คำนำ 

 

ภายหลังจากการล่มสลายของระบอบการปกครองสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ.1991 (2534) การทูตเปลี่ยนไปจากประเทศเล็กเกาะกับค่ายประเทศใหญ่ มาเป็น การทูตที่ประเทศเล็กเกาะกลุ่มกันเองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการ เมือง ประกอบกระแสเรียกร้องให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน ในปีพ.ศ. 2546 จึงเกิดความร่วมมือในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) ระหว่าง 5 ประเทศขึ้น ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

 

การศึกษาเรื่อง “การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) : ศึกษากรณีโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง” มีแรงบันดาลใจต่อเนื่องมาจากการได้ศึกษาเรื่อง “การรวมกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ ที่เรียกว่า หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ” ว่า GMS (Greater Mekhong Sub regional Economic Cooperation : GMS-EC) จึงเกิดความคิดที่จะศึกษาต่อยอดในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตามขอบข่ายที่จะศึกษาเรื่อง การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) หรือ การเกษตรแบบพันธสัญญา เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องเศรษฐศาสตร์, เรื่องธุรกิจการเกษตร, เรื่องการค้าการและลงทุนระหว่างประเทศ รวมไปถึงเรื่องกฎหมาย จึงทำให้ขอบข่ายดูค่อนข้างกว้าง   แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาก็ได้พยายามศึกษา และจำกัดขอบข่ายการศึกษาลงเฉพาะที่คิดว่าเกี่ยวข้อง จากข้อมูลการศึกษาค้นคว้า พบว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับ “กฎหมาย” การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ กันมากนัก  ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดได้มาจากเวบไซต์ ประกอบกับข่าวสารปัจจุบัน เพียงเท่าที่ค้นคว้าได้

 

ความบกพร่องใด ๆ ที่เกิดจากการทำรายงานฉบับนี้ ผู้ศึกษาขอน้อมรับไว้เพื่อการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป

23 กรกฎาคม 2554

 

บทที่ 1

บทนำ 

 

 

1.1 ความสำคัญของเรื่อง 

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 (2534) ภายหลังจากการล่มสลายของระบอบการปกครองสหภาพโซเวียต (The Soviet Union) การทูตได้เปลี่ยนไปเป็น การทูตที่ประเทศเล็กเกาะกลุ่มกันเองเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการ เมือง ผนวกกับกระแสการเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน (Free Trade) จึงทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ เกิดการรวมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้น ภายใต้ “ปฏิญญาพุกาม” (Bagan Declaration) พ.ศ.2546 ประเทศพม่า จึงเกิดความร่วมมือ “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา – แม่โขง” (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) ระหว่าง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย (ต่อมาเวียดนามเข้าร่วมในปี 2547)

“การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา” (Contract Farming) ไม่เพียงแต่เป็นระบบเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่ปฏิบัติกันภายในประเทศเท่านั้น แต่ได้เป็นข้อตกลงความร่วมมือ ภายใต้กรอบ ACMECS  ที่ได้เข้ามามีบทบาทในระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นี้ด้วย

 

ใน1 มกราคม 2558 (2015) ก็จะเกิด AEC=ASEAN Economics Community หรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ซึ่งถือเป็นการพัฒนารูปแบบการรวมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นไป อีกระดับหนึ่ง และ ก่อนจะถึงปี 2558 ประเทศไทยต้องเตรียมตัวปรับโครงสร้างรองรับไว้ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย “การค้าและการลงทุน”

 

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 

เพื่อทราบถึงการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา หรือการทำระบบการเกษตรแบบมีพันธสัญญา (Contract Farming) กับประเทศเพื่อนบ้าน

 

1.3 ขอบเขตของการศึกษา 

ผู้ศึกษาจำกัดขอบข่ายการศึกษาใน 3 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว และ กัมพูชา

ซึ่งเป็นผลการดำเนินการ ตามกรอบ ACMECS  ในช่วงปี 2549 – 2550 เนื่องจากตามกรอบโครงการนี้ สำหรับประเทศพม่า ไม่คืบหน้านัก

 

1.4 วิธีการศึกษา

ดำเนินการโดยการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary Research)

 

1.5 ประโยชน์ที่จะได้รับ 

            ทำให้ทราบถึงการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา หรือการทำระบบการเกษตรแบบมีพันธสัญญา (Contract Farming) กับประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ

 

1.6 นิยามศัพท์ 

1.6.1 นิยามศัพท์โดยทั่วไป (Operation Definition)

เนื่องจาก คำว่า “Contract Farming” มีคำที่ใช้เรียกกันในภาษาไทยที่แตกต่างกันไปหลายคำ ไม่ว่าจะเป็นคำที่ใช้ในวงการ “หน่วยงานราชการหรือรัฐบาล” หรือในวงการ “ศึกษาวิจัย” หรือในวงการทั่ว ๆ ไป เท่าที่รวบรวมได้ ได้แก่

ระบบการทำฟาร์มรูปแบบสัญญาผูกพัน (อำนาจ ส่องเมือง มข., 2527), การเกษตรแบบมีสัญญาผูกพัน (อารี วิบูลพงศ์ และทรงศักดิ์ ศรีบุญจิตติ์ มช., 2538), การเกษตรแบบมีพันธสัญญา (รุ่งรัตน์  ชมาฤกษ์ มช., 2539), การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (แผนลงทุนรัฐบาลไทย, 2546), ตลาดข้อตกลง (คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา, 2546), เกษตรพันธสัญญา (สุดใจ จงวรกิจวัฒนา กระทรวงเกษตร, 2549), เกษตรครบวงจร (สุเมธ ปานจำลอง, 2550), การทำสัญญาฟาร์มแบบมีข้อตกลง (พรพิมล ทองธรรมชาติ มก., 2550), ทำการเกษตรแบบมีพันธสัญญา (เบญจมาศ ฟูทรัพย์นิรันดร์ และภาสกร เตือประโคน, 2550), ระบบ สัญญาฟาร์มประกัน (วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล, 2552), ระบบการผลิตตามสัญญาข้อตกลงล่วงหน้า (โชคชัย ใจเฉพาะ มช., 2553), การทำสัญญาข้อตกลง (วไลลักษณ์  ตรันเจริญ มข., 2553), การเกษตรแบบมีสัญญาผูกพันกับบริษัทเอกชน (รัศมี เสาร์คำ มช., 2553), เกษตรกรรมแบบมีพันธสัญญา (สุธัญญารัตน์ ฝ้ายตระกูล มช., 2553), การทำเกษตรเชิงพันธสัญญา (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2553), การปลูกพืชตามสัญญาจ้าง, การทำสัญญาแบบประกันตลาดและ/หรือประกันราคา, การทำสัญญาแบบครบวงจร ฯลฯ เป็นต้น

สรุป คำที่ใช้เรียกกันกลาง ๆ และเป็นที่เข้าใจง่ายโดยทั่ว ๆ ไป ก็คือ คำว่า “การเกษตรพันธสัญญา” ในที่นี้ผู้ศึกษาจะใช้คำว่า “การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา” ตามแผนลงทุนความร่วมมือระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย

(หมายเหตุ คำศัพท์เหล่านี้ผู้ศึกษาได้รวบรวมจากวิทยานิพนธ์ และ รายงานการวิจัย หรืองานเขียนของนักวิชาการต่าง ๆ  ส่วนใหญ่เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในความหมายของการทำการเกษตรแบบพันธสัญญา “ภายในประเทศ” ซึ่งมีความหมายเหมือนกันกับการทำการเกษตรแบบพันธสัญญา “ภายนอกประเทศ” – ผู้ศึกษา)

 

1.6.2 นิยามศัพท์ของสหประชาชาติ 

องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) นิยามการเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง (contract farming) ว่า "เป็นการตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับบริษัทแปรรูป หรือค้าขายสินค้าเกษตรเพื่อที่จะทำการผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์เกษตรภายใต้ข้อ ตกลงซื้อ-ขายล่วงหน้า ซึ่งมักจะกำหนดราคาไว้ด้วย ข้อตกลงดังกล่าวมักจะเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ซื้อจัดหาปัจจัยมาสนับสนุนการ ผลิตในระดับหนึ่ง เช่น ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ และคำปรึกษาทางด้านเทคนิค"

(FAO suggests the following definition for contract farming:

“…an agreement between farmers and processing and/or marketing firms for the production andsupply of agricultural products under forward agreements, frequently at predetermined prices. The arrangement also invariably involves the purchaser in providing a degree of production support through, for example, the supply of inputs and the provision of technical advice.” (Eaton and Shepherd, 2001, p.2))

 

1.6.3 ความหมายโดยสรุป ยกตัวอย่างเพียง 4 ความหมาย

(1) เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) โดยทั่วไปหมายถึงการทำสัญญาในการทำเกษตรหรือฟาร์มสัญญาที่มีความหมายถึงการเพาะปลูกพืช หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีการทำสัญญาซื้อขายกันประกอบด้วย คู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ “ผู้ผลิต” ได้แก่ ฝ่ายฟาร์ม และคู่สัญญา อีกฝ่ายหนึ่ง คือ “ผู้ซื้อผลผลิต” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในรูปของบริษัท หรือโรงงานแปรรูปต่างๆ ในสัญญาส่วนใหญ่จะมีการกำหนดราคาซื้อผลผลิต หรือวิธีการกำหนดราคาผลผลิต รวมถึงการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตที่จะรับซื้อไว้ด้วย นอกจากนี้ ข้อตกลงในสัญญาในหลายๆ กรณีจะมีความเกี่ยวข้องกับการจัดหาปัจจัยสนับสนุนการผลิตต่างๆ ตลอดจนคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีในการผลิตให้กับฝ่ายผู้ผลิตเพื่อความมั่นใจในมาตรฐานของผลผลิตให้เป็นไปตามสัญญา (สุรพลและดุษฎี, 2551)

(2) Contract Farming เป็นการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีการทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่าง “ผู้รับซื้อ” และ “เกษตรกร” โดยผู้รับซื้อจะให้หรือขายปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ย แก่เกษตรกร และจะกำหนดราคารับซื้อไว้ (ในบางกรณีเพียงสัญญาว่าจะรับซื้อผลผลิตเท่านั้น ไม่มีการกำหนดราคาประกัน) ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของราคาผลผลิตให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมคุณภาพและอุปทานของผลผลิตได้มากขึ้น (โครงการวิจัยไทย มูลนิธิส่งเสริมสันติวิธี, 2551)

(3) Contract Farming แปลตรงตัวว่า การทำฟาร์มสัญญา หมายถึง การเพาะปลูกพืช หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีการทำสัญญาระหว่าง “เกษตรกร” กับ “ผู้รับซื้อ” ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันตามเงื่อนไข และข้อจำกัดของทั้งสองฝ่าย โดยอาจจำแนกลักษณะของสัญญาระหว่างเกษตรกร และผู้รับซื้อได้ 3 ลักษณะ คือ (วันเพ็ญ, 2553)

ลักษณะแรก การทำสัญญาแบบประกันตลาด ผู้รับซื้อจะประกันปริมาณรับซื้อเพียงอย่างเดียว

ลักษณะที่สอง การทำสัญญาแบบประกันตลาดและประกันราคา ผู้รับซื้อจะประกันทั้งปริมาณ และราคาที่รับซื้อ และประกันราคา

ลักษณะที่สาม การทำสัญญาแบบครบวงจร ผู้รับซื้อจะสนับสนุนปัจจัยการผลิต ควบคุม และจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่เริ่มลงมือเพาะปลูก หรือเลี้ยงสัตว์ จนได้ผลผลิต เพื่อประกันคุณภาพตามที่ผู้รับซื้อต้องการ

(4) Contract Farming เป็นการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีการทําสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้า ระหว่าง “ผู้รับซื้อ” และ “เกษตรกร” โดยผู้รับซื้ออาจสนับสนุนหรือจําหน่ายปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่สัญญาดังกล่าวจะระบุชัดเจนว่าผู้รับซื้อต้องการผลผลิตลักษณะใด จํานวนเท่าใด ต้องมีวิธีการผลิตอย่างไรและจะรับซื้อในราคาเท่าใด (แต่ในบางกรณีสัญญาอาจระบุเพียงปริมาณผลผลิตที่รับซื้อ โดยไม่มีการกําหนดราคาประกัน) ภายในเวลาที่กําหนด ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของราคาผลผลิตและปัจจัยการผลิตขณะเดียวกันผู้รับซื้อก็สามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้มีมาตรฐานตรงตามที่ต้องการ (สถานีความรู้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม : www.ssmwiki.org)

1.7 รายงาน ผลการศึกษา วิจัยที่เกี่ยวข้อง 

 จากการค้นคว้าผลการศึกษาวิจัยสาขากฎหมาย พบว่ามีการศึกษาน้อย จึงรวบรวมผลการศึกษาที่พอจะเกี่ยวข้อง  ดังนี้

1.7.1 พัชรพล จงไพบูลย์กิจ (วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาพัฒนามนุษย์และสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548) ศึกษาเรื่องการค้าชายแดนไทย-พม่าในบริบทของกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพการค้าและปัจจัยที่ส่งผลต่อการค้าระหว่างอำเภอแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็ก 2) เพื่อศึกษานโยบายของรัฐต่อการค้าชายแดนระหว่างไทยกับพม่าและความเป็นมาของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอำเภอแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็ก 3) เพื่อศึกษาทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการในการค้าชายแดน การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผลการศึกษาพบว่า การค้าชายแดนไทย-พม่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวและมีความสำคัญมากขึ้นด้วยปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1) ความก้าวหน้าของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจโดยมีนโยบายเปิดประตูมุ่งลงใต้ของจีนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ส่งผลให้การค้าผ่านแดนไทย-จีนถือเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการค้าชายแดนไทย-พม่า 2) นโยบายกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนและแผนยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง หรือACMECS จะเป็นปัจจัยให้การค้าชายแดนไทย-พม่ามีอัตราสูงขึ้น 3) ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในผู้ประกอบการที่มีเชื้อสายจีน ทั้งในประเทศไทย พม่าและจีนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าชายแดนไทย-พม่าและการค้าผ่านแดนกับจีน ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่พบในการศึกษาครั้งนี้ พบว่าปัญหาทางการเมืองภายในของพม่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการค้าชายแดนไทย-พม่า ตลอดจนความร่วมมือในกรอบสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง หรือACMECS ทั้งนี้เพราะพม่ายังไม่สามารถทำความตกลงกับกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่รัฐฉานซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ส่งผลให้รัฐบาลพม่ายังมีมาตรการคุมเข้มทางการเมืองและเศรษฐกิจในบริเวณชายแดน รวมถึงพื้นที่ในรัฐฉาน และมีการกำหนดกฎระเบียบด้านการค้าที่ไม่เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนั้น ยังพบว่าพม่ายังขาดความพร้อมทางด้านประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ด้านการค้า โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาการค้าชายแดนภายใต้กรอบ ACMECS และแผนยุทธศาสตร์รองรับของจังหวัดเชียงรายได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าวในส่วนของไทยในขณะเดียวกันก็เอื้อต่อการพัฒนาในพม่าด้วย การสนับสนุนด้านการค้าและการลงทุนในเขตนี้ให้มากขึ้น โดยบางส่วนได้มีดำเนินการเสร็จลุล่วงแล้ว เช่น การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การลงทุน การเกษตรและอุตสาหกรรมในพม่า นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศจีนได้เข้ามามีบทบาทต่อการค้าชายแดนไทย-พม่า อย่างค่อนข้างมากผ่านการดำเนินการของผู้ประกอบการเชื้อสายจีนทั้งในไทยและพม่า

1.7.2 สุดใจ จงวรกิจวัฒนา (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  กระทรวงเกษตรฯ, 2549) ศึกษาเรื่องเกษตรพันธสัญญาเพื่อบรรเทาความยากจน (กรณีศึกษา จังหวัดเชียงใหม่) ศึกษารูปแบบเกษตรภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)ในพื้นที่ขนาดเล็กเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้และสร้างเสถียรภาพของรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ผลการศึกษาในส่วนข้อมูลทั่วไปแสดงให้เห็นว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่มั่นคงสม่ำเสมอเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบพันธสัญญา เห็นสมควรให้ส่งเสริมการทำเกษตรแบบพันธสัญญาแก่เกษตรกรทั่วไปในส่วนของต้นทุน ผลตอบแทนใน 4 พืช หลัก คือ มันฝรั่ง, ถั่วเหลืองฝักสด, พริกหวาน, ผักรวม การนำระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้หรือมาส่งเสริมให้กับเกษตรกร จึงควรพิจารณาและตระหนักถึงผลที่ต้องการรวมไปถึงผลในระยะยาวที่จะให้ประโยชน์ถึงเกษตรกรและคุ้มค่ากับการดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญ

1.7.3 สุรพล  เศรษฐบุตร และดุษฎี  ณ  ลำปาง (สกว., 2551) ศึกษาถึงแผนการลงทุนและกระบวนการในการทำระบบการเกษตรแบบมีพันธะสัญญาในปี 2549/50 ในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ(ACMECS) บริเวณชายแดนแม่สอด-เมียวดี จังหวัดตาก ใช้เทคนิควิธีการประชุมกลุ่มในระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 10 ราย  ผลการวิจัยพบว่า มีผู้ร่วมโครงการฯ ทั้งสิ้น 28 ราย พื้นที่ปลูกรวม 7,546 ไร่ ผลผลิตเป้าหมาย 27,520  ตัน มีรูปแบบ ลักษณะการทำสัญญาฯ ที่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไม่มีการทำสัญญาหรือข้อตกลง  มีกระบวนการในการผลิตสินค้าเกษตรโดยการติดต่อกับผู้ผลิตและเพาะปลูกในฝั่งพม่า  นำเข้าผ่านด่านตรวจศุลกากรและลำเลียงสินค้าส่งไปขายกับไซโลและผู้รับซื้อผลผลิตและทั้งในและนอกจังหวัดตาก  วิธีการขนส่งผลผลิตมาทางฝั่งไทยจะต้องแจ้งด่านศุลกากรแม่สอดและมีขั้นตอนการนำเข้าที่ต้องขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิด และใบรับรองการตรวจโรคพืช ทั้งนี้ผู้ประกอบการเห็นควรให้มีการลดความเคร่งครัดในระเบียบ ขั้นตอนการนำเข้าให้มีความสะดวกขึ้น

 

บทที่ 2

ความเป็นมา

2.1 สรุปยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS)

2.2.1 ความเป็นมา ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 ตาม “ปฏิญญาพุกาม” (Bagan Declaration) โดยความริเริ่มของประเทศไทย สมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม (พ.ค. 2547) ประชากรรวมกัน 5 ประเทศ ราว 215 ล้านคน หรือ 43% ของประชากรทั้งหมดของอาเซียน และพื้นที่รวมกันราว 1.906 ล้านตารางกิโลเมตร (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2548)

และมีแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS 3 ระยะ คือ

1) ระยะสั้น มีระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2546-2548

2) ระยะปานกลาง มีระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2549-2551

3) ระยะยาว มีระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2552-2555

2.2.2 ความร่วมมือ 8 สาขา (มีประเทศประสานงานหลักรายสาขา) (สุรศักดิ์, 2553)

1. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน(ไทย)

2. เกษตรกรรม (พม่า)

3. อุตสาหกรรมและพลังงาน (เวียดนาม)

4. การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม (ลาว)

5. การท่องเที่ยว (กัมพูชา)

6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (เวียดนาม)

7. สาธารณสุข (ไทย)

8. สิ่งแวดล้อม (ที่ประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 3 เห็นพ้องเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2551)

2.2.3 วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง (สุรศักดิ์, 2553)

ACMECS เป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยผลักดันให้เกิดขึ้น โดยดำเนินงานอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้

1. ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่า และลดความแตกต่างของระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก

2. ลดผลกระทบที่ไทยได้รับจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาในอนุภูมิภาค อาทิ การลักลอบเข้าเมืองของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้าน อาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามแดน โรคติดต่อร้ายแรง และแรงงานอพยพ

3. ใช้โอกาสและศักยภาพของแต่ละประเทศสมาชิกเกื้อกูลกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดน โดยสร้างงานและสร้างรายได้เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนในพื้นที่

4. ส่งเสริมความสัมพันธ์และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศสมาชิก

2.2.4 สรุปความร่วมมือที่สำคัญ (สุรศักดิ์, 2553)

1. โครงการทำการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming)

2. ความตกลงตรวจลงตราเดียว ACMECS (ACMECS Single Visa)

3. ความร่วมมือเรื่องข้าว (Rice Cooperation)

4. การเชื่อมโยงคมนาคม (Transport Linkages)

5. โครงการความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (Development Partners – DP)

6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)

7. สาธารณสุข (Public Health)

ตารางสรุปการดำเนินงานความร่วมมือของ ACMECS (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2548)

สาขาความร่วมมือ/การดำเนินงาน

1. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน

- ไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการให้กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เช่น มันฝรั่ง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดละหุ่ง ไม้ยูคาลิปตัส และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และลูกเดือย

- ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งตลาดค้าส่งสำหรับส่งออกตามชายแดน

- ให้เงินช่วยเหลือทั้งในรูปเงินให้เปล่า และเงินกู้โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรน

2. ความร่วมมือด้านเกษตรและอุตสาหกรรม

- จัดทำ contract farming สำหรับสินค้าเกษตร

3. การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม

- ร่วมมือโครงการก่อสร้างถนนและสะพานเชื่อมประเทศสมาชิก ACMECS

- ศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มเส้นทางระหว่างประเทศสมาชิก ACMECS กับประเทศใกล้เคียง เช่น จีนและอินเดีย

4. การท่องเที่ยว

- โครงการ “Five Countries One Destination”

- อำนวยความสะดวกการเดินทาง เช่น การใช้วีซ่าร่วมกัน(ACMECS Single Visa)

5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

- จัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับความร่วมมือของ ACMECS ด้านต่างๆ

- ให้ทุนการศึกษาสำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

6. ความร่วมมือด้านสาธารณสุข

- ร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคระบาดร้ายแรง โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก