เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒) ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นเมืองหลวงแห่งพระราชอาณาจักรโดยได้ทรงสร้างพระนครใหม่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความเหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงปลอดภัย และความเจริญรุ่งเรืองของพระนคร และด้วยสภาพของลำน้ำที่เป็นคุ้งเช่นนี้ทำให้ลำน้ำโอบรอบบริเวณที่จะสร้างเป็นพระนครใหม่ทางด้านตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง และขุดคูทางด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังให้มาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือและทิศใต้ คือ คลองรอบกรุง และสร้างกำแพงพระนครตามแนวคูที่ขุดขึ้น เพื่อให้เป็นพระนครที่แข็งแรงมั่นคง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้รักษาแบบแผนของการสร้างกรุงแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีคือการสร้างหลักเมืองขึ้นมาก่อน ในวันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกเสาหลักเมือง ชัยภูมิที่ตั้งหลักเมืองนั้น อยู่ประมาณใจกลางพระนครใหม่ จากนั้นจึงสร้างพระบรมมหาราชวังเป็นศูนย์กลางของพระราชอำนาจ และสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นที่ประทับของสมเด็จกรมพระราชวังบวร และสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่พระนครอยู่ในพระบรมมหาราชวังชั้นนอก สำหรับพื้นที่ระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรฯ ได้กำหนดให้เป็นทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวง เพื่อใช้ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมืองเช่น พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระราชพิธีแรกนาขวัญ และพระราชพิธีอื่นๆ สำหรับพระนคร
พุทธศักราช ๒๓๒๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายขอบเขตของพระนครออกไปทางตะวันออก ให้กว้างออกไปกว่าเก่า โดยขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำพูนมาออกแม่น้ำเจ้าพระยาด้านใต้ เหนือวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร) พระราชทานชื่อว่าคลองรอบกรุง แล้วขุดคลองหลอดจากคลองคูเมืองเดิม ๒ คลอง คือคลองหลอดวัดเทพธิดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ ออกไปบรรจบคลองรอบกรุงที่ขุดใหม่ และขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครจะได้ลงเรือ ไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนเมื่อครั้งกรุงเก่า และวัดสะแกนั้น พระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ เมื่อได้ขยายเมืองจากการกำหนดเขตเมืองใหม่ ด้วยการขุดคลองรอบกรุง (คลองบางลำพู - คลองโอ่งอ่าง) ในพุทธศักราช ๒๓๒๖ ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้มีการกำหนดจุดศูนย์กลางของพระนครขึ้นเรียกว่า “สะดือเมือง” และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ตั้งของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์
พุทธศักราช ๒๓๒๗ พระครูสิทธิชัยกระต่ายสันนิฐานว่าน่าจะมีตำแหน่งหลวงสิทธิชัยบดีเจ้ากรม อยู่ในฝ่ายพราหมณ์พฤฒิบาศ ซึ่งเป็นพราหมณ์ฝ่ายช้าง เป็นพราหมณ์มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขอตั้งเสาชิงช้า (ภาพที่ ๑) ขึ้นตรงบริเวณที่ถือว่าเป็นใจกลางกรุงเทพมหานคร หรือสะดือเมือง สำหรับประกอบพิธีตรียัมปวาย - ตรีปวายตามโบราณราชประเพณีของพราหมณ์มาแต่เดิมจึงโปรดเกล้าให้สร้างเทวสถานสำหรับพระนครและเสาชิงช้า เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๓๒๗ (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๓) เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ประกอบด้วยโบสถ์ ๓ หลังคือ
สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน ไม่มีพาไล โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าโบสถ์หลังอื่นทุกหลัง มีเทวรูปพระอิศวรเป็นพระประทาน (ภาพที่ ๒) ทำด้วยสำริดประทับยืนขนาด ๑.๘๗ เมตร ปางประทานพร โดยยกพระหัตถ์ ๒ ข้าง บริเวณโดยรอบประกอบด้วยเทวรูปต่าง ๆ และเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์อยู่ภายในวิมาน ใต้รูปวิมานมีปูนปั้นเป็นรูปเมฆและโคนันทิ ตรงกลางโบสถ์มีเสาชิงช้า สูง ๒.๕๐ เมตร เรียกว่าเสาหงส์ ใช้สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์ในพระราชพิธีตรีปวาย ในวันแรม ๑ ค่ำเดือนยี่ (พระอิศวร พระอุมา พระพิฆเนศ) ในวันแรม ๕ ค่ำเดือนยี่ (พระนารายณ์) และในวันแรม ๓ ค่ำเดือนยี่ (พระพรหม)
สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) สร้างด้วยอิฐถือปูนมีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่มีเทวรูปปูนปั้นเหมือนสถานพระอิศวร ภายในโบสถ์มีเทวรูปพระพิฆเนศวร ๕ องค์ ทำด้วยหินคือ หินแกรนิต ๑ องค์ หินทราย ๑ องค์ หินเขียว ๑ องค์ ทำด้วยสำริด ๑ องค์ ประดิษฐานบนเบญจา ประทับนั่งทุกองค์ องค์ที่มีขนาดสูง ๑.๐๖ เมตร เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า อีก ๔ องค์เป็นเทพบริวาร
สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) สร้างด้วยอิฐถือปูนมีพาไลทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ภายในทำชั้นยกตั้งบุษบก ๓ หลัง หลังกลางเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ ทำด้วยสำริด เทวรูปที่ประทับยืนบนบุษบกอีก ๒ ข้าง คือพระลักษมีและพระมเหศวร (ภาพที่ ๓) ตรงกลางโบสถ์มีเสาหงส์ สำหรับประกอบพิธีช้าหงส์เช่นเดียวกับโบสถ์ใหญ่
เทวรูปต่าง ๆ ในเทวสถานนั้นสันนิฐานว่าชลอมาจากสุโขทัย โดยเฉพาะเทวรูปที่เป็นประทานในโบสถ์นั้นน่าจะเป็นเทวรูปสมัยสุโขทัย เนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงกับสุโขทัย
ส่วนการสร้างเสาชิงช้านั้นเพื่อเป็นคติในการทำบ้านเมืองให้แข็งแรง ใช้ในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย มีการบูรณะหลายครั้ง ล่าสุดบูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑
พุทธศักราช ๒๓๒๘ มีการสร้างหอพราหมณ์ ซึ่งเป็นหอสำหรับพราหมณ์ประกอบพิธีตามลัทธิในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีอื่น ๆ เกี่ยวกับลัทธิพราหมณ์ สันนิฐานว่าการสร้างครั้งนั้นคงสร้างด้วยไม้เป็นหอเล็ก ๆ เพื่อตั้งเป็นหอสำหรับพราหมณ์ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อครั้งสร้างกรุงแล้วเสร็จ เมื่อเสร็จพิธีแล้วคงมิได้รื้อถอน คงเป็นที่สำหนับเก็บเทวรูปไว้สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในราชกาลอื่น ๆ และคงใช้เป็นที่หัวหน้าพราหมณ์ผู้ใหญ่เช่นพระมหาราชครู ไปนั่งบริกรรมตามลัทธิ ภายหลังได้ตั่งชื่อนี้ว่า หอเวทวิทยาคม ดังมีปรากฏนามในหนังสือทำเนียบนามภาค ๑ ฉบับหอสมุดวชิรญาณ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ว่า หอเวทวิทยาคมเป็นหอพราหมณ์ตั้งอยู่ริมโรงเรียนราชกุมาร หรือ เยื้องโรงกษาปณ์เก่าด้านเหนือ ชิดมุมกำแพงแก้วด้านตะวันออก มุมทิศเหนือของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ปัจจุบันด้านหลังตึกมีที่ทำการส่วนหนึ่งของสำนักพระราชเลขาธิการ ปัจจุบันได้มีการรื้อถอนเพื่อเป็นลานเข้าออกของตึกที่ทำการสำนักพระราชวังละสำนักราชเลขาธิการที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๓ (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๕ – ๓๖) ปัจจุบัน หอเวทวิทยาคม เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ จัดเป็นห้องสมุดเฉพาะกิจ เก็บรวบรวมสรรพวิชาการต่าง ๆ หนักไปทางวรรณคดี พิธีกรรม ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี ด้วยไมโครฟิลม์ สไลด์ และยังเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา บำเพ็ญกุศล แสดงพระธรรมเทศนา ปาฐกถา อภิปรายสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกันตามโอกาส อันควร เพื่อให้หอเวทวิทยาคมเป็นศูนย์ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และรวบรวมสรรพวิทยาการด้านประเพณีและพิธีกรรมแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ความสำคัญของพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ในเรื่องการยกฐานะบุคลให้เป็นดั่งสมมติเทพ เป็นการแสดงความสิทธิอันชอบธรรมในการได้มาซึ่งพระราชอำนาจของราชวงศ์ใหม่ เห็นได้จากการประกอบพระราชพิธีการขึ้นครองราชย์ถึง ๒ ครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวคือ เมื่อครั้งสิ้นกรุงธนบุรี พระองค์ทรงให้พราหมณ์ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกขึ้นอย่างเร่งด่วน (สุภาภรณ์ ไผ่แก้ว, ๒๕๔๙ : ๔๔) ทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการสร้างกรุงและติดพันธ์กับสงคราม เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า
“ถึง ณ วันจันทร์ เดือน ๘ ปฐมาสาธ ขึ้น ๑ ค่ำ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป...ชีพ่อพราหมณ์ถวายตรีสังข์หลั่งมงคลธารา...พระราชครูปโรหิตาจารย์ก็กราบบังคมทูลถวายไอสุริยราชสมบัติ และเครื่องเบญจพิธราชกกุธภัณฑ์ พระแสงอัษฎาวุธ อัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเสวยสวรรคาธิปัตย์ ถวัลย์ราชดำรงแผ่นดินสืบไป” (ศิลปากร, กรม, ๒๕๑๖ : ๒๓๒ – ๒๓๓)
เมื่อบ้านเมืองและพระบรมหาราชวังแล้วเสร็จ ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้พราหมณ์ประกอบพระราชพิธีบรมราชภิเษกเต็มรูปแบบขึ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำการได้มาซึ่งพระราชอำนาจโดยชอบธรรมในการครองราชย์ ในการนี้พระองค์โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ๔ ท่านซึ่งเป็นผู้รับแบบแผนพระราชประเพณีครั้งปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างดี มีพระยาเพชรพิชัยเป็นประธาน ไปประชุมปรึกษาหารือกับพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ สมเด็จพระสังฆราช ให้ช่วยกันค้นคัมภีร์และแบบแผนเก่า ๆ มาจัดทำเป็นตำราว่าด้วยระเบียบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นไว้สำหรับพระนคร โดยยึดแบบแผนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งรัชสมัยพระเจ้าอุทุมพรเป็นหลัก (บำรุง คำเอก,๒๕๕๐ : ๔๒ – ๔๓) ตำราพระราชพิธีว่าด้วยบรมราชาภิเษกนี้ใช้เป็นแบบแผนในการพระราชพิธีสืบต่อมา การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ได้มีพราหมณ์เข้าร่วมถวายการประกอบพระราชพิธีหลายคน เช่น พระครูอัษฎาจารย์ พระมหาราชครูพิธี พระมหาราชครู พระยาราชโกศา พระหมอเฒ่า หลวงราชวงศา หลวงศิวาจารย์ หลวงราชมุนี หลวงโลกทีป หลวงสิทธิชัย พราหมณ์ (มีชื่อ) ขุนรักษ์นารายณ์ ขุนราชธาดา และขุนหมื่น (มีชื่อ) พราหมณ์ที่เข้ามาประกอบพิธีนี้มีคุณวุฒิและวัยวุฒิอย่างสูง ปรากฏตำแหน่งข้างต้นส่วนใหญ่มาจากเมืองนครศรีธรรมราช (สุภาภรณ์ แก้วไผ่, ๒๕๔๙ : ๔๕ – ๔๖) ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อสมบูรณ์ของพระราชพิธีและการขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์แบบและชอบธรรม
ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๙๔) ปรากฏเรื่องราวของพราหมณ์ชื่ออัจจุตะนันนำเดินทางมาจากรามนครเมืองพาราณาสีสู่กรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงให้ความสนใจพราหมณ์ท่านนี้ โปรดให้ผู้รู้ซักถามเรื่องราวเกี่ยวต่าง ๆ เช่นศาสนาพุทธและธรรมเนียมต่างรวมถึงพระราชพิธีสิบสองเดือนในมัชฌิมประเทศแล้วจดบันทึกไว้ ต่อมาภายหลังสมเด็จกรมฯดำรงราชานุภาพทรงได้บันทึกนี้จากพราหมณ์มณฑลภูเก็ต ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ทรงให้พราหมณ์ปัญจมทีศวร สุพรหมัณยศาสตรี (ป.ศาสตรี) ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตตรวจทาน ปรากฏว่า เรื่องราวที่พราหมณ์อัจจุตะนันนำเล่านั้น มีหลายเรื่องเป็นเท็จ หลายเรื่องบิดเบือนความจริง
“...ว่าเป็นคำลวงของพราหมณ์อัจจุตะนันนำ เพราะได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษรู้เรื่องว่าที่เมืองพาราณาสีไม่มีใครนับถือสาสนาพุทธ พากันถือศาสนาพราหมณ์เสียหมดแล้วช้านาน แต่นั่นก็ชอบเอาเรื่องไปเป็นภาษิตในเมื่อเห็นหนังสือเรื่องอันใดไม่น่าเชื่อ ออกอุทานว่า “เป็นเรื่องอัจจุตะนันนำ” ดังนี้ และไม่มีผู้ใดถือว่าคำให้การพราหมณ์อัจจุตะนันนำนั้นมีแก่นสารถึงการอ่านแก่นั้นมา” (พงศาดิศรมหิป, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่น, ๒๔๗๒ : ข)
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงโปรดให้พราหมณ์ปัญจมทีศวร สุพรหมัณยศาสตรีตรวจสอบเรื่องราวใหม่ทั้งหมด ให้เขียนเปรียบเทียบตีพิมพ์ในหนังสือวชิระญาณวิเศษ ฉบับที่ ๒๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๙ และรวมเล่มในหนังสือคำให้การอัจจุตะนันนำ กับคำอธิบายของพราหมณ์ ป.สุพรหมัณย ศาสตรีใน พ.ศ. ๒๔๗๒ นับว่าเป็นการสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ครั้งสำคัญ ในรัชกาลปัจจุบันยังปรากฏงานวรรณกรรมเรื่องละเด่นลันไดของพระมหามนตรี (ทรัพย์) เป็นเรื่องชาวฮินดูเดินทางเข้ามาอาศัยบริเวณเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพมหานคร (ราวรัชกาลที่ ๒ – ๓) แสดงให้เห็นบรรยากาศของชุมชนพราหมณ์ที่ประกอบด้วยพราหมณ์-ฮินดู หลายเชื่อชาติในยุคนี้ได้พอสมควร (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๐)
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ (พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑) ถึงแม้พระองศ์ทรงเป็นผู้นำทางศาสนาพุทธที่สำคัญ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกพระราชพิธีเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ แต่ทรงใช้วิธีเจือพิธีกรรมทางศาสนาพุทธเข้าไปในพระราชพิธีสำคัญเนื่องในศาสนาพราหมณ์ทั้งทางด้านการปกครอง และพระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชบรรยายในเรื่องนี้ว่า
“...การพิธีทั้งปวงนั้น ก็ย่อมเลือกเฟ้นแต่การสุจริตในไตรทวาร ไม่รับลัทธิซึ่งเป็นทุจริตชองพวกพราหมณ์ฮินดูบางพวกซึ่งมีลัทธิร้ายกาจ เช่นฆ่าสัตว์บูชายัญเป็นต้น...และการพระราชพิธีอันใดซึ่งมีแต่พิธีพราหมณ์อย่างเดียว ก็ย่อมเพิ่มเติมตามพระราชกุศลเป็นส่วนทานมัย ศีลมัย ภวนามัย เจือปนเข้าไปในพระราชพิธีนั้นยกเป็นเหตุผล การบูชาเซ่นสรวงเทพยดา พระอิศวร และพระนารายณ์เป็นต้น เปลี่ยนแปลงลงไปเป็นปลายเหตุ ทำไปตามเคย ตกอยู่ในเคยทำมาแล้วก็ทำดีกว่าไม่ทำ และการที่นำนั้นก็ไม่เป็นการมีโทษอันใด และไม่เปลืองเบี้ยหอยอะไรมากนัก...” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๓ – ๔)
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓) สืบเนื่องจากพราหมณ์จากอินเดียรัฐปัญจาบเข้ามาค้าขายผ้าในกรุงเทพฯ และบางส่วนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารประกอบกิจการรับจ้างและรับราชกาล (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๐) รวมถึงพราหมณ์ จากอินเดียเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมาก ชาวอินเดียเหล่านั้นได้ร่วมกันสร้างศาลาเล็ก ๆ เรียกว่า ศรีมรีอันนัม สำหรับประดิษฐานเทวรูปพระอุมาเทวีใน พ.ศ. ๒๔๒๒ ณ ถนนสีลม ชาวบ้านสมัยนั้นนิยมเรียกเทวสถานที่แห่งนี้ว่า วัดแขกสีลม สมัยต่อมาได้มีการนำเทวรูปองค์ต่าง ๆ เข้ามาจากอินเดียประดิษฐาน ณ เทวสถานแห่งนี้ วัดแขกสีลมได้รับการสร้างต่อเติมเรื่อยมา ปัจจุบัน มีพิธีสำคัญ เป็นเทศกาลประจำปีเรียกว่า ดูเซรา หรือ นวราตรี จะมีพิธีบูชาเทพเจ้า ๑๐ วัน ๑๐ คืน ในคืนสุดท้ายมีการอัญเชิญเทวรูปพระอุมาออกมาแห่บริเวณถนนสีลมด้วย (จารึกหน้าวัดแขกสีลม, บันทึกเมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒) ส่วนพราหมณ์ชาวปัญจาบนั้นแรกเริ่มก็ปฏิบัติศาสนากิจที่บ้านบริเวณวังบูรพา ร่วมกับชาวซิกข์ เมื่อมีจำนวนสาวกมากขึ้นจึงแยกไปปฏิบัติศาสนากิจ โดยไปสร้างฮินดูสมาชขึ้นที่บริเวณใกล้กับเสาชิงช้า (ติดกับโรงเรียนเบ็ญจมราชานุสรณ์) เพื่อปฏิบัติศาสนกิจตามศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๑)
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๗๗) เกิดวิกฤตการณ์ทางการคลัง เงินในท้องพระคลังร่อยหล่อ อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจทั่งโลกตกต่ำ จึงมีความจำเป็นจะต้องลดรายจ่ายของราชสำนักลง หนึ่งในวิธีการคือลดและเลิกพระราชพิธีที่ไม่สำคัญไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ (พ.ศ. ๒๔๗๕) ได้มีการยกเลิกกรมพิธีพราหมณ์ กระทรวงวัง จึงส่งผลถึงพราหมณ์ในราชสำนักโดยตรง มีการลดจำนวนพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีในราชสำนักเหลือเพียง ๕ ตำแหน่ง และในปี พ.ศ. ๒๕๗๗ มีการยกเลิกพระราชพิธีตรียัมปวาย - ตรีปวาย พิธีกรรมที่สำคัญสำหรับพระนครไปเนื่องจากเป็นพระราชพิธีที่สิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก
รัชกาลปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๔๘๙ – ปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าให้แต่งตั้งพราหมณ์ในพระราชสำนักขึ้นมาเป็น ๙ ตำแหน่ง ทรงพระราชทานพระบรมราชนุเคราะห์ให้พราหมณ์ปฏิบัติในพระราชพิธีสำหรับพระองศ์และประเทศชาติต่อไป โดยให้ขึ้นตรงสำนักพระราชวังและปฏิบัติศาสนกิจที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูโบราณพระราชประเพณีตามธรรมเนียมพระราชประเพณีโบราณ อาทิ พระราชพิธีบรมราชิภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒสัตยา (ศรีสัจจาปานกาล) พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรง ๓ ฤดู พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระราชพิธีสมโภชหลักเมือง พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราชและเทศกาลตรุษ พระราชพิธีรัชดาภิเษก พระราชพิธีสมโพชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ปี และ ๒๒๒ ปี พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระราชพิฑีกาญจนาภิเษก พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พระราชพิธีสถาปนาพระนามาภิไธยและพระอิสริยยศพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชพิธีสมโภช ๓ วัน พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พราหมณ์ประกอบพระราชพิธีหล่อพระพุทธรูปที่สำคัญ ๆ พระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ พิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระสุริโยทัยและอดีตพระมหากษัตริยาธิราชพระองศ์อื่น ๆ ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ราชานุเคราะห์ในงานพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย (แต่ปัจจุบันจัดไว้เป็นพิธี) อันเป็นพิธีสำคัญทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นประจำทุกปีประมาณเดือนธันวาคม – มกราคม (สารานุกรมพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรอบ ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์, ๒๕๕๑ : ๒๗๒)
พราหมณ์ในพระราชสำนัก
พราหมณ์ในอินเดียที่กล่าวในข้างต้นนั้นต่างกับพราหมณ์ในประเทศไทยหลายประการ เช่นไม่เข้มงวดในระบบวรรณะ ไม่ได้วางตนว่าอยู่ในวรรณะสูงกว่าแต่อย่างใด เป็นต้น โดยเฉพาะพราหมณ์ในราชสำนักไทยมีหน้าที่ถวายงานแด่พระมหากษัตริย์ สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนเป็นหลัก สุพาภรณ์ แก้วไผ่ (๒๕๔๙ : ๒๔ – ๒๕) ได้ศึกษาถึงคุณสมบัติของพราหมณ์ในพระราชสำนักในประเทศไทย ได้สรุปถึงคุณสมบัติสำคัญ ๓ ประการดังนี้
๑. มีเชื่อสายเป็นพราหมณ์ การสืบเชื่อสายของกลุ่มพราหมณ์ในราชสำนักมีข้อกำหนดผ่อนปลนกว่าพราหมณ์ในอินเดียที่กำหนดว่า ผู้ที่จะบวชเป็นพราหมณ์จะต้องสืบสายเลือดจากบิดาและมารดาอยู่ในวรรณะพราหมณ์เท่านั้น สำหรับประเทศไทยเนื่องจากมีจำนวนพราหมณ์ค่อนข้างจำกัด จึงกำหนดเพียงแค่มีบิดาหรือมารดาข้างใดข้างหนึ่งมีเชื่อสายพราหมณ์ หรือทั้งสองฝ่ายก็ได้คือ เชื่อสายทางบิดา ได้แก่ ชายที่มีปู่ทวด ปู พ่อ ลุง อา พี่หรือน้องชายเป็นพราหมณ์มาก่อน และเชื้อสายทางมารดา ได้แก่ ชายที่มีคาทวด ตา ลุง น้า พี่ชายหรือน้องชายเป็นพราหมณ์มาก่อน ผู้ทีจะขอบวชเป็นพราหมณ์ต้องแสดงหลักฐานการสืบเชื่อสายให้ชัดเจน เช่นมีหนังสือรับรองว่ามีญาติเป็นพราหมณ์มาก่อน
๒. ได้รับความเห็นชอบจากพราหมณ์ โดยมีประทานครูพราหมณ์เป็นผู้คัดเลือก โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ๔ ข้อคือคือ (๑) ต้องมีชาติวุฒิมีเชื่อสายพราหมณ์โดยกำเนิด (๒) วัยวุฒิต้องเหมาะสมสำหรับการบวช แต่ไม่กำหนดตายตัวว่าอายุเท่าใด จะพิจารณาความเหมาะสมเป็นเกณฑ์ คุณวุฒิ (๓) ต้องมีคุณวุฒิถึงพร้อมคือมีความประพฤติดี ไม่มีประวัติเสียหายมาก่อน (๔) ถึงพร้อมด้วยปัญญาวุฒิ พิจารณาในความรู้ความสามารถในการอ่าน เขียน สวด และศึกษาในคัมภีร์พระเวท
๓. เป็นผู้มีความยินดีสมัครใจ
เมื่อมีคูณสมบัติตามที่กำหนด พราหมณ์ผู้ใหญ่จะมอบสายสิญจน์รับพราหมณ์ใหม่ หรือทวิชาติ ซึ่งหมายถึงการเกิดครั้งที่ ๒ ซึ่งการบวชพราหมณ์ไม่ได้มีกฎปฏิบัติจำนวนมากเหมือนกับการบวชพระ โดยถือศีล ๕ เป็นศีลปฏิบัติ สามารถแต่งกายสุภาพเหมือนผู้ชายทั่วไปในเวลาปกติ และสวมเครื่องแบบเป็นเสื้อราชปะแตน (ราชประทาน) และโจงกระเบนสีขาวในยามประกอบพิธีกรรม รวมถึงสามารถมีภรรยาเพื่อมีทายาทสืบตระกูลพราหมณ์ต่อไปได้ กระนั้นก็ยังมีข้อห้ามบางประการที่พราหมณ์ไม่สามารถทำได้ อาทิ ห้ามรับประทานเนื้อวัว ปลาไหล และงูต่างๆ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบริวารของเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และห้ามตัดแต่งผม ต้องไว้ผมยาวแล้วมุ่นเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย เพราะตามหลักศาสนาเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่ของเทวดา เมื่อเป็นพราหมณ์แล้วมีหน้าที่สำคัญดังนี้ ต้องได้รับการศึกษาขั้นสูง ให้การศึกษาแก่ผู้อื่นต่อไป ทำพิธีตามลัทธิเพื่อตนเองและผู้อื่น ทำบุญให้ทาน และรับบุญรับทานจากผู้มีจิตศรัทธา
หน้าที่ของพราหมณ์ในราชสำนักนั้นมีข้อแตกต่างออกไปในแต่ละยุคสมัย กล่าวโดยสรุปแล้วสามารถจำแนกได้ดังนี้ เป็นให้กับพระมหากษัตริย์ ถวายการใช้ศาสตราวุธ และเวทย์มนต์ต่าง ๆ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ถวายคำแนะนำในเรื่องการบริหารบ้านเมือง ทำนายดวงชะตาและเหตุการณ์บ้านเมือง ประกอบพิธียัญญะเพื่อพระมหากษัตริย์ อำนวยความสวัสดีในการรบ เป็นผู้พิพากษา ตัดสินคดีความ และเป็นราชทูต
ประเภทของพราหมณ์ในราชสำนัก
พราหมณ์ในพระราชสำนักมีการแบ่งประเภทตามความชำนาญในด้านต่าง ๆ ตามความรู้ในคัมภีร์พระเวทตามศาสนาพราหมณ์ดังนี้ (อ้างใน สุพาภรณ์ แก้วไผ่ : ๒๕๔๙ : ๒๗)
๑. พราหมณ์โหรดา เป็นพราหมณ์ที่มีความชำนาญในคัมภีร์ฤคเวท ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำนายทายทักเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงโชค ลาง และฤกษ์งามยามดี
๒. พราหมณ์อรรถวรรยุ เชี่ยวชาญคำภีร์ยชุรเววท
๓. พราหมณ์อุทาคาดา เชี่ยวชาญคัมภีร์สามเวท ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสดุดีสังเวย และเครื่องดนตรีสำคัญในพระราชพิธี
๔. พราหมณ์พรหมหมัน เชี่ยวชาญคัมภีร์อาถรรพเวท
พราหมณ์ในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยามีการแบ่งประเภทของพราหมณ์ตามความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถแบ่งได้ดังนี้ (อ้างใน สุพาภรณ์ แก้วไผ่ : ๒๕๔๙ : ๒๘)
๑. พราหมณ์โหรดาจารย์ ทำหน้าที่บูชา และทำนายโชคลาง ฤกษ์ เป็นต้น
๒. พราหมณ์อุทาคาดา ทำหน้าที่สวดและขับดุษฎีสังเวย หรือสวดคาถาในพระราชพิธี
๓. พราหมณ์อรรถธวรรยุ ทำหน้าที่ประกอบพิธี
๔. พราหมณ์พรหมา คือผู้เชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม และคำสอนของศาสนา
โดยแบ่งหน้าที่ในราชสำนักดังนี้ 1) พราหมณ์ในศาล ๒) พราหมณ์ผู้ประกอบพระราชพิธี๓) พราหมณ์ในกรมคชบาล
พราหมณ์ในราชสำนักกรุงรัตนโกสินตอนต้นแบ่งเป็น ๓ ประเภทคือ (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๔๑) ๑) พราหมณ์พระราชพิธี ทำหน้าที่สืบทอดธำรงรักษาและประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในราชสำนัก คือพวกที่มาจากนครศรีธรรมราช ๒) พราหมณ์โหดราจารย์ หรือพราหมณ์ปุโรหิต ทำหน้าที่เป็นโหรประจำราชสำนักถวายฤกษ์ยามที่ดีในการประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ รวมทั้งถวายคำทำนายทางโหราศาสตร์ ๓) พราหมณ์พฤฒิบาศ คือพราหมณ์ที่ทำหน้าที่ดูแลกรมช้าง และพิธีกรรมเกี่ยวกับการคล้องช้าง มาจากเมืองเขมร
ในปัจจุบันพราหมณ์ที่รับราชการในกองพระราชพิธีสำนักพระราชวังมีดังนี้ ๑) พระมหาราชครูอัษฎาจารย์ ประธานพราหมณ์ ๒)พระราชครูวามเทพมุนี ชวิน รังสิพราหมณกุล หัวหน้าพราหมณ์ ๓)พระราชครูศิวาจารย์ ๔) พระราชครูสตานันทมุนี ๕) พราหมณ์เยิ้ม วุฒิพราหมณ์ ๖)พราหมณ์ขจร นาคะเวทิน๗) พราหมณ์ภพสาม สยมภพ ๘) พราหมณ์ยศ โกมลเวทิน ๙) พราหมณ์ศีล รังสิพราหมณกุล ๑๐) พราหมณ์สมบัติ รัตนพราหมณ์ ๑๑) พราหมณ์ศีษณพันธุ์ รังสิพราหมณกุล
หน้าที่ของพราหมณ์ในราชสำนักคือการรักษาวัฒนธรรมในการประกอบพระราชพิธีถวายตามโอกาสต่าง ๆ โดยงานพระราชพิธีจะแบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ งานประจำปี ได้แก่ งานเฉลิมพระชนมพรรษา วันฉัตรมงคล วันพืชมงคล การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต เป็นต้น และงานตามวาระ อาทิ พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พระราชพิธีถวายเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นต้น แต่จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมส่งผลให้พิธีกรรมของพราหมณ์ในราชสำนักเปลี่ยนไป ปัจจุบันมีตระกูลพราหมณ์ที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายงานพระราชพิธี หรือที่เรียกกันว่า พราหมณ์หลวง ซึ่งสืบสายมาจากบรรพบุรุษทั้งสิ้น ๗ ตระกูล ได้แก่ สยมภพ โกมลเวทิน นาคะเวทิน วุฒิพราหมณ์ ภวังคนันท์ รัตนพราหมณ์ และรังสิพราหมณกุล
ในปัจจุบันการทำหน้าที่ของพราหมณ์ในราชสำนักขยายขอบเขตไปสู่สังคมที่กว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่แต่ในราชสำนักเท่านั้น เช่นงานที่ถูกเชิญมาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอก งานวันเกิด งานตัดจุก ตั้งศาลพระภูมิ ซึ่งจะมีเงินทักษิณามอบให้พราหมณ์ตามศรัทธา เทวสถานโบสถ์พราหมณ์มีบทบาทในการตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มคนในสังคม โดยเฉพาะการตอบสนองทางด้านจิตใจให้กับผู้คนในสังคมเมืองในยุคแห่งการแข่งขันเข้มข้น เป็นการปรับบทบาทของพราหมณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในยุคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (อ้างใน สุภาภรณ์ แก้วไผ่, ๒๕๔๙ : ๑๕)
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
อ้างอิง
จารึกหน้าวัดแขกสีลม, บันทึกเมื่อ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒
บำรุง คำเอก. รายงานการวิจัยเรื่องอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น.ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดีได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.
สุพาภรณ์ ไผ่แก้ว. “สถานะและบทบาทของพราหมณ์ในราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒).” สารนิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิตย์(ประวัติศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๙.
ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๑๖.
__________. สารานุกรมพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรอบ ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์. กรุงเทพฯ : กรมศิลากร. ๒๕๕๑.
พงศาดิศรมหิป, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่น. คำให้การอัจจุตะนันนำ กับคำอธิบายของพราหมณ์ ป.สุพรหมัณย ศาสตรี. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ. ๒๔๗๒.
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งที่ ๑