การวิจารณ์ด้วยเจตนาทำลายนั้น เปรียบเหมือนการยื่นมีดที่ไม่มีด้าม คนที่เจ็บคือคนที่ยืนถืออยู่นั่นเอง..

    เมื่อพูดถึงคำว่า "วิจารณ์" หลายคนอาจรู้สึกเหมือนข้าพเจ้า คือ อึดอัด..ทั้งการเป็นผู้วิจารณ์ และเมื่อเป็นผู้ถูกวิจารณ์..แต่การนำเสนอสิ่งใดสู่สาธารณะชนย่อมนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก..เร็วๆ นี้ผู้เขียนพบปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ ว่า คนไทยเราตื่นตัว ออกมาแสดงความเห็น วิจารณ์สิ่งต่างๆ กันมากขึ้นโดยเฉพาะตามเวบบอร์ดของสำนักข่าว หรือตามบล็อก..หลายความเห็น แสดงมุมมองที่น่าสนใจยิ่ง แต่บางความเห็นก็นำไปสู่การทะเลาะ ถึงขึ้นด่าบรรพบุรุษกันเลยก็มี..

    อาจเพราะการวิจารณ์ผ่านเวบบอร์ด สร้างพื้นที่ปลอดภัยกว่าการวิจารณ์กันต่อหน้า..หากสองคนที่ต่อสู้กันผ่านตัวอักษรในเวบบอร์ดอย่างดุเดือด มาเจอหน้ากันจริงๆ อาจยิ้มแล้วพูดเรื่องดินฟ้าอากาศกันแทนก็ได้..

    คำวิจารณ์นั้น เหมือน "มีด" ถ้าผู้รับ รับถูกวิธี (จับตรงด้าม) ก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ เอามาตัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคการพัฒนา แต่ถ้าผู้รับจับด้านคม ก็บาดเจ็บ..แต่ก็ต้องดูเจตนาผู้วิจารณ์ด้วย.. การวิจารณ์ด้วยเจตนาดีนั้นอาจคมเหลือใจ แต่ก็จะมีส่วนด้ามให้จับ  แต่การวิจารณ์ด้วยเจตนาทำลายนั้นเปรียบเหมือนการยื่นมีดที่ "ไม่มีด้าม" ข่าวร้ายก็คือ ตัวผู้วิจารณ์ก็ถือส่วนคมของมีดเอง เจ็บเอง ด้วยใจรุ่มร้อนจากการหวังร้ายผู้อื่น 
   อะไรคือ "ด้าม" โปรดติดตามตอนต่อไป..

************* 

  ช่วงเวลาพักสั้นๆ กิจกรรมที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ คือการเข้าเวบไซต์ Amazon แบบ "window shopping" คือไม่ค่อยได้ซื้ออะไร แต่ขอดู..และสิ่งที่ชอบดูนอกจากตัวสินค้าแล้ว คือการอ่านคำวิจารณ์จากผู้ซื้อ..ทั้งคนที่ให้ 5 ดาว และคนที่ให้ 1 ดาว โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมักมีเจ้าของหนังสือ หรือผลิตภัณฑ์เข้ามาตอบ..
   ดังตัวอย่างนี้..หนังสือเกี่ยวกับหลักการทำธุรกิจ ซึ่งมีคนให้ 5 ดาว 65 คน (95.6%) มีส่วนน้อยให้ 1 ดาว หนึ่งในนั้นวิจารณ์ดังนี้คะ

 ..คนซื้อหนังสือท่านนี้ ดูจะไม่พอใจหนังสืออย่างมาก ขึ้นต้นมาก็บ่นใหญ่ ถึงขึ้นว่า "หนังสือแบบนี้ไม่สมควรอยู่บนหิ้ง" เลยที่เดียว..อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงกลางๆ ท่านก็กล่าวถึงส่วน "ด้าม" คือระบุประเด็นที่อ่านแล้วขัดใจอย่างชัดเจน (ในที่นี้คือ Break-even point..ฮืมม์ อะไรน้า..) สังเกตว่าผู้วิจารณ์กล่าวตำหนิตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น มิได้เลยเถิดไปถึงนิสัยใจคอผู้เขียนแต่อย่างไร..

..ตามความคาดหมาย ท่านผู้แต่งหนังสือ ได้ออกมาตอบดังนี้..

..คะ อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง..สำหรับผู้เขียนแล้ว ประทับใจในสามส่วนดังนี้

1. การน้อมรับคำวิจารณ์ ด้วยคำขอบคุณ..อย่างน้อยผู้วิจารณ์ก็แสดงให้เห็นว่าอ่านแล้วจริง และยังสละเวลาพิมพ์แจกแจงตั้ง 10 กว่าบรรทัด..ดีกว่าประเภทให้ 1 ดาว แล้วก็เขียนไว้ ฉันไม่ชอบ ดังนั้นคนอ่านหนังสือเล่มนี้แสดงว่าไม่มีสมอง (ฮูว์ว์ว์..)

2. การชี้แจงในส่วน "ประเด็น"เท่านั้น (เลือกจับส่วนด้าม) ไม่โต้ตอบด้วยการพาดพิงไปถึงตัวตนของผู้วิจารณ์เช่นกัน..ธรรมดาคนที่ถูกวิจารณ์ทางลบ อาจมี defence mechanism ป้องกันอัตตาของตน ด้วยการคิดว่าผู้วิจารณ์มีอคติ หรือมีนิสัยไม่ดีบางอย่าง..แต่การโต้ตอบเช่นนั้น ไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ตรงข้ามกลับกลายเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจกันส่วนตัว 

3. การแสดงความรับผิดชอบ (Responsive) ไม่เพิกเฉยต่อคำวิจารณ์ บอกแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม..การให้อีเมล์ติดต่อไว้ แสดงถึงความใจกว้างและยังให้เกียรติผู้วิจารณ์..คุณไม่ใช่ศัตรู คุณคือคนที่เราอยากมีไว้เป็นมิตร..

 หากข้าพเจ้า เป็นผู้วิจารณ์เจอแบบนี้เข้า ก็คงอดใจอ่อนไม่ได้ ต่อให้ไม่ชอบหนังสือเล่มนี้เอาเสียเลย ก็คงนึกชอบคนเขียนขึ้นมาบ้าง..

*************

 ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเมตตา กรุณา เป็นพื้นฐานของจิตใจอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว..แม้กระแสโลกสมัยใหม่ มีผลให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้น บางทีดูเหมือนก้าวร้าวขึ้น เพียงขอให้มีสติ ระลึกไว้ว่า จิตที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมนั้นน่าสรรเสริญ แต่ขอให้อยู่กับ "ประเด็น"(ด้ามมีด) อันเป็นสิ่งปรับปรุงได้..จิตที่อาฆาตมาดร้ายผู้อื่นนั้นมีแต่จะสร้างความขุ่นมัวหม่นหมอง ทิ่มแทงจิตใจของเราเอง...

วันนี้..คุณวิจารณ์ใครอย่างสร้างสรรค์หรือยังคะ :-)