัญหา ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความยากจน

การทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมอื่นตามมมากมาย เท่านั้น

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร

1. ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองใน

ระดับโลก

2. Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ

3. มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น

4. สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว

ผลกระทบมีอะไรบ้าง?

1. การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่าง

ทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทัน และยืดหยุ่นปรับตัวให้รับ

สถานะการณ์ได้

2. ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ

ให้สามารถสื่อสารได้

3. ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management)

จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น

4. สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้าย

แรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับ ผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน

5. โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้น ในเรื่องของ

คุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ

6. เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้ มีการวิจัยอย่าง

จริงจังและนำมาปรับใช้ ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียน จากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่

คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็น

ผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้

เรื่องเล่าจากเมืองจีน

เราเดินทางจากโคราชไว้ย่าโมโดยใช้เส้นทางโคราช-กบินทร์บุรี แวะที่วังน้ำเขียว ที่ไทยสามัคคี วันที่เราเดินทางเป็นวันอาทิตย์ ร้านปิดไปหลายร้านเลยร้านชาชัก สายนี้น้ำไม่ท่วมถนนแต่บริเวณสองข้างทางจะเห็นน้ำท่วมที่ที่ฉะเชิงเซาเราได้แวะที่วัดหลวงพ่อโสธรไหว้พระปิดทองมีคนมาจำนวนมาก มีชุดที่จะต้องให้เปลี่ยนด้วย ภายในวิจิตรสายงามมาก เนื่องจากน้ำท่วมครั้งนี้เราจะเห็นรถจอดบนถนนลาดจอดรถเต็ม ไม่เหมือนสุวรรณภูมิที่เคยเห็น จากสนามบินสุวรรณภูมิเนื่องจากการเดินทางของวันนี้มีรถจอดเต็มไปหมด

เมืองแรกที่เราเดินทาง ปักกิ่ง อากาศหนาวเย็น มีถนนกว้างถึงนั้นมีรถติด มีจักยานไฟฟ้า บ้านเมืองสะอาด สวนสาธารณะจะเห็นเสาไฟที่ใช้ Solar Cell สังเกตในเมืองจะไม่มีป้ายโฆษณาในตัวเมือง จะเห็นแต่ด้านนอกถนนระหว่างเมือง ให้เห็นป้ายเตือนเราจะเห็นได้ป้ายเมาไม่ขับ อาคารมีการออกแบบที่ทันสมัยของที่นี้จะปูด้วยหินหรือกระจกเนื่องจากภูมิอากาศที่มีพายุทราย และมีการปลูกต้นไม้สูงเพื่อกันตามธรรมชาติ เรายังเห็นมีการเร่ขายของในสถานที่ท่องเพื่อขายของให้นักท่องเที่ยว ของเล่นยังเป็นแบบง่ายๆ ไพ่ ลูกข่าง และลูกแตะ การออกกำลังกายของคนจีนจะมีให้เห็นโดยตลอด การเขียนภูกันน้ำ ตะก้อ รำเล่นลูกบอล รำไทเก็ก แอโรบิค

มหาวิทยาลัยแห่งแรกได้ ที่ได้เข้าพบ เราจะได้เห็นบรรยากาศของการเรียนที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักศึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการจัดการทุนมนุษย์ และในด้านเศรษฐกิจ จีนและทางจีนสนใจเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา และได้เสนอ ทฤษฎี 2 R Reality ความจริง Relevance และเข้าประเด็น และได้เดินทางออกจากมหาวิทยาลัย ถ่ายรูปร่วมกัน และได้เชิญทางมหาวิทยาลัยมาที่ประเทศไทย แลกเปลี่ยนของขวัญ ถ่ายรูปร่วมกัน รับประทานอาหาร

เมืองที่ 2 ที่เราได้เดินทางคือเมืองเทียนสิน เราจะเห็นความแตกต่างของเมืองนี้จะเป็นแบบยุโรป มีแบ่งโซน และเป็นเขตปกครองพิเศษ เราจะได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายรูปร่วมกัน และได้เชิญทางมหาวิทยาลัยมาที่ประเทศไทย แลกเปลี่ยนของขวัญ ถ่ายรูปร่วมกัน

เรามีโอกาสที่ดีที่จะได้เดินทางไปสถานทูต และได้รับฟังข้อคิดเห็นจากทูตของประเทศไทยประจำประเทศจีน เรื่องของภาพยนต์ไทยที่มีความนิยมมากในประเทศจีน

เราได้ไปที่ศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ เน้นในเรื่องการดูแลตัวเองและการป้องกันไม่ใช่รักษาดังองค์จักรพรรดิจีน คังซี ผู้ดูแลตัวเอง และฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์โบราณสมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปี และรับการแช่น้ำอุ่นซึ่งคนจีนเชื่อว่าเส้นเลือดอะไรต่างๆ จะอยู่ที่เท้าจำนวนมาก ดังคำที่ว่าหัวเย็นแต่เท้าอุ่น และฟังการวินิจฉัยโรค ซื้อสมุนไพรตามอัธยาศัย เดินรับประทานอาหาร เดินไปที่ร้าน DR.tea ได้ชมการชงชา เครื่องเคลือบเปลี่ยนสีตามความร้อน และแนะนำชาแต่ละชนิด ทดลองชิมชาแบบต่างๆ เช่น อูหลง ชามะลิ และฟังเรื่องราวการเก็บชา

เราจะเห็นการส่งออกวัฒนธรรมของจีนผ่านการท่องเที่ยว โดยจะควบคุมโดยรัฐบาลทั้งหมด ไกด์ชาวจีน สมุนไพร และยา จีนมีการลงทุนสาธารณูปโภคโภคพื้นฐานอย่างมาก อาคารและมีการวางผังเมือง แบ่งโซนการค้า โซนธนาคาร และมี Model การวางผังเมือง และเน้นเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก และกำลังมีอุตสากรรมอาหาร ที่มีขนาดใหญ่ เพื่อวางแผนรองรับประชากรในอนาคต เรายังสามารถเห็นเครื่องทำน้ำอุ่นที่ใช้แสงอาทิตย์ แสดงถึงการเตรียมเรื่องพลังงาน

ถึงลูกศิษย์ Ph.D ทุกท่าน

 

·       อย่าลืมส่งการบ้านว่า Study Tour ครั้งนี้ได้อะไรบ้าง ทั้งศูนย์ภูเก็ต ที่มี Study tour ที่ภูเก็ต  1 วัน ศูนย์กลางและศูนย์โคราช ที่มี Study Tour  4 วัน ที่ประเทศจีน

·       แรงบันดาลใจ (Inspiration) ไปสู่

1.    Excellence

2.    Benchmark

3.    Quality

4.    Standard

5.    Best Practice

คืออะไร?

นางจงดี พฤกษารักษ์

ID : 53484931011

University : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (ศูนย์ภูเก็ต)

Major : สาขานวัฒกรรมและการจัดการ

Assignment : Key Success Factor ของการไฟฟ้า

จากการศึกษาดิฉันคิดว่า พนักงานเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพนักงานที่รักองค์กรและเป็นคนเก่งด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งอยาดทำงาน อยากอยู่กับเรา ในขณะเดียวกันดิฉันคิดว่า ปัจจัยคนที่ไม่เก่งมีความพยายาม มีความตั้งใจจริง พร้อมที่จะพัฒนาตนเองด้วย ถ้าไม่ใช้อยู่เป็น Dead wood จะเป็นการสร้างปัญหามากมายในองค์กร และปัจจัยเสริมในองค์กรดิฉันคิดว่า สร้างบรรยากาศในการ Share ideas and Share Vision ซึ่งสอดคล้องกับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ Exccllence is not a skill but attitude

ดังนี้ 1.) Pain is gain

2.) Emotional ในทฤษฎี 5k ' s

3.) Share Vision

4.) Trust

5.) Motivation

6.) Reinventing

ในการศึกษาของการไฟฟ้าที่ท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์พอสังเขปดังนี้ 7 Habits ดังนี้

1.) Be Proactive

2.) Think with the end in mind

3.) Put first thing first

4.) Think win - win

5.) Try to understand and then to be understood

6.) synergy

7.) Sharpen the saw

ดิฉันได้ตกผนึกในการศึกษาการไฟฟ้าเป็นองค์กรใหญ่มี Training แต่ไม่ค่อยจะมี Learning เข้ามี Training เราไม่ได้ไปสร้าง Change and Value added ซึ่งจุดเด่นที่ดิฉันคิดว่าการไฟฟ้ามีได้แก่การสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้

(Learning Culture) หรือ สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) หรือ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Onganization)

ในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าสอดคล้องกับ Peter Senge ด้วยปัจจัยต่อไปนี้

1.) Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง

2.) Mental Models มีแบบอย่างทางความคิด

3.) Shared Vision มีเป้าหมายร่วมกัน

4.) Team Learning เรียนรู้เป็นทีม ช่วยเหลือกัน

5.) System Thinking มีระบบการคิด มีเหตุมีผล

นอกจากนี้ดิฉันคิดว่าการไฟฟ้า ยังไม่ทำอย่างเต็มที่โดยเฉพาะเรายังไม่ได้สร้างบรรยากาศในการ Share Vision ความรู้ร่วมกันในองค์กรและการบริหารส่วนใหญ่เป็นแบบ top down อยู่ซึ่งจะเน้น Command and Control หรือเป็นการทำงานแบบแนวดิ่ง Vertical Powcr มีไว้สำหรับ Participate ในทุกระดับส่วนใหญ่ทำงานกันเยอะ Working แต่ขาด Think Strategies คิดเป็นยุทธศาสตร์ไม่มาก และการทำงานเป็นทีมแต่ในระดับ Function ได้ดีแต่ไม่ Cross Function ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าองค์กรได้นำทฤษฎี 8H มาเสริมด้วยจะเพิ่มศักยภาพมากทีเดียวได้แก่

1.) Heritage 2.) Home 3.) Hand 4.) Head 5.) Heart

6.) Happiness 7.) Harmony 8.) Health

ดิฉันคิดว่าการไฟฟ้าสอดคล้องกับ How Passion and commitment will help in delivering excellence

ดังที่ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

1.1.) You have to enjoy you work

1.2.) You have to have pupose and meaning of work

1.3.) You have to have ability to get things done - once you have it the rcsult is that your

work is faster

1.4.) your work has guality and excellence

1.5.) your work is more than routine - value added and Value creation

1.6.) your work is more creative

ในประเด็นของการไฟฟ้า ดิฉันคิดว่าองค์กรแห่งการเรียนรู้สิ่งสำคัญ Know ledgc ประกอบด้วยปัจจัยเสริมดังนี้

1.) จะอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้

2.) จะเกิดการทำงานที่มีคุณภาพสูง (High Performance)

3.) เริ่มดำเนิน Good ไปสู่ Great

สรุปการไฟฟ้าที่ดิฉันได้ศึกษาข้อมูลพอสังเขป ได้แก่

1.) Pain is gain 2.) Emotional ของทฤษฎี 5K'S (อารมณ์) 3.) Share Vision

4.) Trust 5.) Motivation and 6.) Reinventing พร้อมทั้ง 5E'S ได้แก่

1.) Example : เป็นสร้างตัวอย่างที่ดี 2.) Experience : ถ่ายทอดประสบการณ์ 3.) Education : การศึกษาให้ความรู้

4.) Environment : สร้างบรรยากาศที่ดีและ 5.) Evaluation : การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ท้ายสุดนี้ดิฉัน ได้ข้อคิดดังนี้ "เลือกคนดี พัฒนาคนดี รักษาคนดี" "เล็กแต่เร็ว ง่ายแต่ถูกต้อง น้อยแต่ภูมิใจ" พร้อมทั้ง "ถ้ามีปัญหาให้มองที่เป้าหมาย อย่าติดอยู่กับวิธีการ โดยมอง Goal มากกว่าสนใจ Means และระบบที่ดีต้องเป็นระบบที่ส่งเสริมสนับสนุนให้งานรวดเร็วถูกต้องแม่นยำและสามารถสร้างตรวจสอบความผิดพลาดได้ดี" ขอบคุณมากๆ ขอให้ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มีสุขภาพแข็งแรง ดิฉัน นางจงดี พฤกษารักษ์

นายราวี ซามี รหัสนักศึกษา 534849310030

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

ว่าด้วยเรื่องทุนทางเทคโนโลยี (Digital Capital)

พลังงานทดแทน...พลังแห่งสายพระเนตร

เราคงจะจำกันได้ว่าในปี พ.ศ.๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้นำแกลบที่ได้จากการสีข้าวของ โรงสีข้าวตัวอย่างจากสวนจิตรลดา มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน และนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง จึงมีการจัดสร้างโรงบดแกลบขึ้นภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา การดำเนินงานในขั้นแรกเป็นการนำแกลบผสมปูนมาร์ลและปุ๋ยเคมี เพื่อใช้ในการปรับปรุงดิน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๓ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาจัดซื้อเครื่องอัดแกลบให้เป็นแท่ง เพื่อนใช้แทนเชื้อเพลิงชนิดอื่น รวมทั้งจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกโครงการแกลบอัดแท่งยังคงมีการทดลองและพัฒนา ขั้นตอนการผลิตตามพระราชดำริอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นในปี พ.ศ.๒๕๒๘ มีพระราชดำริให้ทดลองอัดแกลบผสมผักตบชวา เพื่อทดลองนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชตามแหล่งน้ำมาทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง

เศรษฐกิจพอเพียง ... หนทางสู่การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน

"เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการ ดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทาง การแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ พลังงานนับเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศ และนับวันจะมีผลกระทบรุนแรงต่อการพัฒนา ของประเทศไทยมากขึ้นทุกที เชื้อเพลิงต่างๆ ที่นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น นับวันจะมีปริมาณน้อยลงทุกที และคงจะต้องหมดไปในอนาคต นอกจากนี้ ราคาของเชื้อเพลิงดังกล่าว ยังมีความผันผวนไปในแนวทางที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของ โลก และถึงแม้ว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนก็ตาม แต่ก็มีสัดส่วนที่น้อยมาก รวมทั้งแหล่งน้ำที่สามารถจะพัฒนาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ายังมีน้อยลง และต้องประสบกับปัญหาการคัดค้านขององค์กรกลุ่มต่างๆ อีกด้วย ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะคิดค้นแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่ประหยัด และไม่มีวันหมดสิ้น บางชนิดก็นำมาใช้บ้างแล้ว เช่น น้ำขึ้น-น้ำลง คลื่น (ทะเล) ความร้อนจากมหาสมุทร แสงอาทิตย์ ลม และความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการพัฒนา เช่น มีราคาแพง ใช้เวลาก่อสร้างนาน หรือบางประเทศไม่มีศักยภาพของแหล่งพลังงานดังกล่าวเพียงพอ เป็นต้น พลังงานทดแทน หมายถึง พลังงานที่นำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแบ่งตามแหล่งที่ได้มากเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานทดแทนจากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป อาจเรียกว่า พลังงานสิ้นเปลือง ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น และพลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้ว สามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น เป็นพลังงานที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นกฟผ. หรือ กฟภ.ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงาน ทดแทน การ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสนใจ ได้มีโครงการวิจัย พัฒนา และสาธิตเกี่ยวกับพลังงานทดแทนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทั้งนี้เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อ เพลิง ซึ่งประเทศไทยส่วนใหญ่ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 70 % ทำให้มีความเสี่ยงทั้งความมั่นคงและราคา พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอีกทางเลือกที่ กฟผ. พยายามเพิ่มสัดส่วนให้เต็มที่ ก่อนที่จะหันไป มองเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น ถ่านหิน และนิวเคลียร์ ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่สะอาด ลดภาวะโลกร้อน ควบคู่ไปกับการให้ไฟฟ้ามีพอใช ้และราคาเป็นธรรม

ผมอยากขอยกตัวอย่างโครงการในพระราชดำริ อาจไม่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนโดยตรง เพราะฉะนั้นในแง่การป้องกันน้ำท่วมก็ได้ประโยชน์คุ้มค่าไม่รู้กี่เท่าตัว นอกจากนั้นชาวบ้านที่อยู่รอบๆ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์หลายๆ จังหวัดอาศัยน้ำท่วมในการทำเกษตรกรรม สมัยก่อนไม่เห็นไร่องุ่นแถวๆ นั้น มาตอนนี้เต็มไปหมดเลย และล่าสุดก็เพิ่งติดตั้งกังหันน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า เท่ากับเป็นผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนป่าสักฯเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างโดยไม่มีปัญหา ผมเข้าใจว่าท่านที่ดูแลโครงการนี้มาตั้งแต่ต้นคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านใช้เวลา 2 ปี อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจก่อนจึงเข้าไปทำเขื่อนเขื่อนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีใน การใช้ประโยชน์ในลักษณะหลายวัตถุประสงค์

"ถ้าใครมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวของเรา โดยเฉพาะโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เราจะได้เห็นพระปรีชาสามารถของพระเจ้าอยู่หัวมาก พระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรยาวไกลมากในเรื่องปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน เพราะฉะนั้นพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีโครงการหลายๆโครงการที่สวนจิตรลดา โครงการสำคัญที่เราคุยกันมากก็คงเป็นโครงการผลิตเอทานอล สมัยก่อนผลิตขึ้นมาแล้วเอาไปทดแทนน้ำมัน ดูเหมือนว่าไม่ค่อยคุ้ม เพราะเอทานอลราคาแพง เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน เพราะว่าเมื่อก่อนเราใส่ตะกั่วลงในน้ำมัน ต่อมาเรายกเลิกไม่ใส่ตะกั่ว ไปใส่ MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) ซึ่งต้องไปซื้อจากเมืองนอก พอมาเทียบราคากับเอทานอลซึ่งใส่แทน MTBE ได้ ก็ปรากฏว่าราคาใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปนำเข้าสิ่งที่เราผลิตได้ภายในประเทศโครงการเอทานอลของพระเจ้าอยู่หัว เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ แต่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมามากๆ คงเป็นเมื่อปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา ตอนนั้นทั้ง ปตท.และบางจากร่วมกันนำเอทานอลมาผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์จำหน่าย เราทำมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ ก็เป็นที่นิยม ส่วนเรื่องไบโอดีเซ, พระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการไบโอดีเซลมาหลายปี เดิมทีพระองค์ท่านมองเรื่องการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อมามีการสร้างโรงงานไบโอดีเซลในสวนจิตรลดา ปัจจุบันโรงงานไบโอดีเซลที่ทำอยู่สามารถผลิตน้ำมันที่มีคุณภาพค่อนข้างดีมาก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทางโครงการส่วนพระองค์ฯจัดทำขึ้นมา และวันนี้ก็มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้แพร่หลายกลายเป็นไบโอดีเซลชุมชนมาก ขึ้น"

เหตุผลที่ต้องทำวิจัยโครงการ Phase 2 ที่เกี่ยวกับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า คุณภาพของพลังงานไฟฟ้า การจัดการความต้องการการใช้ไฟฟ้าและการอนุรักษ์พลังงาน ระบบฐานข้อมูลระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยครอบคลุมถึงการวางแผน การออกแบบ การประดิษฐ์คิดค้น การผลิต การขนส่ง การก่อสร้าง การติดตั้ง การซ่อมแซมและบำรุงรักษา การใช้งาน และการควบคุมสั่งการอุปกรณ์และระบบไฟฟ้า รวมทั้งการให้ความรู้และข้อมูลทางด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า การกำหนดราคาค่าไฟฟ้า และการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า

(1)เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ กฟภ. ตลอดจนเป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กฟภ. อีกด้วย ซึ่งเป็นการระดมความคิดจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก กฟภ. ประเด็นวิจัยและพัฒนามาจากปัญหาในปัจจุบัน และผลการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว จะนำไปสู่การแก้ปัญหานั้นต่อไป

(2)เพื่อเตรียมรองรับปัญหาในระยะปานกลางถึงระยะยาว

เป็นการวิจัยและพัฒนาที่เตรียมความพร้อมสำหรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยปัญหาดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นการกำหนดขอบเขตการวิจัยและพัฒนา จะต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ขอบเขตการวิจัยและพัฒนาอาจจะมาจากนักวิจัยหรือผู้เกี่ยวข้องหรือจากการระดม ความคิด

(3) วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม หรือเพื่อให้ได้ทางเลือกใหม่ในการพัฒนา

ขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาประเภทนี้ ต้องถูกกำหนดโดยนักวิจัยที่มีประสบการณ์หรือผู้ที่เชี่ยวชาญ โดยต้องมีหลักฐานยืนยันรวมทั้งต้องชี้ให้เห็นความสำคัญและความเป็นไปได้ในเรื่องที่จะวิจัยและพัฒนา อย่างชัดเจน และต้องมีความเป็นไปได้ในการขยายผลงานวิจัยและพัฒนาดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ กว้างขวางยิ่งขึ้นด้วย เป็นกระบวนการจัดการปลายทางเพื่อหาข้อมูลบางประการหรือสนับสนุนกิจกรรม บางอย่างเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนำผลงานที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้ ประโยชน์อย่างแท้จริง งานประเภทนี้อาจมีความจำเป็นในการผลักดันให้มีการนำผล งานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังและกว้างขวาง

นางอุทุมพร เครือบคนโท รหัส 53484940001

ศูนย์ นครราชสีมา

ทฤษฎีทุน 8 ประการ (8 K’s) ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainability Capital)

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสของโลกาภิวัตน์ และการแข่งขันในระบบทุนนิยม ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากรอบด้าน และจะต้องยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกให้ได้อย่างเข้มแข็ง และไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น ในกระบวนการการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) จึงได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศไปสู่ความสมดุลยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะรับมือต่อ

การเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างดีพอ เห็นได้จากปัญหาต่างๆ

ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทย ยังขาดความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หลงระเริงไปกับสิ่งฉาบฉวย หรือกล่าวได้ว่า ยังขาดภูมิคุ้มกันที่ดีการขาดภูมิคุ้มกันที่ดี คือ ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ และขาดความพอดี ในเรื่องสำคัญ 5 ประการ คือ

1. ขาดความพอดีด้านจิตใจ : คนส่วนมากมีสภาวะจิตใจไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ขาดจิตสำนึกที่ดีไม่มีความเอื้ออาทร ไม่รู้จักประนีประนอม นึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว

2. ขาดความพอดีด้านสังคม ไม่ค่อยช่วยเหลือเกื้อกูลกันชุมชนขาดความเข้มแข็ง และที่สำคัญไม่มีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคงและเข้มแข็ง

3. ขาดความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังใช้และจัดการอย่างขาดความรอบคอบ และที่สำคัญใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ อย่างไม่เป็นขั้นตอน

4. ขาดความพอดีด้านเทคโนโลยี ยังไม้รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการ และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเอง และสอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อม

5. ขาดความพอดีด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย หรือเกินฐานะของตน

การพัฒนาประเทศไปสู่ความสมดุลยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันที่ดี ถือว่าเป็นแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพของประชากร ที่สะท้อนความจริงที่สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี 8 K’s หรือทุน 8 ประการเป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในด้านของทุนแห่งความยั่งยืน (Subtainable Capital) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้น พระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำว่าเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากปัญหาต่างๆ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจ ในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลต่อการพัฒนา และทำให้เกิดความมั่นคง และความยั่งยืนนั้น ต้องเข้าใจ “กรอบแนวคิด” ว่าเป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจคุณลักษณะว่าเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ

ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

ส่วน 2 เงื่อนไข คือการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย

เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ

เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ คือหลักการดำเนินชีวิตที่จริงแท้ที่สุด กรอบแนวคิดของหลักปรัชญามุ่งเน้นความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา อันมีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ สามารถประยุกต์ใช้ในทุกระดับ ตลอดจนให้ความสำคัญกับคำว่าความพอเพียง ที่ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ภายใต้เงื่อนไขของการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมที่ต้องอาศัยเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

นับตั้งแต่มีพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2517 เป็นต้นมา พบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมี พอกิน พอใช้ การรู้จักความพอประมาณการคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานให้ประชาชนดำเนินตามวิถีแห่งการดำรงชีพที่สมบูรณ์ สันติสุข โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ และใจตนเป็นที่สำคัญ ซึ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งมานั้น แท้ที่จริง คือ วิถีชีวิตไทยนั่นเอง วิถีชีวิตไทยที่ยึดเส้นทางสายกลางของความพอดี เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง เป็นทุนแห่งความยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็งรักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่างๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเท่าทันและนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทยในที่สุด

   สำหรับแรงบันดาลใจจากการดูงานในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นการพัฒนาองค์กรเทศบาลนครภูเก็ตอย่างจริงจังผ่านใต้ความจริงใจของผู้นำอย่างท่านนายกสมใจ  สุวรรณศุภพนา      ซึ่งจะเห็นว่าการทำงานของเทศบาลนครภูเก็ตมีความเป็นเลิศในทุกด้าน  (Excellence)  จากรางวัลที่การันตีคุณภาพการบริการงาน  หากเราจะเปรียบเทียบองค์กรของเรากับเทศบาลนครภูเก็ต  เราก็จะต้องกำหนดด้านที่เราต้องการ  เช่น  ตัวของข้าพเจ้าอยู่โรงเรียนก็ เปรียบเทียบการจัดการศึกษาของโรงเรียนข้าพเจ้ากับการจัดการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล  เพื่อหาช่องว่างที่เกิดขึ้นและอุดช่องว่างเหล่านั้น (Benchmark)  เพื่อนำไปสู่คุณภาพที่ต้องการ  (Quality)  เมื่อปฏิบัติจนเป็นนิสัยก็กลายเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นกับองค์กร  (Standard)  จนกลายเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ  (Best Practice)  ขององค์กรนั้น  เป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นๆต่อไปได้ 

จึงอาจกล่าวได้ว่าแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ และทำให้มนุษย์กล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งอันงดงามให้ทั้งแก่ตนเองและต่อสังคม ^___^  ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิษย์คนนี้
นางสาวพีชะพะงา นิรัตติมานนท์  ศูนย์ภูเก็ต

สรุปความรู้เป็นกลอนหก 

มองผ่านเลนส์  พิศภาพเพลินเมืองภูเก็ต

            ยี่สิบตุลาหรรษา                ชวนกันมาจัดงานใหญ่

ทุนมนุษย์พัฒนาไทย                      ร่วมก้าวไกลเดินเคียงคู่

            ศึกษาผ่านวีดีทัศน์             ที่น้องอัดให้พี่ดู

เรื่องราวดีได้รับรู้                            เมืองภูเก็ตแต่ก่อนมา

            เทศบาลทำงานดี               ประชาชีสุขหนักหนา

ทุนความสุขดังแก้วตา                     พัฒนาจนยั่งยืน

            ท่านอาจารย์จีระนี้             ชี้แผนที่เส้นทางฟื้น

ความรู้นำใจชุ่มชื้น                         กลับคืนสู่ท้องถิ่นไทย

            มาตรฐานงานสำคัญ           จึงเทียบทันโลกไสว

กำหนดเดินก้าวไป                         แผนโปร่งใสแข่งขันได้

           ทุนมนุษย์คุณภาพ              ปัญญาวาบเรียนรู้ใหม่                       
เมืองภูเก็ตจะสดใส                        ถ้านำไปประยุกต์จริง

          แปดเค (8 K)นามทฤษฎี      เป็นทุนที่สร้างทุกสิ่ง

ใฝ่เรียนรู้ชีวิตจริง                           ดังยอดยิ่งหลักพัฒนา

            ห้าเค (5K) นี้คือทุนใหม่     ตระหนักไว้ยุคโลกา

ทุนความรู้ความคิดมา                     นวัตกรรมพารุ่งเรือง

      วัฒนธรรมล้ำเลิศ                     ชูชาติเชิดคุณค่าเมือง

อารมณ์อย่าได้เคือง                        ประเทืองสุขสร้างทางทุน

      ยามบ่ายนี้ที่สะพานหิน              นกโบยบินไม่มีฝุ่น

สิ่งแวดล้อมช่วยค้ำจุน                     ไม่มีวุ่นเรื่องขยะ

      ระบบดีต่างกล่าวขาน                จัดการเด่นเป็นชนะ

เจ้าหน้าที่เป็นธุระ                          ต่างสะสางจนสะอาด

      เพลินพิศภาพย่านเมืองเก่า         เมืองของเราดังภาพวาด

ชุดย่าหยาในตลาด                        ผ่องผุดผาดค่าสตรี

      นำความรู้ที่เรียนมา                  สร้างคุณค่าแสนสุขี

ท้องถิ่นฐานมิตรไมตรี                     ทุกนาทีนำพัฒนา

      มองดูเขาย้อนดูเรา                  กระจกเงาสะท้อนมา
ตระหนักคิดด้วยปัญญา                  ล้วนนำพาบันดาลใจ

แรงบันดาลใจทำให้มนุษย์กล้าก้าวพ้นความยากลำบาก และมุ่งมั่นจะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดให้กับเส้นทางที่เราเลือกเดิน บางที่การได้อ่านคำคมอันงดงามที่อาจารย์ได้ให้ข้อคิดกับพวกเราว่า “การเรียนต้องมีเป้าหมายอย่าเพียงแต่ตั้งรับอย่างเดียว ต้องรุกไปข้างหน้าเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่เราวางไว้”  ก็เป็นข้อความกระตุ้นเตือนให้เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศ (Excellence) แต่ในบางครั้งเราอาจมีข้อบกพร่องก็ต้องอุดช่องว่างของเรา นั้นก็คือการทำ Benchmark เพื่อนำไปสู่คุณภาพมาตรฐานที่ตนเองได้ตั้งไว้ (stardard) และเมื่อเราประสบผลสำเร็จตามที่ได้ว่างไว้ เราก็สามารถเป็น Best Practice ให้กับผู้อื่นได้ ขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูง ที่ได้กรุณาถ่ายทอดความรู้ที่น่าสนใจ ให้กับพวกเราทุกคนค่ะ  ^________^

นางสาวสุธาสินี นิรัตติมานนท์

 

 

STUDY TOUR ณ กรุงปักกิ่ง และ นครเทียนจิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23- 27 ตุลาคม 2554 โดยมีนักศึกษาจากศูนย์กรุงเทพฯ และศูนย์นครราชสีมา

เดินทางออกจากจังหวัดนครราชสีมา โดยทางคณะฯ ได้ไปกราบไหว้คุณหญิงโม ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวจังหวัดนครราชสีมา ถนนสายนี้น้ำไม่ท่วมถนนแต่บริเวณสองข้างทางจะเห็นน้ำท่วมที่จังหวัดฉะเชิงเทราแวะที่วัดหลวงพ่อโสธรไหว้พระปิดทองมีคนมาจำนวนมาก ซึ่งเห็นว่าทุกคนใช้เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจเพื่อให้เกิดความสุขในชีวิต ซึ่งภายในโบสถ์มีความวิจิตรงดงามมาก เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จะเห็นรถจอดบนถนนลาดจอดรถเต็ม ไม่เหมือนสุวรรณภูมิที่เคยเห็น จากสนามบินสุวรรณภูมิ ทางคณะเดินทางเรามาก่อนเวลาประมาณ 6- 7ชั่วโมง เนื่องจากลัวสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดจากน้ำท่วม พวกทางคณะเรามีความสุขมากเมื่อมาถึง นั่งรอกันอย่างสนุกสนาน จนถึงเวลานัดหมาย เวลา 21.00 น คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพและนครราชสีมา ประมาณเวลา 23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. แล้วไปเลือกซื้อของตามอัธยาศัย คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น. เป็นเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าไทย ประมาณ 1 ชั่วโมง ที่สนามบินกรุงปักกิ่งแยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งตรวจคนเข้าเมือง แล้วเดินทางด้วยรถไฟรางมาอีกอาคาร เพื่อมารอรับกระเป๋า และเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร ทราบว่า เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร

ช่วงเช้าวันแรก เดินทางไปเยี่ยมชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน ชมศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ชมอนุสาวรีย์วีรชน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 9,999ห้องบนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร ซึ่งระหว่างการเยี่ยมชมมีการพูดคุยซักถามเพื่อให้ได้รับความรู้เพิ่มจากแนะนำของไกด์ท้องถิ่น ชื่อ น้องหยก เป็นชาวไทยลื้อ

ช่วงบ่าย เดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ China University of political science and law ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งในการศึกษาดูงาน China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ มีแนะนำมหาลัยของในแต่ละส่วน โดยของทางคณะเรา โดย ท่าน ศาสตราจารย์ ดร. จีระ การศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวกับความเป็นมา เริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มี 4 ศูนย์ ที่จัดการเรียนการสอนแบบ VDO CONFERENCE กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เลย และภูเก็ต โดยศูนย์กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางถ่ายทอด สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา รวมทั้งหมด 21 คน และได้ตอบคำถามจากนักศึกษาที่น่าสนใจเรื่องการจัดการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความสุขในวัยรุ่น และการนำศาสนาพุทธเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และตัวแทนนักศึกษาฝ่ายไทยศูนย์กรุงเทพมหานครได้ช่วยตอบคำถาม ในสิ่งที่ทางประเทศไทยเราได้พัฒนาเรื่องทุนมนุษย์มานานแล้ว ทั้งทฤษฎี 8 K’s 5K’s และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมานานแล้ว และเป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธเกือบทั้งประเทศ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของดังกล่าว เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง และหลังจากลับมาเพื่อมารับประทานอาหารเย็น ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นั่นคือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ของทางคณะเรา ทำให้เราตั้งเปลี่ยนรถเพื่อใช้ในการทัศนศึกษาครั้งนี้ และในเหตุการณ์นี้เอง จะให้ว่าประเทศจีนมีการพัฒนาด้านความปลอดภัยและคุ้มครองผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ในวันที่สองในประเทศจีน

ไปชม”หอบวงสรวงฟ้าเทียนถาน”ซึ่งกษัตริย์จีน ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ชมศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปีพร้อมรับฟังการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าชมและชิม ชาอู่หลงของปักกิ่งและชาที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เช่นชาแดง ชาผลไม้ ชามะลิ และชากุหลาบ ซึ่งมีเพื่อนๆ จากทางคณะ ได้ช็อปปิ้งกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันสบายๆ อีกวันของการเดินทาง

ในวันที่สามในประเทศจีน

ไปเมืองเทียนจิน ซึ่งเพิ่งได้รับการตอบรับในกลางดึกของการรับประทานอาหารเย็น การเดินทางไปเมืองเทียนจินเราได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของจีนโบราณที่ยังคงความสวยงามน่าชม อาคารทั้งสองฟากฝั่งถนนนยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างน่าชื่นชม เมืองเทียนจินเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม และการค้าที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการขนส่งทางเรือ การค้าขายระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน มีเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เคมี พลังงานไฟฟ้า ปั่นทอ วัตถุก่อสร้าง ทำกระดาษ และขนม อุตสาหกรรมใหม่มี ทำเรือ รถยนต์ เป็นต้น ทางคณะเรามาถึงช้ากว่าเวลานัดหมาย เพราะคนขับรถไม่รู้จักทาง และไกด์ก็เพิ่มเคยมาเมืองเทียนเป็นครั้งแรก ก็สนุกไปอีกแบบ เมื่อประมาณเวลา 10.00 น. ก็เดินทางมาถึงที่สถาบัน Tianjin University of Technology และมีแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้ทราบถึงกฎเกณฑ์ด้านการจัดการศึกษาของมหาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษา เป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยทางด้านเทคโนโลยีด้วย และหลังจากนั้นทางคณะเดินทางของเราโชคดีที่ทางสถานทูตไทย ที่ประจำในประเทศจีน โดย ท่าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ และคณะ ท่านให้เกียรติกับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์พร้อมกับนักศึกษาเข้าเยี่ยมคารวะท่านและร่วมฟังแนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ท่านได้แบ่งปันความรู้เรื่องการทำตลาด ซึ่งมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม ท่านได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมาก คือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ต้องปรับระบบด้านการคิด การใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และทางคณะเราได้แยกทางกับ ท่า ศาสตราจารย์ ดร.จีระ ณ สถานทูตไทยในกรุงปักกิ่ง เนื่องท่านติดภารกิจที่ประเทศไทยต้องเดินกลับก่อนคณะเรา

จากนั้นเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ผิเซียะ ซึ่งทางคณะเดินทางของเรา โชคดีเป็นรอบที่ 2 เพราะเวลาที่ทางคณะเรามาเกือบจะปิดพิพิธภัณฑ์ และแล้วเราได้รับฟังการบรรยายจากเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวจีนให้ เราได้ชมและลูบผิเซียะโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ และมีการบูชาของเพื่อนๆร่วมการเดินทาง

และวันสุดท้ายของการ STUDY TOUR ในประเทศจีน

เดินทางไปสู่กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง ด่านที่ได้ชื่อว่า จุดชมวิวกำแพงเมืองจีนที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวในมุม 360 องศา โดยนั่งกระเช้าขึ้นชม ผ่านการชมรถไฟสายเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟสายไซบีเรีย ที่ยาวที่สุดในโลก ที่สร้างขึ้นขนานราบไปตามแนวภูเขา นำสู่ด่าน จี ยง กวน นำชมกำแพงยักษ์ กำแพงเมืองจีน จากนั้นชมโรงงานหยกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชมหยกโบราณ การแกะสลักหยกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการดูหยกของแท้ว่าจะทำอย่างไร ได้ผ่านชมสนากีฬาโอลิมปิค แวะชมบริษัท เป่าสู้ถาง ร้านบัวหิมะ ยาจีน และทางคณะเราได้ช็อปปิ้งอีกครั้ง และเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย

โดย นางสาววรัญญา นาคดิลก นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา ศูนย์นครราชสีมา

งานคู่ : ทุนมนุษย์

นางจงดี พฤกษารักษ์

นางสาวพีชะพะงา นิรัตติมานนท์

นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต

บทความเรื่อง จริยธรรมนำสุข

Ethical Capital & Human Capital ทุนจริยธรรมและทุนแห่งความสุข

สังคมปัจจุบันนี้รวมถึงอนาคตภาคหน้าต้องตระหนักตนเองในฐานะของสังคมแห่งการศึกษา “Education for all” ต้องมีการพัฒนาการขยายเชื่อมโยงให้เติบโตขึ้น และเน้นย้ำในคุณค่าแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเป็นอัตลักษณ์ของบุคคล ในฐานะที่พวกเราทั้งคู่ต่างเป็นนักการศึกษา คือ นางจงดี พฤกษารักษ์ เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนภูเก็ตเทคโนโลยี และนางสาวพีชะพะงา นิรัตติมานนท์ เป็นครูผู้สอนโรงเรียนบ้านชาคลี อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เราต่างมองเห็นสอดคล้องกันในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งทุนที่พวกเราคิดว่ามีความจำเป็นในการพัฒนานักเรียน นักศึกษา ของเราในปัจจุบันท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่ไหลเชี่ยวกราก คือ ทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความสุข ซึ่งเป็นสองทุนที่เลือกมาจากทฤษฎีทุน 8 ประการ (8 K’s) ของท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ การปลูกฝังจริยธรรมให้เกิดแก่นักเรียนย่อมจะนำมาซึ่งความสุขของตนเองและสังคมซึ่งจำเป็นมากสำหรับสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งทั้งสองทุนนี้เป็นทุนพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตลอดจนการจัดการศึกษาตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนานักเรียน นักศึกษาที่มีความดีงาม มีคุณภาพ

ทุนทางจริยธรรมนั้นถือเป็นนิยามความหมายอันสำคัญต่อการสร้างความเป็นทุนให้เกิดแก่ตัวมนุษย์ทั้งหลาย เพราะทุนจริยธรรมเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเพาะบ่ม ความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษา นับแต่การเรียนรู้จากครอบครัว สังคม มาจนถึงสถานศึกษา จริยธรรม หรือ จริยศาสตร์ เป็นหนึ่งในวิชาหลักของ วิชาปรัชญา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ จำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด หากจะอธิบายอย่างง่ายๆ แล้ว จริยธรรม หมายถึง การแยกสิ่งถูกจากผิด ดีจากเลว มาจากคำ 2 คำคือ จริย กับธรรม ซึ่งแปลตามศัพท์ คือ จริยะ แปลว่า ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ คำว่า ธรรม แปลว่า คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักปฏิบัติในทางศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ เมื่อเอาคำ จริยะ มาต่อกับคำว่า ธรรม เป็นจริยธรรม แปลเอาความหมายว่า กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะเห็นว่าจริยธรรมเป็นหลักความจริงของธรรมชาติ ซึ่งท่านอาจารย์จีระ ได้กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยทฤษฎี 2 R’s คือการเรียนรู้เพื่อการมอง การวิเคราะห์ปัญหา และการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย Reality มองความจริง และ Relevance ตรงประเด็น ดังนั้นการเรียนรู้ที่ดีคือการนำความรู้ไปปะทะกับความจริง หมายถึงการนำความรู้ที่มีไปทดลองปฏิบัติให้เกิดผลจริง เช่นเดียวกัน หากเรารู้จักแต่หัวข้อคุณธรรมจริยธรรมเพียงแค่ในตำราแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง จริยธรรมนั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นกับตัวบุคคลได้ ในฐานะผู้บริหารและครูจะต้องจัดสถานการณ์ที่ให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงและเกิดจริยธรรมในการปฏิบัติงาน การเรียนได้ เช่นในระดับวิทยาลัยก็ให้นักเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ระดับประถมศึกษาก็ให้นักเรียนทำโครงงานคุณธรรม เป็นต้น

ในอีกหนึ่งด้านคือทุนแห่งความสุข เป็นทุนที่สร้างกระแสตื่นตัวมากในปัจจุบัน นักจิตวิทยาชื่อ วีนโฮเฟ่น (1997) ให้นิยามความสุขว่า หมายถึงการประเมินของแต่ละคนว่า ชื่นชอบชีวิตโดยรวมของตนเองมากแค่ไหน การที่เราบอกว่าเรามีความสุข จึงหมายถึงเรารู้สึกชอบหรือพึงพอใจกับชีวิตเรานั่นเอง คนที่มีความสุขนั้น เป็นคนที่แทบจะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับชีวิตตนเอง ชอบประสบการณ์ใหม่ ๆ มีอารมณ์มั่นคง ท่านอาจารย์จีระได้กล่าวว่าการทำงานที่เน้นทุนแห่งความสุขมีดังนี้ คือ ทุนความสุข เกิดจากหนึ่งคืองานที่ทำใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ สองคือมีการเข้าใจงานที่ทำอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดแนว สามคืองานที่ทำต้องสานสัมพันธ์กับผู้อื่น และสุดท้ายการทำงานอย่างมีความสุขต้องถามตัวเองว่า เวลาทำงานต้องการเน้นเรื่องอะไร? การทำงานอย่างมีความสุขจะทำให้เราทุ่มพลังของเราทำอย่างสุดฝีมือ เพื่อผลงานที่เยี่ยมยอด ไม่ใช่แค่ทำเป็นอาชีพเท่านั้น ซึ่งพวกเราก็เห็นตรงกันว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง เพราะเมื่อย้อนกลับมามองอาชีพครูที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นว่าการเป็นครูมีทั้งศาสตร์และศิลป์ การรวมตัวของพลังที่ยิ่งใหญ่ระหว่างศาสตร์และศิลป์ จะนำไปสู่กระบวนการจัดการศึกษาอย่างมีศิลปะ และเมื่อถามตนเองด้วยคำถามสุดท้ายของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ พวกเราทั้งคู่ต่างตอบตรงกันว่า “พวกเรารักในการเป็นครู เพื่อเป้าหมายคือให้นักเรียนเก่ง ดี และมีความสุข”

เมื่อทุนทางจริยธรรมมาเจอกับทุนแห่งความสุขก็ทำให้เกิดสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ดังหลักคำสอนที่สอดคล้องกันในทุกศาสนาว่า “จริยธรรมนำมาสู่ความสุข” ซึ่งประเด็นตรงนี้สามารถเชื่อมโยงไปสู่การดำรงชีวิตอยู่ในสังคม โดยเฉพาะการตระหนักถึงสายสัมพันธ์ที่ผูกโยงเกี่ยวเนื่องกันด้วยจริยธรรมที่ดีงาม อันเป็นรากฐานแห่งบริบทอันสำคัญของสังคมไทย ทุนทางจริยธรรมจะช่วยจุดประกายทางความคิดให้ก้าวล่วงเข้าสู่วิถีแห่งแห่งความสุขได้ด้วยการที่บุคคลทุกคนจะต้องตระหนักในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นมิติทางนามธรรมอันยิ่งใหญ่ มิติทางนามธรรมที่สอดรับกับความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวตนของคนไทย พวกเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนซึ่งกันและกัน และพบข้อเท็จจริงว่าลูกศิษย์ของเราจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเรียนที่ไม่ได้เก่งเลอเลิศในระดับหัวกะทิของโรงเรียน แต่เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ขยันขันแข็ง ในที่สุดก็สามารถนำพาตนเองให้สอบเข้าเรียนต่อและทำงานได้อย่างดี มีความสุข แต่ในขณะเดียวกันนักเรียนบางส่วนที่เรียนเก่ง มีปัญญาดี แต่ขาดจริยธรรม ก็ไม่สามารถนำตนเองให้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเราจำเป็นต้องสร้างทุนทางปัญญา ให้สามารถคิดวิเคราะห์พร้อมด้วยทุนทางจริยธรรม ดังนั้นในฐานะครูต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่ในระดับประถมและปฏิบัติตามทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์คือทฤษฎี 3 ต คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง จนถึงระดับอุดมศึกษา เชื่อว่านักเรียน นักศึกษาจะเป็นผู้มีจริยธรรมและมีความสุขของสังคมไทย และสังคมโลกต่อไป

พวกเราทั้งคู่เชื่อว่า การที่บุคคลผู้จะก้าวไปสู่ทุนแห่งความสุขได้ ต้องเป็นบุคคลที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านแง่มุมเรียนรู้ และมองเห็นภาพลักษณ์แห่งอนาคตด้วยการเปิดใจกว้างและเข้าใจในชีวิต ทุกคนล้วนมีคุณค่าและทุกคนต้องรับรู้และตระหนักว่าตนเองและเพื่อนต่างมีคุณค่า การตระหนักในความหมายดังกล่าวข้างต้นจะทำให้ผู้ที่ศึกษาได้มองเห็นความจริงจากอันยิ่งใหญ่ทั้งปวงในมิติแห่งจริยธรรม จนปฏิบัติต่อเนื่องกลายเป็น “ทุนแห่งความสุข” (Happiness Capital) ทั้งนี้เนื่องด้วยมนุษย์ทุกคนล้วนมีความใฝ่ฝันและปรารถนาที่จะได้กระทำในเรื่องที่ตนทำแล้วเกิดความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกายหรือสุขใจ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงแสวงหาประสบการณ์ใหม่ผ่านมิติแห่งชีวิตของตนด้วยการคิดหรือปฏิบัติการในทางหนึ่งทางใดเพื่อหาโอกาสที่จะได้พบกับความสุข ซึ่งแน่นอนว่าเขาย่อมได้รับความสุขเป็นทุนของชีวิต ผ่านการคิดและการกระทำ ที่มุ่งมั่นตั้งใจของตนอันถือเป็นประโยชน์สูงสุดที่จะส่งผลไปถึงคนอื่นในลักษณะเดียวกันได้ด้วย

นี่คือหนทางแห่งการเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม แห่งการเป็นมนุษย์ในอุดมคติ ซึ่งต้องอาศัยปณิธานในการสร้างความสุขที่ยั่งยืนงดงามให้แก่ตนเอง ความสุขจากการมองเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนทุกๆคนได้อย่างเข้าใจ และสำคัญสุดคือความสุขที่หมายถึงความดีที่มนุษย์ต่อมนุษย์ไม่เบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกบ่มเพาะและสะสมเป็นทุนของชีวิต ภายใต้สำนึกแห่งความจริงใจ และปณิธานที่ตั้งมั่นต่อการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผองเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

การพัฒนาตนให้มีทุนทางจริยธรรม เราได้ศึกษา ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับคนไทย เป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาทฤษฎีแรกของนักศึกษาไทยที่สร้างขึ้น บุคคลผู้รวบรวมเขียนเป็นทฤษฎี คือ ศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน กรอบแนวคิดที่เป็นจุดเด่นของทฤษฎีนี้มีความว่า ลักษณะพื้นฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่พึงปรารถนา เพื่อส่งเสริมให้บุคคลเป็นคนดีและ คนเก่ง ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุพฤติกรรมของคนดีและคนเก่ง โดยได้ทำการประมวลผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 6-60 ปี ว่าพฤติกรรมเหล่านั้น มีสาเหตุทางจิตใจอะไรบ้าง และได้นำมาประยุกต์เป็นทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสำหรับคนไทยขึ้น โดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทำดีละเว้นชั่วและพฤติกรรมการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ

2.ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ

2.1 เหตุผลเชิงจริยธรรม

2.2 มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง

2.3 ความเชื่ออำนาจในตน

2.4 แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

2.5 ทัศนคติ คุณธรรมและค่านิยม

3.ส่วนที่สาม ได้แก่ รากของต้นไม้ ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทำงานอาชีพอย่างขยันขันแข็งซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ 3 ด้าน คือ

3.1 สติปัญญา

3.2 ประสบการณ์ทางสังคม

3.3 สุขภาพจิต

จิตลักษณะทั้งสามนี้อาจใช้เป็นสาเหตุของการพัฒนาจิตลักษณะ 5 ประการ ที่ลำต้นของต้นไม้ก็ได้ กล่าวคือ บุคคลจะต้องมีลักษณะพื้นฐานทางจิตใจ 3 ด้าน ในปริมาณที่สูงพอเหมาะกับอายุ จึงจะเป็นผู้ที่มีความพร้อมที่จะพัฒนาจิตลักษณะทั้ง 5 ประการ ที่ลำต้นของต้นไม้ โดยที่จิตลักษณะทั้ง 5 นี้ จะพัฒนาไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าบุคคลที่มีความพร้อมทางจิตใจ 3 ด้านดังกล่าวและอยู่ในสภาพแวดล้อมทางบ้าน ทางโรงเรียนและสังคมที่เหมาะสม นอกจากนั้นบุคคลยังมีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาจิตลักษณะบางประการใน 5 ด้านนี้ โดยวิธีการอื่น ๆ ด้วย ฉะนั้นจิตลักษณะพื้นฐาน 3 ประการ จึงเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของคนดีและของคนเก่งนั่นเอง นอกจากนี้จิตลักษณะพื้นฐาน 3 ประการที่รากนี้อาจเป็นสาเหตุร่วมกับจิตลักษณะ 5 ประการที่ลำต้น

การพัฒนาจริยธรรมด้วยวิธีพัฒนาตนเองตามขั้นตอนดังกล่าว เป็นงานที่บุคคลสามารถปฏิบัติได้ควบคู่กับการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะเสร็จสิ้น ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย เพราะจิตใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เฉกเช่น กระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นปัจจัยพื้นฐานของทุนอนาคตในประเด็นที่ Do the right thing โดยทำงานด้วยความถูกต้องและมีคุณธรรมจริยธรรม (Ethical Capital) คุณจงดีกล่าวว่า ขณะที่ทำงานทุกวันในวิทยาลัยเทคโนโลยีภูเก็ต ทุกๆวันได้รับความสุขจากครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานระดับวิทยาลัย แต่เมื่อคิดถึงคำกล่าวหรือเรื่องเล่าว่า ประเทศไทยของเรามีการ "คอร์รัปชั่น" ทำให้เรามองเห็นว่า บุคคลที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ ควรจะต้องมีทั้งคุณธรรมและจริยธรรม นอกเหนือจากความรู้ ความสามารถ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดแห่งความศรัทธารวมถึงปัจจุบันนี้ สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับการสร้างความศรัทธาของผู้นำ คนไทยส่วนใหญ่ มักบอกว่าการคอรัปชั่นในสังคมไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกร่อนสังคมไทยมานานและมีอยู่ในสังคมทุกระดับชั้น ตั้งแต่หมู่บ้าน อำเภอถึงระดับประเทศ แตกต่างกันที่ความเสียหาย โดยการทุจริตระดับชาติ ก็จะส่งความเสียหายมากกว่าการทุจริตในระดับรากหญ้า ซึ่งที่มาของปัญหาการคอรัปชั่นเกิดจากค่านิยมของคนไทยที่นิยมยกย่องคนที่มีอำนาจ คนร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าอำนาจหรือความร่ำรวยดังกล่าวได้มาอย่างไร หรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยของคนไทยที่ไม่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของส่วนร่วม ถือว่าธุระไม่ใช่หากตัวเองไม่ได้รับความเดือนร้อนหรืออาจจะเกรงกลัวอำนาจจะเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลอยากต่อต้านแต่ก็ไม่กล้า เพราะถ้าได้รับอันตรายก็ไม่มีใครช่วยเหลือจริงจัง ฉะนั้นทุนมนุษย์ (Human Capital) จึงเป็นหนทางแก้ไขปลูกฝังสร้างค่านิยมใหม่ให้คนไทยนับถือคนเก่ง มีคุณธรรมให้จงได้ ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital) ในประเด็นนี้จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น โดยเริ่มที่ตนเองก่อน โดยสร้างความเชื่อมั่นต่อตนเอง (Self Trust) ว่าจะไม่ทุจริตคิดโกงและประพฤติ ปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างแก่คนรอบข้าง จากนั้นจึงขยายไปสู่ครอบครัวและสังคม โดยสอนลูกหลานให้นิยมยกย่องคนเก่ง คนดีที่ซื่อสัตย์ สุจริต ถึงแม้เขาจะไม่ร่ำรวย ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตก็ตามในระดับสังคม ต้องสร้างทุนทางจริยธรรม ตั้งแต่วัยเด็กและเยาวชน ให้มีค่านิยมที่ถูกต้อง เพื่อสร้างผู้นำองค์กรยุคใหม่ให้ประพฤติตัว มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นตัวอย่างและได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสมาชิกในองค์กรพร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ยกย่องคนดี มีคุณธรรม ถึงแม้จะไม่ร่ำรวยก็ตาม โดยการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมกันนี้นำทฤษฎีทรัพยากรมนุษย์ & K' S มาพัฒนาคนให้มีความรู้ โดยให้การศึกษา

คุณธรรมที่คนไทยและเราทั้งคู่ยึดมั่นในการทำงานตลอดมา ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าสอดคล้องกับทุนจริยธรรมทุนแห่งความสุข นั้นคือหลักธรรม อิทธิบาท 4 ได้แก่

1) ฉันทะ คือความพอใจในงานที่ทำ

2) วิริยะ คือความเพียรพยายาม

3) จิตตะ คือการมีเวลาทำงานที่จดจ่อมีสมาธิ

4) วิมังสา คือ ทำแล้วต้องพิจารณาตรวจสอบใคร่ครวญให้รอบคอบ

ส่วนสิ่งที่ส่งเสริมความสุขประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่

1) งาน งานที่ทำนั้นต้องมีความท้าทายหรือไม่ก็เปิดโอกาสผู้ปฏิบัติงาน ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่และทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกมีคุณค่า

2) วัฒนธรรมการทำงาน เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในการตัดสินใจมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ

3) ปัจจัยแวดล้อม สภาพแวดล้อมในที่ทำงานส่งเสริมหรือเอื้ออำนวยต่อการทำงานหรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไร

4) ภาวะผู้นำ ซึ่งผู้นำส่งเสริมการทำงานหรือไม่มีการให้ทิศทางที่ชัดเจนในการทำงาน หรือไม่และสามารถสร้างขวัญกำลังใจได้ดีเพียงใด

ในประเด็นนี้การส่งเสริมความสุขในการทำงานมี 8 ปัจจัย ได้แก่

1) การมองในแง่ดี (Optimism) ต้องมองคนในแง่ดีมีอายุยืนยาวกว่า

2) การแสดงความขอบคุณ (gratitude) ซึ่งเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงานและเป็นวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร

3) การให้อภัย (forgiveness) เป็นการสร้างความสงบสุขเป็นหนทางแห่งความสุข

4) พัฒนาตนเองทางการพูด (improve yourself talk) ซึ่งการพูดในทางบวกเป็นการช่วยลดความเครียดและทำให้สมอง ผ่อนคลายมีความคิดสร้างสรรค์และแก้ปัญหาต่างๆได้

5) ปลดปล่อย (flow) ลืมสิ่งที่ทำ ปล่อยให้ผ่านไปการลืมเป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมความสุขที่ดี และ

6) มีความสุขหรือเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำ (Savor) ความเพลิดเพลินกับงานนั้นเราสามารถสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ได้ตลอดเวลา ทั้งก่อนที่เราจะลงมือทำ ขณะที่ทำและคิดถึงมันหลังจากงานได้ลุล่วงไปแล้ว

7) มองมุมใหม่ (Reframe) การมองสิ่งเดิมในมุมใหม่ๆ จะช่วยให้ความคิดไปทางลบเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น

8.) การสร้างความสุขจากสิ่งที่ทำได้ดี (Building on strength) ความสุขนั้นจะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ถ้าเป็นความสุขที่เราได้ทำดี หาโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ดีแล้วคุณจะไม่เบื่อและมีความสุข

จากการศึกษาทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความสุขนั้นพบว่าชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้ายที่ถูกดึงมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆ ขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้ายนั้น บางทีเราก็รู้สึกชะล่าใจว่า ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมายจึงดึงด้ายออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย กว่าจะพบว่าแท้จริงแล้ว มีด้ายอยู่เพียงนิดเดียวที่สามารถเย็บผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแต่ที่เราเห็นว่ายังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั้น แท้จริงเป็นเพราะว่าแกนด้ายม้วนใหญ่ๆต่างหาก แกนด้ายหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ ซึ่งตรงประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญและมีคุณค่าต่อชีวิต สอดคล้องกับข้อคิด ข้อคิดว่า "งานสำคัญสุดคืองานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้" พร้อมทั้ง "เวลาที่ดีที่สุดก็คือเวลาปัจจุบัน” จากการได้ผสานทุนทางจริยธรรมและทุนความสุขเข้าด้วยกัน ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในประเด็นนี้โดยสังเขปมีดังนี้

1) นำ Best practice มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

2) ส่งเสริมความสามารถของคน

3) วัฒนธรรมการยอมรับผู้อื่น

ซึ่งขอสรุปเป็นกลอนทุนทางจริยธรรมและทุนความสุข ไว้ดังนี้

ทุนจริยธรรมสำคัญยิ่ง

เป็นทุกสิ่งดีงามแสนประเสริฐ

ทำถูกต้องตามหลักต่างชูเชิด

คือบ่อเกิดความสุขแก่ปวงชน

ทุนแห่งความสุขทั้งใจกาย

แสนสบายเริงรื่นทุกแห่งหน

คิดสร้างสรรค์โชว์ฝีมือในตัวตน

สำราญผลความสุขได้ทำงาน

นำสองทุนมาผสานใส่แนวคิด

งานสัมฤทธิ์ทุนมนุษย์เป็นพื้นฐาน

จริยธรรมนำสุขยั่งยืนนาน

ร่วมประสานพลังใหม่สร้างทางทุน

ในฐานะครูไทยโลกยุคใหม่

ขอร่วมใจประยุกต์ใช้ไม่หันหุน

การศึกษาพัฒนาช่วยค้ำจุน

เกื้อการุณนักเรียนดีมีสุขเอย

นางจงดี พฤกษารักษ์

นางสาวพีชะพะงา นิรัตติมานนท์

นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ศูนย์ภูเก็ต