เจ้ากำแพงกระจกของชีวิตนี้มีอยู่จริง และมีการหลายขั้นซะด้วย กำแพงกระจกที่ว่านี้ก็คือตัวกั้นความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการทำงานของเราทุกคน เมื่อเราพบเจอกับสภาวะอย่างนี้สิ่งที่ได้รับก็คือจะอยู่ในตำแหน่งนั้นนานจนเกษียณกระมัง..

 

ตัวอย่างที่ยกนี้ดูเหมือนว่าจะธรรมดาๆ ทั่วไปนะ แต่ในชีวิตจริงมันรันทดมาก เช่น เราอาจจะต้องจำยอมไปอยู่ในตำแหน่งชั้นประทวนจนเกษียณ อยู่ในตำแหน่งระดับชำนาญงานจนเกษียณ ทั้งๆ ที่ยังมีระดับที่ต้องไปได้อีก อะไรทำนองนี้ นี่ก็ขั้นที่ 1

หากเราเรียนมาในสายที่โดดเด่น จบโรงเรียนนายร้อย จบแพทย์ หลายท่านก็ต้องมาเกษียณกันที่ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล หากสูงกว่านี้ก็ไปเกษียณกันที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ นะ นี่ก็เป็นขั้นที่ 2 หากคิดต่อก็น่าจะได้ขั้นต่อๆ ไปนะ แต่พอก็แล้วกัน

 

จุดที่เราสูงสุดและไปต่อไม่ได้นี่ บางครั้งมันไม่ใช่จุดหมายของชีวิต ก็ทำให้เป็นทุกข์อย่างมาก หากท่านใดพอใจก็เป็นสุขกันไป

แต่ก็เห็นบางท่านเหมือนกันนะ เค้าไม่สามารถเป็นหัวหน้าใหญ่ได้ หรือเป็นเบอร์หนึ่งได้ ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก็คือ หัวหน้าฝ่ายหัวหน้ากลุ่มงานฯ ขององค์กร ท่านเองก็เลือกที่จะทำงานเพื่อสังคมทำงานเชิงสร้างชุมชนให้น่าอยู่ โดยการทุ่มพละกำลังไปกับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งตามปรัชญาที่เค้าเชื่อ นี่ก็เป็นทางออกที่น่าสนใจ อาจจะเรียกได้ว่า พาราดามชิพก็ได้

สำหรับท่านที่เป็นข้าราชการ ของรัฐ อย่างเช่น เราเป็นข้าราชการระดับชำนาญงาน ระดับชำนาญการ ที่อนาคตยังไงก็ไม่ได้เป็น ผู้อำนวยการ บางทีแค่หัวหน้าแผนก หรือหัวหน้างาน ยังเข้าสู่ตำแหน่งไม่ได้เลย ดูมันจะสิ้นหนทางไปซะหมด แล้วจะทำอย่างไรต่อดี ?

จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะสิ้นหนทางซะทีเดียวนะ! หากเราพาราดามชิพ เปลี่ยนเส้นทางชีวิตเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ หากได้เป็น สส. ชีวิตที่สิ้นหวังก็จะพลิกล็อกกลับมาเป็นเบอร์ใหญ่ได้ ท่านอาจเป็นถึงรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงฯ ได้ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการแต่เป็นหัวหน้าผู้อำนวยการได้

 เมื่อเห็นอย่างนี้ก็ทำให้ชีวิตมีสุขขึ้นนะ เพราะเรามีทางเลือกน่ะ

บางท่านก็เลือกที่จะเกษียณก่อนกำหนดเพื่อที่จะได้ไปเป็นเจ้าของกิจการ ไปเป็นเจ้าพ่อนาข้าว ก็ว่ากันไป นี่ก็เป็นชีวิตที่น่าสนใจ

ทั้งหมดทั้งปวงก็เพียงจะบอกว่า เราสามารถผ่านกำแพงแก้วอันแสนจะแข็งแกร่งไปได้ ด้วยพาราดามชิพ  น่ะครับ (22 กค.2554)

ภาพที่ทำให้มีความหวัง (ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)