เยียวยาเด็กและเยาวชน (1) จากต้นกล้าสู่ต้นไม้ ทำอย่างไรจะพ้นเพลี้ยหนอนและพายุ

" ความผิดพลาดในชีวิตก็เหมือนเหยียบขี้หมา พอล้างออกแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ความจำว่าครั้งหนึ่ง เราเคยเหยียบขี้หมาก็เท่านั้น"

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการนำเสนอข้อดีของการเข้าอบรม โดยพิธีกร และบรรยากาศในห้องก็มีทหารคุมเชิงอยู่ด้านหลัง บนใบหน้าของผู้เข้าร่วมประชุมมีรอยยิ้มอยู่ไม่มากนัก บ้างก็ทำหน้าเซ็งๆ ฝืนๆ ก็พอจะทราบมาบ้างว่า การมาของหลายท่านมีสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมา

ภาพของการเริ่มต้นอบรม

พอถึงเวลาเริ่มกระบวนการ พี่กะปุ๋มแนะนำตนเองสั้นๆ ช่วงเวลาแห่งการร่ายมนต์ก็เริ่มต้นทันที
ด้วยภาพปรากฏบนโปรเจคเตอร์ข้างหน้าคือ

ต้นกล้าเล็กๆ ที่โผล่พ้นผืนแผ่นดินที่ไม่ค่อยจักสมบูรณ์นัก

พี่กะปุ๋มทักทายผู้ร่วมประชุมแล้วสอบถามว่า "เอ้าใครเป็นญาติ"

ก็มีการยกมือแบบหล่อมแหล่ม พอถามถึงน้องๆและเยาวชนก็เช่นกัน บางคนยกแบบก้มหน้าเสียไม่ได้บ้าง แสดงสีหน้าเซ็งๆบ้าง ประหนึ่งได้เกิดการตัดสินบางอย่างแล้วในใจ

แต่ที่น่าประหลาดใจคือ มีเด็กตัวเล็กๆสองคนข้างหน้า เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องได้รับการเยียวยาเช่นกัน ยอมรับว่าเห็นแล้วรู้สึกใจหายค่ะ แต่เชื่อว่าทุกอย่างแก้ไขได้ แล้วยิ่งน้องๆมานั่งอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ประหนึ่งให้โอกาสทีมวิทยากร และให้โอกาสตัวน้องๆเองที่จะมีจิตใจที่ดีขึ้น เข้มแข็งอดทนมากขึ้นกับสภาวะทุกข์บีบคั้นที่เขาเผชิญอยู่

พี่กะปุ๋มทักขึ้นว่า "หนูมากับใครลูก"

น้ำเสียงที่ทักทายเต็มไปด้วยความเอ็นดู"มากับแม่”

 

แล้วน้องๆก็พยักเพยิด ไปที่ด้านหลัง สักพักพี่กะปุ๋มเชิญน้องสองคนทราบภายหลังว่าชื่อ น้องมิ้ล และน้องตี้ ออกมาข้างหน้าชี้ชวนทุกคนให้เห็นว่า

"เด็กสองคนนี้ก็เหมือนต้นกล้า ที่กำลังเติบโต"


แล้วพี่กะปุ๋มก็เรียกผู้เยียวที่อายุมากแล้วออกมา แล้วก็บอกว่า

"หากเด็กๆเปรียบเหมือนต้นกล้า พ่อก็เหมือนต้นไม้"

เอ่ยพรางชี้ชวนไปที่ผู้เยียวยาที่อยู่ข้างหน้า


"ทำอย่างไร เราถึงจะทำให้ต้นกล้าต้นนี้ เติบโตขึ้นมาได้ โดยไม่โดนเพลี้ย หนอนและพายุ"


แล้วพี่กะปุ๋มก็ชี้นิ้วจิ้มเบาๆอย่างเอ็นดูลงบนหัวของน้องตี้ ท่าทางเขินอาย แววตาที่เป็นประกายอย่าไร้เดียงสา ฉายให้ห้องทั้งห้องเริ่มสว่างขึ้น ที่นี่ไม่มีการแบ่งแยก มีแต่การแบ่งปัน

"ปุ๋มมองว่า ต้นกล้านี้แค่โดนเพลี้ยลง หนอนมาแทะ ปุ๋มมักจะบอกเด็กๆที่วัดหนองไคร้เสมอว่า ความผิดพลาดในชีวิตก็เหมือนเหยียบขี้หมา พอล้างออกแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ความจำว่าครั้งหนึ่ง เราเคยเหยียบขี้หมาก็เท่านั้น"

 

พอทั้งหมดเข้าไปพี่กะปุ๋มก็เชิญน้องอายุราว ๆ วัยรุ่นขึ้นมาคนหนึ่ง รู้สึกว่าจะชื่อ น้องปอนด์

“น้องปอนด์อายุ 16 ปี ต้นกล้านี้โตขึ้นมาหน่อยหนึ่ง คาบเกี่ยว ให้ลองพิจารณาต้นไม้ที่เราปลูกในนา หน้านี้น้ำท่วมด้วย โรคร้าย ไอ้น้ำท่วมโรคร้ายนี่ก็คือ อกุศลกรรม เขาจะรอดพ้นจากอกุศลไหม เพื่อนนั้นอาจจะเป็นต้นไม้ที่โดนเพลี้ยกิน โดนโรคร้ายกินต้นไม้แล้ว และมันลาม ผลผลิตได้ไม่ดีเพราะว่ามีแมลงมันกัด”

“ระหว่างที่ตี้จะโตขึ้นมาเท่าปอนด์ทำอย่างไร  ตี้จึงละรอดพ้นได้ ให้เขายืนกันเองสองคนไม่ได้ พวกเราต้องช่วย หลายคนบอก “โอยไม่ช่วยหรอก ไม่ใช่ลูกฉัน” คิดอย่างนั้นไม่ได้ อย่างปอนด์นี่ ไม่ใช่ลูกอาจารย์กะปุ๋ม แต่พี่ก็อยากให้ปอนด์เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ปอนด์จะรอดรึเปล่า ปอนด์ติดคดีอะไร”

“ตีกันครับ”

“ตีกัน แต่ถ้าเป็นต้นไม้ที่เติบโตมา อะไรที่ทำให้เกิดการตีกัน อารมณ์โกรธใช่ไหมค่ะ โมโห สูญ ทนไม่ไหว พอเติบโตมาด้วยการใช้ความรุนแรง เพื่อระบายออก แต่พอปอนด์รู้จัก อดทนอดกลั้น ปอนด์ก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ดีขึ้นได้  ดียังไง ให้ร่มเงา ให้ร่มเงาคนที่เดือดร้อน มาพักอาศัย หลบร้อน เขาร้อนแดดแล้วก็มาพักอาศัย”

“ทีนี้ถ้าปอนด์โตขึ้นเป็นต้นไม้ วันหนึ่งก็มีกิ่งก้าน ตายแหล่ไม่ตายแหล่เป็นยังไงค่ะ ก็แห้งตายไป แต่ถ้าปอนด์อดทนเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ที่มีคุณค่าต้นหนึ่งของโลก ของโลก ปรบมือให้ปอนด์หน่อยค่ะ”

แทบทุกคนหันมาสนใจจดจ่อกับการบรรยายอย่างเต็มที่กับการที่มีผู้เข้าร่วมอบรมแต่ละคนเข้ามามีส่วนร่วมข้างหน้าเวที จากเดิมที่นั่งก้ม ๆ เหมือนหาเหรียญที่ตกพื้นอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นศูนย์รวมสายตามาอยู่ที่วิทยากรตรงหน้าอย่างตั้งใจ ผนวกกับแววตาที่ปรากฏแววขแงการครุ่นคิดและสงสัยว่า

“ทำยังไง ต้นกล้าจึงจะปลอดภัยกลายเป็นต้นไม้ที่ใหม่ร่มเงา”

 

รวมลิงค์

เยียวยาเด็กและเยาวชน (1) จากต้นกล้าสู่ต้นไม้ ทำอย่างไรจะพ้นเพลี้ยหนอนและพายุ

เยียวยาเด็กและเยาวชน (2) น้ำตาของผู้เลี้ยงดูกับทุกขณะของการเริ่มใหม่

เยียวยาเด็กและเยาวชน (3) เกมสื่อสารแบบไร้เสียง รึเปล่า

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หน้าที่



ความเห็น (0)