ตั้งแต่ผมได้อ่านหนังสือธรรมะ อะเมซิ่ง ปรมัตถธรรม และอีกหลายเล่มในกลุ่มเดียวกันของท่าน "สิริวรุณ" ก็ได้มีโอกาสมาทบทวนระบบคิดและแผนชีวิตของตัวเองมากขึ้น
ทั้งมิติของ
- ความกว้างขวาง
- ความยาวไกล และ
- ความลึกซึ้ง
ของประเด็น การนำความจริงกว่า มาทดแทนความจริงเสมือน ที่จริงน้อยกว่า
ในกิจกรรม
- การพัฒนาการทางความคิด
- ความรู้และความเข้าใจในการแยกความจริงแท้ออกจากความจริงเสมิอน และ
- การวางแผนเพื่อพัฒนาเป้าหมาย คุณภาพ และคุณค่าของชีวิต
โดยทำให้ผมได้มีความความเข้าใจ และตระหนักชัดเจนขึ้นมาก ว่า
ชีวิตเราทั้งหลาย อยู่ภายใต้กฎต่างๆของธรรมชาติ
ที่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาสอนพวกเรา
และข้อหนึ่งที่ผมกำลังคิดว่าสำคัญมาก ก็คือ "อนัตตา"
ที่ตามความเป็นจริงนั้น
- ชีวิตเราไม่มีตัวตน จึงไม่มีน้ำหนัก
- แต่มีทางเลือกอย่างมากมาย แบบไม่มีที่สิ้นสุด
การเลือกทั้งหมด
- ถ้าเลือกด้วยปัญญา จะเป็นชีวิตที่เบา สบาย
- เพียงแต่เราจะรับได้หรือไม่
- หรือที่คิดว่า "หนัก" ก็มาจากระดับของ "กิเลส" ที่มีอยู่ในมิตินั้นๆ
ที่ทำให้ชีวิตเราเบามากขึ้นตามระดับความเข้าใจ
ถ้าเข้าใจมากก็เบามาก เข้าใจน้อยก็ยังหนัก
เช่น ในการทำการเกษตร ทำนาแบบพยายาม "ที่จะไม่ลงทุน" ที่ผมลองทำเป็นตัวอย่าง
ผมพยายามเสนอให้เห็นตัวอย่างที่สำคัญ คือ "นาขี้เกียจ" ที่บางคนไม่เข้าใจ คิดว่าผมไม่ทำอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่แน่นอน
ผมพยายามแสดงให้เห็นว่า
- ถ้าไม่อยากถูกเอาเปรียบ ก็ต้องรู้ทันคน
- ถ้าไม่อยากจนก็อย่าพึ่งปัจจัยราคาแพง
- ถ้าไม่อยากออกแรงก็ต้องใช้ความรู้และปัญญา
มันเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆทางเลือกในการดำเนินชีวิต การเลี้ยงชีวิต และการประกอบอาชีพ
และ ชีวิตเรามีทางเลือกมากมาย
คนที่บอกว่าตัวเองไม่มีทางเลือกนั้น ต้องพยายามทบทวนว่าจริงหรือเปล่า
กำลังหลอกหรือโกหกตัวเองหรือเปล่า
เพราะ
- ไม่ต้องคิดอะไรมาก
- แค่ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาช่วยเรา
- ธรรมชาติก็จะมีคำตอบให้เราเสมอ
และ
- เราก็อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ
- ตามหลักวิทยาศาสตร์ และ
- ความเป็นจริง
แบบไม่น่าจะมีข้อยกเว้น
ใครที่คิดว่าชีวิตไม่มีทางเลือก ลองปล่อยวางดู แล้วท่านจะเห็นทางเลือกผุดขึ้นมาอย่างนับไม่ถ้วนแบบ "ทันที"
น่าคิดจริงๆ ปัจจุบันผมจึงยังมองไม่เห็น "ทางตัน"
เมื่อเราปล่อยวาง ทุกอย่างเป็นเพียง "ทางเลือก" เท่านั้น
- ไม่หนัก
- ไม่มีทางตัน
- จะเลือกอะไร หรือไม่เลือกอะไรเลย ก็อยู่ที่เรา
- เป็นชีวิตที่เบา มีอิสระ และ เสรีที่แท้จริง
- ไม่น่าจะทุกข์ หรือ ทุกข์น้อยลง
ลองคิดดูนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับชีวิตของท่าน
เห็นด้วยค่ะท่าน ทุกอย่างเป็น "ทางเลือก" เท่านั้น
มีถนนสายหนึ่ง พาเราไปถึงซึ่งจุดหมาย
มีแสงสว่างพร่างพราย ผู้คนมากมายเคยเดิน
http://www.youtube.com/watch?v=QXtadpB6A-g
หนทางอาจยาวไกล ต้องฝึกใจไม่ท้อถอย...
ขอบคุณครับอาจารย์
ไปแล้วต้องไปลับ ไปเพื่อดับกิเลสหนา
ไปให้ถึงซึ่งอนัตตา เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง...
สุดยอด และขอขอบคุณมากเลยครับที่มาต่อยอดให้
สวัสดีครับท่านอาจารย์ มีวาสนาที่ได้พบอาจารย์ แม้ไม่ได้สนทนากัน แต่ก็ติดตามอ่านจากบันทึกเป็นประจำ
เปิดประเด็นความคิดได้ดีมากครับ..แต่ความจริงเสมือนนั้นอย่างไร มีด้วยหรือ
ครับ
ความจริงเสมือน คือความจริงที่ไม่แท้ มีหลายระดับมาก ตั้งแต่แค่ฝันและจินตนาการ หรือความเชื่อโดยทั่วไป จนถึงความรู้สึก หรือการยอมรับกันในสังคมว่าจริง ทั้งๆที่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย หรือเป็นก็เพียงบางส่วน ผมได้สรุปตัวอย่างไว้บางส่วนในบันทึกก่อนหน้านี้ครับ
เช่น เราชอบพูดว่า ใบไม้สีเขียว ทั้งๆที่ สีเขียวเป็นเพียงคลื่นแสงที่ปล่อย หรือสะท้อนจากใบไม้ นั่นคือความจริงเสมือนระดับหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกไปอีก แสงสีเขียวนั้นก็เป็นเพียงการรับรู้ของเรา และตกลงกันเรียกว่า "สีเขียว"
และยังมีความจริง "แท้กว่า" อีกมากมายหลายระดับ ลองคิดดูแล้วจะค่อยๆเข้าใจครับ
"anatta" = "not" + "atta"
"atta" = self (center of the world for everyone)
"anatta" = non-self (complement of "self" -- the world without the center)
Once we see beyond the center... there are infinitely many 'others'.
;-)
ผมเคยคิดเล่นๆ ทำให้รู้สึกว่าเสมือนหนึ่งไม่มีตัวเราอยู่ในโลกนี้ หรือมองโลกนี้แบบไม่มีตัวเรา
ผมได้อารมณ์แห่งความเพลิดเพลินของการมองดูการเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกนี้อย่างน่าทึ่ง เป็นการบันเทิงที่(น่าจะ)ไม่มีมายาหรือสิ่งหลอกลวงใดๆ
ว่าง เบา สบาย และผ่อนคลายมากกว่าการปฏิบัติแบบอื่นๆที่เคยเป็นหรือทำมา
ผมไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร
หวังว่าจะมีท่านผู้รู้มาช่วยอธิบายครับ
ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ