ความหมายและประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
ความหมายของอินเทอร์เน็ต (Internet)
อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกันโดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ถือเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน
ผังแสดงการเชื่อมต่อ
ความหมายและประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยองค์กรทางทหารของสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า ยู.เอส.ดีเฟนซ์ ดีพาร์ทเมนท์ ( U.S. Defence Department ) เป็นผู้คิดค้นระบบขึ้นมา มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้มีระบบเครือข่ายที่ไม่มีวันตาย แม้จะมีสงคราม ระบบการสื่อสารถูกทำลาย หรือตัดขาด แต่ระบบเครือข่ายแบบนี้ยังทำงานได้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะใช้วิธีการส่งข้อมูลในรูป ของคลื่นไมโครเวฟ ฝ่ายวิจัยขององค์กรจึงได้จัดตั้งระบบเน็ตเวิร์กขึ้นมา เรียกว่า ARPAnet ซึ่งย่อมาจากคำว่า Advance Research Project Agency net ซึ่งก็ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมในหมู่ของหน่วยงานทหาร องค์กร รัฐบาล และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างมาก
ระบบเครือข่ายแบบเดิม
ระบบเครือข่ายแบบใหม่ที่ติดต่อกันได้อย่างอิสระ
การเชื่อมต่อในภาพแรกแบบเดิม ถ้าระบบเครือข่ายถูกตัดขาด ระบบก็จะเสียหายและทำให้การเชื่อมต่อขาดออกจากกัน แต่ในเครือข่ายแบบใหม่ แม้ว่าระบบเครือข่ายหนึ่งถูกตัดขาด เครือข่ายก็ยังดำเนินไปได้ไม่เสียหาย เพราะโดยตัวระบบก็หาช่องทางอื่นเชื่อมโยงกันจนได้
เมื่อ ARPAnet ประสบความสำเร็จ ก็ได้มีองค์กรมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมในโครงข่ายมากขึ้น ซึ่งจะเน้นการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Mail ) ระหว่างกันเป็นหลัก ต่อมาก็ได้ขยายการบริการไปถึงการส่งแฟ้มข้อมูลข่าวสารและส่งข่าวสารความรู้ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ เน้นการให้บริการด้านวิชาการเป็นหลัก ในปี พ.ศ. 2523 คนทั่วไปเริ่มสนใจอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มีการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต บริษัท ห้างร้านต่างๆ เข้ามาร่วมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สำหรับการการใช้งานอินเทอร์เน็ตชนิดเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2535 โดยสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อม เข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท
ความหมายและประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
ยูยูเน็ตเทคโนโลยี (UUNET Technologies) ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีเดียวกัน ได้มีหน่วยงานที่เชื่อมต่อแบบ ออนไลน์กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายแห่งด้วยกัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่าย “ ไทยเน็ต” (THAInet) ซึ่งนับเป็นเครือข่ายที่มี “ เกตเวย์ “ (Gateway) หรือประตูสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแห่งแรก ของประเทศไทย ( ปัจจุบันเครือข่ายไทยเน็ตประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 4 แห่งเท่านั้น ส่วนใหญ่ย้ายการเชื่อม โยงอินเทอร์เน็ตโดยผ่านเนคเทค (NECTEC) หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)
ปี พ.ศ. 2535 เช่นกัน เป็นปีเริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่มจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษาและวิจัยโดยมีชื่อว่า " เอ็นดับเบิลยูจี" (NWG : NECTEC E-mail Working Group) โดยการดูแลของเนคเทค และได้จัดตั้งเครือข่ายชื่อว่า "ไทยสาร" (ThaiSarn : Thai Social/Scientific Academic and Research Network) เพื่อการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยเริ่มแรกประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 8 แห่ง ปัจจุบันเครือข่ายไทยสารเชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ กว่า 30 แห่ง ทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐ
ในปัจจุบันได้มีผู้รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากกว่า 100 % สมาชิกของอินเทอร์เน็ต ขยายจากอาจารย์และนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาไปสู่ประชาชนทั่วไป
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้บนอินเทอร์เน็ต
ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
ประกอบด้วยชื่อของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (user) และชื่อของอินเทอร์เน็ต (Internet Name) ซึ่งจะมีรูปแบบดังนี้ ผู้ใช้@ ชื่อของอินเทอร์เน็ต เช่น [email protected] ซึ่งหมายถึงผู้ใช้ชื่อ Rattanachai เป็นสมาชิกของศูนย์คอมที่ชื่อว่า comnet3 ที่มีชื่ออินเทอร์เน็ตว่า ksc.net.th เป็นต้น
หมายเลขประจำตัวเครื่อง ( IP Address)
ในการกำหนดที่อยู่หรือแอดเดรสของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้นจะนำไประบุไว้ในส่วนของ IP เมื่อต้องการส่งข้อมูลเราก็จะเรียกตัวเลขระบุตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้นี้ว่า IP Address ซึ่งจะประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุดด้วยกัน โดยแต่ละชุดจะมีรหัสที่ไม่ซ้ำกันแ ละจะคั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) เช่น 192.150.251.31 หรือ 158.108.2.71 เป็นต้น
ระบบชื่อของเครื่อง
ชื่ออินเทอร์เน็ต (DNS: Domain Name System) คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เนื่องจาก IP Address นั้นจำยาก ดังนั้นเราจึงนำ DNS มาใช้แปลงตัวเลข IP Address ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจให้กลายมาเป็นชื่อที่เราอ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้น เช่น nwg.nectec.or.th, comnet3.ksc.net.th เป็นต้น
ความหมายของโดเมน
com หมายถึง ใช้ธุรกิจ, บริษัท, ห้างร้าน (commercial)
net หมายถึง เป็นกลุ่มที่ให้บริการด้านเครือข่าย (network services)
edu หมายถึง ใช้ในสถาบันการศึกษา (education)
gov หมายถึง ใช้ในหน่วยงานรัฐบาล (government)
ตัวอย่างโดเมนที่เป็นชื่อย่อของประเทศ
au หมายถึง ออสเตรเลีย (Australia)
hk หมายถึง ฮ่องกง (Hong Kong)
jp หมายถึง ญี่ปุ่น (Japan)
fr หมายถึง ฝรั่งเศส (France)
uk หมายถึง อังกฤษ (United Kingdom)
th หมายถึง ไทย (Thailand)
ca หมายถึง แคนนาดา (Canada)
ความหมายของซับโดเมน
co หมายถึง องค์กรธุรกิจ (Commercial) เช่น ksc.co.th เป็นต้น
ac หมายถึง สถาบันการศึกษา (Academic) เช่น ku.ac.th เป็นต้น
go หมายถึง หน่วยราชการ (Government) เช่น mua.go.th เป็นต้น
or หมายถึง องค์กรอื่น ๆ (Organization) เช่น nectec.or.th เป็นต้น
net หมายถึง องค์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย (Network)
เช่น asiaaccess.net.th เป็นต้น
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้บนอินเทอร์เน็ต
ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
ประกอบด้วยชื่อของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (user) และชื่อของอินเทอร์เน็ต (Internet Name) ซึ่งจะมีรูปแบบดังนี้ ผู้ใช้@ ชื่อของอินเทอร์เน็ต เช่น [email protected] ซึ่งหมายถึงผู้ใช้ชื่อ Rattanachai เป็นสมาชิกของศูนย์คอมที่ชื่อว่า comnet3 ที่มีชื่ออินเทอร์เน็ตว่า ksc.net.th เป็นต้น
หมายเลขประจำตัวเครื่อง ( IP Address)
ในการกำหนดที่อยู่หรือแอดเดรสของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้นจะนำไประบุไว้ในส่วนของ IP เมื่อต้องการส่งข้อมูลเราก็จะเรียกตัวเลขระบุตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้นี้ว่า IP Address ซึ่งจะประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุดด้วยกัน โดยแต่ละชุดจะมีรหัสที่ไม่ซ้ำกันแ ละจะคั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) เช่น 192.150.251.31 หรือ 158.108.2.71 เป็นต้น
ระบบชื่อของเครื่อง
ชื่ออินเทอร์เน็ต (DNS: Domain Name System) คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงคอมพิวเตอร์ที่ต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เนื่องจาก IP Address นั้นจำยาก ดังนั้นเราจึงนำ DNS มาใช้แปลงตัวเลข IP Address ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจให้กลายมาเป็นชื่อที่เราอ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้น เช่น nwg.nectec.or.th, comnet3.ksc.net.th เป็นต้น
ความหมายของโดเมน
com หมายถึง ใช้ธุรกิจ, บริษัท, ห้างร้าน (commercial)
net หมายถึง เป็นกลุ่มที่ให้บริการด้านเครือข่าย (network services)
edu หมายถึง ใช้ในสถาบันการศึกษา (education)
gov หมายถึง ใช้ในหน่วยงานรัฐบาล (government)
ตัวอย่างโดเมนที่เป็นชื่อย่อของประเทศ
au หมายถึง ออสเตรเลีย (Australia)
hk หมายถึง ฮ่องกง (Hong Kong)
jp หมายถึง ญี่ปุ่น (Japan)
fr หมายถึง ฝรั่งเศส (France)
uk หมายถึง อังกฤษ (United Kingdom)
th หมายถึง ไทย (Thailand)
ca หมายถึง แคนนาดา (Canada)
ความหมายของซับโดเมน
co หมายถึง องค์กรธุรกิจ (Commercial) เช่น ksc.co.th เป็นต้น
ac หมายถึง สถาบันการศึกษา (Academic) เช่น ku.ac.th เป็นต้น
go หมายถึง หน่วยราชการ (Government) เช่น mua.go.th เป็นต้น
or หมายถึง องค์กรอื่น ๆ (Organization) เช่น nectec.or.th เป็นต้น
net หมายถึง องค์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย (Network)
เช่น asiaaccess.net.th เป็นต้น
สิ่งที่จำเป็นต้องรู้บนอินเทอร์เน็ต
เวิลด์ไวด์เว็บ ( World Wide Web : WWW)
เป็นบริการบนอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากเวิลด์ไวด์เว็บ สามารถนำเสนอข้อมูลมัลติมีเดียได้ทั้งตัวหนังสือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ซึ่งมีอยู่มากมาย และสามารถรวบรวมลักษณะการใช้งานอื่นๆ ในระบบอินเทอร์เน็ตเอาไว้ด้วย เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายโอนข้อมูล การสนทนา การค้นหาข้อมูล และอื่นๆ ทำให้เวิลด์ไวด์เว็บเป็นแหล่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การเข้าสู่ระบบเวิลด์ไวด์เว็บนั้น จะต้องใช้โปรแกรมการ เว็บเบราเซอร์ (Web Browser) เป็นตัวเชื่อมเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Internet Explorer และ Netscape Navigator
เทคนิคการใช้งานอินเทอร์เน็ต
การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ( WWW)
อินเทอร์เน็ตเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก แฟ้มข้อมูลจำนวนมากถูกเก็บไว้ในระบบเพื่อให้ ผู้ใช้สามารถนำไปใช้งาน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบหรือโปรแกรมเพื่อช่วยในการค้นหาแฟ้มได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
อาร์คี ( Archie) ใช้ช่วยในการค้นหาแฟ้มที่เราทราบชื่อ แต่ไม่ทราบว่าแฟ้มนั้นอยู่ในเครื่องบริการ ใดในอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ในฐานข้อมูล เมื่อต้องการค้นว่าแฟ้มนั้นอยู่ในเครื่อง บริการใด แค่เรียกใช้อาร์คี แล้วพิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการนั้นลงไป อาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลและแสดงชื่อแฟ้ม พร้อม รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นให้ทราบ เมื่อทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็สามารถใช้เอฟทีพีเพื่อถ่าย โอนแฟ้มข้อมูล มาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้เลย
โกเฟอร์ ( Gopher) เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลและขอใช้บริการด้วยระบบเมนู โกเฟอร์เป็นโปรแกรมที่มีรายการ ให้เลือก ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อแฟ้มข้อมูล เพียงแต่เลือกอ่านในรายการเลือกเมื่อ เราเลือกสิ่งที่ต้องการแล้วให้กด Enter จากนั้นข้อมูลก็จะแสดงขึ้นมา เราสามารถอ่านข้อมูลหรือเก็บบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราได้
Veronica เป็นโปรแกรมที่พัฒนามาจากระบบโกเฟอร์ เป็นการค้นหาข้อมูลโดยไม่ต้องผ่านระบบเมนูตามลำดับ ขั้นของโกเฟอร์ เพียงแต่พิมพ์ Keyword ลงไปให้ระบบค้นหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำนั้นๆ แทน
เวส (Wide Area Information Server-WAIS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ค้นหาข้อมูล จากฐานข้อมูลโดยจะค้นหาจากเนื้อหาแทนการค้นหาตามชื่อแฟ้มข้อมูล โดยผู้ใช้จะต้องระบุชื่อเรื่อง หรือ ชื่อคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาข้อมูลที่ต้องการค้น จากนั้น โปรแกรมเวสจะทำการค้นหาไปยังแหล่ง ข้อมูลที่ต่อเชื่อมกันอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต โดยจะพยายามหาเอกสารที่เกี่ยวข้องตรงกับคำที่ค้นหาให้มากที่สุด
Search Engines เป็นเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นลักษณะของโปรแกรมช่วยการค้นหาซึ่งมีอยู่มากมายในระบบอินเทอร์เน็ต โดยการพัฒนาขององค์กรต่างๆ เช่น Yahoo, Infooseek, Alta Vista, HotBot, Excite เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหา ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพียงแต่ผู้ใช้พิมพ์คำหรือข้อความ ที่เป็น keyword เข้าไป โปรแกรม Search Engines ก็จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นมา ซึ่งเราสามารถคลิกไปที่รายชื่อต่างๆ เพื่อเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้แล้วยังสามารถเลือกค้นจากหัวข้อในหมวดต่างๆ (Categories) ที่ทาง Search Engines ได้แสดงไว้เป็นเมนูต่างๆ โดยเริ่มจากหมวดที่กว้างจนลึกเข้าไปสู่หมวดย่อยได้
การคุยกันบนอินเทอร์เน็ต ( Chat)
เป็นบริการที่ทำให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยโต้ตอบกับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่กำลัง Online อยู่ได้ โดยการพิมพ์ข้อความผ่านทางแป้นพิมพ์ พูดคุยผ่านทางคอมพิวเตอร์โดยจะมีการตอบโต้กันทันที การสนทนาผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี้สามารถใช้โปรแกรมได้หลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม Talk สำหรับการสนทนาเพียง 2 คน โปรแกรม Chat หรือ IRC (Internet Relay Chat) สำหรับการคุยเป็นกลุ่ม หรือโปรแกรมไอซีคิว (ICQ) เป็นการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตทางหนึ่ง ลักษณะเด่นของไอซีคิวก็คือ การคุยแบบตัวต่อตัวกับคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคุยพร้อมกันหลายๆ คนก็ได้ นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถเลือกคุยกับ ใครโดยเฉพาะ หรือเลือกที่จะไม่คุยกับคนที่เราไม่ต้องการก็ได้
การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E—mail)
อีเมล์ หมายถึง การติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือแบบใหม่ แทนจดหมายบนกระดาษ แต่ใช้วิธีการส่งข้อความ ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังผู้รับอีกเครื่องหนึ่ง ปัจจุบันอีเมล์ หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริการอินเทอร์เน็ตที่ผู้มีคนนิยมใช้มากที่สุด เพราะสามารถติดต่อรับส่ง ข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว
การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E—mail)
อีเมล์แอดเดรส (E-mail Address) คือ ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต หรือที่อยู่ของตู้จดหมายของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้สำหรับบอกตำแหน่งของผู้รับว่าอยู่ที่ไหน ส่วนประกอบของอีเมล์แอดเดรส ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ดังตัวอย่างนี้
1. ชื่อบัญชีสมาชิกของผู้ใช้เรียกว่า user name ซึ่งเราจะใช้ชื่อจริง ชื่อเล่น หรือชื่อองค์กรก็ได้
2. เครื่องหมาย @ (at sign) เราอ่านว่า "แอท"
3. โดเมนเนม (Domain Name) เป็นที่อยู่ของอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ ที่เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ เพื่ออ้าง ถึงเมล์เซิร์ฟเวอร์
4. รหัสบอกประเภทขององค์กรและประเทศ ในที่นี้คือ .co.th โดยที่ .co หมายถึง commercial เป็นบริการ เกี่ยวกับการค้า ส่วน .th หมายถึง Thailand อยู่ในประเทศไทย
หลังจากที่เรามี e-mail address เป็นของตัวเองแล้ว การส่ง mail นั้นไม่มีอะไรยากเย็น เพียงเรามี e-mail address ของคนที่เราต้องการจะส่ง mail ไปหา เท่านี้ก็ถือว่าเราทำสำเร็จไปภารกิจไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
เมื่อเรา login เข้าไปแล้ว ให้ เลือก menu send mail เมื่อคลิกเข้าไปจะพบแบบฟอร์มให้กรอก ช่องแรกให้ใส่ e-mail address ของผู้ที่เราต้องการส่งข้อความไปถึง ส่วน subject ก็เป็นหัวข้อของ จ.ม.ที่เราต้องการส่งไป ซึ่งในช่องนี้เราจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ทางที่ดีเราควรจะใส่เพื่อให้ผู้รับจดหมายทราบว่า เรื่องที่เราส่งมาเป็น เรื่องอะไร เร่งด่วนแค่ไหน ต่อมาคือช่อง cc ช่องนี้นั้นหมายถึง เราต้องการส่งสำเนาจดหมายนี้ให้ใครบ้าง ให้ใส่ e-mail address ลงไป หากมีมากให้ใช้เครื่องหมาย , คั่นแต่ละ e-mail address ส่วนในช่อง Bcc นั้น ก็หมายถึงเราต้องการส่งสำเนาให้ใครบ้างเช่นกันแต่จะแตกต่างกับ cc ตรงที่ผู้รับจะมองไม่เห็นว่าเรา ส่งสำเนาให้ใครบ้างในขณะที่ CC นั้นผู้ที่รับเมล์จะสามารถรับทราบว่าเราส่ง copy ไปให้ใครบ้าง จากนั้นเราก็สามารถพิมพ์เนื้อความลงในช่องว่างด้านล่างได้ตามพอใจ เมื่อเสร็จแล้ว คลิกปุ่ม send ซึ่งจะอยู่ไม่ด้านล่างก็ด้านบนของจอ รอสักครู่ก็เป็นอันเรียบร้อย แต่ถ้าหากคอมฯ ของคุณปรากฏหน้าต่างให้ยืนยันการส่ง ก็ให้คลิก OK ไป เท่านี้เรียบร้อย
การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E—mail)
การ Attach File
เราสามารถส่ง file เอกสาร, รูปภาพถึงผู้รับไปพร้อมๆ กับ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทันที แต่ไฟล์ที่แนบไป ก็ไม่ควรจะใหญ่เกินไปกว่า 500 kb หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรเกิน 1 mb เพราะจะทำให้การส่งไฟล์ ช้าเกินไป
การแนบ File นั้น เป็นขั้นตอนที่ทำก่อนการ click ปุ่ม send ส่งข้อมูลในการส่งเมล์ปกติ คือในการส่งเมล์ ถ้าเราใส่ e-mail address ของคน ที่คุณจะติดต่อ พร้อมทั้งพิมพ์ข้อความทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่เราต้องการส่ง file เอกสารอื่นแนบไปด้วย เราสามารถใช้วิธีการที่เรียกว่า attach, attachment โดยการคลิกที่ attach จากนั้นให้คลิก browse เพื่อเลือกไฟล์ที่ต้องการส่งแนบไปด้วย แล้ว คลิก send ตามปกติ เท่านี้ก็สามารถไฟล์ไปให้เพื่อนได้แล้ว
การโอนถ่ายแฟ้มข้อมูล ( FTP)
เป็นบริการการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล หรือบริการ FTP (File Transfer Protocol) ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลตัวหนังสือ รูปภาพ เสียง วีดิโอ หรือโปรแกรมต่างๆ ซึ่งการถ่ายโอนข้อมูลนั้นมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
1. การถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องของเราไปยังคอมพิวเตอร์ที่เป็นโฮสต์ (Host) เรียกว่า การอัปโหลด (Upload) ทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นสามารถใช้งานจากข้อมูลของเราได้
2. การที่เราถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลจากโฮสต์อื่นมายังคอมพิวเตอร์ของเราเรียกว่า การดาวน์โหลด (Download)
ตัวอย่างโปรแกรม WS_FTP ที่สามารถใช้ในการ Upload และ Download ข้อมูลได้
การดาวน์โหลดข้อมูล
การดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ มาใช้นั้น มี 2 ประเภท คือ
1. Private FTP หรือ เอฟทีพีเฉพาะกลุ่ม นิยมใช้ตามสถานศึกษาและภายในบริษัท ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้อง มีรหัสผ่านเฉพาะจึงจะใช้งานได้
2. Anonymous FTP เป็นเอฟทีพีสาธารณะที่ให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลฟรีโดยไม่ต้องมีรหัสผ่าน ซึ่งปัจจุบันมีบริการในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโปรแกรมซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่ทางบริษัทต่างๆ คิดค้นขึ้นมาและต้องการเผยแพร่ไปสู่สาธารณชน ก็จะนำโปรแกรมมานำเสนอ
หากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนใดสนใจก็สามารถใช้เอฟทีพีดึงเอาโปรแกรมเหล่านั้นมาใช้งานได้ ซึ่งมี 2 แบบคือ
- ฟรีแวร์ ( Freeware) คือ โปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
- แชร์แวร์ (Shareware) คือ โปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้ก่อน ซึ่งหากพอใจก็ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อตัวโปรแกรม