...เกรดวิชาภาษาอังกฤษ 1/4 ตอน ป.5 , สอบ TOEFL ตกสองรอบ, ถูกปฎิเสธจากสถาบันอบรมต่างประเทศ จากสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ.. ประวัติเหล่านี้ อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเปิดเผย แต่ก็หวังว่า บันทึกนี้อาจเป็นกำลังใจให้คนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ ให้ลองลุกมาสู้กับมัน..
วันนี้ เป็นครั้งแรกที่การสนทนาภาษาอังกฤษ ตลอดทั้งวันผ่านไป โดยไม่มีปฎิกริยา "หา..", "yes yes yes"(ขอไปที)..เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่แสนจะยิ่งใหญ่ในความรู้สึก..
..เช่นเดียวกับเด็กยุค มานี มานะ ปิติ วีระ..ข้าพเจ้ารู้จัก A,B,C Cat Bat Rat ตอน ป.5 แต่ปัญหาคือ เป็นช่วงเดียวกับที่ย้ายบ้านจาก เมืองเล็กอย่างแพร่ เข้ามาในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่..ขณะที่หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการให้เริ่มตั้งไข่ โรงเรียนเอกชนในเมืองใหญ่เขาให้วิ่งแล้ว..ข้าพเจ้าเริ่มกลัวภาษาอังกฤษนับแต่บัดนั้น..
Grammar เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ข้าพเจ้า ประคองตัวผ่านมาได้จนถึงมัธยมปลาย เมื่อถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย..ข้าพเจ้ากับเพื่อนร่วมแกงค์ติว ได้วางแผนว่า เราคงต้องปล่อยวิชาภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามบุญที่สั่งสมมา เพราะในช่วงเวลาสั้นๆ นี้คงไม่ช่วยให้คะแนนกระเตื้องขึ้นมากนัก (ขณะเดียวกัน เราต่างอิจฉาเพื่อนผู้มาจากต่างประเทศ ที่ลอยตัวไปเลย 1 วิชา)
เมื่ออยู่ในโรงเรียนแพทย์ ดูเหมือนความสำคัญของวิชาภาษาอังกฤษได้ลางเลือนไปจากความคิดข้าพเจ้าโดยสิ้นเชิง ศัพท์ทางการแพทย์นั้นเป็นภาษาอังกฤษก็จริง แต่ใช้การฟัง เลียนแบบ ก็ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปเอง แทบไม่เห็นใครถือ Medical dictionary ณ ตอนนี้ grammar ก็ไม่เหลือ.. เราต่าง enjoy ที่จะอู้กำเมืองกับคนไข้มากกว่า
จนวันหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าตัดสินใจว่า ต้องหาทางเพิ่มพูนศักยภาพเพื่อเป็นอาจารย์ในต่างประเทศ..กรรมแห่งการละเลยวิชาภาษาอังกฤษก็เล่นงานทันที..ข้าพเจ้าได้เรียนติวการสอบ TOEFL ที่สถาบันภาษาแห่งหนึ่ง เจ้ากรรมที่ปีนั้นมีสอบเฉพาะ Internet based ซึ่งสอบการพูดแทน grammar...ข้าพเจ้าเรียนได้พักหนึ่งก็รู้สึก "อายเด็ก" เมื่อครูให้จับฝึกคู่สนทนากับเด็กมัธยม น่าชื่นชมที่โรงเรียนปัจจุบันนี้ส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษดีขึ้นมาก..ผลคือ ยังไม่ผ่านเกณฑ์คณะ โดยเฉพาะคะแนน speaking ได้เพียง 14/30 (ตก!)
การเตรียมตัวครั้งที่สอบ ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าปลอบใจตัวเองว่าครั้งแรกเราคงเตรียมตัวน้อยไป ครั้งนี้จึงเริ่มท่องศัพท์ที่พบบ่อยใน reading, เริ่มฟังรายการ VOA และฝึกทำข้อสอบ..แต่แล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง แม้คะแนนโดยรวมจะดีขึ้นบ้าง แต่ speaking ก็ยังเหมือนเดิม..
TOEFL ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าเริ่มมองหาการสอบ "ทางเลือก" ไว้ด้วย นั่นคือ USMLE ซึ่งเป็นการใช้ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับวิชาการแพทย์เท่านั้น..แล้วปาฎิหารย์ก็ทำให้ข้าพเจ้าผ่าน TOEFL อย่างคาบเส้นพร้อมๆ กับ USMLE
การสอบผ่านภาษาอังกฤษ เป็นเพียงบททดสอบแรก แต่ก็ยังไม่เท่ากับการใช้ในชีวิตจริง..ข้าพเจ้าเคยติดต่อกับสถาบันการศึกษาหนึ่ง หลังจากส่งเอกสารไปแล้วมีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หลังจากนั้น..ก็มีอีเมล์ตอบกลับมาว่า "..ทางเราประทับใจใน CV และจดหมาย recommend ของคุณ แต่เหตุผลสำคัญที่เราไม่สามารถรับคุณเข้าอบรมได้ คือ English competency.." แน่นอน เจ็บปวด แต่ก็เข้าใจและเห็นด้วยว่าไม่ปลอดภัยที่จะให้ผู้ที่สื่อสารลำบากไปดูแลผู้ป่วย..
..แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้พบผู้ให้โอกาส..ช่วงแรกๆ ของการมาอยู่ต่างแดน ดูเหมือนมีอาจารย์ mentor คนเดียวเท่านั้น ที่ (พยายาม)เข้าใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด..ทักษะการฟังก็ยังไม่แม่นยำนัก คือจับใจความได้เพียง 50-60% -- เนื้อหาในชั้นเรียนยังไม่เท่าไหร่เพราะยังพอมาทบทวนทำแบบฝึกหัดได้ -- แต่การสนทนาในระหว่างดูแลผู้ป่วยนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดาย ที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์นั้นได้อย่างเต็มที่.. ท่านได้แนะนำให้ข้าพเจ้าเข้าคอร์สฝึก Pronunciation ดังบันทึกนี้
..การเข้าคอร์ส ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหามากขึ้น จากแต่เดิม คิดว่าการฟังบ่อยๆ ก็จะทำให้การพูดดีขึ้นเอง..ซึ่งนั้นเป็นความจริงเพียงบางส่วน เพราะการพูด ประกอบด้วย สิ่งที่จะพูด กับ วิธีที่จะพูด..การฟังข่าว ฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษ ทำให้เราทราบศัพท์ สำนวนที่ใช้ แต่การฝึกออกเสียง (Phonic training) เป็นการทำให้กล้ามเนื้อลิ้น ปาก เกิดความแข็งแรงและเกิด "ความทรงจำ" ใหม่ขึ้นมา..ที่เราว่า "ลิ้นแข็ง" นั้น แท้จริงก็คือ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดภาษาแม่ที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ..ในเมื่อคนยังเพาะกายได้ ทำไมเราจะฝึกกล้ามเนื้อลิ้นไม่ได้..
คาถาที่ได้รับคือ "ฝึก ฝึก ฝึก และฝึก"
..แต่การฝึกทำอะไรซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ช้าข้าพเจ้าก็เบื่อวิธีการที่แนะนำ ให้ก่อนแปรงฟัน ออกเสียงวันละคำ..ปัญหาก็คือ ออกเสียงไปแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันถูกหรือยังผิดอยู่..ข้าพเจ้าจึงเริ่มมองหา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ตอบสนองว่าถูกหรือไม่ ถ้าไม่ถูกก็ไม่ให้ผ่าน..เช่นคำว่า Are นั้น ข้าพเจ้าพูดประมาณ 30 รอบกว่าจะถูกและโปรแกรมจะยอมให้ผ่าน..ขอไม่บอกชื่อโปรแกรมเพราะไม่ได้ค่าโฆษณา และได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นกับ "จริต" วิธีเรียนของแต่ละคนคะ.. ( บ้านเรา คุณครูเก่งๆ น่าจะทำเกมคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ให้เด็กเล่นนะคะ)
ข้าพเจ้าพบว่า การฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ได้ผล ก็คือเรียนด้วยการ "เลียน"แบบนกแก้ว..ขอให้มีต้นแบบที่ถูกต้อง แล้วปล่อยใจให้ว่าง ออกเสียงตามไปเรื่อยๆ จนกลายความคุ้นเคยในที่สุด
..จากนั้นจนถึงวันนี้ ทุกเย็น ข้าพเจ้าจะกลับมาเล่นเกม pronunciation วันละ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ได้ออกเสียงคำที่ถูกต้องวันละ 2-3 คำก็ยังดี นับเป็นการเรียนที่แสนเชื่องช้า แต่ข้าพเจ้าก็จะทำมันต่อไป..
คุณละ หากลุกขึ้นมาฝึกเสียตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยวันละ 2-3 คำ 1 ปีก็ได้ 1000 คำ ตีซะว่าคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 3000- 4000 คำ..ในเวลา 3-4 ปี คุณก็จะพูดภาษาอังกฤษได้แบบไม่อายฝรั่งแล้ว..
" อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.."
" When you believe..somehow you will.."
.
http://www.oddcast.com/home/demos/tts/tts_example.php
Websites for teaching English
http://gotoknow.org/blog/yahoo/25457
(Story place) for listening
http://gotoknow.org/blog/yahoo/18565
(Star fall) for children practice pronunciation
http://gotoknow.org/blog/yahoo/27252
เกม collecting money
http://gotoknow.org/blog/yahoo/25173
เกมต่อคำ
http://gotoknow.org/blog/yahoo/61932
websites for reading and listening
http://gotoknow.org/blog/yahoo/60494
Christmas
http://gotoknow.org/blog/yahoo/60309
Grammar
http://gotoknow.org/blog/yahoo/61015
writing
http://gotoknow.org/blog/yahoo/60068
Listening and pronunciation(good)
http://gotoknow.org/blog/yahoo/59648
Natures
http://gotoknow.org/blog/yahoo/62959
Vocabulary(Hangman)
http://gotoknow.org/blog/yahoo/58527
words and alphabet
http://gotoknow.org/blog/yahoo/58848
quizzes
http://gotoknow.org/blog/yahoo/58768
songs and close test
http://gotoknow.org/blog/yahoo/27736
English for adults
http://gotoknow.org/blog/yahoo/61341
Reading for adults and children
http://gotoknow.org/blog/yahoo/40416
Games (choose monkey) for writing and listening
http://gotoknow.org/blog/yahoo/37823
Vocabulary
http://gotoknow.org/blog/yahoo/27966
website for children(hippo)
http://gotoknow.org/blog/yahoo/toc
เรื่องอื่นๆๆครับ
http://portal.in.th/kha-ku/pages/4815/
ขอบคุณคะอาจารย์ขจิต ที่กรุณาเอื้อเฟื้อแหล่งการเรียนรู้
และเป็นกำลังใจให้อาจารย์สร้างเด็กไทยรุ่นใหม่ ให้เก่งภาษาอังกฤษ เยอะๆ เช่นกันคะ
คุณหมอคะ
เข้าใจอารมณ์ตามที่คุณหมอเล่าเลยค่ะ ปรางเองก็เป็นพวกไม่ค่อยจะถูกกับภาษาอังกฤษนัก สมัยเรียนประถมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจากการไปเรียนพิเศษ ซึ่งก็ยังรู้สึกดีกับมัน แต่...เมื่อมาเจอในห้องเรียนจริง ทัศนคติช่างเปลี่ยนไปได้ว่า สงสัยเราจะไม่มีทักษะทางด้านนี้ เรียนพอผ่าน แล้วก็มาสนใจแบบจริงจังเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ ทักษะก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังต้องฝึกฝนอีกเยอะเช่นกันค่ะ
ได้อ่านเรื่องเล่าที่คุณหมอแบ่งปันก็ทำให้มีกำลังใจที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองให้ดีขึ้น ขอบคุณคุณหมอมากนะค่ะ
คุณมะปรางเปรี้ยว ขอบคุณที่ดูแลรักษาพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้แห่งนี้และดีใจที่มีประสบการณ์คล้ายกันคะ
เชื่อว่าคนเรานั้น ไม่มีอะไรพัฒนาไม่ได้ นอกจากเมื่อ " I don't know what I don't know" คะ :-)
I love your pep talk.
English is a tool. The more we use a tool the better we are with it.
If we know that only 5000 common English words are enough to talk about everything;
If we know that less than 20 rules [there are more exceptions ;-)] of grammar are used in every day talks;
If we know that kids under 5 (years old) can learn to talk in English in 6 months;
Our young children will soon teach us English because we were too scared to learn.
Our young children will soon teach us courage to face the world outside Thai borders.
We cannot hide under 'independence' or 'culture' or 'only language we know'.
We can enjoy more what the world can offer --in English--.
It is too late to learn only when we 'give up' learning ;-)
Khun Sr, I really appreciate in your contributed quoat ka. (Hope you don't mind my "Thailish" writing style.)
My mom told me she used to dream becoming a university lecturer but she was too scared to study in foreign country.
I remember she encouraged us to have extra class in english , however, no one believe her. :-)
Everyone used to learn a "foreign language" with a great success.
...
..
,
when we were only 1-3 year-old. We mastered new words and grammar and everything of language with speed of light and had fun doing just that!
Wonder why and how?
and why and how can't we right now?
ขอบคุณอาจารย์ที่จุดประกายคะ..
พบว่า ตอนฝึก จะให้ผลดี ต้องทำตัวเหมือนนกแก้ว..ทำใจให้ว่าง แล้วพูดตามไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรในช่วงนั้นคะ
อาจเพราะสิ่งนี้..เราถึงเรียนภาษา"ต่างดาว" สู้เด็กไม่ได้..
When we were [very] young, we had [great] incentive to learn -- to communicate 'our needs' [to our mother].
We learned language by [many-]trials-and-[many-]errors.
Can we remember saying 'ga-ga' when we meant to say 'Mummy'?
Can we remember Mummy hugs and kisses for every [silly] noise we made? [gi, ga, ge, heh, ah, ...]
We learned to get more attention and love when we could make the right sound. [ma, mum, mae, pau, ...]
We did have [great] incentives to learn. And we did great.
After we have mastered one language, we lost our chance to learn another language -- in the same way -- with lots of love and kisses. And we forgot how we could teach in the same way as mothers teaching the first language.
But perhaps, mothers [fathers too] can come together with the children and learn another language [even English] together. Adding love, kisses and fun back into learning.
Learning like parrots is very good if we have parrots to learn with ;-)
That is such remarkable comment !
My motivation also comes from survival need. ( esp. in "attention deficit" society ).
..Well, I would keep in mind that "learn with fun and love".
บันทึกต่างๆในหัวข้อนี้จากประสบการณ์ตรงต้องมีประโยชน์มากมายแน่นอนเลยค่ะ คุณหมอ เพราะพี่โอ๋ได้มีโอกาสแนะนำคนอื่นๆที่เขาอยากพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษ แล้วถึงได้รู้ว่า เราจะไม่เข้าใจปัญหาจริงๆถ้าเราไม่เคยมีปัญหามาก่อน กว่าจะรู้ว่าอะไรคือปัญหา เราก็เกือบจะทำให้คนที่อยากเรียนท้อไปได้เหมือนกัน แต่ก็ได้เห็นว่า ความตั้งใจจริงและการเข้าใจปัญหาของตัวเองจะช่วยให้มีพัฒนาการได้แน่นอนค่ะ
ขอบคุณค่ะ และขอชื่นชมบันทึกจากประสบการณ์ที่พี่โอ๋เขียน ชุด Effective English Usage ช่วยให้จำได้ดีและนำมาใช้ได้จริง เป็นประโนชน์มากค่ะ