ไม่บ่อยนักของการเดินทาง ที่รู้สึกว่าทุกนาทีผ่านไปอย่างมีความหมาย ทั้งจากการใช้เวลากับเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่แวดวงทันต-นักวิชาการสุขภาพ และการเหนี่ยวนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเครือข่ายทันตเภสัชบุคลากร ในการทำงานระบบสุขภาพชุมชน...พี่แมนเชียวนะ ทำให้ได้พบกับอาจารย์สุรจิต ชิรเวทย์ ตลอดหนึ่งวัน ค่อนคืน 23 และครึ่งวัน 24 กรกฎาคม 2554 เวลาที่หายไป คือ เดินตลาดอัมพวา อาบน้ำและเข้านอนเท่านั้น สมกับที่พี่ฝนชวนมา...ท่องเที่ยวแบบมีสาระ
คงมีหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้อาจารย์สุรจิตเป็นคนใฝ่เรียนรู้ มากกว่าการเป็นลูกครู น้องครูหรือสามีครูเท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นหนอนหนังสือ จนมีนักคิดนักเขียนในดวงใจ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง หรือการรู้จักมักคุ้น อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นต้น เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความช่างสังเกต ช่างซักช่างถาม ถามผู้เฒ่าผู้แก่ รู้จักคนจากสายงานเดิม (รองผู้จัดการธนาคาร) เทียวมาหาสู่ ถามเพราะอยากเรียนรู้เรื่องราวเก่า ๆ ความเป็นมาในอดีตของพื้นเพที่ตนอาศัย และสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ทำจนชำนาญ ผ่านการสังเกตการณ์ ทดลองด้วยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า...มาอย่างโชกโชน
บวกกับเป็นคนช่างจดบันทึก วิเคราะห์จัดกลุ่มเรียบเรียง อ่านและเขียนและอ่านและเขียนเพิ่มเติมต่อยอด มีวิธีสรรหาความรู้วิทยาการสมัยใหม่ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เรียนรู้มาจากคนแม่กลองโดยกำเนิดและมีวิถีชีวิตแบบชาวน้ำเค็ม ชาวสวน ไล่จากปากน้ำแม่กลอง...เค็มมาก เค็มปานกลาง...น้ำกร่อย จนถึงเค็มน้อยไล่หาน้ำจืด จะทำคันดินกั้นสูงเพียงใด น้ำจึงจะไม่ท่วมสวนพริก น้ำขึ้นลงเข้าสวนขนาดไหน จะใช้พันธุ์มะพร้าวทำตาล หรือพันธุ์ขายลูกขูดคั้นเป็นน้ำกะทิ ให้แม่บ้านแม่เรือนทำกับข้าว นึกภาพกระต่ายขูดมะพร้าวออกไหม นั่นแน่...เปิดเป็นแต่กล่องกะทิละซิ
จึงเป็นที่มาของคลังความรู้เฉพาะตน ที่ผสมผสานเชื่อมต่อทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านและภูมิปัญญาสากล จะพูดกับชาวบ้านก็รู้เรื่อง จะสื่อสารกับกับชาวราชการ นักวิชาการ นักวิชาเกินก็เข้าใจ....ทันกัน เมื่อการพัฒนาภาครัฐจัดให้กรมชลประทานดูแลเรื่องน้ำ สร้างเขื่อนกั้นแม่กลอง น้ำขึ้นลงไม่ได้แปรเปลี่ยนตามสภาพธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ชาวสวนมะพร้าว สวนผลไม้ ชาวนาข้าวใช้น้ำจืด ชาวนากุ้งใช้น้ำกร่อย เริ่มมีปัญหายกพวกมาเย้ว ๆ ทะเลาะแย่งใช้น้ำกัน เรื้อรังต่อเนื่องสิบกว่าปี ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ว่าด้วยกฎหมายแล้วก็เกี่ยวข้องจนได้
ด้วยทุนเดิมเคยทำด้านสินเชื่อ รู้จักคนหลากหลาย...ลึกถึงก้นกระเป๋าเงิน รู้ภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ อ่าว ก.ไก่นอกชายฝั่ง รู้ทุกคลองใหญ่น้อยซอยลำประโดง เข้านอกออกในรู้ภูมิประวัติแทบทุกชุมชน จึงมีโอกาสเชื่อมใจให้คนฝั่งน้ำจืดไปนั่งฟังเฉย ๆ (ห้ามพูด) เวลาคนน้ำเค็มเขาประชุมกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อฝั่งน้ำจืดประชุม ก็พาคนฝั่งน้ำเค็มไปนั่งฟังเฉย ๆ เช่นกัน สลับกันอย่างนี้หลายครั้ง เริ่มเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น....ต่างเดือดร้อนกันทั้งนั้น มองไปบางคนก็รู้จักมักคุ้น เป็นญาติ เป็นพ่อตาอีกต่างหาก...คิดดู
การเชื่อมแนวคิดหาทางออกร่วมกันจึงเกิดขึ้น ด้วยการจัดเวทีที่มีทั้งฝ่ายน้ำจืด ฝ่ายน้ำเค็ม หอการค้า ภาคราชการและตัวแทนกรมชลประทาน เป็นต้น 16 ครั้งหลังจัดเวทีทุกครั้ง ได้พูดคุยทบทวนสรุปความก้าวหน้า กลุ่มแรก ๆ ที่ อาจารย์สุรจิตพาไปนั่งฟังข้ามฝั่งนั่นแหละ กลายมาเป็นกลุ่มแกนนำเชื่อมความสัมพันธ์ จนพอมองเห็นทางออกด้วยการสร้างประตู้น้ำกั้นคลอง เพื่อเปิด-ปิดน้ำให้เหมาะสมกับฝั่งน้ำจืดและน้ำเค็ม ที่จะใช้น้ำให้เหมาะกับอาชีพตนเอง สัมพันธ์กับระดับน้ำแม่กลองที่ได้รับอิทธิพลจากเขื่อนศรีนครินทร์และระดับน้ำทะเล
การออกแบบประตูน้ำ โดยนายอุมา ศิลาวงศ์ (ปู่มาหรือมะโหนก) จบปอสามครึ่ง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา กว่ากรมชลประทานจะยอมรับแบบจนก่อสร้างสำเร็จใช้เวลา 4 ปี ผ่านการเขียนแบบในกระดาษ ทดลองทำโมเดล เปิดน้ำจริงให้ดันประตูกลเหมือนฝาหน้าต่างบานกระทุ้ง การเลื่อนขึ้นลงของระดับประตู ทั้งหมดผ่านมติเวทีที่มีพร้อมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชาวบ้านผู้พร้อมจะดูแลการเปิดปิดประตูน้ำ ตามความต้องการที่เอื้อประโยชน์พอเหมาะของทุกฝ่าย
ได้เรียนรู้จากอ.สุรจิตมากมาย ชาวบ้านจะไว้เนื้อเชื่อใจ ด้วยมาจากความสุจริตใจในการกระทำทั้งมวล การใช้ความรู้ที่เป็นของคนในท้องถิ่นนั้นเอง จะทำให้สื่อสารเข้าใจกันง่าย ส่วนความรู้ที่เทียบเคียงกับสากล ใช้สำหรับสื่อสารกับภาครัฐหรืออื่น ๆ ที่ต้องการเอกสารอ้างอิง อย่างไรก็ยังต้องการข้อมูลที่เป็นจริง จากภูมิปัญญาชาวบ้านสนับสนุน การวางทีมย่อยในการรับผิดชอบ เมื่อจัดเวทีต่อสู้ทางความคิดกับภาครัฐอย่างสันติ ต้องอาศัยความสามารถในการมองคนให้เป็น รู้ว่าใครทำอะไรได้บ้าง ลำดับผู้ปราศัยบนเวทีต้องกำหนดเนื้อหาให้พอเหมาะที่จะตรึงคนฟังให้เอนเอียงเทใจให้ ทั้งนี้ มวลชนที่ชวนกันมาเป็นพลังหนุน ต้องพร้อมด้วยข้าวปลาอาหารน้ำท่าที่นั่งร่มเงา
การเชื่อมใจ เชื่อมความคิด สุจริตการกระทำ มองคนให้เป็น สร้างและใช้ความรู้ทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน และภูมิปัญญาสากล ในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและการปฏิบัติ ของภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน บนพื้นฐานความต้องการและความรับผิดชอบของชาวบ้านเอง เป็นสิ่งที่ผู้มองเห็นและทำเป็น สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากน้อย ขึ้นกับความสามารถในการทำให้ผู้คนที่มีศักยภาพต่าง เห็นคุณค่าของการมาร่วมเปล่งพลังด้วยกันเป็นทีม ไม่มีพระเอกนางเอกคนเดียว ผู้มีทุนความความสัมพันธ์เชื่อมโยงเหนียวแน่น ทั้งคุณภาพและปริมาณ ย่อมดึงดูดแรงใจ แรงกาย พลังความคิด มาร่วมเปล่งพลังโชนแสงได้ยาวนาน หรือเก็บพลังสำรองไว้ใช้เมื่อถึงวาระเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องวางตัวเองอยู่ในจุดที่ไม่แพ้ และอิงหลักธรรม
จากปัญหาเดือดร้อนของการทำมาหาเลี้ยงปากท้อง เชื่อมใจเหนียวแน่นพัฒนาสู่เครือข่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้นำแต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีศักยภาพคุณงามความดีที่ภาคภูมิใจ ดำรงชีวิตยืนได้โดยอิสระด้วยตนเอง เสริมด้วยสายใยเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน เป็นสายสัมพันธ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ แตกต่างจากระบบอุปถัมถ์ของสังคมไทยในบางพื้นที่ ที่ยังรอเวลาท้าทาย สายสัมพันธ์แบบเครือข่าย....จะช่วยให้ชุมชนมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น ยืนด้วยตนเองได้มากขึ้น จริงหรือไม่ ?
ชุมชนเข้มแข็ง เรียนรู้ ทบทวน พัฒนาจากคนในชุมชน ไม่ใช่เข้มแข็งมาข้างบน
สุภาพของชุมชนก็เช่นกัน เขามีชุดความรู้ในการดูแลสุขภาพ จากการดำรงอยู่
แต่ นโยบายรัฐได้ทำลายความมั่นใจลงไป จึงขาดช่วงการสืบทอดเรียนรู้
เมื่อเช้าออกบิณฑบาตเดินไปตามถนนใหญ่ที่มีหน่วยงานราชการเกือบเต็มพื้นที่ทั้งสองฝั่ง
หลายหน่วยงานได้เร่งสูบน้ำระบายออกจากพื้นที่ของตน จนน้ำมาปริ่มล้นอยู่ในคลองข้างถนนนั่นแหละ ไม่มีที่ไป ระดับน้ำในคลองสูงกว่าระดับพื้นนาที่อยู่ข้างๆเกือบสองเมตร
เดินไปคิดไปเรื่อยเปื่อยเลย นึกถึงชาวบ้าน ชาวนา ที่ทำนามาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเลย น้ำสามารถท่วมได้ทุกปีก็จริง แต่ท่วมไม่กี่ชั่วโมง น้ำก็ระบายหมด ข้าวก็ไม่เสียหาย ในพื้นที่ที่นาลึกๆ ชาวนาจะปลูกข้าวขึ้นน้ำ พอน้ำนองมาข้าวจะขึ้นหนีน้ำทันที ชาวบ้านเรียกขาวชนิดนี้ว่าข้าวขึ้นน้ำ
ในที่ดอนก็ปลูกข้าวเบา ข้าวเบาจะมีอายุน้อยกว่าข้าวหนักเล็กน้อย สุกก่อนเกี่ยวได้ก่อน
เดินไปคิดไปก็คิดถึงการพัฒนาบ้านเมืองของทางราชการไปด้วย ว่าบ้านเราเมืองเรา มีชาวนาเยอะมาก การสร้างถนน สร้างฝาย สร้างคลองชลประทาน สร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างสิ่งต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อชาวนา ชาวไร่
อาตมานึกไปถึงคนเก่าคนเก่าที่เคยแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องการทำมาหากิน ทำมาทั้งชีวิต มีประสบการณ์มาก
นึกถึงว่าไม่มีใครใช้คนเหล่านี้เลย ไม่เคยถาม ไม่เคยนึกถึงเรื่องความรู้ ปัญญาที่สะสมมาแต่บรรพชน หลายฝ่ายหลงลืมกันหมด
ชาวไม่ได้อะไร แถมยังรับผลกระทบจากการพัฒนาไปเต็มๆอีกด้วย ใครเป็นคนกระทำให้
อาตมาเคยทำนามา เลยพอรู้บ้างว่า อันนาในที่ดอน เขาทำคันนาคันเล็กๆ เพื่อเก็บน้ำไว้ให้พอเหมาะกับระดับนาที่ต่างระดับกันที่ลึกกว่าอีกที ไม่จำเป็นต้องสร้างคันนาให้ใหญ่
ส่วนในนาที่ลึก ที่ลุ่มจะทำคันนาให้คันใหญ่และสูงหน่อย เพื่อเก็บน้ำในปริมาณที่มาก เลยต้องทำให้ใหญ่และแข็งแรงกว่านาโคก นาโคกเก็บน้ำได้ในปริมาณน้อยจึงไม่จำเป็นทำคันนาให้ใหญ่
ที่กล่าวอย่างนี้เพราะอะไร เพราะชาวบ้านนั้นไม่เคยรับรู้เลยว่าชุมชนบ้านตัวจะมีโครงการพัฒนาอะไรบ้าง ไม่มีใครบอก บอกอย่างเดียวมาบอกให้ขายที่ แล้วก็ขายถูกๆด้วย แต่ชาวบ้านนึกว่าแพง เมื่อขายไปแล้ว มีโครงการใหญ่ๆตามมา คนที่ซื้อไปขายต่อ ได้ราคาแพง ชาวนาขายก่อนไม่เหลืออะไรเลย นี่คือการพัฒนาที่ชาวบ้านถูกปิดหู ปิดตา มีคนรับรู้โครงการไม่กี่คน คนที่รู้ก่อนก็ฉวยโอกาสซื้อที่ดิน ไว้ขายเก็งกำไรอีกที ไม่รู้ใครรวย
ทุกแห่งที่สร้างถนน ถนนกลายเป็นตัวกั้นทางน้ำ ปิดทางน้ำเดิมหมด เปรียบเทียบเหมือนชุมชนเป็นนาหนึ่งแปลง อยู่ๆเจ้าของนาไม่มีสบการณ์เลยทำคันนากั้นน้ำซะใหญ่โต นาตัวเองกลายเป็นสระว่าน้ำไปเลยนะซิ คิดดูว่าข้าวที่ไหนจะไม่จมน้ำเน่าตายหมด
ไม่ทราบชาวนาป.สี่อย่างฉันอธิบายแล้วคุณหมดจะเข้าใจหรือเปล่าหนอ
คุณหมอเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา ทำให้อาตมานึกถึงเหตุการณ์ตอนบิณฑบาตในเช้าวันนี้ เลยนำแลกเปลี่ยนกัน เพราะอ่านดูแล้วมีประโยชน์มากเลย โดยเฉพาะความรู้ชาวบ้านแก้ปัญหาได้ อย่างนี้มั้งที่เรียกว่าการมีส่วนร่วมของชุมชน(มั่วๆและสับสนไปบ้างก็ขออภัยด้วย)
ขอเจริญพร
สวัสดีค่ะ...ท่านลุงบัง
ที่อำเภอสระใคร ร่วมกับคนในชุมชน 4 หมู่บ้าน
เริ่มศึกษาชุมชนแบบรอบด้าน...ไม่พยายามแยกส่วน
ร่วมวิเคราะห์หาศักยภาพของชุมชน โดย "คนใน" ชุมชนเอง
เพื่อร่วมกันออกแบบกิจกรรมพัฒนาสุขภาพ...โดยชาวบ้านเป็นเจ้าของกิจกรรมเอง
(อาจจะเป็นกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตก็ได้...เพราะทีมภาครัฐมีหลายหน่วยงาน)
กำลังค่อย ๆ ทำค่ะ...ทีละเล็กละน้อย
ทราบนะคะว่า...ไม่ง่ายนักหรอก...เจ้าหน้าที่รัฐ (สาธารณสุข) ยึดอำนาจการดูแลสุขภาพของชาวบ้านเอง
มากำไว้ในมือตัวเองซะนาน (ด้วยกฎหมายต่าง ๆ) และด้วยแนวคิด "หมอเรียนมานะ...อย่าเถียงหมอซิ"
ทั้ง ๆ ที่...กำยังไงก็ไม่มีวันผูกขาดไว้ได้อยู่แล้ว (หมดอำเภอสระใครคูณสองมือ...ไม่ถึง 200 มือ)
ชีวิต....สุขภาพของใคร ก็ต้องอยู่ในมือตัวเองอยู่แล้ว...รวมถึง ครอบครัวและชุมชนที่ตัวเองอยู่อาศัย
ดังนั้น มหากาพย์นี้...ทำได้จนเกษียณเลยล่ะค่ะ
มาร่วมแลกเปลี่ยนกันบ่อย ๆ นะคะ...ท่านลุง
นมัสการ พระมหาแล อาสโย ขำสุข
สวัสดีค่ะ
ความเข้มแข็งของชุมชนจะช่วยชุมชนได้มากกว่าความช่วยเหลือจากฝ่ายอื่น
ยิ่งมีผู้นำที่ทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจและเห็นแก่ประโยชน์ของคนหมู่มากเป็น
ตัวตั้งด้วยแล้วล่ะก็ การขับเคลื่อนและการพัฒนาย่อมไปได้เร็วและเห็นผล
เอาใจช่วยทุกฝ่ายนะคะ.....
สวัสดีค่ะ
ขอชื่นชมบันทึกความทรงจำดีๆที่แสดงถึงความรักษ์ รู้คุณค่า และหวงแหนท้องถิ่นนะคะ.... ประตูเชื่อมใจ : สายน้ำสายสัมพันธ์แม่กลอง...
อ่าน - เขียน-สังเกต...ช่างคิด และจริงจัง มุ่งมั่นกับสิ่งที่รักและชอบ (สนใจ)
สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของโลกและชีวิตโดยแท้เลยครับ
สวัสดีค่ะ krugui Chutima
สวัสดีนะคะ ดร. พจนา - แย้มนัยนา
ทำในสิ่งที่รักและชอบอย่างมีความสุขทุกวัน
มีบางห้วง...ไม่สุขบ้าง
ขอเพียงสัดส่วนความสุขมากกว่า
ชีวิตก็สำเร็จไปทุก ๆ วัน...เท่านั้นเอง
ขอบพระคุณมากนะคะ...อ.แผ่นดิน ;).
สวัสดีค่ะ อ.ขจิต
ไปด้วยกันแต่มองจากมุมที่ต่างกันตามความสนใจหรือประสบการณ์เดิมของแต่ละคน ได้อ่านบันทึกของแต่ละคนที่ไป ทำให้สิ่งที่ได้เรียนรู้มีความละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น
อ่านของพระมหาแล อาสโยขำสุข แล้วนำ้ตาซึมกับชีวิตของชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่การพัฒนาประเทศล้วนไม่เคยคำนึงถึงองค์ความรู้ของคนเหล่านี้ และสร้างผลกระทบด้านลบให้ตลอด
พี่ฝนคะ
นี่คือ ความต่างของแต่ละคนที่เก็บเกี่ยวได้ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ต่าง
ขณะที่มีความเหมือนบางอย่าง เป็นสายสัมพันธ์ยึดพวกเราเข้าด้วยกัน
เช่น ความสนใจการพัฒนาท้องถิ่นที่ตนอยู่ ผ่านการทำงานที่อยู่กับชาวบ้านทุกวัน
เรียนรู้จากคนที่มาหาเรา หรือเข้าไปหาชาวบ้าน
พวกเราเองได้แลกเปลี่ยนกัน การเรียนรู้ยิ่งงอกงามไปอีก
ความรู้ ข้อสังเกตของท่านพระมหาแล คือ ผลกระทบต่อชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศ
ที่บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ถูกกำหนดมาจากคนที่กรุงเทพ หรือคนที่มีอำนาจรัฐในมือในท้องถิ่น
นึกว่าโชคชะตา เป็นกรรมเวรไปโน่น
วาทกรรม...ความทันสมัย การพัฒนาที่ยึด GDP ความร่ำรวย เงินในกระเป๋า
คือ ความเชื่อของคนเมือง หรือของคนที่ยึดเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว
ชาวนา คนชนบทเอง หากคิดจะเชื่อแบบนั้น
วัยแรงงานพาเหรดเข้ากรุง เข้าเมืองใหญ่เป็นคันรถ ๆ
รังแต่จะเห็นคนแก่กับเด็กเฝ้าหมู่บ้าน ครอบครัวล่มสลาย
เด็กเอาแต่ใจ พูดไม่ฟังความ เด็กแว้นมาแว้นไป
วัยรุ่นชายทะเลาะกัน เด็กหญิงแม่เพิ่มขึ้น ๆ
ถึงเวลาที่พวกเรา...คนในท้องถิ่น ที่เห็นคุณค่าของความเป็นชุมชน
ความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ฉันท์ญาติ
จะทำอย่างไร..ให้คนในท้องถิ่นที่เราอยู่
เห็นความหมายของการเป็น "ชุมชน" ตนเอง ที่มีรากฐานที่มาที่ไป
เพื่อความสุข....ที่ไม่ได้ตัดสินด้วยเงินอย่างเดียว
ช่วย ๆ กันลงมือทำ แล้วค่อยมาแลกกันนะคะ
วันนี้มีความสุข เพราะได้เริ่มทำงานตามบันทึกสุดท้ายของอ้อแล้ว วันนี้มีWS ทำแผนปฏิบัติการของเครือข่ายเพื่อจังหวัดหนองบัวลำภูน่าอยู่ คนเข้่าร่วมประชุมมาเกินกว่าที่กำหนดไว้ และอยู่ประชุมจนเลิก(16.00น.) แสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง และร่วมกันสัญญาว่าจะร่วมกันทำงานทวนกระแสนี้(รู้ว่ายากแต่ก็จะทำ) ประเด็นที่จะขับเคลื่อนคือ 1.ครอบครัว เด็ก เยาวชน 2.สิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องสารเคมีที่ hot มาก 3. เศรษฐกิจชุมชน 4. สวัสดิการชุมชน 5. วัฒนธรรม เป็นการทำงานของภาคประชาสังคมหนองบัว(บรรยากาศเหมือนเครือข่ายพวกเราแหละ) ร่วมกับเครือข่ายใน5ประเด็น และ พื้นที่วิจัย สกว.ท้องถิ่น สาเหตุของความสุขนอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ยังเป็นเรื่องของการสื่อสารวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ที่ ผู้เข้าประชุมเข้าใจพอๆกับแกนนำเลย (หลังจากมีการสื่อสารในทุกเวทีที่ได้จัดเกี่ยวกับโครงการนี้). มีความสุขจากกระบวนการที่ไหลลื่น โดยการมีส่วนร่วมของ core teamทุกคน ไม่น่าเชื่อว่า การใช้สื่อจากเพลง "ของแซบอีสาน". จะทำให้ผู้เข้าประชุมสามารถวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใน5 ประเด็นที่เกี่ยวข้องได้ จนทำให้การทำแผนปฏิบัติของแต่ละเตรือข่ายเกิดการบูรณาการโดยอัตโนมัติ ต้องยกนิ้วให้กับความเก่งของอาจารย์โกวิท แกนนำด้านวิชาการของทีมที่ออกแบบกระบวนการ
สวัสดีค่ะพี่ฝน
ริเริ่มด้วยความคิดดี ทำดีต่อเนื่องด้วยหัวใจ รักษาสัมพันธ์เหนียวแน่น ขยายพลังสู่เพื่อนพ้องน้องพี่
มีเครือข่ายสำราญ งานสำเร็จตั้งแต่เริ่มทำแล้ว ..... ความอบอุ่นในชีวิตบังเกิดทุกขณะที่คิดทำดี
ดีใจที่รู้จัก ได้รัก...พี่เพื่อนน้อง คอเดียวกัน .... เชื่อมสัมพันธ์กับเครือข่ายหนองบัวลำภู
ไชโย้
อ้อเอง