18 สิงหาคม 2549ไปร่วมประชุม HA-KM  ที่ ศูนย์ HACC มข. แบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ดีมาก เพราะได้ฟังประสบการณ์ตรงของคนอื่น แม้ รพ. บางแห่งจะยังไม่ผ่านการรับรอง ก็มีอะไรดี ๆ มาเล่าให้คนอื่นได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ได้  และที่สำคัญดิฉันในฐานะเป็นผู้ประสานงานคุณภาพของโรงพยาบาลก็ได้ทบทวนตัวเองไปด้วย ดิฉันเริ่มต้นที่ ได้ไปอบรม Facilitator ตั้งแต่ พ.ค. 2545 เนื่องจากว่า รพ.ได้ส่งหัวหน้างานทุกงานในโรงพยาบาลไปประชุมที่ กทม. รวม 12 คน ดิฉันเองไม่ใช่หัวหน้างานเลยไม่ได้ไป  ต่อมามีการจัดประชุมอีกที่ รพ. เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งก็ใกล้ ๆ ร้อยเอ็ดนี่เอง ผอก. อยากได้ไปอีก สัก 4 คน แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดมาฆบูชา 3 วันติดต่อกัน ไม่มีใครประสงค์ จะไป หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลจึงมาถามว่าอยากไปไหม ซึ่งตอนนั้นทำงานที่ศูนย์บัตรทองคนเดียว เป็นทั้งลูกน้องและหัวหน้า และต้องรับผิดชอบงาน IT  ของโรงพยาบาลด้วย โปรแกรมอะไรต่อมิอะไรวุ่นว่ายไปหมด แต่เนื่องจากเห็นว่าเรื่องคุณภาพเป็นเรื่องใหม่สำหรับตัวเอง จึงอยากรู้ว่ามันคืออะไร เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้ไปประชุมกับเขา

เมื่อได้ไปก็ตื่นเต้นดีใจจะได้ไป และเมื่อไปก็ไม่ผิดหวัง เพราะตอนนั้น หลังจาก 3  วันผ่านไป ดิฉันรู้สึกว่า เหมือนได้เปิดกะโหลกตัวเอง และอยากทำคุณภาพ มีแรงบันดาลใจว่าต้องทำให้ได้ แม้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จากวิทยากรที่ท่านถ่ายทอดให้ มีหลายอย่างที่ดิฉ้นเองไม่ค่อยเข้าใจนัก กลับถึง รพ. สรุปส่ง ผอก. ได้ 1 หน้ากระดาษ A4 เป็นผังขั้นตอนเท่าที่ดิฉ้นเข้าใจ..... ดิฉันกับพี่อีกคนหนึ่ง ก็คุยกัน ว่า ยังไงเราก็ต้องทำแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ผอก. ได้โหลด 12 กิจกรรมหัวหน้าพาทำคุณภาพมาให้อ่าน และให้เริ่มทำ เนื่องจากดิฉ้นรับผิดชอบงาน IT  ที่ประชุมมอบหมายให้ดิฉันเป็นผู้ทำแบบฟอร์ม เพื่อให้มีรูปแบบที่จะทำได้ ไป ไป มามา ก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ประสานงานคุณภาพกลาง การจะเดินหน้า รอผู้ประสานงานกลางเท่านั้น ทั้งๆ ที่หัวหน้างานทุกงานก็ไปประชุมมาก่อนแล้วเหมือนกัน ดิฉันก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่า ตั้งตุ๊กตาตัวแล้วตัวเล่า เพื่อเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพราะจริง ๆแล้วดิฉ้นเองไม่ได้รู้มากไปกว่าคนอื่นเลย แต่เมื่อเขาคาดหวังว่าต้องเป็นเรา ดิฉ้นก็เลยต้องทำทีเป็นรู้ดีเวลาคนอื่นสงสัยแล้วเขาถามดิฉัน หากดิฉันบอกความจริงเขาว่าดิฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนก้น รพ. คงไม่รอดแน่.....ผ่านไปประมาณ 1 ปีกว่า ๆ ระหว่างดิฉันไปทำธุระที่ ER มีน้องพยาบาล บอกกับดิฉันว่า "ที่พี่ทำอยู่ทุกวันนี้หนูว่าไม่สำเร็จหรอก เพราะ คนเขาย้งไม่เข้าใจ แล้วพี่จะให้ทำโน่นทำนี่ไม่ได้หรอก คนเราจะทำอะไรต้องให้เขาใจก่อน ฉะนั้นพี่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจก่อน" ดิฉ้นก็ตอบไปว่า "ถ้าเช่นนั้น รอชาติหน้าก็คงไม่ได้ทำ เพราะที่พี่ทำอยู่ทุกวันนี้ พี่เองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไร" ท่าทางน้องคงไม่พอใจดิฉันเอามาก ๆ "แม้แต่พี่ก็ไม่เข้าใจ แล้วพี่จะให้คนอื่นทำทำไม" เจอถามแบบนี้ ดิฉันเองก็งง ตอนนั้นดิฉันเองก็เริ่มโมโหแล้วเหมือนกัน จึงตอบส่งเดชไปว่า "พระพุทธเจ้าทำอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่างกว่าจะตรัสรู้" พูดจบดิฉันก็เดินกลับมาที่ห้องทำงานตัวเอง ทบทวนคำพูดตัวเอง รู้ตัวว่าไม่มีคุณสมบัติของความเป็นโค้ชเลย ดิฉันพูดเอง งงกับคำพูดตัวเอง ...เช้าวันต่อมาดิฉันก็พิมพ์ บทธรรมคำกลอนของพุทธทาสเลือกบทที่ดิฉันเองชอบแจกทั่วโรงพยาบาล แล้วก็แจกเรื่อย ๆ ส้ปดาห์ละอย่างน้อย 1 บท ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น แต่ดิฉันทำแล้วสบายใจ ก็เลยทำเป็นประจำ เพราะปกติดิฉันก็อ่านบทธรรมคำกลอนแทนการสวดมนต์ทุกคืนอยู่แล้ว การพิมพ์แจกคนอื่นจึงไม่รู้สึกเป็นภาระ ทำเช่นนี้ควบคู่กับกิจกรรมคุณภาพอื่น ๆ ต่อมาก็มีคนถามว่า จะพาทำคุณภาพ หรือจะพาตรัสรู้ ดิฉ้นก็งงกับคำถามอีก ก็ตอบไปว่า  "มันจะเป็นอะไร ได้อะไร ก็อันนั้นแหละ"