ผมศึกษาศาสนาพุทธจากคำสอนของท่านพุทธทาส ท่านบอกว่าความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นที่ผิดๆ เพราะยังไม่มีปัญญาที่จะเห็นความจริงว่า ที่แท้แล้วสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง ทางที่จะก้าวพ้นจากความทุกข์ได้อย่างถาวรคือต้องบ่มเพาะปัญญาให้กล้าแข็ง และ มองให้เห็นความจริงข้อนี้
แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นความเป็นอนิจจังของสิ่งทั้งปวง ซึ่งก็รวมตัวผมเข้าไปด้วยนั้น ก็ยังนึกภาพได้ยาก ว่าความรู้สึกของผู้ที่บรรลุแล้วจะเป็นเช่นไร และบางคนก็ยังกลัวด้วยว่าหากตนบรรลุธรรมแล้ว ชีวิตจะจืดชืดไร้คุณค่าหรือไม่ การบรรลุธรรมจะเป็นการสูญเสียโอกาสที่จะได้ทำสิ่งต่างๆ ได้มีความสุขกับสิ่งต่างๆ หรือไม่
บังเอิญวันก่อนผมได้พิจารณาข้อสงสัยนี้ และได้คำตอบที่ทำให้รู้สึกพอใจ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่จะบันทึกไว้สำหรับตนเองมาอ่านในอนาคต และ เป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่นด้วย จึงมาเขียนความคิดที่ผุดขึ้นไว้ ณ ที่นี้
ผมคิดว่าเราสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้บรรลุธรรม และ จินตนาการถึงชีวิตหลังการบรรลุธรรมได้ (อาจจะเพียงบางส่วนไม่ทั้งหมด) โดยศึกษาจากตัวอย่างของเด็ก เด็กยังมีปัญญาน้อยจึงยึดมั่นถือมั่นบางเรื่องมากกว่าผู้ใหญ่ เช่น เด็กหลายคนชอบลูกโป่ง เวลาได้ลูกโป่งก็ดีใจ ถ้าลูกโป่งแตกหรือหลุดลอยไป ก็เสียใจ ผู้ใหญ่มีปัญญามากพอที่จะเห็นว่าลูกโป่งเป็นสิ่งที่ได้มาง่าย ไม่ได้มีคุณค่าอะไรให้น่ายึดถือ จึงไม่ได้มีความรู้สึกดีใจหรือเสียใจอันเนื่องด้วยลูกโป่งเหมือนเด็กๆ และการที่ผู้ใหญ่ไม่ได้หลงยึดถือลูกโป่งนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของผู้ใหญ่จืดชืดหรือไร้คุณค่าแต่อย่างใด
อีกตัวอย่างหนึ่งจากเด็กอีกเช่นกันคือความกลัว เด็กบางคนกลัวสิงโตที่เขาแห่ในวันตรุษจีน พอเขาแห่งสิงโตเข้ามาใกล้ก็ตกใจร้องไห้ แต่ผู้ใหญ่มีปัญญามองเห็นว่านั่นไม่ใช่สิงโต เป็นเพียงผ้าและเครื่องประดับต่างๆ กับคนที่เข้าไปยกมันทำให้มันเคลื่อนไหวได้ เป็นเพียงสิงโตสมมุติเท่านั้นเอง จึงไม่มีความกลัว
ผมเห็นว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของปัญญาที่ทำให้ความยึดมั่นลดลง ความทุกข์ลดลง เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตราบใดที่ปัญญายังมีอยู่ก็จะไม่ไปหลงยึดมั่นกับลูกโป่ง และ ไม่หลงกลัวสิงโตแห่อีก และการมีปัญญามองเห็นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดาย ไม่ใช่เรื่องของการสูญเสีย ตรงกันข้าม หากคนโตๆมีอายุพอสมควรแล้ว ยังยึดมั่นหลงไหลในลูกโป่ง ยังกลัวสิงโตแห่อยู่ กลับกลายเป็นเรื่องน่าสมเพชสำหรับคนอื่นๆ ไป
ผมแลกเปลี่ยนสักเล็กน้อย เด็กกับลูกโป่งอยู่ในวงกลมเดียวกัน การที่ผู้ใหญ่ไม่รู้สึกโหยหากับการสูญเสียลูกโป่งนั้น ผมคาดเดาว่า
ไม่สามารถกล่าวเช่นนั้นได้ ว่าผู้ใหญ่ไม่ยึดมั่นในลูกโป่ง เพราะผู้ใหญ่อยู่คนละวงกลมกับลูกโป่ง ความรู้สึกปล่อยวางจะต้องปล่อยวาง
ในสิ่งที่คุณยึดถือ ความรู้สึกแบบผู้ใหญ่ไม่ใยดีกับลูกโป่งนั้น มันไม่ใช่การปล่อยวาง ยังไม่ได้ยึดถือ แล้วจะวางได้อย่างไร เมื่อสิ่งนี้เกิดสิ่งนั้นจึงเกิด ผมให้ความเห็นตามความคิดเห็นส่วนตัวผิดถูกไม่รู้ครับ
ขอบคุณคุณหมอศักดิ์สำหรับความคิดเห็นครับ คือผมมองว่าผู้ใหญ่ก็เคยเป็นเด็กมาก่อนไงครับ ก็เคยยึดถือลูกโป่งมาก่อน แต่พอโตขึ้นรู้อะไรมากขึ้นก็เลิกยึดถือลูกโป่งไป ตรงนี้ที่คุณหมอเห็นว่าไม่ใช่การปล่อยวาง อาจจะเพราะเห็นว่าเขาเพียงเปลี่ยนไปยึดถืออย่างอื่นแทน ซึ่งก็จริงครับ แต่ถ้ามองเฉพาะลูกโป่ง ผมคิดว่าน่าจะนับได้ว่าเขาเลิกยึดติดกับลูกโป่งไปแล้ว ผมเองก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกหรือผิด หลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนความคิดครับ
ผมก็เห็นด้วยนะครับถ้ามองแต่ลูกโป่งว่าผู้ใหญ่ไม่ยึดติดลูกโป่ง แต่ที่ตะหงิดๆ ก็เรื่อง(รับรู้ความรู้สึกของผู้บรรลุธรรม และ จินตนาการถึงชีวิตหลังการบรรลุธรรมได้ (อาจจะเพียงบางส่วนไม่ทั้งหมด) ) ผมมองว่าเป็นเพียงมีปัญญารู้เท่าทัน การเป็นเจ้าของลูกโป่ง และ
ความกลัวสิงห์โตตรุษจีน ซึ่งผมเห็นด้วยกับคุณศรเทพ ว่าไม่ยึดลูกโป่ง ผู้ใหญ่ก็ไปยึดอย่างอื่น ซึ่งตัวผมเองมองว่ามันยังห่างไกลกับความรู้สึกบรรลุธรรม ตัวเองมองว่าถ้าของที่ยึดติดมี 100 สิ่ง ไม่ยึด 1 สิ่ง ก็ยังเหลือ 99 สิ่ง แต่ที่สำคัญแล้วไม่ว่าอารมณ์บรรลุธรรม
จะเป็นเช่นไร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอยากรู้ เพราะตัวอย่างพระอานนท์ ท่านก็บรรลุ เพราะท่านละความอยากได้มรรคผลนิพพาน ผมเองความรู้พุทธศาสนาเท่าหางอึ่ง เมื่อคิดต่างออกไปก็เอามาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความแตกฉาน คนมาอ่านได้คิดทบทวนก็เกิดประโยชน์
ถ้าเกิดก้าวล่วงไป ก็ให้ได้ทบทวนทั้งผู้โพสต์ และผู้ตอบ ก็ขอให้เจริญในธรรม ในฐานะเพื่อนร่วมสังสารวัฏ (เป็นทางการไปป่าวนี่ อิอิ)
อ่า...ไม่ได้มีการก้าวล่วงใดๆ เลยครับ ผมเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขียนมันไม่สมบูรณ์ แต่ก็คิดว่าอาจจะมีเพียงผู้บรรลุธรรมโดยสมบูรณ์เท่านั้น ที่จะเข้าใจการบรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ได้ ส่วนพวกเราที่ยังไม่บรรลุธรรมก็คงได้เปรียบเทียบหรืออนุมานเอา สาเหตุที่ผมเขียนเพราะนึกถึงความสงสัยของคนทั่วไป (รวมทั้งตัวผมด้วย) ว่าการบรรลุธรรมนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมกันตนเองจริงหรือ พระท่านสอนว่าถ้าตัดกิเลสทั้งปวงได้ก็จะไม่ต้องมีความทุกข์ แต่คนเราก็มักคิดว่าถ้าไม่มีกิเลสแล้วชีวิตก็จืดชืด ตอนนี้อายุยังน้อยอยู่ ขอหาความสุขในโลกของปุถุชนไปก่อน แม้จะมีความทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร
ผมเลยตั้งคำถามว่า ถ้าไม่มีกิเลสแล้วชีวิตจะจืดชืดจริงหรือ ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว เราอาจจะพบว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเหมือนกับลูกโป่ง หรือ สิงโตเชิด ที่เดี๋ยวนี้เราไม่ยึดติดกับมันแล้ว และก็ไม่ได้รู้สึกเสียดาย ไม่ได้อยากจะกลับไปยึดติดกับมันเหมือนเก่าอีก