4 จุดเปราะบางรัฐบาลใหม่เพื่อไทย

 

อดีตบิ๊กหน่วยข่าว ประเมิน 4 จุดเปราะบางรัฐบาลใหม่เพื่อไทย และทางเลือก-ทางรอดของว่าที่นายกฯใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เมื่อกกต.รับรองส.ส.ครบ 95% และกำหนดวันเปิดสภา ก็พอจะเริ่มเห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยหัวหน้าคณะผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯก็ไม่ใช่ใครคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวแท้ๆของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั่นเอง

แทบทุกภาคส่วนในสังคมไทยกำลังลุ้นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ได้นานขนาดไหน เพราะนับหนึ่งท่ามกลางความขัดแย้งแบ่งฝ่าย และยังมีปมปัญหาอันตรายที่เป็นเสมือน “กับระเบิด” ฝังซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรียกว่าต้องระมัดระวังในทุกก้าวที่ย่างเดิน

บางฝ่ายหันไปฟังพระ สอบถามหมอดู ตรวจดวงชะตากันให้จ้าละหวั่น ด้วยเกรงว่ารัฐบาลจะอายุสั้น เหยียบกับระเบิดร่องแร่งเสียก่อน

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของผู้ที่เคยรับผิดชอบงานด้านการข่าวระดับประเทศอย่าง พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ผู้เกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เขาเห็นว่าอายุของรัฐบาลจะอยู่นานหรือสั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 ประการที่เป็นจุดเปราะบางอย่างยิ่งของรัฐบาลใหม่เพื่อไทย 

หนึ่ง คือเรื่องนโยบาย พรรคเพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์ เพราะนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งถูกใจประชาชน แต่กลับทำจริงไม่ได้ และหลังจากนี้จะต้องมีคนถวงถามมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือรัฐบาล โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะตอบอย่างไร

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นโยบายที่ใช้หาเสียงในครั้งนี้ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรี 15,000 บาท ไม่ได้ทำง่ายเหมือน 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะนโยบาย 30 บาทฯเป็นนโยบายที่รัฐให้กับประชาชนโดยตรง แต่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำกับเงินเดือนปริญญาตรีเป็นเรื่องระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกันเอง คือระหว่างผู้ประกอบการกับลูกจ้าง ไม่ใช่เรื่องของรัฐฝ่ายเดียว ฉะนั้นโจทย์วันนี้จึงยากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก

สอง คือปัญหาคนเสื้อแดง จนถึงขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ คุมกลุ่มเสื้อแดงไม่ได้เลย เมื่อความขัดแย้งและสภาพที่คุมไม่ได้ปรากฏผ่านสื่อบ่อยครั้งมากขึ้น ประชาชนก็จะเริ่มเห็น และเกิดภาพลบต่อรัฐบาลโดยรวม

สาม คือเรื่องสถาบัน โดยเฉพาะการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ว่าด้วยการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท) ซึ่งมีการส่งสัญญาณกันมาตลอด ประกอบกับภาพของพรรคเพื่อไทยกับกองทัพยังทาบกันไม่ได้สนิท ประเด็นนี้จึงอ่อนไหวมากหากพรรคเพื่อไทยหรือคนของพรรคเพื่อไทยหรือแม้แต่กลุ่มผู้สนับสนุนไปผลักดันเรื่องนี้ในอนาคต

นอกจากนั้น กลุ่มบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ล้วนมีปัญหาหรือถูกกล่าวหาในเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันแทบทั้งสิ้น ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการปกป้องสถาบัน

สี่ คือปัญหากัมพูชา ถ้านโยบายของพรรคเพื่อไทยมีลักษณะเป็นมิตรหรือเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา ก็จะมีแรงเขย่าจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามมาอย่างแน่นอน

“ตอนนี้เริ่มมีการพูดกันเรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทำประการแรกคือเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ 4.6 ตารางกิโลเมตร ต้องมีข้อตกลงที่ชัดเจนก่อนว่าไทยกับกัมพูชาจะเอาอย่างไร รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก ที่สำคัญรัฐบาลชุดใหม่ต้องไม่เอาแผนที่ 1:200,000 มาเกี่ยวข้อง”

พล.ท.นันทเดช กล่าวว่า ปัญหาทั้ง 4 เรื่องนี้ หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ พารัฐนาวาผ่านไปได้ ก็จะได้เป็นรัฐบาลยาว แต่ดูแล้วผ่านลำบาก เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทีการเมือง และไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหาลักษณะนี้ ที่สำคัญปัญหาการเมืองที่หนักอึ้งทั้ง 3-4 เรื่อง แม้มีประสบการณ์ก็ยังแก้ลำบาก เนื่องจาก 80% เกิดจากภายในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง

อดีตนายทหารจาก ศรภ. วิเคราะห์อีกว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยในช่วง 6 เดือนแรก จะพยายามลดศัตรูภายนอกจากปัญหาต่างๆ ลงให้หมด เพื่อให้สามารถบริหารได้อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี โดยทุ่มเทนโยบายประชานิยมให้กับประชาชน เมื่อภาพพจน์ดี ก็จะมีแนวโน้มดำเนินการ 2 ประการ คือ

1.เปลี่ยนตัวนายกฯจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนอื่น เพราะในระยะยาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงทนแรงเสียดทานทางการเมืองไม่ไหว

2.ถ้าผ่าน 6 เดือนไปได้ อาจมีการเสนอให้ทำประชามติเพื่อพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน โดยอ้างว่าเป็นหนึ่งในแผนปรองดอง และใช้มวลชนคนเสื้อแดงกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยจะใช้แผนนี้มีสูงมาก โดยเฉพาะหากผ่าน 6 เดือนแล้วสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และประชาชนให้การยอมรับ เพราะคนส่วนใหญ่อยากให้บ้านเมืองสงบและปรองดอง หากพรรคเพื่อไทยชนะในการทำประชามติ ก็ไม่มีใครสามารถคัดค้านได้อีก

ส่วนท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับกองทัพนั้น พล.ท.นันทเดช ประเมินว่า ในระยะ 6 เดือนแรก กองทัพไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่เฝ้าดูว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรกับปัญหาอ่อนไหวเปราะบาง 4 เรื่องดังกล่าว แต่ที่สำคัญรัฐบาลใหม่ต้องไม่เข้าไปล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้าย มิฉะนั้นจะมีปัญหาใหญ่ตามมา เพราะปัจจุบันพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ให้อำนาจผู้นำเหล่าทัพในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายแทบจะเบ็ดเสร็จ โดยฝ่ายการเมืองเป็นเสียงส่วนน้อยเท่านั้น

คำถามท้ายสุดก็คือ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะบริหารราชการในภาวะที่มีกองทัพเป็นหอกข้างแคร่แบบนี้ไปได้นานเท่าใด?