จากปัญหาเดือดร้อนของการทำมาหาเลี้ยงปากท้อง เชื่อมใจเหนียวแน่นพัฒนาสู่เครือข่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้นำแต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีศักยภาพคุณงามความดีที่ภาคภูมิใจ ดำรงชีวิตยืนได้โดยอิสระด้วยตนเอง เสริมด้วยสายใยเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน

ไม่บ่อยนักของการเดินทาง  ที่รู้สึกว่าทุกนาทีผ่านไปอย่างมีความหมาย  ทั้งจากการใช้เวลากับเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่แวดวงทันต-นักวิชาการสุขภาพ  และการเหนี่ยวนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเครือข่ายทันตเภสัชบุคลากร   ในการทำงานระบบสุขภาพชุมชน...พี่แมนเชียวนะ  ทำให้ได้พบกับอาจารย์สุรจิต  ชิรเวทย์  ตลอดหนึ่งวัน  ค่อนคืน  23 และครึ่งวัน  24  กรกฎาคม  2554  เวลาที่หายไป คือ เดินตลาดอัมพวา  อาบน้ำและเข้านอนเท่านั้น  สมกับที่พี่ฝนชวนมา...ท่องเที่ยวแบบมีสาระ

 

คงมีหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้อาจารย์สุรจิตเป็นคนใฝ่เรียนรู้  มากกว่าการเป็นลูกครู  น้องครูหรือสามีครูเท่านั้น  อย่างน้อยก็เป็นหนอนหนังสือ  จนมีนักคิดนักเขียนในดวงใจ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  หลวงพ่อชา  วัดหนองป่าพง  หรือการรู้จักมักคุ้น อ.ศรีศักร  วัลลิโภดม  เป็นต้น  เหนือสิ่งอื่นใด คือ ความช่างสังเกต  ช่างซักช่างถาม  ถามผู้เฒ่าผู้แก่  รู้จักคนจากสายงานเดิม (รองผู้จัดการธนาคาร)  เทียวมาหาสู่  ถามเพราะอยากเรียนรู้เรื่องราวเก่า ๆ ความเป็นมาในอดีตของพื้นเพที่ตนอาศัย  และสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ทำจนชำนาญ  ผ่านการสังเกตการณ์  ทดลองด้วยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า...มาอย่างโชกโชน

 

บวกกับเป็นคนช่างจดบันทึก  วิเคราะห์จัดกลุ่มเรียบเรียง  อ่านและเขียนและอ่านและเขียนเพิ่มเติมต่อยอด  มีวิธีสรรหาความรู้วิทยาการสมัยใหม่  เปรียบเทียบกับสิ่งที่เรียนรู้มาจากคนแม่กลองโดยกำเนิดและมีวิถีชีวิตแบบชาวน้ำเค็ม  ชาวสวน  ไล่จากปากน้ำแม่กลอง...เค็มมาก  เค็มปานกลาง...น้ำกร่อย  จนถึงเค็มน้อยไล่หาน้ำจืด  จะทำคันดินกั้นสูงเพียงใด  น้ำจึงจะไม่ท่วมสวนพริก  น้ำขึ้นลงเข้าสวนขนาดไหน  จะใช้พันธุ์มะพร้าวทำตาล  หรือพันธุ์ขายลูกขูดคั้นเป็นน้ำกะทิ  ให้แม่บ้านแม่เรือนทำกับข้าว  นึกภาพกระต่ายขูดมะพร้าวออกไหม  นั่นแน่...เปิดเป็นแต่กล่องกะทิละซิ

 

จึงเป็นที่มาของคลังความรู้เฉพาะตน  ที่ผสมผสานเชื่อมต่อทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านและภูมิปัญญาสากล  จะพูดกับชาวบ้านก็รู้เรื่อง  จะสื่อสารกับกับชาวราชการ  นักวิชาการ  นักวิชาเกินก็เข้าใจ....ทันกัน  เมื่อการพัฒนาภาครัฐจัดให้กรมชลประทานดูแลเรื่องน้ำ  สร้างเขื่อนกั้นแม่กลอง  น้ำขึ้นลงไม่ได้แปรเปลี่ยนตามสภาพธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ชาวสวนมะพร้าว  สวนผลไม้  ชาวนาข้าวใช้น้ำจืด  ชาวนากุ้งใช้น้ำกร่อย  เริ่มมีปัญหายกพวกมาเย้ว ๆ ทะเลาะแย่งใช้น้ำกัน  เรื้อรังต่อเนื่องสิบกว่าปี  ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม  ว่าด้วยกฎหมายแล้วก็เกี่ยวข้องจนได้

 

ด้วยทุนเดิมเคยทำด้านสินเชื่อ  รู้จักคนหลากหลาย...ลึกถึงก้นกระเป๋าเงิน  รู้ภูมิประเทศ  ภูมิศาสตร์  อ่าว ก.ไก่นอกชายฝั่ง  รู้ทุกคลองใหญ่น้อยซอยลำประโดง  เข้านอกออกในรู้ภูมิประวัติแทบทุกชุมชน  จึงมีโอกาสเชื่อมใจให้คนฝั่งน้ำจืดไปนั่งฟังเฉย ๆ  (ห้ามพูด)  เวลาคนน้ำเค็มเขาประชุมกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร  เมื่อฝั่งน้ำจืดประชุม  ก็พาคนฝั่งน้ำเค็มไปนั่งฟังเฉย ๆ เช่นกัน  สลับกันอย่างนี้หลายครั้ง  เริ่มเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น....ต่างเดือดร้อนกันทั้งนั้น  มองไปบางคนก็รู้จักมักคุ้น  เป็นญาติ  เป็นพ่อตาอีกต่างหาก...คิดดู

 

การเชื่อมแนวคิดหาทางออกร่วมกันจึงเกิดขึ้น  ด้วยการจัดเวทีที่มีทั้งฝ่ายน้ำจืด  ฝ่ายน้ำเค็ม  หอการค้า  ภาคราชการและตัวแทนกรมชลประทาน เป็นต้น   16  ครั้งหลังจัดเวทีทุกครั้ง  ได้พูดคุยทบทวนสรุปความก้าวหน้า  กลุ่มแรก ๆ ที่ อาจารย์สุรจิตพาไปนั่งฟังข้ามฝั่งนั่นแหละ  กลายมาเป็นกลุ่มแกนนำเชื่อมความสัมพันธ์  จนพอมองเห็นทางออกด้วยการสร้างประตู้น้ำกั้นคลอง  เพื่อเปิด-ปิดน้ำให้เหมาะสมกับฝั่งน้ำจืดและน้ำเค็ม  ที่จะใช้น้ำให้เหมาะกับอาชีพตนเอง  สัมพันธ์กับระดับน้ำแม่กลองที่ได้รับอิทธิพลจากเขื่อนศรีนครินทร์และระดับน้ำทะเล

 

การออกแบบประตูน้ำ   โดยนายอุมา  ศิลาวงศ์ (ปู่มาหรือมะโหนก)  จบปอสามครึ่ง  ชาวตำบลแพรกหนามแดง  อำเภออัมพวา  กว่ากรมชลประทานจะยอมรับแบบจนก่อสร้างสำเร็จใช้เวลา  4  ปี  ผ่านการเขียนแบบในกระดาษ  ทดลองทำโมเดล  เปิดน้ำจริงให้ดันประตูกลเหมือนฝาหน้าต่างบานกระทุ้ง  การเลื่อนขึ้นลงของระดับประตู  ทั้งหมดผ่านมติเวทีที่มีพร้อมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  และชาวบ้านผู้พร้อมจะดูแลการเปิดปิดประตูน้ำ  ตามความต้องการที่เอื้อประโยชน์พอเหมาะของทุกฝ่าย

 

ได้เรียนรู้จากอ.สุรจิตมากมาย  ชาวบ้านจะไว้เนื้อเชื่อใจ  ด้วยมาจากความสุจริตใจในการกระทำทั้งมวล  การใช้ความรู้ที่เป็นของคนในท้องถิ่นนั้นเอง  จะทำให้สื่อสารเข้าใจกันง่าย  ส่วนความรู้ที่เทียบเคียงกับสากล  ใช้สำหรับสื่อสารกับภาครัฐหรืออื่น ๆ ที่ต้องการเอกสารอ้างอิง  อย่างไรก็ยังต้องการข้อมูลที่เป็นจริง  จากภูมิปัญญาชาวบ้านสนับสนุน  การวางทีมย่อยในการรับผิดชอบ  เมื่อจัดเวทีต่อสู้ทางความคิดกับภาครัฐอย่างสันติ  ต้องอาศัยความสามารถในการมองคนให้เป็น  รู้ว่าใครทำอะไรได้บ้าง  ลำดับผู้ปราศัยบนเวทีต้องกำหนดเนื้อหาให้พอเหมาะที่จะตรึงคนฟังให้เอนเอียงเทใจให้  ทั้งนี้ มวลชนที่ชวนกันมาเป็นพลังหนุน  ต้องพร้อมด้วยข้าวปลาอาหารน้ำท่าที่นั่งร่มเงา 

 

การเชื่อมใจ  เชื่อมความคิด  สุจริตการกระทำ  มองคนให้เป็น  สร้างและใช้ความรู้ทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน  และภูมิปัญญาสากล  ในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและการปฏิบัติ  ของภาครัฐ  เอกชน  และชาวบ้าน  บนพื้นฐานความต้องการและความรับผิดชอบของชาวบ้านเอง  เป็นสิ่งที่ผู้มองเห็นและทำเป็น  สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากน้อย  ขึ้นกับความสามารถในการทำให้ผู้คนที่มีศักยภาพต่าง  เห็นคุณค่าของการมาร่วมเปล่งพลังด้วยกันเป็นทีม  ไม่มีพระเอกนางเอกคนเดียว  ผู้มีทุนความความสัมพันธ์เชื่อมโยงเหนียวแน่น  ทั้งคุณภาพและปริมาณ  ย่อมดึงดูดแรงใจ  แรงกาย  พลังความคิด  มาร่วมเปล่งพลังโชนแสงได้ยาวนาน  หรือเก็บพลังสำรองไว้ใช้เมื่อถึงวาระเหมาะสม  ทั้งนี้  ต้องวางตัวเองอยู่ในจุดที่ไม่แพ้  และอิงหลักธรรม

 

จากปัญหาเดือดร้อนของการทำมาหาเลี้ยงปากท้อง  เชื่อมใจเหนียวแน่นพัฒนาสู่เครือข่ายอย่างเป็นธรรมชาติ  ผู้นำแต่ละคน  แต่ละกลุ่ม  มีศักยภาพคุณงามความดีที่ภาคภูมิใจ  ดำรงชีวิตยืนได้โดยอิสระด้วยตนเอง  เสริมด้วยสายใยเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกัน  เป็นสายสัมพันธ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ  แตกต่างจากระบบอุปถัมถ์ของสังคมไทยในบางพื้นที่  ที่ยังรอเวลาท้าทาย  สายสัมพันธ์แบบเครือข่าย....จะช่วยให้ชุมชนมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง  ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น  ยืนด้วยตนเองได้มากขึ้น  จริงหรือไม่ ?