เว็บไซต์เพื่อสังคม "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"

         ถ้าให้ธรรมะคุ้มรองโลก
ต้องมีระบบการเมืองแบบธัมมิกสังคมนิยม

ตอนที่ 1


          ที่นี้สำหรับกถ้าจะให้ธรรมะคารเมืองนี้เขาถือว่าเป็นเรื่องการบ้านการเมืองเป็นเรื่องโลกหรือเป็นเรื่องของความคิดที่จะต่อสู้ แข่งขัน แย่งชิง รบรา ฆ่าฟัน โดยตรง โดยอ้อนใต้ดินบนดินอะไรอย่างนั้นมากกว่า ไม่สมควรแก่พุทธบริษัทหรืออุบาสิกา อย่างนี้อาจจะมีผู้คิดหรือมองไปในรูปแบบนี้ อาตมอยากจะขอร้องว่า ให้ดูให้ดี มันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น

       เรามองกันด้วยจิตใจของมนุษย์ ซึ่งหวังจะให้เกิดความถูกต้อง หรือความสุข หรือความบริสุทธิ์อะไรแก่มนุษย์ ถ้าอุปสรรคมันอยู่ที่เรื่องการเมือง เราก็พิจารณาเรื่องของการเมืองได้ โดยไม่ต้องจำเป็นที่จะสมัครเป็นนักการเมือง ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แล้วก็ไม่ต้องพูดอย่างที่เรียกว่า "พูดการเมือง" เพียงจะปรึกษาหารือกัน ถึงความจริงอันสำคัญที่สุดอันหนึ่ง

        เช่นจะชี้ให้เห็นว่า ระบบศีลธรรมนี้มันเนื่องกันอยู่กับระบบการเมือง หรือว่า ระบบศีลธรรมที่ถูกต้องนั้นเอง มันเป็นรากฐานอันแท้จริงของระบบการเมืองที่ดี ทีจะทำให้โลกนี้มีสันติสุข จนทำให้เห็นว่าระบบการเมืองนี้ต้องเนื่องกันอยู่ กับระบบของศีลธรรมที่ถูกต้อง แล้วก็ขวนขวายทำความถูกต้อง ในทางศีลธรรม เพื่อเป็นรากฐานของการเมืองที่ถูกต้องต่อไป ถึงแม้จะเป็นพุทธบริษัท และแม้จะเป็นภิกษุ หรือเป็นบรรพชิตอย่างอาตมานี้ก็เห็นว่า ไม่เป็นการผิด ไม่เป็นการเสียหายอะไร ถ้าเราจะมองดูสิ่งทั้งปวงแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ในฐานะที่มันเกี่ยวพันกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือจริยธรรม หรือว่ามันเกี่ยวอยู่กับความรอดของมนุษย์

         ที่นี้ลองพิจารณาดูสภาพการเมืองในโลกนี้ ในยุคปัจจุบันต่อไปความยุ่งเหยิงที่สุด ในระบบการเมืองในโลกปัจจุบันนี้ มันยุ่งเหยิงที่สุด แม้แต่พวกนักการเมืองเอง ก็เวียนหัว แก้ไม่ตก ได้แต่คอยจ้องเอาเปรียบไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น แก้อะไรไม่ได้ โลกนี้ก็ไม่มีสันติภาพ แม้ว่าระบบการเมืองเกิดขึ้นมามากมาย ใช้สำนวนว่าเหมือนกับ "ดอกเห็ดในฤดูฝน" ก็ยังไม่ทำให้โลกนี้สันติภาพได้ คิดดูให้ดี เราจะมองดูระบบการเมืองในโลกปัจจุบันกันสักสามแง่ คือดูที่ต้นเหตุของมัน ดูที่ความเจริญของมัน แล้วก็ดูที่มันพัวพันกันอย่างสับสน

         แง่อย่างแรก ที่ว่าต้นเหตุของปัญหาของการเมืองทั้งโลกนี้มันอยู่ที่ไหน อาตมาอยากจะระบุลงไปว่า โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ ไปหลับหูหลับตาหลงใหลในเรื่องความเจริญทางวัตถุกันมากเกินไป ไม่มีใครรู้สึกตัว ไม่มีใครละอาย ในการที่จะกอบโกยวัตถุ เมื่อตกเป็นทาสของกิเลส หรือตกเป็นทาสของวัตถุเสียแล้ว จิตใจมันก็ไม่อาจจะรู้สึกละอายได้ ก็ไม่รู้สึกกลัวด้วย

         "ไปเป็นทาสของกิเลิส" นี้เรียกว่า "ไปเป็นทาสของความสุขทางเนื้อหนัง" เรียกสั้น ๆ ว่า เป็นทาสของเนื้อหนัง อะไร ๆ ก็จะทำเพื่อความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง อย่างนี้เรียกว่าเป็นทาสของเนื้อหนัง เป็นทาสของเนื้อหนังมันก็ละทิ้งพระเจ้า พวกฝรั่งเขาเคยมีพระเจ้าเขาก็ทิ้งพระเจ้า เขาจัดให้พระเจ้าตายแล้ว ไม่มีอยู่แล้ว

           ฝ่ายตะวันออกนี้ก็ละทิ้งพระธรรม ซึ่งฐานะเดียวกับพระเจ้า ละทิ้งศาสนา แม้แต่วัฒนธรรมของบรรพบุรุษ ในฝ่ายตะวันออกอย่างจีน อย่างไทยแท้นี้มันถูกละทิ้งไป ไปเป็นทาสของเนื้อหนัง

           สิ่งที่เคยละอายกันหนักหนา ต้องปกปิดอย่างมิดชิด เขาก็ไม่ละอาย คำพูดที่ตามธรรมดาเอามาพูดกันในชุมชนไม่ได้ เป็นคำพูดชั้นเลว ชั้นต่ำ ชั้นอนาจาร เดี๋ยวนี้ก็เอามาพูดกันได้ แล้วพูดด้วยเครื่องมีอชนิดที่พูดทีเดียวได้ยินทั้งโลก เช่นวิทยุเป็นต้น เขาก็เอามาพูดกันได้ เอามาแสดงด้วยภาพทาง ที.วี. เห็นกันทีเดียวทั้งบ้าน ทั้งเมือง ทั้งโลก ก็เอามาแสดงได้ คำพูดอย่างนั้นเมื่อก่อนเขาต้องกระซิบ อาการอย่างนั้นเมื่อก่อนเขาไม่ให้ใครเห็น เดี๋ยวนี้ก็เอามา นี่เพราะว่าคน "ตกเป็นทาสของ -ภูต ผี ปีศาจ แห่งเนื้อหนัง" ใช้คำอย่างนี้มันลืมยาก

          อันนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบการเมืองมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนไป คนที่ถูกทำให้เป็นทาสกิเลิสของเนื้อหนังแล้ว คนเหล่านั้นมันวางระบบการเมืองกันใหม่ มีการปกครองกันใหม่ เพื่อแต่ละคนได้มีโอกาสแสวงหาความสุข สนุกสนานทางเนื้อหนัง ก็เลยได้เป็นทาสของเนื้อหนัง นี้ว่าต้นเหตุอันแท้จริงที่ทำให้ระบบการเมืองเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่หมดความสงบ หรือหมดสันติภาพ

          ที่นี้แง่ที่ 2 มองดูถึงความเจริญ ต้นเหตุอันนั้นได้ทำให้เกิดความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น เจริญไปแต่ในทางเกลียดศีลธรรม เจริญไปแต่ในทางเกลียดศาสนา เห็นแต่ความสุขของเนื้อหนัง เห็นแต่ส่วนเกินยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในความสุขสนุกสนานทางเนื้อหนัง ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยจำคำว่า "ส่วนเกิน ๆ" คำนี้ไว้ให้ดีด้วย เพราะว่าจะต้องพูดกันต่อไปอีกมาก

         คำว่าส่วนเกินนี้มีความหมายมาก หลายความหมาย เช่นเดียวนี้ กำลังหมายถึงว่า เราไม่ต้องกินขนาดนี้ เราก็จะกินให้ถึงขนาดนี้ เรายังกินให้มากไปกว่านั้น เราไม่ต้องใช้สอยนุ่งห่มให้ถึงขนาดนี้ เราไม่ต้องใช้สอยนุ่งห่มให้ถึงขนาดนั้น เราไม่ต้องมีเรือนที่อยู่อาศัยถึงขนาดนั้น เราไม่ต้องการให้ยิ่งไปกว่านั้น นี่เรียกว่าเห็นแก่ส่วนเกิน หลงในส่วนเกินแม้ของตน ๆ เฉพาะคนแต่ละคน ๆ

         ที่นี้ก็มีการแข่งขันกัน ประกวดอวดกัน ก็ต้องแข่งขันกันหรือความกลัวว่าคนอื่นมันจะล้ำหน้าไป มันจะละอายเขา ก็แข่งขันกัน ก็ก้าวหน้ารุนแรงรวดเร็ว จนโลกเล็กนิดเดียวอย่างนี้ ความที่วิ่งค้นหานั่นนี่สัมพันธ์กัน จนคิดว่า จะต้องไปเอาที่โลกอื่นแล้ว ที่โลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร โลกอะไรก็ตาม ที่มันยังมีที่อื่นอีกนี่ เราจะต้องไปเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์นี่คือข้อที่ว่า ความเจริญได้ทำให้ระบบการเมือง หรือระบบปกครองในโลกนี้ มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปโดยไปหลงในส่วนเกิน ส่วนที่ไม่ต้องนั่นแหละยิ่งขึ้นไปทุกที

        ทีนี้ มันก็จะไม่รู้สึกว่าเกิน เพราะว่าไปต้องการด้วยกิเลส กิเลสนี้ไม่รู้จักอิ่ม กิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักอิ่ม ข้อความนี้ได้มีมากในพระบาลี ในคัมภีร์ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้มาก เช่นตัณหาคือความอยากนี้ มันเป็นกระแสที่ไหล ไม่มีแม่น้ำ กระแสน้ำใด ๆ จะเปรียบได้ แล้วมันก็ไม่มีที่สิ้นสุด
ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ความอิ่มความพอนั้นมันก็ไม่มี มันก็ยิ่งเกินแล้วก็ยังมีภาษิตในพระบาลีข้อหนึ่งซึ่งพอได้ฟังก็สะดุ้งใจ มีใจความว่า "ต่อให้ภูเขากลายเป็นทองคำไปทั้งลูก ๆนี้ ตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของมนุษย์คนเดียว

        ที่นี้ในแง่ที่ 3 ดูอาการที่มันพัวพันกัน ผูกพันกันในระหว่างมนุษย์ หรือระหว่างระบบการเมืองทั้งหลาย ความพัวพันนี้มันเป็นความพัวพันหลายอย่างหลายทาง เช่นประโยชน์มันเกี่ยวเนื่องกัน หรือมันเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน ต่างฝ่ายต่างต้องอาศัยกัน มันก็เป็นเหตุให้ระบบการเมืองในโลก มันเกี่ยวข้องกัน จนกระทั่งว่าแม้ที่เป็นข้าศึกแก่กัน มันก็ต้องมาพัวพันเกี่ยวเนื่องกัน

        อย่างระบบเสรีนิยม กับระบบคอมมิวนิสต์ โดยตรงนี้มันด่าก็ด่ากันไป อีกทางหนึ่งก็ติดต่อกัน สัมพันธ์กัน จะหลอกเอาประโยชน์จากกันและกันนี้ มันพัวพันกันอย่างอย่างทั้งคดโกงและทั้งอย่างซื่อตรง ทั้งอย่างต่อหน้า ทั้งอย่างลับหลัง

        แล้วแต่ละพวกก็ต้องขยายตัว ขยายตัว ขยายตัวเรื่อยไป มันก็เกิดพัวพันกันยุ่ง ความรู้ก็เปลี่ยนกัน การปฏิบัติงานค้นคว้าก็แลกเปลี่ยนกัน ผลที่ได้มาก็ต้องแลกเปลี่ยนกัน เพราะมิฉะนั้นแล้วมันไม่รู้จะเอาไปไหน นี่มันก็มีทั้งทางที่สนับสนุนกัน แล้วก็มีทั้งที่จะทำลายล้างกันพร้อมกันไปในตัว อย่างหน้าไหว้หลังหลอก นี่ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นการพัวพันที่น่าสังเวช ความจำเป็นบังคับ ให้ต้องทำอย่างนี้ ธรรมะก็ไม่มีในโลก ธรรมะก็ไม่มีที่จะรองโลก
(โปรดติดตามตอนที่ 2) 

   ท่านสนใจเรื่องอื่น ๆ กรุณาคลิก http://www.nature-dhrama.com