ด้วยบ้านเราใช้ปุ๋ยและสารเคมีในภาคการเกษตรติดอันดับต้นๆของโลกมาในระยะ หนึ่ง วันนี้สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ก็รับผลหลังจากการใช้สารเคมีมันกันมายาวนานมากขึ้นทีละน้อยๆ
การใช้ในปริมาณที่เกินความจำเป็น มีการรั่วซึมของปุ๋ยและสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำของชุมชนและสร้างปัญหาขึ้น พื้นที่ที่เป็นตัวอย่างของ เรื่อง อยู่ที่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี
แหล่งน้ำและน้ำบาดาลของชุมชนใน 3 จังหวัดนี้มีสารไนเตรทปนเปื้อนในปริมาณที่เกินมาตรฐานน้ำดื่มที่ใช้อ้างอิงกันอยู่ทั่วโลก
ที่พบแล้วทำให้ห่วงกันก็คือ แค่น้ำไหลผ่านแปลงหน่อไม้ฝรั่ง 3 นาที น้ำในแหล่งน้ำและน้ำบาดาลในพื้นที่แปลงเกษตรนั้นก็มีสารไนเตรทปนเปื้อนแล้ว ใน 6-10 ชั่วโมงต่อมา
นี่ขนาดแช่สั้นๆนะนี่ “การใส่ปุ๋ยทุกวัน ให้ฮอร์โมนและใส่ยาฆ่าแมลงทุกสัปดาห์” เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้ไนเตรทปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินได้ จำไว้นะเออ
การปนเปื้อนที่เขาไปพบนี้มาจากการใช้ปุ๋ยเกินขนาดเป็นสิบๆเท่าของที่จำเป็น เกษตรกรตั้งใจใช้ด้วยเข้าใจว่าจะทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นหรือดี แรงจูงใจนี้ดึงให้ผู้ปลูกใช้ปุ๋ยมากมายขนาดนี้แหละ
แล้วทำไมยังไม่สบายใจ ในเมื่อปลูกพืชต้องให้น้ำ มีไนเตรทในน้ำเยอะก็เท่ากับน้ำมีสารอาหารให้พืชเยอะ
เหตุผลอยู่ตรงไนเตรทเยอะทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง ไม่เพียงพอต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิตในน้ำ สัตว์น้ำตายมาก ความหลากหลายทางชีวภาพจะลดลง สาหร่ายพิษในหนองน้ำจะเพิ่มขึ้น
คนรับผลด้วย น้ำปนเปื้อนไนเตรทแล้วคนก็ต้องดื่มน้ำไม่ให้ขาดน้ำ คนที่ไวที่สุดจึงเป็นทารก พิษไนเตรทจะทำให้เด็กทารกที่อาศัยอยู่ในครรภ์แม่เกิดโรค “Blue-baby syndrome” หรือ methemoglobinemia ได้ อายุต่ำกว่า 4 เดือนเป็นอายุที่เกิดง่ายที่สุด ตรงนี้น่ากลัว
น้ำดื่มที่มีไนเตรทเจือปนในปริมาณสูงเป็นต้นเหตุของการป่วย เมื่อไนไตรท์ที่เปลี่ยนรูปจากไนเตรทเมื่อเข้าไปในลำไส้จะไปรวมตัวกับโปรตีน ในเลือดที่ทำให้เลือดมีสีแดงและทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนให้ร่างกาย กลายเป็นโปรตีนตัวใหม่ที่ไม่สามารถลำเลียงออกซิเจน
ผลที่เกิดขึ้นทำให้เป็นลมหมดสติ เนื้อตัวเขียว ถึงตายได้เพราะออกซิเจนหมดไปจากร่างกาย
ตรงนี้ก็ขอบอกซะเลย แบคทีเรียในลำไส้คนเปลี่ยนไนเตรทจากอาหารและน้ำที่รับเข้าไปเป็นไนไตรท์ได้
วันนี้ไม่มีข้อมูลว่า เด็กไทยเสียชีวิตจากน้ำที่ปนเปื้อนไนเตรทมากแค่ไหน แต่การที่ยังพบว่าเด็กไทยยังมีภาวะซีด ทั้งๆที่เรื่องของการเข้าไม่ถึงอาหารลดซีดน้อยลงกว่าในอดีตมากมาย อัตราการเสียชีวิตก็ยังสูง เตือนใจให้คอยระวังเรื่องของไนไตรท์ในคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการทำการเกษตร
ไม่ใช่เด็กเท่านั้นที่ได้รับผลจากการดื่มน้ำที่มีไนเตรทปนเปื้อน ผู้ใหญ่ก็เหอะ ถ้าดื่มน้ำที่มีคุณสมบัติเยี่ยงนี้นานๆจะเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งทางเดิน อาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งรังไข่ เบาหวาน ฯลฯ
วันนี้มาชวนให้สังเกตอาการก่อนมะเร็งที่อาจจะเกิดหลังการรับประทานสัตว์ น้ำหรือผักที่มีไนเตรทสะสมอยู่ในปริมาณสูง เพราะพิษที่ตกค้างในร่างกาย
อาการทางประสาท เช่น มึนงง สูญเสียความทรงจำ เป็นอัมพาต คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับอาหารที่ปนเปื้อนสารไนไตรท์
หญิงมีครรภ์ที่ได้รับไนเตรตจากอาหารและน้ำดื่มสูง จะทำให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรือแท้งบุตรได้
อาการอื่นๆที่พบในคนอีกก็มี ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ริมฝีปาก มีสีเขียวคล้ำ หายใจสั้นๆ ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ช็อก หมดสติ ชักกระตุกของกล้ามเนื้อ หรือสมองได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนและเสียชีวิต
เกณฑ์การรับไนเตรทจากน้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัยสำหรับทารก อยู่ที่การดื่มน้ำที่มีปริมาณ nitrate เกินกว่า ๑๑ มก./ล.ต่อครั้งเข้าไปในร่างกาย หรือได้รับปริมาณรวมของไนเตรตและไนไตรท์เกินกว่า ๑ มก. ต่อวัน
อาการที่เกิดจากได้รับไนเตรทและไนไตรท์เข้าร่างกายอาจจะเป็นแบบค่อยเป็น ค่อยไปได้ เช่น ท้องเสีย มีการสะสมแป้ง (starchy deposits) เพิ่มขึ้น มีจ้ำเลือด มีเลือดออกที่ม้าม
วัยทารกมีโปรตีนฮีมเข้มข้นกว่าวัยอื่น และสารย่อยสำหรับจัดการกับโปรตีนใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของฮีมกับไนไตรท์ทำ งานยังไม่เต็มประสิทธิภาพ วัยเด็กจึงไวต่อพิษไนไทรท์มาก
เวลาเห็นเด็กตัวเขียวๆ ม่วงๆ โดยไม่มีโรคหัวใจเขียวแต่กำเนิด อย่าลืมซักถึงการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ให้ไนไตรท์ได้นะคะ
29 กรกฎาคม 2554
Thank you for this thought provoking post.
"...วันนี้ไม่มีข้อมูลว่า เด็กไทยเสียชีวิตจากน้ำที่ปนเปื้อนไนเตรทมากแค่ไหน แต่การที่ยังพบว่าเด็กไทยยังมีภาวะซีด ทั้งๆที่เรื่องของการเข้าไม่ถึงอาหารลดซีดน้อยลงกว่าในอดีตมากมาย อัตราการเสียชีวิตก็ยังสูง..."
Is it a data recording problem?
E.g. patient histroty and cause of death is not recorded on digital media.
I wonder if 'cause of death' digital data may be 'sampled' from 'digitized hospitals' and correlated with time of year and level of (surface+underground) water.
Can we learn of 'movements' of death agent -nitrite- (geo+demo)graphically (from death register)?
Thank you Doctor,
I follow your study of waste water management and have learned a lot more about life and hospitals.
"...ข้อมูลเรื่อง "ซีด" ของเด็กไทย วันนี้รู้ว่าเกิดจาก
ขาดธาตุเหล็กเกินครึ่งของเด็กที่ซีด
และยังไม่รู้สาเหตุในส่วนที่เหลือ..."
Perhaps, we could help the half we (don't really) know (with iron deficiency);
even when we have to argue that treatment is not 100% effective ;-)
But here I overstep 'the budget for public health'.
Thank you Doctor,
My ignorance is deep, but also is my curiosity. I now have better 'linked information'.
Living away from big cities and (luckily) away from a lot of health problems, makes me a 'real country bumpkin'.
(A little worse off that 'the 3 monkeys in 1') ;-)
May I ask if 'HOS-xp' (or HOS-win32) is being used (or considered) in Krabi Hospital?
I was told that over 100 hospitals in Thailand are using this free and open-source HOS-xp in some ways.
So, there is a possible collaboration and sharing of certain medical data --digitally--
for 'national' (or 'regional') research and for 'national' health programs.
But, I have no hand-on experience with this HOS-xp, hospital admins and not in a position to access medical records.
Can anyone tell me more? Why can't we learn from HOS-xp databases?
Thank you Doctor,
I would (shyly) call myself an information engineer (and on rare occasions a data-system doctor).
I have these (self-diagnosed) deficiencies: connection, drive, knowledge and money.
They make difficult to conduct research in medical fields.
But many readers may see some possible connections to reach a useful medical result from what you write.
I see simple data connections like:
patient-->>medical condition (diagnosed)*+date*-->treatment*+date*
patient-->>residential address/work location-->map of condition*+date*-->movement of condition
patient-->>occupation-->chemicals (nitros) used-->map of 'concentration of chemicals'-->movement of chemicals
Perhaps, a 'national register' (similar to 'avian flu reporting') can be set up by Ministry of Health. Cases of 'certain' medical conditions (diagnosed) 'must' be reported and registered. This (instead of gleaning data from hospitals' databases) would become a starting point for many research and assessment of health services.
Perhaps, as funding could come from this น้ำ(ไม่)ท่วมสนามกอลฟ์ < http://www.gotoknow.org/blog/lookouts/452139 >
Thank you again for your reply.
I found this <http://www.haz-map.com/methem.html> with "Table 3--Reported Inducers of Methemoglobinemia Agent". It may be useful for interested readers (of what we are talking about --environmental health--). ;-)