อนาคตของชาติ


บางครั้งอาจจะต้องมองสูงสุดคืนสู่สามัญแล้วหล่ะ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็ต้องการมีเงิน มีทองใช้ ต่างคนต่างหา ต่างคนต่างมีเวลาให้กันน้อยลง สถาบันครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันหลักจึงมีบทบาทน้อย โดยเฉพาะเมื่อเด็กเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องฝากชีวิตไว้กับครูและเพื่อนเลยทีเดียว เพราะชั่วโมงที่อยู่กับครูและเพื่อนมากกว่าอยู่บ้านแน่นอน เช้ามาต้องรีบตื่นไปโรงเรียน/ ตกเย็นต้องเรียนพิเศษต่อ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 ทุ่มกว่า เสาร์-อาทิตย์ ก็นัดทำรายงาน/เรียนว่ายน้ำ/ ดนตรี อะไรทำนองเนี่ยะ มีเวลาผู้ปกครองต้องหาโอกาสสอนลูกทันทีไม่ว่าเรื่องอะไร และการสอนที่ดีก็คือการทำเป็นตัวอย่างที่ดีด้วย
นึกถึงครูตัวเองในสมัยก่อนสอนวิชาเลขแต่ก็จะสอดแทรกเรื่องการดูแลตัวเอง สอนการใช้ห้องน้ำ ให้ราดน้ำก่อนทุกครั้ง เป็นผู้หญิงก็ไม่ควรจะฉี่ดัง ไม่เดินกินขนม ไม่เอะอะโวยวาย ถึงจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างในบางเรื่องแต่อย่างน้อยมันก็รู้ว่าสิ่งใดควร ไม่ควร อะไรอย่างเนี่ยะ อันนี้ตัวอย่างเฉยๆ แม้จะนอกเรื่องไปบ้างแต่แกคงเห็นว่านักเรียนง่วงกัน ส่วนอาจารย์ฟิสิกส์ก็สอนนอกเรื่องไปบ้างแต่นักเรียนก็ฮาๆ สอนการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุอันตรายโดยใช้หลักคิดแนวฟิสิกส์ Ex. หักงวงไอยรา (ออกแนวเอ๊กส์)/ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของชายและหญิงที่ต้องระวัง สอนว่าอย่าไปมีอะไรกับชายใดจนกว่าจะสิ้นเสียงระนาดเอก อะไรทำนองเนี่ยะสอนในชั้นเรียนเลย นักเรียนก็ฮาตรึม
เหล่าเนี่ยะถ้าช่วยกันสังคมน่าจะไปรอดอยู่น๊า และคิดว่าถ้าสอนก็ต้องให้ทันยุคทันสมัย เข้าใจศัพท์วัยรุ่นให้มากๆ บางครั้งรู้สึกแย่มากเลยที่เห็นเด็กนักเรียนกินขนมเสร็จแล้วทิ้งตรงนั้นเลย ทิ้งออกนอกหน้าต่างรถบ้าง โยนเกลื่อนถนนบ้าง หดหู่กับอนาคตของชาติเหมือนกัน แม้แต่เรื่องง่ายๆ ก็ยังเป็นแบบนี้....แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูทุกท่านที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ....และน้องๆ รุ่นใหม่ที่เป็นกำลังของชาติในอนาคตใครที่ทำดีอยู่แล้วก็ขอชื่นชมนะค่ะ....เราต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด...ขอให้เมืองไทยจงเจริญ...ฉันรักเมืองไทย.....
ขอบคุณ ลุงเสิดนะค่ะที่แวะมาให้กำลังใจ....