9 กรกฎาคม 2554

1. การค้า (Trading)
เกี่ยวกับสินค้าและบริการ (GOODS & SERVICES)
ในทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ (production) ซึ่งมีปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 4 อย่าง คือ 1. ที่ดิน (land) 2. ทุน (capital) 3. แรงงาน (labor) และ 4. ผู้ประกอบการ (enterprise)

2. การลงทุน (Investment)
เป็นการใช้จ่ายเพื่อทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการในอนาคตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายจ่ายในการลงทุนประกอบด้วยรายจ่ายในการก่อสร้าง รายจ่ายในการซื้อเครื่องมือเครื่องจักรใหม่ และส่วนเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ

เป็นการเคลื่อนย้ายทุนจริง ๆ(รวมปัจจัยการผลิต) มาลงทุน คือ FDI= Foreign Direct Investment ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ  ซึ่งมิใช่การลงทุนโดยอ้อม คือ มิใช่เคลื่อนย้ายมาเฉพาะเงินทุน (หุ้นและพันธบัตร) FII= Foreign Indirect Investment

การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศก่อให้เกิด “รายได้”ของปัจเจกชน และ รายได้ประชาชาติ (national income) เกิด ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ซึ่งหลังจากหักรายได้ (รับ) สุทธิจากต่างประเทศ จะเป็นค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP : Gross Domestic Product) อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ที่เหมาะสมควรปีละ 7 %

นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง มี 2 อย่างหลักคือ
1. นโยบายเกี่ยวกับการเงินการคลัง
1.1    นโยบายการเงิน (monetary policy)
การใช้เครื่องมือทางการเงินของธนาคารกลาง (Central Bank) เพื่อควบคุมระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ  คือ การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT=Bank of Thailand)

ธนาคารกลาง(Central Bank)
หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลและปกป้องระบบการเงินของประเทศ โดยทำหน้าที่หลักได้แก่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น การเป็นผู้ผลิตธนบัตรและดูแลปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ และในบางประเทศยังเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินอีกด้วย

1.2    นโยบายการคลัง (fiscal policy)
เป็นการควบคุมนโยบายของกระทรวงการคลัง เรื่อง รายรับ รายจ่าย ของประเทศ

2. นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการค้าและการลงทุน
2.1    นโยบายการค้าเสรี (free trade policy)
2.2    นโยบายการปกป้องคุ้มครอง (protective trade policy)
เป็นมาตรการในการปกป้องคุ้มครองสินค้าภายในประเทศ มี 2 แบบ คือ
2.2.1    มาตรการที่เป็นภาษี (Tariffe Measures or Barriers)
2.2.2    มาตรการที่มิใช่ภาษี (Non - Tariffe Measures)

ปัจจัยสำคัญต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในกรณีของประเทศไทย

1. อัตราการแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)
เป็นอัตราที่เทียบระหว่างค่าของเงินสกุลหนึ่ง (เช่น เงินสกุลท้องถิ่น) กับหนึ่งหน่วยงานของเงินสกุลหลัก เช่น ค่าของเงินบาทเทียบกับ 1 หน่วยดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40 บาท เป็นต้น ระบบอัตราแลกเปลี่ยน โดยกว้างๆ แล้วมี 2 ระบบ คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) และระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (Floating Exchange Rate)
    การควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม เงินบาทไม่แข็ง-อ่อนเกินไป ของ BOT (ธนาคารแห่งประเทศไทย) จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต (economics growth) มีการเพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

2. ราคาค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ (wage)
เกี่ยวกับการจ้างแรงงาน เพราะเป็นปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่ง  การประกันค่าจ้างขั้นต่ำ คำนึงถึงสวัสดิการ (Social Welfare) ด้วย อย่างไรก็ตามมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำ และ ไม่มีทักษะคุณภาพ (no skill) ในปี 2558 จะเกิดกลุ่ม AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีของกลุ่มอาเซียน จะมีปัญหาการทะลักแรงงานต่างด้าวที่ราคาต่ำกว่า และเกิดปัญหาสวัสดิภาพแรงงาน

3. เงินเฟ้อ (Inflation)
อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคในระยะเวลาหนึ่งเปรียบเทียบกับอีกระยะเวลาหนึ่ง

สาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ 2 สาเหตุ คือ

1. ต้นทุนสินค้าเพิ่ม (cost push)
ต้นทุนการผลิตคือสิ่งที่ใช้พิจารณานโยบายกำหนดราคาสินค้าและบริการ ถ้าต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ว่าจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น หรือราคา วัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นด้วย ราคาสินค้าสูงขึ้นผู้บริโภคต้องใช้เงินมากกว่าเดิมทำให้ปริมาณเงินที่ไหล เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

2. ความต้องการสินค้าเพิ่ม (demand pull)
ปริมาณที่ต้องการซื้อมากขึ้นทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า แรงดึง ทางด้านอุปสงค์เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าและบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบของเงินเฟ้อ (impact)
ผลต่อความต้องการถือเงิน ผลกระทบต่อรัฐบาล และ ผลที่มีต่อการกระจายรายได้
อัตราเงินเฟ้อไม่ควรเกิน 20 % เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ(เงินเฟ้อ แบ่งเป็น อย่างอ่อน 0-5% , ปานกลาง 5-20% ,รุนแรง เกินกว่า 20%)

4. การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Political Stabilization)
    การมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อนักลงทุน ถ้าการเมืองมีความมั่นคง จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น (credit) การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย ๆ ก็หมายความว่ามีการเปลี่ยนแปลงในนโยบาย (policy) ดังกล่าวนำในตอนต้น