ขอม สยาม เขมร: ทฤษฎีใหม่ (ตอน ๒)....


กล่าวฝ่ายชาวเสียมเมื่อ คศ. 1336 ปีที่ถูกพวกตรอซอกเปรแอม ฆ่าไม่หมดเรียบเสียทีเดียว จะหนีไปไหนดี ก็หนีไปซบอกพ่อ พ่อขอม ที่ลพบุรี นั่นแล

หลักฐานสำคัญที่สุดที่มัดแน่นว่าเขมรไม่ใช่ขอมคือ เขมรแต่ดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบันนี้ใช้เลขฐาน ๖  (ไม่ใช่เลขฐาน ๑๐ แบบขอม)  จำนวนหกเขมรนับเป็น ๕๑ พอเจ็ดก็ ๕๒  ส่วนขอมโบราณนั้นเขานับ   ..๕ ๖ ๗ เหมือนลพบุรีเลย  หลักฐานง่ายๆ ใต้จมูก ที่นักประวัติศาสตร์มองไม่เห็นนี้ มันหลอกกันไม่ได้ บิดเบือนไม่ได้  มันตีแสกหน้าบอกเราเลยว่าเขมรไม่ใช่ขอม แต่เขมรคือพวกที่มาฆ่าขอมตายเรียบต่างหาก จนเรียกเมืองนครวัดว่าเมือง เสียมเรียบ ในกาลต่อมา

 

การนับเลขเขมรนั้นน่าสนใจมาก เพราะ พอถึง ๕๓ ๕๔ แล้ว แทนที่จะเป็น ๖๐ กลับเป็น สิบ  ยี่สิบ สามสิบ จนถึงร้อย ล้วนเป็นภาษา”ไทย”หมดเลย แสดงว่าเขมรลอกการนับเลขไปจากไทย แต่ถ้าเขมรคือขอมก็น่าจะนับเลขแบบขอมนะ ..แต่สยามนี่สินับแบบขอมเปี๊ยบ อักขระตัวเลขก็เหมือนกัน 100% อันนี้ผู้เขียนสรุปต่างจากคนอื่นที่หาว่าไทยไปลอกขอมมา แต่สรุปว่า เราคือขอมแล้วจะให้ไปใช้เลขใครเล่า (หรือว่าต้องไปลอกเขมร?)

 

โจ้วต้ากวน (ทูตการค้าชาวจีน) ที่เข้ามาอยู่นครวัด ๒ ปีในสมัยช่วงปลายยุควรมัน ได้บันทึกไว้ (ถือเป็นบันทึกที่ทรงคุณค่ามาก) นครวัดเต็มไปด้วยทาส พวกคนชั้นสูงแต่ละคนมีทาสกันเป็นร้อยคน ชนชั้นกลางประมาณ ๓๐ คน คนที่จนที่สุดเท่านั้นจึงจะไม่มีทาส  ซึ่งน่าคะเนได้ว่าทาสพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากเชลยศึกในการสงครามกับพวกจามนั่นเอง (ขอมกับจามทำสงครามกันหนักมาก และยาวนานมากนับสามร้อยปีเห็นจะได้  แต่ไม่ปรากฎหลักฐานว่าทำสงครามกับ ลพบุรีและพิมายเลย  แสดงว่าเป็นพี่น้องกันแน่นแฟ้นโดยสายเลือดนั่นเอง  

 

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ ในช่วง คศ. 1177-1181 ขอมแพ้จาม นครวัดถูกจามยึดครองอยู่ถึง 4 ปี ดังนั้นนครวัดหมดอำนาจลง ถ้าลพบุรีและพิมายเป็นเมืองขึ้นนครวัดดังที่เชื่อกันเป็นตุตะก็คงจะดีใจกันเนื้อเต้น ประกาศอิสระภาพกันยกใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่า ลพบุรีและพิมายผนึกกำลังกันส่งกองทัพไปตีเอานครวัดคืนจากพวกจาม แล้วตั้งชัยวรมันที่ 7 ขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งกลายมาเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรขอมไปเลย จะว่าชัยวรมันที่ 7  “สั่ง” ให้ลพบุรีและพิมายมาช่วยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสูญสิ้นอำนาจหมดแล้ว เมืองขึ้นที่ไหนใครเขาจะมาเชื่อฟังกระทั่งยอมตายส่งกองทัพมาช่วย มีแต่เขาจะซ้ำเติมเสียด้วยซ้ำไปแหละไม่ว่า ด้วยเหตุนี้ชัยวรมันที่ 7 จึงให้สลักภาพกองทัพ สยำกุก และ กองทัพลพบุรี ไว้ที่กำแพงนครวัด (จนคำว่าสยำกุก ยังเป็นคำที่นักวิชาการตีความกันอยู่จนบัดนี้)

 

เรื่องปีพศ. ภาพสลักสยำกุกนี้ยังไม่ลงตัว แต่มันใกล้ๆกับเวลาที่ชย. ๗ ไปชิงเมืองคืนนี่แหละ แม้ภาพด้านบนของภาพนี้จะเป็นภาพ สย. ๒ ก็ตาม แต่ปีที่สลักนั้นภายหลังยุค สย. ๒ มาก มันใกล้ยุค ชย. ๖ มากที่สุด (อาจเป็นการสลักของ ชย. ๖ ก็เป็นได้ เพื่อบันทึกว่าหทาร สยำกุกมาช่วยพระองค์ให้ขึ้นเป็นกษัติรย์นครวัด)

  (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1: ชย. 7 ตอนนั้นไม่ได้เป็นกษัตริย์ จะมาสั่งลพบุรีพิมายให้ไปช่วยก็ไม่ได้ แสดงว่า ลพบุรีและพิมาย ส่งทหารมาชิงเมืองคืนจากจาม แล้วตั้ง ชย. ๗ ขึ้นครองราชย์..มันมัดแน่นเหลือเกินว่า ลพบุรี นครวัด พิมาย เป็นพี่น้องกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน)

ผมเลยวิเคราะห์ต่อว่า เมื่อเกิดความเสื่อมในคนชั้นปกครอง (แย่งอำนาจกัน และ ไร้สมรรถนะ) พวกทาสที่มีจำนวนมากกว่านายทาสก็เลยรวมหัวกันยึดอำนาจเสียเลย แล้วสถาปนา ตระซอกประแอม ขึ้นเป็นกษัตริย์ จนเป็นต้นตระกูลเขมรนั่นแล

 

พงศาวดารฉบับนักองค์เองบันทึกว่า ตระซอกฯเป็นคนปลูกแตงให้กษัตริย์ แตงของเขาหวานมาก จนกษัตริย์อยากเสวย เลยลงมาเก็บแตงยามดึก ตระซอกฯนึกว่าเป็นโจรมาขโมย ก็เลยเอาหอกแทงตาย แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์  แถมเอาพระธิดากษัตริย์มาเป็นเมียเสียอีก

 

กล่าวฝ่ายชาวเสียมเมื่อ คศ. 1336  ปีที่ถูกพวกตรอซอกเปรแอม ฆ่าไม่หมดเรียบเสียทีเดียว จะหนีไปไหนดี ก็หนีไปซบอกพ่อ พ่อขอม ที่ลพบุรี นั่นแล (นครวัดช่วงนั้นมีพลเมืองประมาณ ๑ ล้าน อาจเป็นพวกเสียมเสีย 4แสน พวกทาสเสีย 6 แสนก็เป็นได้ ถูกฆ่าตายเสีย 1 แสน ก็เหลือรอดไป 3 แสน) 

 

ผมเสนอประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่า หัวหน้าใหญ่ชาวขอม (เสียม) ที่พากันอพยพหนีตายจากนครวัดเมื่อ คศ. 1336 คราวนั้นก็คือ พระเจ้าอู่ทอง นี่เอง ที่พากันหนีตายมาตั้งเมืองใหม่ที่อยุธยานี่แหละ

 

ทฤษฎีเดิมที่กรมพระยาดำรงฯว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีนั้นบัดนี้ก็ว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเมืองอู่ทองนั้นเป็นเมืองร้างมาก่อนหน้านี้สามร้อยปีแล้ว (จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี)  บ้างก็ว่ามาจากเชียงแสน เป็นลูกขุนบรม บ้างก็ว่ามาจากสุโขทัยบุตรพระราเมศวร บ้างก็ว่าเป็นสุลต่านมุสลิมมาจากกลันตันมาลายู (ที่พระศพยังฝังอยู่ที่กลันตันจนวันนี้)  บ้างก็ว่าเป็นพ่อค้าชาวจีนมาจากเพชรบุรี (พงศาวดารฉบับวันวลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา)

 

พระเจ้าอู่ทองนำคนประมาณ 3 แสนมาสร้างเมืองใหม่ที่อโยธยา (อยุธยา) ถามว่า..เอาคนจำนวนมหาศาลมาจากไหน?  อู่ทอง สุโขทัย เชียงแสน เพชรบุรี กลันตัน ในสมัยโน้นประชากรรวมกันจะได้ถึงสามแสนไหมหนอ (ในขณะที่นครวัดมีหนึ่งล้าน ใหญ่กว่าปารีส ลอนดอน แม้จะถูกฆ่าไปสักสองแสนก็ยังมีสามแสนรอดตาย) แล้วถ้ามีเมืองดังว่าจริงทำไมต้องอพยพมาตั้งเมืองใหม่ด้วย การอพยพย้ายเมืองขนาด 3 แสนคน มันไม่ได้ง่ายๆเพียงแค่ตามที่ทฤษฎีหนีโรคระบาดว่าไว้หรอกนะ เพราะเมืองใหญ่อื่นๆในโลกนี้ก็ถูกโรคระบาดเล่นงานก็ไม่เห็นมีใครเขาย้ายเมืองหนี เพราะมันไม่คุ้มกันหรอก อย่างมากก็แค่อพยพออกไปชั่วคราว พอโรคหายแล้วก็กลับเข้ามาใหม่  กรุงเทพฯในสมัยร.๒ ก็โดนหนัก  มีประชากรสองสองแสนกระมัง ก็ไม่เห็นย้ายหนีไปไหน

 

แล้วจู่ๆ แถวนี้เขาใช้ระบบการปกครองแบบธรรมราชาทั้งนั้น แล้วพระเจ้าอู่ทองเอาระบบ “เทวราชา” มาจากไหน ? โดยสถาปนาพระองค์เองเป็น พระรามที่ ๑ (อวตารของพระกฤษณะ)  ครองกรุงอโยธยา ตามคติฮินดูนครวัดเป๊ะเลย เสียแต่ว่าไม่ยอมใช้วรมันเท่านั้นเอง (คำว่า วรมันนี้ จริงๆก็มีใช้ในชื่อกษัตริย์แถบเส้นพระธรรม เช่นที่อู่ทอง และ ศรีเทพ มาก่อนหน้าที่ใช้ในนครวัดเสียอีก เชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลจากกษัติรย์ปัลลวะในอินเดียตอนใต้ แต่ตอนหลังถูกศาสนาพุทธครอง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นธรรมราชากันหมด เลิกระบบวรมันไป )

 (แก้ไขเพิ่มเติม: ๑๔ สค. ๕๔ ..นอกจากนี้ระบบ ชื่อกษัตริย์แล้วต่อท้ายด้วยเลย ๑ ๒ ๓ นี้ก็ระบบขอมอีก กษัตริย์ในแดนไทยไม่เคยมีระบบตัวเลข)

ส่วนที่เมืองเขมร ตรงกันข้ามเลย เคยเป็นเทวราชามา 500 ปี จู่ๆในปี คศ. 1336 ก็ยกเลิก หันมาเป็น ระบบอะไรก็ไม่รู้ (ระบบเขมร) ชื่อกษัตริย์ก็ไม่เป็นสันสกต กลายเป็นภาษาพื้นบ้านไปเลย คือ ตระซอกประแอม (แตงหวาน) นิพพานบท และ ลำพงราชา (องค์ที่สามนี้เริ่มมีแขกเข้ามาหน่อยแล้ว)  นี่ก็เป็นอีกหลักฐานสำคัญว่าพวกทาสเข้ามาเป็นกษัตริย์ก็เลยไม่กล้าอ้างตัวว่าเป็น เทวะ (เทพ) เพราะมันตรงข้ามกันเลย

 

สำหรับราชาศัพท์ไทยเราที่มีคำพ้องกับภาษา “เขมร” มากนั้น  (เช่น เสวย เขนย) ก็ “ใช่เลย”  ยิ่งเป็นหลักฐานมัดว่าขอมคือสยาม เพราะพระเจ้าอู่ทองทรงเป็นขอม จะให้พูดภาษาอะไรอื่นเล่า? (สุโขทัยยังใช้ว่าพ่อกู ขุนศรี แม่กูนางเสืองอยู่เลย ไม่มีราชาศัพท์)  ก็ทรงเป็นเทวกษัตริย์ขอมมาจากนครวัด ก็ต้องใช้ภาษาขอมนี้แหละ จะให้ใช้ภาษาอะไรเล่า  ดังนั้นราชาศัพท์นี้ไม่ใช่ “อิทธิพลขอม” ดังที่เชื่อกันมานาน แต่เป็น “ขอมทั้งดุ้น” ต่างหาก

 

ส่วนพวกเขมรเป็นทาสขอมมานานหลายร้อยปี ก็ซึมซับรับเอาภาษาขอมไปใช้ด้วย โดยก็มีการปนกับภาษาสยำมากทีเดียว (แต่เราไม่เคยคิด คิดแต่แบบปมด้อยว่าภาษาเราลอกเขมรมา)  เช่น นางนาค ก็เรียกว่า เนียงเนียก เป็นต้น พระวิหาร ก็เป็น เปรียวิเหียร์ ดังกล่าวแล้ว

 

ดังนั้นราชาศัพท์ไทยเราเป็นภาษาขอม แต่ไม่ใช่ภาษาเขมรอย่างแน่นอน พึงเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกเถิดคนไทยเอ๋ย

 

ลพบุรีและอยุธยานั้นมีคนพูดไทยปนกับคนพูดขอมอยู่แล้วก่อนแต่พระเจ้าอู่ทองจะย้ายมา ภายหลังตั้งอยุธยาคนพูดไทย มอญ ลาว ก็อพยพเข้ามามากขึ้น จนเพิ่มขึ้นเป็นล้านคนในที่สุด (เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกพอๆกับ ลอนดอน และปารีส) จนคนพูดภาษาไทยกลายมาเป็นใหญ่แล้วกลืนภาษาขอมเดิมเสียเกือบสิ้น ยกเว้นราชาศัพท์ ที่ยังเป็นภาษาขอมเป็นส่วนใหญ่ตามประเพณีเดิมแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง เลยถือเอาเป็นอุบายในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของระบบเทวราชาไปเสียเลย (เป็นเทพก็ต้องใช้ภาษาเทพสิ จึงจะดูลึกลับ น่ายำเกรง)

 

การอพยพเข้ามาของคนพูดไทยนั้นไม่ยาก เพราะได้ข่าวว่ามีผู้มีบุญญาบารมีเข้ามาสร้างเมืองใหญ่โต อีกทั้งมีทองที่ขนมาจากนครวัดมาก ทำมาหากินก็ง่าย มีบารมีพระองค์ปกป้อง ไม่ต้องถูกกวาดต้อนไปเป็นข้าทาสของเจ้าเมืองอื่นๆ ก็เลยหลั่งไหลกันเข้ามายังกะน้ำท่วมใหญ่ นั่นแล จากสุพรรณ สุโขทัย ชัยภูมิ พนัสนิคม ฯลฯ

 

(ที่น่าสนใจคือ ทำไมสร้างอยุธยา แบบไม่เหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมนครวัดเอาเสียเลย...เรื่องนี้สนุก โปรดติดตามตอนต่อไป และที่น่าสนใจต่อไปคือ เมือง อู่ทองมีชัย ในเขมรสร้างแบบอยุธยายังกะแกะ)

 

คำว่า “เขมร” เล่ามาจากไหน ยิ่งยากกว่าคำว่า “สยาม” เสียอีก ผมเชื่อว่ามาจากชาวสยำที่หนีตายมาจากนครวัดนี่เอง คือพวกเขาเรียกพวกทาสนี้ว่า “ข้าเหม็น” เพราะเป็นข้าทาส ทำงานทั้งวันจนตัวเหม็น ก็เลยเรียกแบบดูถูกเหยียดหยามว่า ข้าเหม็น โดยเฉพาะพี่น้องถูกพวกนี้ฆ่าตายเรียบก็ยิ่งแค้นใจ ก็เลยยิ่งตั้งชื่อในเชิงเกลียดชังให้มาก  จากนั้นก็เพี้ยนมาเขียนให้เป็น เขมร  ให้ดูเป็นภาษาแขก ที่ว่ามานี้ใช้ว่าจะเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ว่ากันตามความเป็นไปได้โดยบริสุทธิ์ใจ ในอนาคตชาวเสียมเราอาจตกเป็นขี้ข้าชาวเขมรบ้างก็ได้ ถ้าไม่รู้จักฉลาดเสียที เอาแต่เชื่อข้อมูลประวัติศาสตร์ตามฝรั่งกันตะพึดตะพือ ส่วนคนไทยเราด้วยกันเสนออะไรก็ไม่เชื่อ หาว่ามั่ว คลั่งชาติ  (คำว่า เขมรนี้ นายจอร์จ เซเดย์ ..นักวิชาการลำเอียงเข้าข้างเขมรชาวฝรั่งเศส มีความเห็นว่ามาจากคำว่า กัมพู + เมรา = กัมรา = เขมรา  โดยนางเมรานี้เป็นพระมารดาของ ชย. 6 ใจเขาอยากให้เป็นแบบนั้นมันก็หาทางโยงไปจนได้นั่นแหละ)

 

หันมาดูปีคศ.ก็ตรงกัน คือ ตรอซอกเปรแอม ฆ่าเสียมวรมันตายเรียบเมื่อ คศ. 1336 พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรียอุยธยาเสร็จเมื่อ 1350 14 ปีหลังจากถูกไล่ฆ่า ก็เหมาะสมที่ใช้เวลา 14 ปีในการสร้างเมืองใหม่ จากนั้น คศ. 1352 ทรงยกทัพไปตีนครวัด

 

ถามว่าเพิ่งสร้างเมืองเสร็จใหม่ ๆ กำลังพลตรากตรำอ่อนล้ามานาน  น่าจะพักผ่อนและเฉลิมฉลองเสียมากกว่า อีกทั้งกองทหารก็ไม่ได้ฝึกปรืออาวุธ ไม่มีเวลาซ้อมรบ (เอาไปสร้างเมืองหมด)  จะไปรบกับใครเขาได้ โดยเฉพาะนครวัดที่มีกำลังมหาศาล  แต่ถ้าคิดในเชิงจิตวิทยา การไปรบแบบนี้ไปด้วยใจเป็นหลัก คือ การไปล้างแค้นนั่นเอง เพราะทนรอมา 16 ปีแล้ว แก่มากแล้วเดี๋ยวจะสวรรคตเสียก่อนได้ล้างแค้นพวกเขมร ที่มายึดนครวัดไปแล้วฆ่าพวกเสียมเสียเรียบ

 

พอยกทัพไปพวก “เขมร” นครวัดก็หนีไปตั้งหลักที่เมืองหนึ่งทางตอนใต้ของนครวัด  รบกันจนพระเจ้าอู่ทองชนะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเมืองนั้นเป็น “อู่ทองมีชัย” เพื่อเอาเคล็ดที่พวกเขาเรียกเมืองนครวัดว่า “เสียม (ตาย) เรียบ”  อีกทั้งยังให้สร้างเจดีย์แบบอยุธยาไว้เต็มเมือง เมืองนี้ต่อมาได้กลายเป็นเมืองหลวงของเขมรยาวนานกว่า 200 ปี (ต่อจากเมืองละแวกที่สมเด็จพระนเรศวรไปตัดหัวเจ้าเมือง) จนขณะนี้เขมรได้ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว เมืองมีลักษณะคล้ายอยุธยามาก นักวิชาการไทยมักเรียกให้เพี้ยนว่า อุดงมีไชย เพื่อช่วยให้เขมรมีศักดิ์ศรีว่าไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของไทย ส่วน เสียมเรียบ นั้นนักวิชาการไทยไม่เคยเรียกว่า เสียมราฐ เลย ..เข้าข้างเขมรทุกอย่าง 

 (เพิ่มเติม: ๑๔ สค ๕๔: มองในมุมกลับ พระเจ้าอู่ทองนั้นอาจมีพระนามว่า อุดง ในสำเนียงขอมก็เป็นได้ แต่พอมาเป็นสำเนียงไทยก็เพี้ยนเป็นอู่ทอง เมืองนี้นักวิชาการฝรั่งยอมรับกันทั่วไปว่าสร้างโดยพระเจ้าอู่ทองของไทยเรา  แต่ดันไพล่ไปสงสัยว่าสร้างมาช่วยให้พวกเขมรลี้ภัยหนีโรคระบาด)

เมื่อปราสาทหินพิมาย และ ปราสาทพระวิหาร สร้างก่อนนครวัด ดังนั้นนครวัดก็เลยได้เปรียบด้วยการมีแบบอย่างทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และ ศิลปศาสตร์ ลองคิดดู จู่ๆจะสร้างนครวัดโดยไม่มีฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อนได้หรือ จะตัดจะยกหินก้อนมหึมาได้อย่างไร จะแกะสลักได้อย่างไร มันต้องหัดเดินริมทางเส้นพระธรรมแถวพิมายเสียก่อนจึงจะมาวิ่งที่นครวัดได้ วิศวกรก็คนสยำ ศิลปินแกะสลักก็คนสยำทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นนางอัปสรจะมีการแต่งกาย เครื่องประดับหัวที่เหมือนกันได้หรือ

 

 

ขอมกับสยามเป็นเชื้อสายเดียวกันมานาน ที่ขยำคลุกกันมาด้วยการอพยพย้ายถิ่น สงคราม และหนีสงคราม บัดนี้ขอมไม่ได้หายสาปสูญไปไหน แต่หลอมรวมกลับมาเป็นเชื้อเหล่าเผ่าไทยเรานี่เอง

 

แต่ฝรั่งเศส ในยุคล่าอาณานิคม ได้ยกความเป็นขอมไปให้เขมรเสียฉิบ เพื่อประโยชน์ต่อการล่าอาณานิคม เสริมด้วยการทูตแบบเรือปืน (gunboat diplomacy) ส่วนเราได้แต่ทำตาปริบๆ

 

...เสริมด้วยความอ่อนแอของนักวิชาการมหาวิทยาลัยไทย ที่เสียแรงเสียภาษีส่งไปร่ำเรียนกันมาจนเป็นดร.กันเต็มประเทศ กลับดันไปช่วยเสริมทฤษฎีต่างชาติ เหยียดหยามคนไทยด้วยกันเสียอีก เช่นส่วนใหญ่ลงคะแนนกันว่า เขมรคือขอม และสยำเป็นทาสขอม  ถ้าจะมีใครมาคิดปลดแอกทางวิชาการจากฝรั่งอย่างผู้เขียน ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคลั่งชาติทันที

 

พงศาวดารเขมร ฉบับหลังๆ เช่น ฉบับออกญานง นั้นได้รับการเสี้ยมสอนจากฝรั่งเศสแล้ว ก็เลยโยงไปถึงว่า เขมรเป็นเทือกเถาเหล่ากอ วรมัน เป็นเจ้าของนครวัด เรื่อยมาจนวันนี้

 

ถึงเวลาเราต้องชำระประวัติศาสตร์ส่วนนี้กันเสียที...โปรดช่วยกันส่งต่อไปยังเครือข่ายของท่านให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ไม่เห็นด้วยกับผมก็ยิ่งต้องช่วยกันส่งต่อ เพื่อให้เข้ามาวิจารณ์กันด้วยเหตุผลให้มากๆ ให้ผมแพ้หมดฟอร์มหน้าแตกไปเลยไงล่ะครับ  

 

(ยาวเกินไปแล้ว..ยังมีต่อ..ยังมีหลักฐานอื่นๆอีกมาก)

 

-----------------ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๓ สค. ๒๕๕๔...ตัวเลขขอมนะเนี่ย)

หมายเลขบันทึก: 453672เขียนเมื่อ 13 สิงหาคม 2011 20:07 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มิถุนายน 2012 15:11 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้าจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท