“ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” ถือเป็นเครื่องมือทางกระบวนการอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับการพัฒนาระบบสุขภาพภาคประชาชน “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” จะนำไปสู่แผนสุขภาพชุมชนที่สามารถปฏิบัติการได้จริงและมีผู้รับผิดชอบร่วมกันแต่ละด้านอย่างชัดเจน

          ในระหว่างการทำภารกิจหลักของศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนภาคเหนือ(ศูนย์ฯ สช. ภาคเหนือ) คือ การพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบลจัดการสุขภาพ ให้ชุมชนได้มีความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคได้ด้วยระบบของชุมชนเองโดยการสนับสนุนของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และด้วยทิศทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) มีบทบาทสำคัญต่อระบบสุขภาพภาคประชาชนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบหรืองบประมาณที่ให้การสนับสนุน จึงมีคำถามว่า “ทำอย่างไร ศูนย์ฯ สช. จึงจะสามารถส่งเสริมบทบาท อปท. ได้ได้มากกว่านี้ ?” เพราะการมีบทบาทและศักยภาพที่สูงขึ้นของ อปท. นั่น หมายถึง ความสำเร็จและความก้าวหน้าของการจัดการสุขภาพภาคประชาชนก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

          การทำงานสุขภาพภาคประชาชนที่เปลี่ยนเป้าหมายจากบุคลากรสุขภาพมาเป็นนักการเมืองและข้าราชการส่วนท้องถิ่น จึงทำให้จังหวะและท่วงท่าของการทำงานต้องปรับเปลี่ยนไปตามสังคมใหม่ที่ต้องเข้าถึง “นโยบายสาธารณะแบบทางเลือก” คือ นโยบายของสาธารณะ ไม่ใช่ นโยบายเพื่อสาธารณะ จึงเป็นเครื่องมือชิ้นแรกในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง อปท. สอ./รพสต. ศูนย์ฯ สช. ภาคเหนือ และด้วยการสนับสนุนด้านทุนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รวมทั้งการปรับแนวคิดการทำงานเข้าหากันก่อนที่จะนำไปสู่ “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพระดับท้องถิ่น”ซึ่งก็คือ นโยบายสาธารณะอย่างหนึ่งนั่นเอง

          พวกเราร่วมกับพื้นที่ที่อาสามาเรียนรู้ร่วมกัน 4 อปท. ได้แก่ เทศบาลตำบลริมปิง จังหวัดลำพูน องค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองหม้อ จังหวัดแพร่ เทศบาลตำบลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอด จังหวัดลำปาง ใช้เวลาพัฒนาแนวคิด วิธีการ และประสบการณ์ด้านการสร้างนโยบายสาธารณะแบบทางเลือกร่วมกันกว่าครึ่งปี ก่อนที่จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการ “กระบวนการสร้างและใช้ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” ในปี พ.ศ. 2553

“จุดหมายของการเดินทางไม่สำคัญเท่ากับการได้เรียนรู้สองข้างทาง” การได้มาซึ่งธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพจึงไม่สำคัญกับการที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และเป็นเจ้าของธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพอย่างแท้จริง เราใช้เวลาในการขับเคลื่อนจนถึงวันประกาศเป็นธรรมนูญสุขภาพของแต่ละท้องถิ่นถึง 1 ปีเต็ม เพื่อให้แน่ใจว่าภาคประชาชนและทุกกลุ่มองค์กรในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม เรียนรู้ เข้าใจ และมีความมุ่งมั่นมากพอที่จะร่วมมือกันทำธรรมนูญสุขภาพให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมต่อไปในปีถัดมา

พัฒนาแนวคิดและเรียนรู้จากรูปธรรม

          กระบวนการเริ่มต้นของการสร้างและใช้ธรรมนูญสุขภาพระดับท้องถิ่นคือ การปรับแนวคิดคิดแกนนำการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทางเดียวกันคือ ธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายที่จะบัญญัติมาเพื่อบังคับหรือจับผิดและลงโทษประชาชน แต่เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่คือ “สุขภาวะของท้องถิ่น” แต่รูปธรรมจะเป็นอย่างไรนั้น แต่ละท้องถิ่นต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ให้รู้จักตนเองอย่างแท้จริง ก่อนที่จะประกาศร่วมกันว่า อะไร คือสิ่งที่คนในท้องถิ่นต้องการและจะมีวิธีปฏิบัติร่วมกันอย่างไร จากนั้น ทั้งผู้บริหารท้องถิ่นและคณะทำงานจะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานจริงในพื้นที่ที่เคยทำมาก่อนหน้าแล้ว งานนี้เราต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวตำบลชะแล้ จังหวัดสงขลา ที่เป็นครูให้พวกเราได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องธรรมนูญสุขภาพอย่างเห็นรูปธรรม

ทำไป เรียนรู้ไป

          ทั้งเข้าใจและเห็นรูปธรรมแล้ว ต่อไปก็เป็นภารกิจของแต่ละท้องถิ่นต้องไปขับเคลื่อนทุกกระบวนการเพื่อให้เกิด “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพที่กินได้” คือ อิงหลักความเป็นจริงของท้องถิ่นมากกว่าหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และตอบสนองคนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ดังที่บอกตั้งแต่ต้นว่า กระบวนการทั้งหมดเน้นที่การเรียนรู้ของทุกฝ่าย กระบวนการการถอดบทเรียน (After Action Review: AAR) จึงถูกนำมาใช้อย่างตลอดกระบวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งภายในพื้นที่ ระหว่าง 4 พื้นที่ และหน่วยสนับสนุน(ศูนย์ฯ สช.ภาคเหนือและสช.) กับคณะทำงานในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการทบทวนการทำงานกันเองระหว่างคณะทำงานในพื้นที่เดียวกัน การแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีการระหว่างพื้นที่ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนวิธีคิดและวิชาการของคนทำงานในพื้นที่กับหน่วยสนับสนุน

           กระบวนการสร้างธรรมนูญสุขภาพเริ่มต้นจากการตั้งคณะทำงานที่มากจากทั้งภาครัฐ ชุมชนและภาควิชาการ โดยมีท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลัก จากนั้นก็เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับภาคประชาชน ร่วมวิเคราะห์สถานะสุขภาวะของท้องถิ่น รับฟังความเห็นและยกร่างธรรมนูญฉบับคณะทำงาน แล้วให้ประชาชนเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น คณะทำงานนำกลับมาปรับแก้ตามข้อเสนอ แล้วลงไปรับฟังความเห็นใหม่อีกรอบ ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนกว่าจะลงตัวเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ที่แต่ละพื้นที่ใช้เวลา 1 ปีเต็มกว่าจะประกาศเป็นธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพของทั้ง 4 ท้องถิ่น

ธรรมนูญที่กินได้ ต้องถูกนำไปใช้และเกิดรูปธรรมขึ้นจริง

          แม้ว่าจะผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม การเรียนรู้และฉันทานุมัติของภาคประชาชนแล้ว คณะทำงานธรรมนูญสุขภาพจะต้องแสดงความจริงใจและผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงของทุกภาคส่วนตามที่บัญญัติไว้หลังจากที่ประกาศใช้ร่วมกัน ในเวลานี้ (ปีพ.ศ.2554) ได้เกิดรูปธรรมการปฏิบัติในรูปของโครงการชุมชนไปแล้วบางส่วนโดยการมอบบทบาทให้กับกลุ่มชุมชนที่เข้มแข็งและมีทุนเดิมสามารถดำเนินการได้ทันทีเช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น บางส่วนถูกพัฒนาเป็นโครงการเพื่อเสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลและส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนใหญ่ได้ถูกเสนอเข้าเป็นแผนของอปท. ก่อนที่จะออกเป็นข้อบัญญัติงบประมาณต่อไป และสิ่งสำคัญนอกเหนือจากที่กล่าวมา “ธรรมนูญสุขภาพระดับท้องถิ่น” ได้ถูกใช้กรอบการทำงานและกติกาของท้องถิ่นไปโดยปริยาย กล่าวคือ ธรรมนูญสุขภาพถูกนำไปใช้เป็นกรอบการทำแผนของท้องถิ่นและกรอบการพิจารณาโครงการในกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล และใช้เป็นกำแพงป้องกันภัยคุกคามสุขภาพที่มาจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั้นหมายความว่า แม้จะยังไม่เห็นรูปธรรมอย่างครบถ้วน แต่เราก็พอจะเห็นว่า กระบวนการสร้างและใช้ธรรมนูญสุขภาพ มีผลต่อการขับเคลื่อนสุขภาพภาคประชาชนได้อย่างมากเลยทีเดียว

บทสรุป

          “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” ถือเป็นเครื่องมือทางกระบวนการอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับการพัฒนาระบบสุขภาพภาคประชาชน ด้วยการเพิ่มภาคีสุขภาพไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงในการจัดการ การเข้าถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยเครื่องมือทางกระบวนการชิ้นนี้ จึงจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสุขภาพภาคประชาชนให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน

          “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” จะนำไปสู่แผนสุขภาพชุมชนที่สามารถปฏิบัติการได้จริงและมีผู้รับผิดชอบร่วมกันแต่ละด้านอย่างชัดเจน ซึ่งหมายถึง ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพนี้จะช่วยเติมเต็มหัวใจสี่ดวงของการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งยังช่วยให้ทุกภาคส่วนรวมถึง อปท.และโดยเฉพาะภาคประชาชนให้ได้มีบทบาทด้านสุขภาพอย่างเต็มที่มากขึ้น เห็นประโยชน์ขนาดนี้แล้ว ไม่ลองใช้ “ธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพ” เพื่อการพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนกันดูซักหน่อยหรือครับ ?