บทที่ 4

บทวิเคราะห์

ผู้ศึกษามีประเด็นข้อสังเกตในการวิเคราะห์เพียงบางประเด็นที่ได้ศึกษาพบ แล้วนำมาต่อยอดความคิดในประเด็นนั้นขึ้นมา เพื่อการศึกษาในโอกาสต่อไป ผู้ศึกษาได้กำหนดกรอบในการวิเคราะห์ เกี่ยวกับการค้าและการลงทุน ใน “การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา” หรือ Contract Farming ไว้กว้าง ๆ ดังนี้

1. เรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา หรือ Contract Farming

2. เรื่องเกี่ยวกับการค้า การลงทุน

3. เรื่องเกี่ยวกับหลักการ มาตรการการค้า การลงทุน

4. เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

4.1 เรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา หรือ Contract Farming

4.1.1 ประโยชน์จากการดำเนินโครงการ Contract Farming

การดำเนินการ “การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา” หรือ โครงการ Contract Farming ในระหว่างประเทศ ถือเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในกรอบของ ACMECS ซึ่งในการดำเนินการของผู้ประกอบการชาวไทย จึงเป็นการดำเนินการธุรกิจการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ แน่นอนว่าต้องเป็นประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการค้าเสรี (Free Trade)

Contract Farming เป็นโครงการเพื่อพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน สำหรับสินค้าเกษตร โดยผู้ประกอบการ บริษัทเอกชน หรือนิติบุคคลไทย ในฐานะ “ผู้รับซื้อผลผลิต” กับ กลุ่มเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะ “ผู้ผลิต” ซึ่งต้องมี “สัญญา” เข้ามาเกี่ยวข้อง และ เนื่องจากต้องขนสินค้าผ่านแดน จึงมี “ภาษีศุลกากร” (Tariff) เข้ามาเกี่ยวข้อง

ภาครัฐจะสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการโดยการยกเว้นภาษีในการนำเข้าผลผลิตดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยแหล่งวัตถุดิบราคาถูก สามารถนำเข้ามาใช้ในประเทศได้ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านก็จะได้รับประโยชน์ คือประชาชนในประเทศที่ได้รับการส่งเสริมก็จะมีงานทำ และมีรายได้ ทำให้ลดปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ด้วย (www.tak.go.th/km/)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาชายแดนไม่สงบ เช่น ชายแดนด้านจังหวัดตาก มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลพม่าทำให้เกิดการสู้รบบริเวณชายแดนอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศด้วย รวมทั้งการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวของจังหวัด รัฐบาลพม่าพยายามกดดันทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ กับชนกลุ่มน้อย และไม่ต้องการส่งเสริมการค้าในบริเวณนี้ จึงทำให้การค้าชายแดนด้านอำเภอแม่สอด ประสบความเสี่ยงสูง ชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่า ได้หลบหนีภัยจากการสู้รบในเขตพม่า เข้ามาอาศัยอยู่ตามบริเวณชายแดนในเขตประเทศไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากก่อให้เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างไทยและพม่าตามบริเวณชายแดนแล้ว ยังสร้างปัญหาความไม่ปลอดภัยให้แก่ราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ชายแดนอยู่ตลอดเวลา

(บุษรา กันทะคำ นักวิชาการพาณิชย์ ใน www.tak.go.th/km/)

4.1.2 ปัญหาปัจจัยที่ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจทำ Contract Farming ในลาว

(ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด www.pcoc.moc.go.th)

การดำเนินการ Contract Farming ใน สปป.ลาว มีข้อควรคำนึงสำหรับนักลงทุน ดังนี้

1) ผู้ลงทุนควรพิจารณาวิธีทำการเกษตรให้สอดคล้องกับชนิดของพืชที่ต้องการเพาะปลูก นอกเหนือจากการทำ Contract Farming ผู้ลงทุนยังสามารถขอสัมปทานพื้นที่ทำการเกษตรโดยว่าจ้างคนในพื้นที่มาเป็นแรงงานเพาะปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับการเพาะปลูกพืชบางชนิดที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งยังเอื้อต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูกและการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

2) การทำ Contract Farming ในลาวอาจต้องใช้เวลานานในการคืนทุน เนื่องจากผลผลิตที่ได้ในช่วงแรกอาจยังมีคุณภาพและปริมาณผลผลิต/ไร่ ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกประกอบกับการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการขิงเกษตรกรอาศัยความไว้วางใจเป็นหลัก ทำให้การขยายพื้นที่เพาะปลูกทำได้ช้า

3) ผู้ประกอบการต้องรวบรวมผลผลิตเอง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีพาหนะขนส่งเป็นของตนเอง

4.1.3 Contract Farming มีผลกระทบ ต่อการอพยพเคลื่อนย้ายของประชาชนในพม่า

( คฑาประชาชน(นามแฝง), 2551)

โครงการ Contract Farming ส่งผลต่อการอพยพเคลื่อนย้ายของประชาชนจากประเทศพม่าออกจากพื้นที่และบางส่วนได้อพยพย้ายถิ่นมายังประเทศไทย ตามโครงการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) ตามยุทธศาสตร์ ACMECS เป็นการย้ายฐานการลงทุนการปลูกพืชเป้าหมายจากประเทศไทยไปประเทศพม่า

โดยพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกพืช คือ อ้อย ในมณฑลมัณฑะเลย์ มณฑลพะโค รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง , มันสำปะหลัง ในมณฑลมัณฑะเลย์ มณฑลพะโค รัฐฉาน, ปาล์มน้ำมัน ในมณฑลตะนาวศรี รัฐกะเหรี่ยง และถั่วเหลือง ในมณฑลตะนาวศรี รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง

4.1.4 Contract Farming ของไทยใน GMS ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและลดการย้ายถิ่นของแรงงาน (โอระยอง(นามแฝง), 2552)

ไทยได้ย้ายฐานการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจบางชนิดไป ยังประเทศเพื่อนบ้านใน GMS โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พม่า. สปป.ลาว และกัมพูชา ที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีพื้นที่จำนวนมากยังไม่ถูกใช้ ประโยชน์อย่างเต็มที่ เหมาะแก่การพัฒนาให้เป็นฐานการผลิตวัตถุดิบที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลการเกษตรของไทย

เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องดังนั้น การลงทุนเกษตรแบบมีสัญญาระหว่างไทยกับประเทศใน GMS นอกจากจะทำให้เกิดความมั่นใจในการซื้อขายระหว่างกันแล้ว ยังช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและลดการย้ายถิ่นของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะ เข้ามาในไทย รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันในอนุภูมิภาค เปิดโอกาสให้มีการกระจายความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

4.1.5 ผลกระทบของ Contract Farming บางแง่มุมในพม่า

(โครงการวิจัยไทย มูลนิธิส่งเสริมสันติวิธี, 2551)

(1) นโยบายการปลูกพืชพลังงานของพม่า

นอกจากนั้นแล้วในประเทศพม่าเองก็พบว่าในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลพม่าได้ออกกฎหมายใหม่เรื่องการรณรงค์การปลูกพืชพลังงานทางเลือกเพื่อนำมาใช้ผลิตไบโอดีเซลทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยพืชพลังงานทดแทนที่รัฐบาลพม่ารณรงค์ให้ปลูกมี 2 ชนิด คือ ต้นละหุ่งและสบู่ดำ นอกจากการรณรงค์ปลูกพืชพลังงานแล้ว รัฐบาลพม่ายังห้ามส่งออกพืชน้ำมันทั้ง 2 ชนิดอย่างเด็ดขาด รวมทั้งยังระบุเพิ่มเติมว่าชาวบ้านที่ยึดอาชีพด้านการเกษตรกรรมตามชนบทต้องปลูกพืชพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่รัฐบาลกำหนด หากชาวบ้านรายใดไม่มีพื้นที่เพาะปลูก เช่นอยู่ในเขตการค้า หรือทำเลที่ไม่มีความเหมาะสมแก่การเพาะปลูก จะต้องเสียค่าปรับให้กับทางรัฐบาลพม่าในอัตราครัวเรือนละ 400 บาทต่อปี ซึ่งค่าปรับส่วนนี้จะนำไปใช้ในการส่งเสริมการปลูกเพื่อทดแทนในพื้นที่อื่น ส่วนผลผลิตที่ได้รัฐบาลพม่าได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อรับซื้อและส่งต่อให้โรงงานสกัดน้ำมัน เพื่อผลิตไบโอดีเซลใช้กับเครื่องจักรกลโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ โดยกำหนดเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 5 ปี พม่าจะงดนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศหรือนำเข้าให้น้อยที่สุด ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ทำให้บริษัทบางแห่งที่ได้ลงทุนไปในโครงการปลูกต้นละหุ่งไปแล้ว เช่น บริษัทสยามน้ำมันละหุ่ง จำกัด ได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจนทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนแผนการลงทุนไปที่ประเทศลาวแทน

(2) ผลกระทบ Contract Farming ต่อการย้ายถิ่นของประชาชนในพม่า

(โครงการวิจัยไทย มูลนิธิส่งเสริมสันติวิธี, 2551)

(2.1) รัฐฉาน

จากรายงานของกลุ่มบรรเทาทุกข์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตไทยใหญ่ (SRDC -Shan Relief and Development Committee) เมื่อเดือนมกราคม 2549 ที่ผ่านมา ได้ออกรายงานระบุสาเหตุการยึดที่นาและบังคับใช้แรงงานชาวบ้านของทหารพม่าในพื้นที่อำเภอเมืองนาย ภาคใต้รัฐฉาน อันเนื่องมาจากโครงการ Contract Farming ซึ่งกลุ่มนี้ได้ลงพื้นที่สำรวจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนพร้อมให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2546 - 2548 ในภาคใต้รัฐฉานและได้จัดประชุมแถลงผลของรายงานดังกล่าวในชื่อว่า"ทุ่งร้าง" (Deserted Field)

รายงานฉบับนี้เป็นรายงานเปิดเผยการกระทำของทหารพม่าที่มีต่อชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่มากมาย โดยระบุว่าปัจจุบันพื้นที่อำเภอดังกล่าวมีหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียง 25 หมู่บ้านจาก 57 หมู่บ้าน

ก่อนปี 2537 พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวชั้นดีของผู้คนแต่ปัจจุบันนี้มีหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียง 25 หมู่บ้านจากที่เคยมีถึง 57 หมู่บ้าน มีประชากรเหลืออยู่ประมาณ 25,000 คน ประกอบด้วยคนพม่า ฉาน ปะโอ ลีซู ลาหู่ โกก้าง และปะหล่อง ส่วนอีกราวร้อยละ 30 คาดว่าอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย ด้วยเหตุที่ชาวบ้านถูกทหารพม่าบังคับย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในที่ที่กำหนดให้ใหม่ และหากกลับไปทำไร่ทำนาโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะถูกยิงเสียชีวิต ส่งผลให้ไร่นากว่า 2.5 หมื่นไร่ต้องรกร้างและชาวบ้านร้อยละ 30 จำต้องอพยพเข้าประเทศไทยปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกอันอุดมกลายเป็นทุ่งร้างมากกว่า 25,000 ไร่

(2.2) มณฑลตะนาวศรี เขตมะริด -ทวาย

จากรายงานภาคสนามของ Burma Issues เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2551 ให้ข้อมูลว่า ในเขตมะริด-ทวาย มณฑลตะนาวศรี มีบริษัทของรัฐบาลทหารพม่าได้ยึดที่ดินของชาวบ้านไปทำการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันกว่าหนึ่งหมื่นเอเคอร์ หรือประมาณ 25,290 ไร่ โดยในปัจจุบันชาวบ้านต่างต้องการให้บริษัทออกไปจากพื้นที่และคืนที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน

ตั้งแต่ปี 2540 หมู่บ้านหลายแห่งในมณฑลตะนาวศรี เขตมะริด-ทวาย ถูกทำลายจากปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ของรัฐบาลทหารพม่า ที่ดินจำนวนมากก็ถูกทำลายเช่นกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้เลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรดั้งเดิม ทำไร่นา และจากปฏิบัติการโจมตีและปราบปรามชนกลุ่มน้อยในปี 2540 ชาวบ้านจำนวนมากถูกบังคับให้ย้ายไปอยู่ที่พื้นที่บังคับโยกย้าย (แปลงอพยพ - relocation site) และทำลายเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านทิ้ง

หลายปีผ่านไปพื้นที่ที่เคยเป็นเรือกสวนไร่นาก็กลายเป็นป่า ทหารพม่ามีโครงการที่จะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่นี้และให้บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนและเพาะปลูกพืชตามแผนของรัฐบาล

ปัญหาอยู่ที่บริษัทเหล่านั้นได้บังคับและยึดที่ดินของชาวบ้านไป แม้ว่าชาวบ้านจะเรียกร้องทวงคืนที่ดินของตนคืน แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะบริษัทอ้างว่าชาวบ้านต้องมีเอกสารสิทธิมาแสดงว่าเป็นเจ้าของที่ดินนั้นจริง ซึ่งชาวบ้านก็ไม่มีเอกสารใดๆ ซ้ำบางพื้นที่ก็ถูกทิ้งร้างนานจนกลายเป็นป่าไปแล้ว

บริษัทที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ต้องดำเนินการภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทหารพม่าว่าแต่ละบริษัทจะได้พื้นที่เพาะปลูกได้เท่าใด รวมถึงต้องให้ได้ผลผลิตเท่าไรต่อปี โดยที่บริษัทเหล่านั้นขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการริบที่ดินของชาวบ้านโดยที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการเอาผิดบริษัทเหล่านั้นแต่ประการใด

(2.3) รัฐกะเรนนี

ในปี 2549-50 ในพื้นที่รัฐกะเรนนี รัฐบาลพม่าได้เริ่มโครงการเพาะปลูกพืชละหุ่งเพื่อผลิตไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทน โดยได้ริบเอาที่ดินของชาวบ้านสองฝั่งถนน จาก Loi Kaw ถึง Taung Kyi และจาก Loi Kaw ถึง Prusoe ชาวบ้านถูกบังคับให้เป็นแรงงานบนที่ดินของตนเองซึ่งถูกรัฐบาลยึดไปแล้ว และต้องให้หาเมล็ดพันธุ์ละหุ่งมาปลูกเองด้วย ถ้าชาวบ้านไม่ยอมทำตามคำสั่งก็จะถูกปรับและถูกทำโทษ พื้นที่ถูกยึดโดยปราศจากค่าชดเชย รวมถึงทั้งเจ้าของที่ดินและแรงงานไม่มีใครได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากผลผลิตเลยแม้แต่รายเดียว

ปี 2550 ที่ดินจำนวนมากซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ Loi Kaw หมู่บ้าน Nwalawoe ได้ถูกทหารพม่ายึดที่ดินไปเพื่อจัดทำเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยทหารพม่าได้จ่ายเงินให้ชาวบ้านเพียง 50,000 จั๊ตต่อหนึ่งพื้นที่เพาะปลูกหนึ่งแห่ง หรือเอเคอร์ละ 100 จั๊ต จากนั้นรัฐบาลพม่าก็ไปบังคับให้โรงงานในพื้นที่ทั้งหมดย้ายเข้ามาอยู่ในเขตดังกล่าว โดยรัฐบาลได้แบ่งขายที่ดินเหล่านั้นแก่นักธุรกิจในราคาสูงถึง 35,000 จั๊ต ต่อ 100 ตารางฟุต

โดยสรุปกล่าวได้ว่าโครงการ Contract Farming รัฐบาลพม่ามักใช้วิธีการบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่โดยให้ย้ายไปอยู่ในเขตที่ทหารสามารถควบคุมได้ หากชาวบ้านขัดขืนก็จะใช้วิธีการปราบปรามด้วยความรุนแรง ชาวบ้านที่หนีได้ก็มักจะหนีเข้ามาในเขตประเทศไทยซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า ปัจจุบันตัวเลขของผู้พลัดถิ่นฐานอันเนื่องมาจากโครงการ Contract Farming นั้นยังไม่มีตัวเลขการสำรวจที่ชัดเจน แต่สามารถยืนยันได้ว่ามีการพลัดถิ่นจากโครงการพัฒนาจากประเทศไทยที่ไปลงทุนในพม่าจริง เพราะโครงการ Contract Farming ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการข่มขู่บังคับและการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในพม่าอย่างยิ่ง

เป้าหมายของโครงการ Contract Farming ที่ได้ระบุไว้ว่า โครงการนี้จะสามารถสร้างสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพม่า, ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานที่ผิดกฎหมาย และลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กลับเป็นเพียงนโยบายที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นจริง กล่าวคือ รัฐบาลพม่าได้บังคับข่มขู่ให้เกษตรกรออกจากที่ดินของตนเอง และนำที่ดินเหล่านั้นมาเป็นของรัฐบาล รวมถึงยังบังคับให้ชาวบ้านที่หลุดจากที่ดินต้องกลายมาเป็นแรงงานในที่ดินของตนเองโดยปราศจากรายได้จากการเพาะปลูก มีการเสียภาษีจำนวนมากให้รัฐบาล ต้องเพาะปลูกพืชตามคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตอีกต่อไป โอกาสที่ชาวบ้านจะมีรายได้เป็นของตนเองก็ยากยิ่งนัก เมื่อชาวบ้านไม่มีรายได้ การดำรงชีวิตก็เป็นไปอย่างอัตคัดขัดสน โอกาสที่ชาวบ้านจะหลบหนีมาทำงานในประเทศไทยก็มีสูง ฉะนั้นโครงการ Contract Farming จึงสะท้อนให้เห็นว่าเป็นโครงการที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเมืองของประเทศพม่าที่เป็นแบบเผด็จการและใช้อำนาจข่มขู่บีบบังคับชาวบ้านให้ทำตามในสิ่งที่รัฐบาลต้องการ จนทำให้ชาวบ้านต้องอพยพออกจากบ้านของตนเอง เป็นการสะท้อนอย่างเด่นชัดว่าการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อประเทศพม่า คือ การเข้าไปช่วยสนับสนุนให้เกิดการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนในประเทศพม่ามากยิ่งขึ้น

4.2 เรื่องเกี่ยวกับการค้า การลงทุน

4.2.1 การเชื่อมสัมพันธ์ตามแนวชายแดนจากสนามรบสู่ตลาดการค้า

(รติกร กิ่งก้ำ นักวิชาการพาณิชย์ ใน www.tak.go.th/km/)

การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากขนาดการค้าที่ใหญ่ขึ้นและผลกระทบของความไม่แน่นอนภายนอกภูมิภาคสูงขึ้น มีประเด็นที่พึงสนใจได้แก่

(1) ลักษณะการค้าชายแดนทั่วไป หมายถึงการค้าขนาดเล็กและขนาดกลางของประชาชนหรือผู้ประกอบการที่อยู่ใกล้บริเวณชายแดน ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทางการเกษตรและของป่า จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการค้าและการลงทุนการค้าชายแดนจึงเกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ในศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น สัดส่วนการค้าของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคของการค้าชายแดนได้ในระยะยาว

(2) เหตุผลที่การค้าชายแดนไทยขยายตัวที่สำคัญได้แก่ 1) การดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทำให้จีนกลายเป็นโรงงานโลกและแหล่งลงทุนสำคัญในภูมิภาค 2) การปรับนโยบาย 3 ประเทศอินโดจีน คือ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ทั้งหมดได้เข้าสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้พม่าได้เลิกแนวทางสังคมนิยม หันมาใช้ระบบตลาด และได้เข้าร่วมกลุ่มอาเซียน 3) การปรับนโยบายของทางการไทยที่มุ่งเปลี่ยนสนามรบเป็นตลาดการค้า 4) การสนับสนุนของสถาบันการเงินได้แก่ธนาคาร เพื่อการพัฒนาเอเชียและธนาคารโลก 5) การขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ซึ่งทำให้การค้าระหว่างกันขยายตัวตามไปด้วย

(3) โครงการสำคัญของการค้าชายแดนไทย มี 2 โครงการใหญ่ ได้แก่ โครงการหกเหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ 6 ประเทศได้แก่ ประเทศจีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม ลาว ไทย กัมพูชา และโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งมีประเทศที่เกี่ยวข้องได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งประเทศไทยนับว่าเป็นตัวเชื่อมสำคัญของการค้าชายแดนของภูมิภาค ทั้งสภาพภูมิศาสตร์ ขนาดของประเทศ และขนาดทางเศรษฐกิจ

(4) ปัญหาและอุปสรรคพื้นฐานของการค้าชายแดน ได้แก่ 1) การขาดความไว้วางใจกัน ขาดต้นทุนทางสังคมหรือทุนทางการเมือง 2) ความอ่อนไหวทางการเมืองภายในบางประเทศ 3) ทิศทางและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่ต่างกัน 4) โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลายประเทศไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งที่สำคัญเกิดจากบาดแผลทางสงคราม 5) ปัญหาระบบการเงินและกฎระเบียบต่างๆ เงินที่ใช้ในการค้าหลายสกุลไม่มั่นคง และมีกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและไม่เอื้อต่อการค้า 6) การค้านอกระบบ ทำให้ผู้ที่ค้าในระบบต้องเสียเปรียบ และทำให้จำต้องออกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า

(5) จุดแข็งและข้อได้เปรียบของการค้าชายแดน ได้แก่ 1) ระยะทางขนส่งใกล้ 2) สนับสนุนท้องถิ่น 3) เสริมความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกันในภูมิภาค 4) ลดทอนการแข่งขันที่มากเกินไปและเสริมจุดแข็งของกันและกัน 5) ลดทอนผลกระทบจากภายนอกซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง จุดแข็งนี้เห็นได้ชัดในประเทศกำลังพัฒนา มีบรรษัทข้ามชาติจำนวนมากต้องการค้าข้ามแดนมากว่าค้าชายแดน และพยายามแทรกแซงทำให้การค้าชายแดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการค้าและการลงทุนข้ามชาติไป จึงเป็นงานยากไม่น้อยสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

(6) การค้าทำให้การค้าชายแดนก่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างยั่งยืนนั้นต้องแก้ไขจุดอ่อนของการค้าเสรีที่ครอบงำโลกอยู่ เพราะว่าการค้าที่เป็นอยู่มีแนวโน้มที่จะต้องเสียค้าขนส่งไกล นำไปสู่ลัทธิอุตสาหกรรมที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ทำลายสิ่งแวดล้อม และขยายช่องว่างในสังคม ซึ่งจะทำให้การค้านี้เปิดโอกาสใหม่แก่ประเทศ

4.2.2 ปัญหาข้อสังเกตตามกรอบ ACMECS ปี 2549

(1) ปัญหาข้อจำกัดในการดำเนินงานของผู้ประกอบการชายแดนมีปัญหาการนำเข้า

(ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด www.pcoc.moc.go.th)

ภายใต้กรอบ AISP ที่ต้องใช้ใบ C/O ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยากในประเทศเพื่อนบ้านและต้องออกที่เมืองหลวง (พม่าและกัมพูชา) และช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการมาตรการผ่อนปรน ให้นำเข้าได้โดยใช้หนังสือรับรองที่ออกโดยจังหวัดนำร่องแทนใบ C/O เป็นช่วงที่พืชเป้าหมายที่จะเก็บเกี่ยวและนำเข้าเหลือปริมาณน้อย (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2548)

ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยยังขาดความเข้าใจในกระบวนการจัดทำ/กรอกข้อมูลใบขนสินค้า ค่าใช้จ่ายในการจ้างชิปปิ้ง ค่าใช้จ่ายและความล่าช้าในการขอใบตรวจโรคพืชและการขอใบอย.และ เส้นทางการขนส่งในประเทศเพื่อนบ้านไม่สะดวก

การนำเข้าถั่วเหลืองในพื้นที่นำร่องจันทบุรี ผู้ประกอบการค้าชายแดนไม่สามารถนำเข้าผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองได้ เนื่องจากไม่ได้รับสิทธินำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองจากสมาคม/บริษัทที่มีสิทธินำเข้า ตามนโยบายนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง และเมื่อมีการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ให้ผู้ประกอบการชายแดนได้รับหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีสิทธินำเข้า 13 ราย แต่ยังติดเงื่อนไขว่าเมื่อนำเข้ามาแล้วต้องส่งมอบให้แก่ 13 ราย โดยห้ามพักสินค้า ซึ่งถั่วเหลืองของกัมพูชาจำเป็นต้องนำมาปรับปรุงคุณภาพก่อน

คุณภาพของผลผลิต : เกษตรกรยังขาดความรู้ ความชำนาญในการเพาะปลูก และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนเส้นทางขนส่งไม่สะดวก จึงส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้รับซื้อ

การบริหารการดำเนินงานโครงการในประเทศเพื่อนบ้าน : ไม่มีกลไกที่ชัดเจนในประเทศเพื่อนบ้านที่จะดูแลบริหารโครงการ การประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างส่วนกลางและชายแดนยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ

(2) ปัญหาอุปสรรคลาว เลย-ไชยบุรี

(ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด www.pcoc.moc.go.th)

หน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่และภาคเอกชนยังขาดความเข้าใจในการดำเนินงานContract Farming ว่าการส่งเสริมการทำ Contract Farming จะมีผลกระทบกับเกษตรกรในจังหวัดหรือไม่

ผู้ประกอบการค้าชายแดนมีความกังวลว่า หากมีการทำ Contract Farming เต็มรูปแบบเป็นการผูกขาดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ จะทำให้ผู้ประกอบการค้ารายเล็ก ๆ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านได้

ภาครัฐยังขาดความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความมั่นใจกับนักลงทุนในระดับนโยบายทำให้โครงการ Contract Farming ยังไม่บังเกิดผลอย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ

ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรยังขาดความรู้ ความชำนาญในการเพาะปลูก และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนเส้นทางการขนส่งไม่สะดวก จึงส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้รับซื้อ

4.2.3 การดำเนินงานความร่วมมือของกลุ่ม ACMECS ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศสมาชิกในกลุ่ม รวมทั้งไทย ดังนี้ (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2548)

โครงการ Contract Farming ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของกลุ่ม ACMECS ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปร่วมส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้านและรับซื้อสินค้าเกษตรเหล่านั้น จากประเทศเพื่อนบ้านในราคายุติธรรมในระบบ Contract Farming และส่งออกสินค้ามาไทยโดยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากไทย ทำให้เกิดการผลิตสินค้าโดยมีต้นทุนต่ำ เพราะค่าแรงและต้นทุนการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าไทย เช่น จังหวัดอุบลราชธานีของไทย ร่วมมือกับแขวงจำปาสักและแขวงสาละวันของลาว ตกลงทำ Contract Farming โดยจังหวัดอุบลราชธานีซื้อสินค้าเกษตรจากลาว 7 รายการ ซึ่งยกเว้นภาษีนำเข้าให้ลาว ได้แก่ กะหล่ำปลี กล้วยน้ำว้า เม็ดละหุ่ง ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง และมะขามเปียก มูลค่ารวม 800 ล้านบาท

ไทยจะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูก มีหลักประกันในด้านปริมาณสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบที่แน่นอน และลดปัญหาจากการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเข้าไทย ขณะเดียวกัน ส่งผลดีต่อประเทศเพื่อนบ้านจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และสร้าง รายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศเพื่อนบ้าน

ในการประชุม ACMECS ครั้งนี้ ไทยจะเสนอให้ประเทศเพื่อนบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ไทยจะรับซื้อสำหรับใช้ผลิตพลังงานชีวภาพในไทย เป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้เกษตรกรของประเทศเพื่อนบ้าน

(1) สรุปประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจาก ACMECS

(ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด www.pcoc.moc.go.th)

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเกษตรของไทย โดยช่วยลดต้นทุนจากการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่สาม

สนองตอบการปรับโครงสร้างทางการเกษตรของประเทศ เนื่องจากพืชเป้าหมาย 10 ชนิด เป็น กลุ่มสินค้าที่ต้องปรับตัวให้อยู่รอดหรือปรับเปลี่ยนการผลิตที่มีความเหมาะสมในการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งได้เปรียบในเรื่องของแรงงานราคาถูกและพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

จัดระบบเศรษฐกิจและลดปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงาน และสามารถสร้างความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจของประชาชนตามแนวชายแดนได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวางแผนในการบริหารผลผลิตด้านการเกษตรภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

(2) สรุปประโยชน์ที่ประเทศเพื่อนบ้านได้รับจาก ACMECS

(ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด www.pcoc.moc.go.th)

ยกระดับคุณภาพการผลิตประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการถ่ายโอนเทคโนโลยีการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลิตผลมีคุณภาพได้มาตรฐาน

สร้างงานให้ประชาชนตามแนวชายแดน และเพิ่มโอกาสการลงทุนธุรกิจต่อเนื่องด้านเกษตร ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวและสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด

พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น นำมาสู่การยกระดับสภาพแวดล้อมชุมชนและ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนตามแนวชายแดนในที่สุด