อย่างไรก็ตาม ทำให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความใกล้ชิดกับไทยนั้น ยังมีอีกหลายมุมที่คนไทยรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อาจคาดไม่ถึง ดังนั้น จงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นไทย...

 

    จากคำกล่าวสุนทรพจน์ของ ครูบาติ๊บ โชติธมฺโม เจ้าคณะใหญ่จากเชียงตุง ประเทศเมียนม่าร์ หรือพม่าที่คนไทยรู้จักกันดี ในวันครบรอบ ๒๐ ปี มจร.พะเยา  ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่านี้แหละเชื้อสายไทยล้านนา หรือที่คนล้านนาเรียกตนเองว่า "คนเมือง" ซึ่งคงมาจากคำว่า "คนเมืองเหนือ" ทั้งสำเนียงเสียง ภาษา และท่าทาง

 

     ครูบาติ๊บ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของพุทธศาสนาในเชียงตุง ประเทศพม่า ไว้อย่างน่าสนใจไว้ว่า "ครูบา เป็นตัวแทนครูบาสังฆะจากเชียงตุง รู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณร การทำงานด้านการเผยแผ่พระศาสนา ตลอดจนถึงการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น พะเยาต้องนำในการบอกกล่าว เหมือนกับสุภาษิตของโบราณจารย์กล่าวไว้ว่า "พี่ฮู้สอง น้องฮู้หนึ่ง" (เมื่อพี่มีความรู้มากกว่าน้องแล้ว ต้องบอกสอน แนะนำเอาไว้"  เพราะฉะนั้น วันนี้ มจร.พะเยา เป็นหลักสำคัญ (เป็นศูนย์รวมทางการศึกษาที่สำคัญ ก็ต้องบอกสอนให้เรียนรู้ร่วมกัน)

 

     เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๑ ตัวของครูบาไปอยู่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ และได้มีโอกาสเรียน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ จนจบในปี ๒๕๐๔ ก็ได้กลับไปเชียงตุง โดยไม่ลืมที่จะนำหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยไปแปล หรือปริวรรตเป็นภาษาเขิน (ไทเขิน) เพื่อเป็นคู่มือ-หลักสูตรในการเรียนการสอนให้กับพระภิกษุสามเณรในเชียงตุงด้วย

 

      ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรในเชียงตุงได้ไปเรียนหนังสือทุกหนทุกแห่งที่สามารถไปเรียนได้ เมื่อเรียนจบแล้วก็ได้กลับมาช่วยกันสอนพระธรรมวินัยให้กับรุ่นต่อไปอย่างไม่ขาดสาย โดยกระจายกันไปตามเมืองต่าง ๆ ของเชียงตุง เช่น เมืองยาง เมืองยอ ฯลฯ ตลอดจนถึงในระดับที่เล็กกว่าเมือง คือสิบหัวร้อย (คำว่าสิบหัวร้อยนี้ในทัศนะผู้เขียนอาจเป็นตำบลหรือเปล่า? ต้องฝากผู้รู้ช่วยเฉลย) ท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่าคำว่า "สิบห้วร้อย" นี้ สมัยสงครามโลก เมืองเชียงตุงยังอยู่ในอำนาจของรัฐไทย จอมพลผิน ได้ตั้งชื่อระบบการปกครองเอาไว้ เช่น หัวร้อยเมืองขวาง หัวร้อยเมืองเจน ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเชียงตุงนั้นมีมานานแล้ว และมีการไปมาหาสู่กันจนถึงปัจจุบัน

 

     ครูบาติ๊บ ยังหยอดคำพูดว่า พระภิกษุสงฆะที่มานั่งที่นี้ หลายท่าน ได้เคยเห็นและไปเยี่ยมเชียงตุงมาแล้ว ซึ่งก็ได้ไปช่วยสร้างวัด สร้างศาสนวัตถุไว้เป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำ ก็ได้ไปสร้างอาคาร ๒ หลังไว้ ณ วัดราชสัณฐานสันหัวโขง คือ สร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๓ ชั้น และศาลาเอนกประสงค์ ๓ ชั้น ซึ่งประชาชนชาวเชียงตุง และรัฐบาลพม่ายินดีเป็นอย่างมาก

 

     ในเชียงตุงนั้น มีความลำบากใน ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ

     ๑)การพระศาสนา การบูรณะ การก่อสร้าง ไม่เหมือนประเทศไทย ที่มีเจ้าศรัทธาที่มีเงิน มีทุนเป็นจำนวนมาก แต่ที่เชียงตุงการคิดจะทำ จะสร้างอะไรนับว่าเป็นเรื่องใหญ่

      ๒)การคมนาคม การเดินทางลำบากมาก บางท้องที่พระภิกษุสามเณรต้องขี่จักรยาน (ภาษาเขิน-ล้านนาเรียกรถถีบ) บางท้องที่ต้องขี่ม้า บางท้องที่ต้องเดินเท้า เพราะไม่มีถนน ซึ่งท่านยังพูดติดตลกว่า ไม่เหมือนเมืองไทยถนนหนทางดี นั่งรถยังมีแอร์ให้อีก นี้รู้หรือไม่ว่าขณะมาจากด่านท่าขี้เหล็กครูบานั่งหลับมาตลอดจนถึงพะเยา

 

     ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระที่ทำหน้าที่ต้องเสียสละมาก และต้องมีความอดทนสูง หลายครั้งเมื่อได้รับนิมนต์ไปบรรยายต้องห่อข้าวไปกินระหว่างทางด้วย ชนิดที่ว่ากินกลางป่า ความสะดวกสบายอย่างเมืองไทยไม่ต้องพูดถึง

 

     ดังนั้น จึงขอร้องพระสงฆ์ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนต้องร่วมมือกันเผยแผ่พระศาสนา ตอนนี้ที่เชียงตุงขาดแคลนมากคือบุคลากรด้านการเผยแผ่ จึงแก้ปัญหาโดยการส่งพระภิกษุสามเณรไปเรียนที่ย่างกุ้ง ในด้านปริญญาทางโลกก็มี ด้านอภิธรรมก็มี ด้านปารกู (ภาษาบาลี)ก็มี

 

     ส่วนที่เมืองไทยก็เรียนจบมาแล้วบ้าง มาเรียนจนได้เปรียญธรรมก็หลายรูป แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นเมื่อมาเรียนแล้วขอให้เมืองไทยช่วยดูแลเอาใจใส่ด้วย กฏเกณฑ์บางอย่างก็ควรอนุโลม ปฏิโลมเพื่อให้พระพุทธศาสนาก้านกุ่งรุ่งเรืองต่อไป ยกตัวอย่างเมื่อท่านมาเรียนที่ มจร.กรุงเทพฯ ในปี ๒๕๐๑ ถ้าจะถามถึงหนังสือสุทธิ(บัตรประชาชนพระ) ไม่มี ดังนั้นหลักฐานบางอย่าง ระบบการศึกษาบางอย่างอาจเทียบเคียงกันไม่ได้ แต่ตอนนี้ทางการเริ่มเข้มงวดในการเดินทางเข้าออกมากขึ้น มีขั้นตอนและระเบียบพิธีการมากขึ้น ก็ทำให้ลำบากเหมือนกัน  ปัจจุบัน คนไทยไปเป็นเขยอยู่ที่เชียงตุงจำนวนไม่น้อย

 

     ท่านยังกล่าวอีกว่า "อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะพยายามส่งพระภิกษุสามเณรเข้ามาเรียนมากขึ้น" ประเด็นนี้ มจร.พะเยา ได้มีมติส่งเสริมการศึกษาพระภิกษุสามเณรโดยให้ทุนเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นปีที่ ๑ - ๔ ซึ่งทำโครงการมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ซึ่งรวมทั้งให้พระภิกษุสามเณรชาวต่างชาติด้วย พร้อมกับจัดที่พักอาศัยให้อยู่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เป็นการเกื้อกูลต่อมนุษยชาติด้วยในทางหนึ่ง

 

     ครูบาติ๊บ ยังได้เล่าประวัติศาสตร์อีกว่า สมัยหนึ่งเมืองเชียงตุงขาดแคลนเจ้าฟ้า (กษัตริย์) จึงได้มาขอเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งทางเชียงใหม่ก็ส่งเชื้อพระวงศ์ไปครองเมืองเชียงตุง การไปครั้งนั้น ได้นำพระพุทธศาสนาจากเชียงใหม่ไปด้วย โดยมีพระภิกษุสามเณรติดตามไป ๑๒ รูป พร้อมกับนำพระไตรปิฏกใส่หลังช้างเดินทางไปด้วยจำนวนหนึ่งตู้  ดังนั้นพระพุทธศาสนาที่เมืองเชียงตุงจึงมี ๒ นิกายตามแบบเชียงใหม่ คือ นิกายฝายวัดสวนดอก และนิกายฝ่ายวัดป่าแดง ซึ่งทำให้การออกเสียงการสวดมนต์มีความแตกต่างกันออกไป เช่น การออกเสียง พุทธํ  สรณํ  คจฺฉามิ นิกายฝ่ายวัดป่าแดง จะออกเสียงเหมือนพระสงฆ์ไทย แต่นิกายวัดสวนดอกก็จะออกเสียงต่างออกไปอีกแบบหนึ่ง

 

     เป็นที่น่าเสียดาย เวลาในช่วงบ่ายนี้ ช่างมีน้อยเหลือเกิน เนื่องจากมีการกล่างสุนทรพจน์จากตัวแทนของจีน ลาว พม่า ประกอบกับคณะของสงฆ์พม่าต้องเดินทางกลับก่อนที่ด่านท่าขี้เหล็กจะปิดก่อนซึ่งต้องเดินทางจากพะเยาไปแม่สายจังหวัดเชียงรายอีก ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร

 

     อย่างไรก็ตาม ทำให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความใกล้ชิดกับไทยนั้น ยังมีอีกหลายมุมที่คนไทยรุ่นหลังอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อาจคาดไม่ถึง  ดังนั้น จงภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นไทย...