ช่วงนี้ดูสถานการณ์การเมืองมีการพูดอ้างอิงถึงการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งส่งผลต่อนโยบายในการพัฒนาประเทศ ทำให้ย้อนนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งได้รับฟังโดยวิทยากรคือ ศ.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองอธิการบดีฝ่ายแผน ม.มหิดล ในการประชุมวิชาการประธานสภาข้าราชการลูกจ้างมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปขมท ) เมื่อเดือนมีนาคม 2552 ฟังแล้วประทับใจมากต้องหาหนังสือมาอ่านชื่อเรื่อง Our Iceberg is Melting หรือ เมื่อภูเขาหิมะละลาย ของ Jhon Kotter สาระสำคัญมีดังนี้คะ
“ เฟรด เป็นนกเพนกวิน วัยกลางคน มีนิสัยช่างสังเกตและชอบทดลองค้นหาความรู้วันหนึ่ง เฟรดว่ายน้ำไปพบว่า บริเวณด้านล่างของ Iceberg ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่านกเพนกวินมีโพรงน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่ภายใน พร้อมจะระเบิด ซึ่งจะทำให้นกเพนกวินทั้งหลายบาดเจ็บเสียชีวิต เขาตกใจมากพยายามหาวิธีการแก้ไขโดยแจ้งให้สภานกเพนกวินทราบ จึงตัดสินใจไปพบมิสอลิส นกเพนกวินสาว ซึ่งเป็นสมาชิกสภานกเพนกวินและมีบุคลิกมีความมั่นใจในตนเองสูง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ เฟรดเล่าเรื่องโพรงน้ำแข็งให้อลิสฟัง ครั้งแรกอลิสไม่เข้าใจในสิ่งที่เฟรดเล่า เฟรดจึงพาอลิสไปสำรวจและสาธิตอันตรายของโพรงน้ำแข็งระเบิดให้ทราบ จนเธอเข้าใจและตระหนักถึงปัญหา จึงรีบไปแจ้งลูอิส ซึ่งเป็นประธานสภานกเพนกวินให้ทราบ ลูลิศเป็นนกเพนกวินสูงอายุ มีความสุขุมรอบครอบ มีภาวะความเป็นผู้นำสูง ลูอิสได้เรียกประชุมกรรมการสภานกเพนกวิน และมอบหมายให้เฟรดนำเสนอเรื่องโพรงน้ำแข็งให้ที่ประชุมทราบ ในครั้งนี้จอร์แดน ซึ่งเป็นกรรมการสภานกเพนกวินและเป็นผู้คนช่างคิดวิเคราะห์ ไม่เชื่ออะไรง่าย ได้ให้เฟรดสาธิตการระบิดของโพรงน้ำแข็งที่จะส่งผลกระทบต่อ Iceberg ให้ที่ประชุมทราบจนทุกคนตระหนักและคิดว่าจะช่วยเหลือ
จากนั้นจึงนำกรรมการสภาทุกตัวไปสำรวจโพรงน้ำแข็งเพื่อหาแนวทางแก้ไข แต่ทุกคนก็คิดไม่ออกว่าจะทำเช่นไรดี จนกระทั่งเฟรดมองไปที่นกนางนวลและพูดออกมาว่า คำตอบอยู่ที่นำนางนวลอยู่ที่ไหน ในครั้งนั้นทุกตัวคิดว่า เฟรดคงเครียดและละเมอ แต่เฟรดอธิบายว่า ถ้าสังเกตจะพบว่า นกนางนวลส่วนใหญ่คาบอาหารบินกลับรัง และคิดว่า รังคงอยู่ไม่ไกลและอาจเป็นสถานที่ปลอดภัยเหมาะสำหรับเป็นแหล่งที่อยู่ใหม่ของนกเพนกวิน
แต่ปัญหาสำคัญคือ วัฒนธรรมของนกเพนกวิน จะไม่ชอบย้ายถิ่นฐาน จึงต้องพยายามชี้แจงทำความเข้าใจให้รับรู้ถึงปัญหาและผลกระทบ รวมทั้งความจำเป็นที่ต้องอพยพ อนึ่งจะต้องกำหนดให้นกเพนกวินที่แข็งแรงว่ายน้ำออกสำรวจหาหมู่เกาะ การว่ายน้ำต้องใช้พลังงานมาก ต้องอาหารไว้สำหรับนกเพนกวินเหล่านี้เมื่อเดินทางกลับมายัง Iceberg แต่ว่า นกเพนกวินมีนิสัยไม่ช่วยเหลือหาอาหารให้ผู้อื่น จึงจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ในกลุ่มเพนกวิน ทั้งหมดจึงมอบหมายให้บัดดี้ กรรมการสภานกเพนกวินหนุ่มที่มีบุคลิกดี ช่างคุยช่างโน้มน้าว ให้ทำหน้าที่ชี้แจงสถานการณ์ของ Iceberg และจัดทำโครงการสร้างฮีโร่หาอาหาร โดยชักชวนให้นกเพนกวินเด็ก ๆ ร่วมสมัครเป็น ฮีโร่ในการหาอาหารเพื่อรองรับนักสำรวจ นกเพนกวินเด็ก ๆ อยากเป็นฮีโร่ได้ไปรบเร้าพ่อแม่ให้สมัครเข้าร่วมโครงการ พ่อแม่นำทนการรบเร้าของลูกไม่ได้จึงสมัครเข้าร่วมเป็นครอบครัวฮีโร่หลายสิบครอบครัว ทำให้ได้อาหารที่พอเพียง
ในขณะที่กรรมการสภานกเพนกวินกำลังทำงานหนักเพื่อเตรียมการอพยพหาที่อยู่ใหม่ ปรากฏว่า นายโนโน กรรมการสภานิกเพนกวินสูงอายุ ซึ่งมีนิสัยชอบปฏิเสธ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ไปพูดคุยกับนกเพนกวินใน Iceberg ว่า พวกกรรมการสภาเสียสติคิดเรื่อยเปื่อยไม่เป็นความจริงจะสร้างความวุ่นวายให้กับวิถีของเพนกวินในเกาะ ทำให้นกเพนกวินส่วนหนึ่งรู้สึกสับสน แต่บัดดี้ก็พยายามชี้แจงสร้างความเข้าใจนกเพนกวินทุกครอบครัว โดยไม่ตอบโต้หรือท้าทายกับนายโนโน
ที่สุดกลุ่มนักเพนกวินนักสำรวจก็ว่ายน้ำ กลับสู่ Iceberg และแจ้งให้ทราบว่า พบเกาะใหม่ที่ข่าง ๆ เกาะนกนางนวลเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์และปลอดภัย ทั้งหมดจึงกำหนดอพยพ โดยวางแผนและจัดกำลังรองรับการอพยพเช่น หน่วยพยาบาล หน่วยอาหาร ฯลฯ จนที่สุดสามารถอพยพนกทุกตัวสู่เกาะใหม่ได้อย่างปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข พร้อมทั่งได้มีการเลือกตั้งกรรมการสภานกเพนกวินใหม่ ประกอบด้วย นายลูอิส นายจอร์แดน นางสาวอลิส นายบัดดี้ นายเฟรด ส่วนนายโนโนถูกปลดออก
เรื่องชวนคิดคือ
Iceberg เปรียบเสมือนองค์กร และกรรมการสภานกเพนกวินแต่ละตัวคือองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงได้ต้องประกอบด้วย 1. การช่างคิด ช่างสังเกตต่อสถานการณ์ต่าง ๆ (เฟรด) 2. การมีผู้นำมีภาวะความเป็นผู้นำสูง (ลูอิส) 3.การคิดวิเคราะห์ (จอร์แดน) 4.ความมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ (มิสอลิส) 5.และการสร้างช่องทางการสื่อสารที่ดี (บัดดี้) ทั้งนี้ทุกองค์กรจะมีนายโนโนอยู่เสมอ คงต้องวิธีการจัดการที่ดี และไม่เสียเวลาไปท้าทายหรือปะทะ หากแต่ให้คณะทำงานมุ่งทำงานให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ และเฟรด สะท้อนถึงการคิดนอกกรอบที่สร้างสรรค์สำหรับการเปลี่ยนแปลง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กร เริ่มจากความคิดของการเป็นองค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่ได้รับการยอมรับรวมถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีลำดับชั้น การระดมพลังสนับสนุน การวางแผนการริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การกำหนดโครงสร้างที่สามารถปฏิบัติได้ การเฉลิมฉลองกับความสำเร็จ และการสื่อสารอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมและมนุษย์ที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลง ทั้งผู้บริหาร และบุคลากรที่มีอยู่ในระบบขององค์กร ที่มีความเป็นตัวตน มีความสัมพันธ์ มีอารมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงในองค์กรมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ในฐานะผู้บริหาร จำเป็นต้องตระหนักถึงศูนย์กลางของระบบสังคมที่การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น และที่สำคัญคือ ในสถานภาพการเป็นผู้บริหาร จำเป็นต้องเข้าใจแต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยให้บุคลากรปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น
ข้อควรคำนึงในการบริหารการเปลี่ยนแปลง 1. สร้างความรู้สึกที่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนแปลง(ปรับเปลี่ยนแนวคิด) 2. สร้างทีมงานและแนวร่วมที่มีพลัง หรือ สร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร โดยดึงระดับบนมาคุยให้เข้าใจร่วมกันก่อนจากนั้นจึงกระจายสู่ระดับต่อไป 3. สร้างวิสัยทัศน์กำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน 4. สื่อสารให้วิสัยทัศน์เข้าใจตรงกันและเกิดความร่วมมือทั้งองค์กร 5. กระจายอำนาจเพื่อดำเนินการให้บรรลุวิสัยทัศน์ 6. เร่งทำให้สำเร็จในเวลาสั้น 7. เร่งอัตราการพัฒนาจนบรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ *** Chang ที่ดีต้องทบทวนสม่ำเสมอ***