4.3 เรื่องเกี่ยวกับหลักการ มาตรการการค้า การลงทุน
4.3.1 หลักการค้าเสรี (Free Trade)
หลักปรัชญา หรือหลักการที่สำคัญของการค้าเสรีก็คือ “หลักความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ” (comparative advantage) หมายถึง หลักในการผลิตนั้น ประเทศผู้ผลิตต้องคำนึงถึงความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ โดยดูที่ทักษะความสามารถ (skill) ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ Ricardo เช่นกัน ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่มีประเทศไทยได้เปรียบเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ต้องแบ่งการผลิตสินค้าให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำลังการผลิต และ มีสภาพเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างจากไทย ซึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยอาจอยู่ในเชิงที่เสียเปรียบอยู่มาก
แม้จะเป็นจุดเล็ก ๆ ในความร่วมมือระหว่างประเทศ โครงการความร่วมมือตามกรอบ ACMECS ก็ถือได้ว่า เป็นการนำหลักปรัชญาของการค้าเสรีมาใช้ ดังที่ได้ระบุไว้เป็นยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งของกรอบความร่วมมือนี้ว่า “สนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเคลื่อนย้ายภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและการผลิตไปยังบริเวณที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative advantage)” (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2548) ซึ่งถือได้ว่า “การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา” หรือ Contract Farming เป็นทางเลือกหนึ่ง (Means) ที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดการค้าเสรีขึ้นมาให้ได้ ตามแนวทางของกระแสโลก (New World Orders)
4.3.2 โครงการการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (ASEAN Integration System of Preferences : AISP)
ซึ่งเป็นการให้ฝ่ายเดียวของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมโดยไม่มีการเจรจา ต่อรอง มีกรอบระยะเวลาการดําเนินโครงการ 8 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ซึ่งครบกำหนดเวลาไปแล้ว สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรนี้ หากจะเทียบก็เหมือนกับ GSP = Generalized System of Preferences คือ ระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะต้องยอมรับว่า ประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา มีระดับการครองชีพที่ต่ำกว่าไทย ฉะนั้น จึงเกิดปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมามากมาย การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว อาจช่วยลดปัญหาความแตกต่างทางสังคมดังกล่าวลงได้บ้าง
เหตุผลการให้ AISP ก็คงเหมือน GSP กล่าวคือเพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็จะสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็จะนำเงินย้อนกลับไปซื้อสินค้าของไทยมากขึ้น แนวคิดนี้คือ แทนที่ประเทศไทยจะให้เงินช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านไปอาจจะสูญสลายไปหรือไม่กลับคืนมา แต่การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ทำให้ประเทศไทยได้สินค้าที่หลากหลายมากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในทางทางอ้อมนั่นเอง ตามหลักการของ GSP ดังนี้
วัตถุประสงค์ของ GSP
1. เพิ่มรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศกำลังพัฒนา
2. ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา
3. เพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา
GSP มีพื้นฐานอยู่บนหลักการ 3 ประการ
1. เป็นการให้โดยทั่วไป
2. ไม่เลือกปฏิบัติ
3. ไม่หวังผลตอบแทน
4.3.3 มาตรการให้ AISP ส่งเสริม Contract Farming
ไทยสามารถนำเข้าผลผลิตที่เพาะปลูกได้จากโครงการ Contract Farming ในลาวและประเทศสมาชิก ACMECS อื่นๆ โดยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า (ภาษี 0 % ) และไม่ต้องมี ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) (แต่ต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้นําเข้าติดต่อขอลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่าสินค้านั้น ๆ มิใช่สินค้ามาจากประเทศอื่น เช่น สินค้าเกษตรบางอย่างอาจมีการทะลักมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง) การทำ Contract Farming จึงได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้นเป็นลำดับ
กลุ่มสินค้าเกษตรที่อยู่ภายใต้โครงการ กลุ่มพืชไร่เศรษฐกิจ 10 ชนิด ที่มีความเหมาะสมในการย้ายฐานการลงทุน ต้องใช้แรงงานเก็บเกี่ยวจำนวนมาก และเป็นพืชที่ต้องนำเข้าจากประเทศที่สาม ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ละหุ่ง ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง มะม่วงหิมพานต์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยูคาลิปตัส ลูกเดือย และถั่วเขียวผิวมัน ซึ่งเป็นกลุ่มพืชที่รัฐบาลยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้กรอบ AISP (พม่า ลาว กัมพูชา) และ กลุ่มพืชพลังงาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย (สำหรับประเทศพม่า) (http://www.ssmwiki.org/)
สำหรับพม่า ในปี 2547 ไทยได้ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากพม่าซึ่งรวมถึงสินค้าเกษตรทั้งในรูปของการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ (ASEAN Integration System of Preferences – AISP) และยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าในลักษณะ One Way Free Trade รวมจำนวน 461 รายการ และเพิ่มเป็น 850 รายการในปี 2548
ในปี 2550 รวมทั้งสิ้น 1,539 รายการ (ตำรวจภูธรภาค 7 http://aseansummit.police7.go.th/)
4.3.4 การนำเข้าตามการเปิดตลาดตามข้อผูกพันของ WTO
(สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง http://www.ladkrabangcustoms.com/index.php)
สำหรับสินค้าเกษตร 22 รายการ เฉพาะนอกโควต้า สินค้าเปิดตลาดตามข้อผูกพัน WTO มีคณะกรรมการและหน่วยงานที่กำหนดนโยบายการนำเข้าและกำกับดูแลโควตา (โดยปกติจะจัดสรรโควตาปีละ 1 ครั้ง) คือ
เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่, หอมหัวใหญ่, กระเทียม, มันฝรั่ง, เมล็ดกาแฟ, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, ลำไยแห้ง, มะพร้าว, เนื้อมะพร้าวแห้ง, น้ำมันมะพร้าว, ถั่วเหลือง, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม, น้ำนมและนมปรุงแต่ง, นมผงขาดมันเนย, เส้นไหมดิบ, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, กากถั่วเหลือง, ข้าว, น้ำตาลทราย
ภายใต้ความตกลงว่าด้วยสินค้าเกษตร (Agreement on Agriculture) ภายใต้ WTO ประเทศไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการ ให้แก่ประเทศสมาชิก รวมทั้งลาวและกัมพูชาซึ่งได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน ตามที่ได้ผูกพันไว้ โดยมีหลักการ คือ (1) ต้องลดภาษีสินค้าเกษตรทุกรายการตามที่ได้ผูกพันไว้ (ตั้งแต่ปี 2538-2547) (2) ต้องยกเลิกมาตรการห้าม หรือจำกัดการนำเข้าที่มีใช่ภาษีโดยให้กำหนดเป็นโควตาภาษี (3) ลดการอุดหนุนภายในและการอุดหนุนการส่งออก
ในกรอบ ACMECS การนำเข้าตามการเปิดตลาดตามข้อผูกพันของ WTO สำหรับสินค้าเกษตร 22 รายการ เฉพาะนอกโควต้า ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจะต้องขออนุญาตในการนำเข้า จึงจะต้องขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ
ซึ่งสินค้าจำนวน 22 รายการนี้ มีข้อสังเกตว่าบางรายการซ้ำกับสินค้า 10 รายการที่ประเทศไทยให้ AISP แก่ประเทศเพื่อนบ้าน รวม 3 รายการ คือ มันฝรั่ง ,ถั่วเหลือง ,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็หมายความว่าเป็นกรณีนอกโควต้า เพราะ หากเป็นสินค้าที่ได้ AISP ต้องเป็นกรณีนอกโควต้า
4.4 เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง
4.4.1 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (กพบ.)
แต่เดิมพบว่า คณะกรรมการชุดนี้ แต่งตั้งขึ้นตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน พ.ศ.2538 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 (ลงนามโดยนายชวน หลีกภัย) ข้อ 3 ประกอบข้อ 8 ซึ่งต่อมาถูกยกเลิกโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ.ศ.2546 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2546 (ลงนามโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และต่อมามีการปรับปรุงและแต่งตั้ง “กพบ.” ใหม่ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0506/3839 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2552 เรียนเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย รองประธานฯ และเลขาธิการ สศช. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้ “รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกรรมการเพิ่มเติม”
อำนาจหน้าที่ของ กพบ. มีอยู่ 5 ข้อ คือ
1. กำหนดทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการพัฒนาภายในประเทศเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบความร่วมมือของแผนงาน GMS, ACMECS, IMT-GT และ BIMSTEC ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เพื่อความมั่นคง สันติสุข และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
2. เสนอแนะแนวทางให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินและวิชาการแก่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาค
3. พิจารณา กลั่นกรอง และบูรณาการแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
4. กำกับดูแล และประสานการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีเอกภาพ และเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดของแผนงานความร่วมมือในกรอบต่าง ๆ รวมทั้งให้มีการประเมินผลความสำเร็จของการดำเนินงานภายใต้กรอบต่าง ๆ
5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือ หรือปฏิบัติงานในเรื่องใดได้ตามความเหมาะสม
ตามอำนาจหน้าที่ ข้อ 1 ได้กำหนดชื่อกรอบความร่วมมือของแผนงานไว้เพียง 4 กรอบ คือ GMS, ACMECS, IMT-GT และ BIMSTEC ซึ่งกรอบ ACMECS ก็ได้มีการระบุกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง