ผมเคยอ่านหนังสือของท่านฟูกูโอกะชาวญี่ปุ่นเรื่อง “ปฏิวัติเกษตรด้วยฟางเส้นเดียว” คือท่านปลูกข้าวโดยไม่ไถนา และใช้น้ำน้อยมาก ถ้าวิธีของผมใช้ได้น่าจะเรียกว่าปฏิวัติเกษตรด้วยมดตัวเดียว

นอกจากแมลงแล้ว ปัญหาสำคัญอีกประการคือวัชพืช ซึ่งผมได้คิดค้นวิธีในการกำจัดวัชพืชได้อีกวิธี ด้วยการใช้”มดง่าม” ใช่...มดง่าม ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ

 

แนวคิดนี้เกิดจากการที่วันหนึ่งผมเดินกลับจากการไปสอนหนังสือ โชคดีที่อยู่ม.บ้านนอก ทำให้ต้องเดินผ่านป่าย่อมๆ ระหว่างทางเห็นมดง่ามนับแสนตัวมันเดินแถวกันอย่างเป็นระเบียบ เลยนอนราบลงกันพื้นดูมันเดินกัน ได้เห็นมดทหารก้ามโตทำหน้าที่กวดขันมดงานที่แตกแถวออกไป ประหลาดมาก แต่เอ๊ะนั่น....มดงานส่วนใหญ่คาบอะไรมา สังเกตดูโห..เมล็ดพันธุ์ทั้งนั้นเลย เป็นเมล็ดหญ้าหลากหลายพันธุ์ ที่หล่นอยู่บนสนามหญ้าข้างๆ  แสดงว่ามดเหล่านี้ไปเก็บเมล็ดหญ้าที่ตกอยู่ตามดินในสนามหญ้าข้างๆป่าเอาไปเข้ายุ้งฉางของพวกมัน เพื่อเก็บเอาไว้กินในฤดูฝนแน่นอน (เรื่องนี้ควรมีการวิจัยกันอย่างจริงจัง เชื่อไหมกองทัพบกสหรัฐฯยังวิจัยมด แต่กรมวิชาการเกษตรไทยเชื่อว่าไม่มีใครจับเรื่องนี้)

 

          ผมจึงคิดต่อไปว่ามันน่าจะใช้มดปราบวัชพืชได้โดยปราบที่ต้นตอเลย วิธีการคือเราต้องเพาะเลี้ยงมดง่ามไว้ให้ดี พอจะเริ่มฤดูทำนา ก่อนที่ฝนจะตก เราก็เอามดไปปล่อยในนา ให้มันเก็บเมล็ดพืชกินให้หมดเกลี้ยง จากนั้นก็เรียกมดกลับรัง แล้วเอามดออกไปขจัดเมล็ดหญ้ายังนาแปลงต่อไปเรื่อยๆ ก็เมื่อไม่มีเมล็ดเสียแล้ววัชพืชก็ไม่เกิด การปลูกข้าวอาจไม่ต้องไถนาด้วยซ้ำไป เพราะการไถนานั้นจุดประสงค์หลักก็เพื่อพลิกหน้าดินกลบเมล็ดวัชพืชให้มันตายนั่นแหละ แต่ก็ไม่หมด ต้องปล่อยน้ำเข้ามาทำให้มันเน่าอีกซ้ำสอง (ผมเคยคิดเอาเองว่าการไถนาก็เพื่อให้ดินร่วนซุย ถามคนมามากทั้งชาวนาและนักวิชาการเกษตร ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนสักที บัดนี้ผมสรุปเอาเองว่าการไถนานั้นส่วนใหญ่เพื่อกลบเมล็ดหญ้า)

 

          ผมเคยอ่านหนังสือของท่านฟูกูโอกะชาวญี่ปุ่นเรื่อง “ปฏิวัติเกษตรด้วยฟางเส้นเดียว” คือท่านปลูกข้าวโดยไม่ไถนา และใช้น้ำน้อยมาก ถ้าวิธีของผมใช้ได้น่าจะเรียกว่าปฏิวัติเกษตรด้วยมดตัวเดียว เพราะไม่ต้องไถเหมือนกัน ส่วนน้ำอาจไม่ต้องไขเข้ามาเลย ใช้ฝนธรรมชาติก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนกบเขียด แม้ไม่มีน้ำก็ยังอยู่ได้ โดยต้องวิจัยหาเขียดพันธุ์ที่ทนแล้งสักหน่อย ซึ่งมีอยู่มากมาย

 

          สำหรับชาวสวน ผมเคยถามคำถามมานานว่าทำไมเขาไม่เลี้ยงกิ้งก่า (กะปอม) แย้ จิ้งจก ตุ๊กแก รวมทั้งงูต้นไม้ตัวเล็กๆที่ไม่มีพิษ เพราะพวกนี้กินแมลงเป็นอาหารทั้งนั้น โดยเฉพาะแย้นั้นยังเป็นอาหารอันโอชะอีกด้วย (อย่างน้อยก็ของชาวอีสานและหวา) ได้ข่าวว่าญี่ปุ่นกว้านซื้อกะปอมไทยไปมาก สงสัยว่าคงไม่ได้เอาไปกิน แต่เอาไปขจัดแมลงในสวนแน่ๆเลย คนไทยเราอยู่กับคำตอบแท้ๆ แต่คิดกันไม่ค่อยออก

 

          เมื่อสัก 8 ปีมาแล้วผมไปร่วมประชุมกับชาวสวนปาล์มน้ำมันที่พังงา (เพราะผมทำงานวิจัยด้านไบโอดีเซล)  ชาวสวนบอกว่าอาจารย์ช่วยหาวิธีกำจัดหนูให้พวกผมหน่อย เขาคงต้องการฟังคำตอบที่แสนไฮเทค ผมคิดสัก2-3 นาที่ก็บอกเขาไปว่ามีทางเลือกง่ายอยู่ 3 ทางคือ

1)       เลี้ยงงูสิง ซึ่งงูกินหนู แล้วยังจับงูขายพวกฮ่องกงได้ราคาดีอีกด้วย (วิธีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะชาวสวนปาล์มกลัวงูกันมาก)

2)       เลี้ยงนกฮูก (เพราะนกฮูกจับหนูกินวันละมากๆ)

3)       เอาคนอีสานมาเป็นคนงาน (เพราะคนอีสานกินหมด ทั้งหนูและงู) (ข้อนี้เรียกเสียงหัวเราะจากที่ประชุม แต่ผมว่ามันเป็นวิธีที่ดีมากเลย)

 

วิธีที่สอง (เลี้ยงนกฮูก) บัดนี้กลายเป็นที่นิยมไปแล้วในหมู่คนทำสวนปาล์ม ได้ข่าวว่ากลายเป็นอาชีพใหม่ไปแล้ว คืออาชีพรับขจัดหนูในสวนด้วยนกฮูก (แต่คงไม่มีใครจำได้แล้วหละว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้)

 

ต่อไปอาจมีอาชีพเลี้ยงมดง่ามช่วยทำนาก็ได้นะครับ (มดง่ามไม่นำเพลี้ย ซึ่งเป็นศัตรูพืช ที่นำเพลี้ยมาคืดมดแดง) มดง่ามกับกบเขียดก็ไม่ขัดแย้งกัน เพราะมดง่ามทำงานตอนช่วงก่อนฝน ซึ่งกบเขียดยังจำศีลอยู่ ไม่งั้นกบเขียดจะเจี๊ยะมดง่ามหมดเสียก่อน