ทุกวันนี้ผู้คนคิดแต่จะเรียกร้องสิทธิจนลืมหน้าที่อันหมายถึง กิจที่ควรทำของตนเสียสิ้น  หากทุกคนต่างคำนึงถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองเชื่อแน่ว่าสังคมคงสงบสุขและน่าอยู่  ด้ังเรื่องราวที่ฉันพบเห็นและอยากถ่ายทอดให้ฟัง...

            ช่วงพักเที่ยงของวันนี้ฉันเห็นผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่ง   เดินหิ้วกล่องอาหารมาสองกล่องแล้วนั่งรออยู่หน้าห้องลูกชายที่เรียนอยู่ชั้น ม.๒/๔   ซึ่งในเวลานั้นลูกไปเรียนวิชาพลศึกษาที่ข้างล่าง

 

              ฉันเดินไปทักทาย และพูดคุยด้วยเพราะทราบข่าวจากเพื่อนครูว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุขี่รถมอเตอร์ไซค์ล้มจนกระดูกข้อเท้าร้าวต้องใช้ไม้ค้ำยัน...คุณพ่อของเด็กจะนำอาหารกลางวันมาส่งลูกทุกวัน

 

                            "อยู่ไกลไหมคะ ?  ได้ข่าวว่านำอาหารมาส่งลูกทุกวัน  วันนี้เพิ่งจะเห็นค่ะ   มาส่งนานเป็นอาทิตย์แล้วกระมังคะ"

                            "ไม่ไกลหรอกครับ  แค่สามกิโลเองครับอาจารย์  เกือบอาทิตย์แล้วครับ"

                             "ทำไมไม่ให้เพื่อนลูกไปซื้อให้ละคะ"

                              "ไม่เป็นไรครับมันเป็นหน้าที่ของพ่อ    หน้าที่ลูกผมก็ทำเสร็จแล้วดูแลเตี่ยจนเตี่ยเสียชีวิต... ลูกผมกินอะไรไม่ค่อยเหมือนใครด้วยครับ..."


                ฉันอยากจะซักเรื่องการดูแลเตี่ยต่อแต่ก็เกรงใจตัวเองว่ากำลังหิวจึงพักไว้ก่อนไว้ค่อยคุยวันหลัง


                               "แล้วทำไมซื้อมาสองกล่องละคะ  มานั่งรับประทานพร้อมกับลูกด้วยหรือเปล่าคะ"



                               "ไม่หรอกครับ  ผมนำมาเผื่อเพื่อนของลูกที่เขาคอยดูแลให้ลูกผมขี่หลังเวลาลงบันได"


                                "ดีจังเลยค่ะ  มีน้ำใจต่อเพื่อนของลูกด้วย  น่าชื่นชมจริง ๆ ครูขอตัวไปก่อนนะคะ"


                  ฉันเดินลงจากอาคารชั้นสามด้วยรอยยิ้ม  รู้สึกอบอุ่นและเป็นสุขที่เห็นสังคมแห่งการเอื้ออาทรและการให้  "หน้าที่"  คำนี้มันยิ่งใหญ่จริง ๆ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าหน้าที่ก็คือความรักเพราะความรักจะทำให้เราทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีความสุขที่จะทำ

                              .......................................
                                                                          ธรรมทิพย์
                                                                      ๒ สิงหาคม  ๒๕๕๔