ช่วงต่อเวรจะเป็นช่วงที่มีจนทมารวมตัวกันมากกว่าเวลาอื่น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นภารกิจเชียร์R2Rครั้งแรกเป็นที่สุด รวบรวมสมาชิกได้ทั้งหมด 5 คน พอบอกว่าจะคุยR2Rให้ฟัง ทุกคนก็ทำหน้างงๆสีหน้าเตร่งเครียดขึ้นมาทันที
เริ่มต้นด้วยการให้ทุกคนเขียนความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ ความรู้ความเข้าใจที่มีเกี่ยวกับ R2R และความคาดหวังต่อการพูดคุยเรื่องR2Rในวันนี้ จากนั้นก็อ่านข้อความที่แต่ละคนเขียนให้ทุกคนฟัง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายขึ้น สีหน้าแสดงความพึงพอใจต่อสิ่งที่ตนเขียน
ต่อด้วยการบอกเล่าเกี่ยวกับR2R ว่าเป็นการยกระดับหรือเพิ่มคุณค่าให้มากกว่าCQIเป็นการพัฒนางานประจำให้ดีขึ้นโดยใช้วิธีการคิดอย่างเป็นระบบในการแก้ปัญหา เมื่อเกิดข้อสงสัย ก็ตั้งคำถาม แล้วก็ค้นหาคำตอบ โดยR2R จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 อย่างคือ 1.โจทย์วิจัยR2Rต้องมาจากปัญหาหน้างาน 2.ผู้ทำต้องเป็นคนทำงานหน้างาน 3.ผลลัพท์ของงานวิจัยควรวัดผลต่อผู้ป่วยโดยตรง 4.ผลการวิจัยต้องนำกลับมาใช้ได้
และเมื่อทำR2Rแล้วจะต้องเกิด3อย่างต่อไปนี้ ส-ป-ก =สนุก-ประเทืองปัญญา-ก้าวหน้าเกิดผลงาน ถ้าเมื่อไหร่ทำแล้วเกิดความทุกข์แสดงว่ามาผิดทางแล้ว
ซึ่งปัญหาของการทำวิจัยก็คือ1.มองไม่เห็นปัญหาไม่รู้จะทำอะไรดี 2.มีปัญหาแต่ไม่รู้ว่าจะวิจัยอย่างไร 3.วิจัยเสร็จแล้วแต่ไม่รู้จะเขียนรายงานการวิจัยอย่างไร 4.เขียนเสร็จแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ใช่
จากนั้นก็ให้แต่ละคนลองเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงาน ปัญหาที่เกิด และวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาให้เพื่อนๆฟัง โดยมีเรื่องเล่า 3 เรื่อง จากสมาชิก 3 คน
เรื่องเล่าที่หนึ่งกล่าวถึงปัญหาผู้คลอดระยะเจ็บครรภ์คลอด นุ่งผ้าถุงเมื่อเจ็บมากจะกระสับกระส่ายจนไม่ได้ระวังผ้าถุงเปิดและบางคนนุ่งไม่ถนัดผ้าหลุดลุ่ยได้ง่ายเลยคิดกางกางคลอดปลอดหวอมาให้ใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับมารดาระยะรอคลอด
เรื่องเล่าที่สองกล่าวถึงปัญหาการตกเลือดระยะหลังคลอดมีอัตราสูงกว่าที่กำหนด เลยนำActive management ระยะที่3มาใช้แทนวิธีปฏิบัติแบบเดิมซึ่งทำให้อัตราตกเลือดหลังคลอดลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
เรื่องเล่าที่สามกล่าวถึงปัญหาจำนวนชุดพ่นยาPVCที่นึ่งซ้ำด้วยแก็สEOมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น จำนวนแก๊สEOถูกใช้เพิ่มขึ้น รพ.ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และก่อให้เกิดอันตรายทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วยจากการมีสารพิษตกค้างสะสมในร่างกาย จึงทดลองนำสายซิลิโคนมาใช้แทนสายPVC ปรากฏว่าสามารถลดได้ทั้งต้นทุน ปริมารถแก๊สEO และความเสี่ยงเรื่องสารพิษ รวมทั้งยังสามารถลดการสต๊อกชุดพ่นยา ทำให้เหลือพื้นที่ไว้เก็บของได้เพิ่มขึ้น
เมื่อเรื่องเล่าแต่ละเรื่องจบลงจะมีการสรุปประเด็นสั้นๆให้เห็นถึงที่มาของปัญหา ปัญหาคืออะไร ทำไมต้องแก้ปัญหา การทบทวนกระบวนการทำงาน การค้นหาสาเหตุ การตั้งเป้าหมาย ทดลองหาวิธีแก้ปัญหา เก็บข้อมูล ทำการพิสูจน์หรือหาคำตอบอย่างเป็นระบบ ซึ่งการคิดหาคำตอบอย่างเป็นระบบก็คือการทำวิจัย ซึ่งก่อนจะคิดหาคำตอบหรือหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆได้ ก็ต้องมีการทบทวนวรรณกรรมหรือก็คือต้องมีการค้นหาความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะศึกษา โดยวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็น - งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัย - เป็นทฤษฎี/หลักการที่เกี่ยวข้อง - บทความหรือบทวิจารณ์ - review/research...
จากนั้นให้ทุกคนฝึกการค้นหาปัญหาโดยการใช้ "เอ๊ะ"เป็นตัวกระตุกต่อมความคิดในการตั้งคำถาม เสร็จแล้วก็อ่านให้ทุกคนฟัง ซึ่งปัญหาที่ได้มีหลากหลายแต่ก็มีหลายๆเรื่องที่ทุกคนเอ๊ะเหมือนๆกัน ตอนนี้ทุกคนเริ่มได้ไอเดียในการทำR2Rแล้ว ก็เลยแจกของฝากเป็นการบ้านให้ทุกคนลองกลับไปเขียนสั้นๆในหัวข้อ 1.ที่มาของปัญหา 2.คำถามการวิจัย 3.วัตถุประสงค์ 4.ขอบเขตการศึกษา และ5.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
วันนี้ใช้เวลาทั้งหมด 1 ชม รู้สึกว่ายากและเครียดพอสมควรกับภารกิจเชียร์R2Rในครั้งแรกนี้ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การสอนแบบนี้มาก่อน ประกอบกับยังไม่ค่อยแม่นและยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องR2R แต่อย่างน้อยเมื่อได้พูดให้คนอื่นฟังก็ยิ่งทำให้เข้าใจในR2Rมากยิ่งขึ้น แต่ความยากที่สุดของภารกิจนี้ก็คือทำยังไงให้ทุกคนเข้าใจ...มั่นใจ...และเชื่อว่า...R2R...มันเป็นแค่เรื่อง...ง้ายง่าย...เอ้ามาช่วยเชียร์R2Rกันหน่อยเร้ว....
ช่วยกันเชียร์นะครับ
ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะคะคุณทิมดาบและคุณโอ
ฝึกฝนและเรียนรู้ค่ะพี่กาย...นี่แหละคือ ก้าวแรกของการฝึกตนเอง "สอนแบบไม่สอน"
ขอบคุณค่ะอาจารย์