กลไกของจิต

 

(พระพุทธรูปแบบมหายานขององค์ดาไล ลามะองค์ปัจจุบันที่อยู่ในBuddha Jayanti Park)

วันนี้...ในเดลีกับความเป็นไปในสังคม

 วันนี้(26 กค. 2554)ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแด่ ดร.ถวิลวดี บุรีรักษ์และเจ้าหน้าที่จากสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า รวม 3 ท่าน ที่มาดูงานที่เดลีเรื่องประชาธิปไตยและบทบาทของผู้หญิงกับการเมืองของอินเดีย  ดร.ถวิลวดี เป็นผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา มีผลงานมากมายในงานวิจัยและวิเคราะห์การเมืองของไทยโดยเฉพาะการพัฒนาภาคสังคมของไทย เป้าหมายหลักก็คือทำอย่างไรให้สังคมและคนในสังคมพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบหรือตามที่มุ่งหวัง รวมทั้งการพัฒนาสตรีให้มีบทบาทมากขึ้นทั้งทางกฏหมายและลงไปถึงทุกภาคส่วน........ เป็นหัวข้อการสนทนาที่น่าสนใจ......ในระหว่างรับประทานอาหาร  มีเวลาสนทนากันตามสมควร คงไม่ได้ลงในรายละเอียดมากนัก แต่ผมได้เล่าให้อจ.ถวิลวดีทราบถึงเรื่องมนุษย์ซึ่งเป็นตัวเล่นหลักในสังคม  ว่าเรากำลังพยายามวิเคราะห์ถึงความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์และอยากจะแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดในโลกนี้ให้เกิดสันติสุข ให้มนุษย์อยู่กันอย่างมีความสุข ปรองดองและสมานฉันท์ แต่โลกและสังคมโลกเท่าที่ผ่านมา ไม่เป็นเช่นนั้น เกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ในทุกมุมโลก ซึ่งก็มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความขัดแย้งเป็นปรกติ จะทำอย่างไร อจ.ถวิลวดีเน้นว่าสำหรับนักวิจัยจำเป็นต้องมีหลักฐาน มีผลวิจัยที่ชัดเจนเพื่อจะวิเคราะห์และหาทางวางแผนแก้ไขเสนอแนะให้สังคมโดยรวม จึงเป็นที่มาของการมาอินเดียเพื่อหาข้อมูล ประสบการณ์และบทเรียนของอินเดีย เพื่อจะนำมาประกอบการวิเคราะห์

จากการที่ผมมีพื้นฐานของการปฏิบัติวิปัสสนาเพราะเป็นลูกศิษย์ของทั้งคุณแม่สิริ กรินชัย หลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน สิงห์บุรีและพระอาจารย์อารยะวังโส ลำพูนจึงได้นำเสนอเรื่องกลไกของจิตมนุษย์ซึ่งเป็นต้นตอต้นทางของพฤติกรรมมนุษย์ทุกคนมาสนทนา เพราะพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ว่าชาติใด ดูจากตัวมนุษย์ องค์ประกอบที่เสริมและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องดูลึกเข้าไปข้างในจิต   เป็นกลไกที่แยบยลและองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ ได้ค้นพบแล้ว ทั้งหมดอยู่ในอภิธรรม อยู่ที่เราจะต้องทดลองปฏิบัติตามด้วยตัวของเราเอง ผมเรียนอจ.ถวิลวดีว่า ต้องเข้าห้องทดลองของตนเองและดำเนินการทดลองเลย ดังนั้นการพัฒนามนุษย์และสังคม ผมมองเห็นว่าต้องดำเนินการจากจิตใจตรงนี้ก่อน คือจากต้นทาง.....................เสียดายที่เวลามีไม่มาก เลยไม่ได้ลงลึกในเรื่องต่างๆ ที่สนทนา

ในช่วงบ่ายผมได้ไปลงนามสมุดแสดงความเสียใจที่สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำเดลี ที่เปิดสมุดลงนามไว้อาลัย 2 วัน วันนี้เป็นวันสุดท้าย ซึ่งมีคณะทูตมาลงนามกันจำนวนมาก เพื่อร่วมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจิตใจของมนุษย์ที่ขาดสติ สามารถทำอะไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมนุษย์ด้วยกันเองรวมทั้งสังคมโลก เอกอัครราชทูตนอร์เวย์น่ารักมากถึงกับมายืนรอทักทายคณะทูตและรอส่งทุกคนที่มาลงนามด้วยตัวเอง เรื่องการไปลงนามสมุดแสดงความเสียใจนี้เป็นหน้าที่อันหนึ่งของนักการทูต ซึ่งผมเคยบันทึกเอาไว้แล้ว http://www.gotoknow.org/blog/poldejw/351744

บ่ายนี้ ที่เดลี ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ฤา มนุษย์ต้องการพัฒนาสตินี้ให้มากขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้กิเลสครอบงำมานาน จะมีก็แต่มหาสติปัฏฐานสูตร หรือวิปัสสนากรรมฐานที่สามารถฝึกและพัฒนาสติได้ แต่ต้องย้อนลึกเข้าไปยังต้นทางก็คือกลไกของจิตที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น

บ่ายนี้ เป็นบ่ายที่ต้องตรึกตรองถึงเรื่องจิตมนุษย์มากๆ (ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) หลักปฏิบัติทางพุทธอาจจะช่วยสังคมมนุษย์ได้ ก็คือหลักพัฒนาสตินี้ละครับ นักการเมืองเมืองไทยก็ต้องการมากในช่วงนี้........