สงสารเด็กไทยที่ ตกอยู่ในกระแสเสรีนิยม ไร้ขอบเขต

อิทธิพลทุนสื่อ-สิ่งโฆษณา-โลกาวัฒน์ต่อเด็กวัยรุ่นไทย

           ด้วยการที่เป็นครูนาฏศิลป์ไทย รู้สึกปลื้มปิติเป็นอันมาก เพราะ หลังจากได้เปลี่ยนมาใช้หลักสูตร ‘ 51 ฉบับปรับปรุง โดยเพิ่มการเรียนวิชาศิลปะเป็น 2 คาบ  ประมาณ 100 นาที  ถือเป็นโฉมใหม่ของการเรียนวิชาศิลปะที่จะเสริมสร้างปลูกฝังความสุนทรีย์ภาพให้กับ นักเรียน  เมื่อก่อนนี้หลักสูตรเดิม จะมีเวลาเรียนวิชาศิลปะ(อันประกอบด้วย ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระบวนการจัดกิจกรรมด้วยการปฏิบัติ  เมื่อก่อนใช้เวลาแค่ 50 นาที /1 ครั้งต่อสัปดาห์ หากคิดว่าความสุนทรีย์ภาพของมนุษย์จะปลูกฝัง ให้เห็นของความงามต่อศิลปะ รู้สึกชื่นชม เห็นคุณค่า รู้รักวัฒนธรรมของชาติ ด้วยการใช้เวลาเท่านี้ คงเป็นการเล็งผลเลิศเกินไป ด้วยกระแสวัฒนธรรมต่างชาติที่ แรงและมีกลยุทธ์ที่เข้าถึงจิตวิทยาวัยรุ่นด้วยการทุ่มทุนสูงกว่า การศึกษาไทยจึงต้านกระแสวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ไหว ใน 1 วัน 24 ชั่วโมง เด็กไทยจะรับสื่อไม่ว่าจาก โทรทัศน์ หนัง ละคร ซีรีย์ โดยเฉพาะ ชาติญี่ปุ่นและเกาหลี หนังสือ วารสารแฟชั่น รวมทั้ง อินเตอร์เนท  เกินตลอดเวลาแม่แต่จากป้ายโฆษณา ที่มีเกลื่อนเมือง  จึงน่าสงสารเด็กไทยที่ ตกอยู่ในกระแสเสรีนิยม ไร้ขอบเขต โดยเห็นเด็กวัยรุ่นไทย  เป็นเหยื่ออันโอชะ ที่ติดกับดักง่าย ด้วยวัย มีวุฒิภาวะน้อย ตัดสินใจด้วยอารมณ์  ต้องการเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนๆ เขาสร้างต้นแบบ เป็นดารา หน้าตาน่ารักสดใส วัยเดียวกันกับเค้า ปลุกปั่นสร้างกระแส แฟชั่น ดนตรี เสื้อผ้า หน้า ผม แม้แต่รสนิยมการกิน การใช้ชิวิต ก่อปัญหารูปแบบใหม่ในสังคม เช่นเด็กติด เกมส์ การ์ตูน สินค้ายั่วยุมอมเมาเหล่านี้  ทำให้ลูกหลานเรา หลงใหล เพลิดเพลิน (มั่วเมา) กับ รูป รส กลิ่น เสียง   นั่นคือผลกำไร ของสินค้าของบริษัท  แล้วจะให้การสร้างกิจกรรมการปลูกฝังคุณค่าความเป็นไทย อนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างสำนึกให้รู้จักความพอเพียง  สำนึกรักบ้านเกิด ฯ ที่สอดแทรกในบทเรียน แค่ไม่กี่ชั่วโมงใน 1 วัน ใครเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้าง โอเคเคยคิดแต่ไม่กล้าไปแตะต้องเพราะ นั่นหมายถึง ไปแตะกลุ่มทุนที่ทรงอิทธิพล ค่ายหนัง ค่ายเพลงดัง ๆ  บริษัทสินค้าขยะ อาหารขยะ เครื่องดื่มขยะ   (อาหารเสริม เครื่องดื่มใส่สี ใส่รส กิน แล้วเท่ ดื่มแล้วเท่ ราคาสูงลิ่ว) เครื่องสำอาง กิน ดื่ม ใช้แล้วรูปร่างดี สวยน่ารัก (บางครั้งใช่คำว่าเซ็กซี่อันหมายถึงอะไร) กลิ่นตัวหอม  หน้าขาวอมชมพู รักแร้ ขาวเนียน เพื่อให้หนุ่มมาหลงใหล ไล่ตามขอความรัก  เป็นภาพที่ปรากฎในทีวี สื่อต่างๆ ทุกช่วงเวลา ไม่เห็นใครจะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา  แล้วมีหน้ามาประนามผู้รับผิดชอบการศึกษาไทย  คิดว่าหลายคนคงมีน้อง ลูก หลาน อยู่ในวัยนี้และสัมผัสปัญหา นี้กันมาบ้าง ได้แค่ ทำใจ ทำมึน ให้ผ่านๆไป ลืมๆไป คิดว่าสักวัน วัยรุ่นพลกนี้ก็โตไป ปัญหาจะหมดไปเอง ตามธรรมชาติ ....เข้าใจอะไรกันผิดรึเปล่า นี่คือกระบวนการเรียนรู้ ที่ตอกย้ำ ฝังแน่น เป็นสำนึก พฤติกรรม (หากใครเรียนจิตวิทยาการศึกษามา คงจำได้เคาะกะลาหมาน้ำลายไหล ) สังคมจะ สร้างนิสัย ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟีอย นี่ยังไม่นับ การปลูกฝังนิสัยผู้ใหญ่ พวกมากลากมา  (ตีกัน) เพื่อใคร เพื่ออะไร  มองอย่าง งง ๆไม่เข้าใจ เด็กอนุบาลดูละครหลังข่าว เน่าสนิทแบบ ผู้หญิงในเรื่องทะเลาะตบตี แย่งผู้ชายในเรื่อง แล้ว งง ๆ ถามว่าแย่งเอาไปทำอะไรกัน ถ้าแย่ง อมยิ้ม รึแย่งไอติมกัน จะไม่ว่าเลย ส่วนเด็กโตๆเลยเลียนแบบ ลอง ตีกันเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสถาบันของตัวเอง

                 จากการคลุกคลี (อาจใช้คำว่า สู้รบ ทะเลาะเบาะแว้ง ขบกัด ฟาดฟัน) กับวัยรุ่น อายุ 13 – 17 มาเป็นเวลา(ราชการ) กว่า30 ปี เพราะ เริ่มเป็นครูมาตั้งแต่อายุ 19 (วัยรุ่นตอนปลาย ) เด็กวันรุ่นสมัยนี้ เปลี่ยนไปมาก ทุกๆด้านทั้งดีและไม่ดี อันเป็นผลผลิตของ  ครอบครัว โรงเรียน  สังคม สังคมโลก ซึ่งตอนนี้ ประเทศนำเค้าเข้าสู่(สู้)กลุ่มอาเซียน ผู้ใหญ่ของชาติเตรียมความพร้อมไว้ดีแค่ไหน  ถากถาง ปูทาง โรยกุหลาบให้เค้า  หรือ ทำแค่วาดลายแทง แผนที่ สู่ขุมทรัพย์  และแอบวางกับระเบิดเวลา  ไว้สร้างปัญหาให้เค้าตามแก้กันอีกไม่มีที่สิ้นสุด 

                 ผู้ใหญ่อย่างเรา มีวิสัยทัศน์ กว้างไกล แค่ไหน   

                                                       หรือแค่   ปิดปาก  ปิดตา อ้ากระเป๋า