ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัท และบริษัทในเครือ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เป็นผู้นำในธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมแบบ ไร้สายด้วยประสบการณ์ดำเนินงานกว่า 20 ปี บริษัทฯ ยังคง นำเสนอบริการที่เป็นเลิศให้กับสังคมไทยด้วยเครือข่าย สื่อสารไร้สายที่มั่นคงและครอบคลุมถึงกว่าร้อยละ 97 ของ พื้นที่ ในปี 2553 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดในเชิงรายได้ ประมาณร้อยละ 54 มีจำนวนผู้ใช้บริการรวมกว่า 31.2 ล้าน เลขหมาย หรือ ร้อยละ 45 ของจำนวนผู้ใช้บริการในประเทศไทย ธุรกิจหลักของบริษัทฯ และบริษัทในเครือมีดังนี้

เอไอเอส และบริษัทในเครือให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยเทคโนโลยี GSM
เริ่มต้นในปี 2533 เอไอเอสได้ทำสัญญาร่วมการงานอายุ 25 ปีแบบสร้าง-โอน กรรมสิทธิ์-ดำเนินงาน หรือ BTO (Build-Transfer-Operate) กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสัญญาดังกล่าว กำหนดให้เอไอเอสเป็นผู้ลงทุนสร้างเครือข่ายเซลลูลาร์ รับผิดชอบในการหาเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมด และ โอนกรรมสิทธิ์ในเครือข่ายให้ทีโอที รวมถึงเอไอเอสจะต้อง จ่ายผลตอบแทนในรูปแบบของส่วนแบ่งรายได้จากการ บริการให้แก่ทีโอที ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 30 ของรายได้ สำหรับบริการแบบชำระค่าบริการหลังการใช้ (Postpaid) และร้อยละ 20 สำหรับส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการ แบบชำระค่าใช้บริการล่วงหน้า (Prepaid) นอกจากนี้ ยังมี บริษัทในเครือให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ ในย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (ดีพีซี) ภายใต้สัญญาร่วมการงานอายุ 16 ปี แบบสร้าง-โอนกรรมสิทธิ์-ดำเนินงาน กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท. ซึ่งเริ่มในปี 2540 ถึงปี 2556 โดยภายใต้สัญญาดังกล่าว ดีพีซีจะต้องจ่าย ส่วนแบ่งรายได้ให้กับ กสท. ซึ่งปัจจุบันอัตราส่วนแบ่งอยู่ที่ ร้อยละ 25 ของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดีพีซี มีสัญญาในการเชื่อมโยงเครือข่ายกับเอไอเอส เพื่อให้ทั้งผู้ใช้ งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งสองเครือข่ายทั้งเอไอเอสและดีพีซี สามารถใช้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ และสร้างคุณภาพ ที่ดีกว่าในการให้บริการของทั้งสองเครือข่าย นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีบริการโทรศัพท์ทางไกลต่างประเทศผ่านรหัส 005 หรอื 00500 เพื่อให้ลูกค้า สามารถสื่อสารแบบไร้พรมแดน ครอบคลุม 230 ประเทศปลายทางทั่วโลก ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท เอไอเอ็น โกลบอลคอม จำกัด (เอไอเอ็น) ทั้งนี้ นอกจากระบบ 2G แล้ว เอไอเอสยังเปิดให้บริการระบบ 3G ในเชิงพาณิชย์ในบางพื้นที่ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำใน กรุงเทพฯ รวมถึงย่านหัวเมืองในต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ โคราช ชลบุรี และหัวหิน

ความต้องการใช้งานคอนเทนต์ แอพพลิเคชั่น และ อินเทอร์เน็ต ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นรายได้ที่ สำคัญให้กับธุรกิจสื่อสาร
เอไอเอสยึดมั่นในพันธกิจที่จะ นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยให้ลูกค้าอยู่เสมอ ในปีที่ผ่านมาเอไอเอสได้ปรับปรุงเทคโนโลยีของเครือข่าย ระบบ 2G เป็น “EDGE Plus” เพื่อช่วยขยายขีดความ สามารถของเครือข่าย เพิ่มความเร็วในการอัพโหลดสูงสุด 236 กิโลบิตต่อวินาที และความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 296 กิโลบิตต่อวินาที นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการ ทางเสียงไปพร้อมกับการเชื่อมต่อข้อมูล ด้วยระบบ Dual Transfer Mode (DTM) ในช่วงต้นปี 2553 เอไอเอสได้ตั้ง บริษัท ไมโม่เทค จำกัด (เอ็มเอ็มที) เพื่อเป็นศูนย์รวบรวม และบริหารคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งช่วยส่งเสริม บริการต่างๆ ของเอไอเอส และบริษัทอื่นๆ ในเครือ ที่จะตอบ สนองความต้องการการใช้บริการข้อมูลที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในเครือที่รองรับการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ต เช่น บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ให้บริการด้านโทรคมนาคม บริการโครงข่าย โทรคมนาคม และระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ เอไอเอสยัง ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานโดยมุ่งเน้นเรื่องการให้บริการด้าน ข้อมลูต่างๆ เช่น ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) บริการอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ (Internet Gateway) บริการเสียงผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Voice over IP) และบริการโทรทัศน์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IP Television) ผ่านทางบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอสบีเอ็น) อีกทั้งมีธุรกิจให้บริการสื่อสารข้อมูลผ่านทางเครือข่ายสาย โทรศัพท์ และสาย Optical Fiber บริการรับฝาก Server และ รับฝากข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต บริการให้เช่าใช้พื้นที่ทำ เว็บไซต์ (Web Hosting) รวมถึงการให้บริการอินเทอร์เน็ต ครบวงจรผ่านทางบริษัท แอดวานซ์ ดาต้าเน็ทเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (เอดีซี) อีกด้วย

การครองใจและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้ กับลูกค้าเป็นแนวทางที่บริษัทฯ ยึดมั่นในการให้บริการ ตลอดมา
จากการดำเนินการผ่านทางบริษัท แอดวานซ์ คอนแท็คเซ็นเตอร์ จำกัด (เอซีซี) ศูนย์บริการลูกค้า Call Center เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างที่เหนือ กว่าให้กับเอไอเอส โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นหลัก นอกเหนือจากบริการก่อนหรือหลังการขายหรือ ตอบปัญหาทั่วไป เช่น เรื่องการชำระค่าบริการ หรือสอบถาม ข้อมูลบริการ เอไอเอสคอลเซ็นเตอร์ยังมีบทบาทสำคัญใน การช่วยแนะนำกิจกรรมการตลาด แนะนำสินค้าและบริการ ให้ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ด้วย เอไอเอสยังใส่ใจใน ความต้องการของลูกค้าผู้บกพร่อง โดยพัฒนา “iSign” ซึ่งเป็นบริการถามตอบผ่านทางเว็บแคมโดยใช้ภาษามือเพื่อ อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้บกพร่องทางการได้ยิน และ “Deaf SIM” โปรโมชั่นแพ็กเกจเอสเอ็มเอสราคาพิเศษ ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว อีกทั้ง มีพนักงานช่วยส่งเอสเอ็มเอสไปยังหมายเลขปลายทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าผู้บกพร่องทางสายตา เอไอเอสมองว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าได้เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น เอไอเอสจึงได้เตรียมพนักงานซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยี หรือ “Tech Experts” ซึ่งจะให้ความรู้และแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้แก่ลูกค้า ปัจจุบันมี Tech Experts กว่า 300 คน พร้อมให้บริการลูกค้าผ่านทางศูนย์ บริการลูกค้าเอไอเอส ศูนย์บริการลูกค้าเซเรเนด และคอล เซ็นเตอร์ เอไอเอสยังเพิ่มทางเลือกในการรับบริการให้แก่ ลูกค้าด้วย “eService” ที่ให้ลูกค้าสามารถทำรายการต่างๆ ผ่านทางระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง เช่น ตรวจสอบยอด เงินหรือปริมาณการใช้งาน เปลี่ยนโปรโมชั่น ชำระค่าบริการ รวมไปถึงการเติมเงินค่าโทรศัพท์ นอกจากนี้ เอไอเอสยัง พัฒนาบริการเอ็มเปย์ (mPAY) ให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรม ต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยบริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากเพิ่มความรวดเร็วและช่วย ให้ชีวิตประจำวันของลูกค้าสะดวกยิ่งขึ้น เช่น ชำระค่าบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การซื้อสินค้าออนไลน์ เติมเงินค่าโทรศัพท์ พรีเพด เติมเงินเกมออนไลน์ รวมไปถึงชำระค่าสินค้าและ บริการอื่นๆ โดยให้บริการผ่านบริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด (เอเอ็มพี) ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย ให้ประกอบธุรกิจให้บริการชำระค่าสินค้าและ บริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนการใช้เงินสดหรือบัตร เครดิต ภายใต้ชื่อ “เอ็มเปย์ (mPAY)”

การใช้งานสมาร์ทโฟนและแอร์การ์ดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคม มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉพาะในแง่ของบริการด้านข้อมูล ใน ช่วงปีที่ผ่านมาเอไอเอสประสบความสำเร็จในการเปิดตัว แอร์การ์ด แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนหลายรุ่น เช่น BlackBerry, HTC Magic, Nokia N900, Sumsung Galaxy S, iPhone 4 และ Sumsung Galaxy Tab จากความร่วมมือกับ หลากหลายพันธมิตรทางการค้าซึ่งเป็นผู้จำหน่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่ ทั้งนี้ เอไอเอสดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่และอุปกรณ์โทรคมนาคม ซิมการ์ดและบัตรเติมเงิน ผ่านทางบริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด (ดับบลิวดีเอส) โดยจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ผ่านร้าน เทเลวิซที่เป็นระบบแฟรนไชส์ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500 สาขา รวมทั้งผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วไปกว่า 500 สาขานอกจากนี้ ยังมีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์กว่า 400,000 ช่องทาง