ตัวอย่างการนำทฤษฎีการเรียนรู้ไปใช้ในการออกแบบการสอนภาษาไทย
เฉลิมลาภ ทองอาจ
ศาสตร์สาขาที่มีคุณูปการต่อการสอนภาษาไทยเป็นอย่างยิ่งคือจิตวิทยาการเรียนรู้ การตั้งคำถามว่าบุคคลเรียนรู้ได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และจะทำอย่างไรให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างคงทน ล้วนแต่เป็นคำถามที่นักจิตวิทยาการเรียนรู้พยายามที่จะศึกษาและสร้างแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอ ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้มีอยู่หลายกลุ่ม ที่ได้รับความนิยมและเผยแพร่อยู่ทั่วไปเช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ พุทธิปัญญานิยม (cognitivism) ทฤษฎีการเรียนรู้มนุษยนิยม (Humanitism) และทฤษฎีการเรียนรู้ พฤติกรรมนิยม (behaviorism) น่าสนใจว่า มีผู้กล่าวว่าทฤษฎีการเรียนรู้สองกลุ่มแรกว่าเป็นทฤษฎี “ใหม่” และจัดให้ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมเป็นทฤษฎี “เก่า” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละทฤษฎีล้วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การจะตัดสินว่าทฤษฎีใดใหม่หรือเก่านั้น คงไม่สำคัญเท่ากับว่า ทฤษฎีใดจะใช้อธิบายการเรียนรู้ของบุคคลได้ชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลมากกว่ากัน
บทความนี้ต้องการนำเสนอมิติของการนำทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ไปใช้ โดยเสนอตัวอย่างของทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทย ผู้เขียนมิได้มีวัตถุประสงค์ว่าในการสอนภาษาไทยจะต้องใช้แต่เฉพาะทฤษฎีนี้เท่านั้น เพราะในการเรียนการสอนในบริบทจริง เป็นการใช้ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ในลักษณะผสมผสานทฤษฎีและผสมผสานวิธี (multi-theory and multi-method) ซึ่งการเลือกใช้ก็เป็นไปตามปัจจัยทั้งในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมาย ลักษณะของเนื้อหาความรู้และวิธีการวัดประเมิน แต่การศึกษาตัวอย่างของการสอนตามทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง จะทำให้ครูผู้สอนภาษาไทยเข้าใจภาพรวมของการแปรทฤษฎีไปสู่การปฎิบัติมากยิ่งขึ้น
แม้มีผู้กล่าวว่าทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมเป็นทฤษฎีดั้งเดิม ที่มองมนุษย์ในฐานะ “อินทรีย์” ที่ถูกควบคุมและจัดกระทำได้จากปัจจัยภายนอก ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นทฤษฎีที่ไม่ให้ความสำคัญกับบุคคล ซึ่งมีความซับซ้อนและมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่แฝงเร้นอยู่ภายใน แต่ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม ก็เป็นทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมของบุคคลได้อย่างมีเหตุผลมากที่สุด เพราะเป็นการศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังที่ B.F. Skinner (1904-1990) นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมได้กล่าวไว้สรุปได้ว่า ปัจจัยภายในบุคคล เช่น ความคิด อารมณ์หรือความรู้สึก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของพฤติกรรมในบุคคลได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเรายังคงต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจต่อไปว่า ปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในขณะที่สิ่งแวดล้อมต่างหาก ที่สามารถที่จะสังเกต ควบคุมหรือจัดกระทำได้ ดังนั้นเขาจึงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับจิตมาอธิบายพฤติกรรมของบุคคล
สมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มนี้ คือ การควบคุมพฤติกรรมของบุคคลสามารถกระทำได้ด้วยการควบคุมสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ พฤติกรรมต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ (learning) ซึ่งนักวิทยาพฤติกรรมนิยมได้ให้ความหมายของคำนี้ไว้ว่า การเรียนรู้หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร อันเกิดจากการได้รับประสบการณ์ (สิ่งแวดล้อม/ปัจจัยภายนอก) หรือการได้รับเงื่อนไข (conditioning) ซึ่งเป็นสถานการณ์บางอย่าง ที่เมื่อบุคคลเข้าไปปฎิบัติแล้วได้รับผล(consequences) ที่น่าพึงพอใจตามมา ตัวอย่างเช่น ครูภาษาไทยต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมการอ่านตีความอย่างถาวร ครูภาษาไทยก็จัดกิจกรรมการเรียนรู้ (เงื่อนไข) ที่ให้ผู้เรียนได้อ่านตัวบทร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ที่ต้องอาศัยการตีความนัยหรือสัญลักษณ์ต่างๆ และเมื่อผู้เรียนตีความถูกต้อง ครูก็ให้การเสริมแรงด้วยการให้รางวัล เช่น การชมเชย การให้คะแนน (ผลที่น่าพึงพอใจ) เช่นนี้ก็จะทำให้พฤติกรรม การอ่านตีความเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนอย่างถาวรยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมการอ่านตีความซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขั้นใหม่นั้น เกิดจากการวางเงื่อนไขสภาพแวดล้อมโดยครู อันเป็นไปตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
จากแนวคิดและสมติฐานเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมและการให้การเสริมแรงทางบวกแก่ผู้เรียน ซึ่งจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการจำแนกพฤติกรรมออกเป็นส่วนๆ และให้การเสริมแรงไปทีละส่วนเป็นลำดับไป ทำให้เกิดยุทธศาสตร์การสอนที่เรียกว่า “การสอนทางตรง” (direct instruction) หรือการเรียนการสอนที่มีกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน (explicit teaching) อันหมายถึง การจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฎิบัติ เพื่อให้เกิดพฤติกรรใหม่ไปทีละขั้นตอน (step-by-step instruction) โดยครูเป็นผู้วางแผนและจัดเตรียมประสบการณ์ไว้ให้ ลำดับของกระบวนการเรียนการสอนทางตรงสามารถสรุปได้ดังนี้ (Rosenshine, 1985)
1. ชี้แจงผู้เรียนให้ทราบถึงเป้าหมายหรือจุดประสงค์การเรียนรู้
2. อธิบายความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต้องมีหรือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีมาก่อน (prerequisite learning)
3. นำเสนอข้อมูลหรือความรู้ใหม่อย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะฝึกหัดปฎิบัติกระทั่งผ่านในแต่ละขั้นตอนได้
4. อธิบายหรือสอนให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน
5. ถามคำถามอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน
6. ให้ผลป้อนกลับและคำแนะนำอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจหรือผลงานที่ปฎิบัติอยู่
7. สนับสนุนให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 80 ในช่วงแรกของการเรียนรู้
จากการวิจัยหลายเรื่องพบว่า การสอนทางตรงสามารถที่จะนำไปใช้พัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทักษะการคำนวณ และที่สำคัญคือยังสามารถนำไปใช้ในการสอนให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ (concept) ต่างๆ ได้อีกด้วย ตัวอย่างของการนำการสอนทางตรง ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมไปใช้ เช่น การจัดการเรียนการสอน มโนทัศน์ประโยคซับซ้อน (ม. 3) ครูสามารถสอนให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ประโยคซับซ้อนโดยใช้วิธีการสอนทางตรงได้ดังนี้
1. ชี้แจงผู้เรียนให้ทราบถึงเป้าหมายหรือจุดประสงค์การเรียนรู้
ครูแจ้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องประโยคซับซ้อนให้ผู้เรียนทราบ โดยกล่าวว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้ศึกษาเรื่องประโยคซับซ้อนแล้ว ผู้เรียนจะต้องเกิดความเข้าใจมโนทัศน์ประโยคซับซ้อน กล่าวคือ สามารถอธิบายได้ว่าประโยคซับซ้อนคืออะไร (explain) ระบุได้ว่าประโยคใดเป็นประโยคซับซ้อนและเป็นประโยคซับซ้อนประเภทใด มีโครงสร้างอย่างไร (identify, differentiate) และสามารถยกตัวอย่างประโยคซับซ้อนได้ (illustrate) การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ดังกล่าว มาจาก การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และการวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยใช้ทฤษฎีระดับพุทธิพิสัยของ Bloom ที่ปรับปรุงใหม่โดย Anderson และ Krathwohl (2001)
2. อธิบายความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต้องมีหรือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีมาก่อน (prerequisite learning)
ครูสนทนากับผู้เรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีมาก่อน เช่น ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มคำ ความรู้เกี่ยวกับประโยคสามัญและประโยคซ้อน ความรู้เรื่องคำเชื่อม โดยหากผู้เรียนแสดงให้เห็นว่า ยังมีความรู้ไม่เพียงพอหรือไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ครูอาจจัดเป็นกิจกรรมทบทวนหรือสอนซ้ำหากมีความจำเป็นจริงๆ และหลังจากที่ผู้เรียนทุกคนมีความเข้าใจเบื้องต้นแล้วจึงดำเนินการในขั้นต่อไป
3. นำเสนอข้อมูลหรือความรู้ใหม่อย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งผู้เรียนสามารถที่จะฝึกหัดปฎิบัติกระทั่งผ่านในแต่ละขั้นตอนได้
ครูวิเคราะห์เนื้อหาที่จะสอนโดยจำแนกออกเป็นส่วนๆ ตามลำดับของวัตถุประสงค์ได้แก่ 1) ความหมายของประโยคซับซ้อน 2) ประเภทของประโยคซับซ้อน 3) โครงสร้างของประโยคซับซ้อน จากนั้นออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาในแต่ละส่วนตามลำดับ เช่น ความหมายของประโยคซับซ้อนจะให้ผู้เรียนศึกษาจากเอกสารประกอบการเรียนรู้ ประเภทของประโยคซับซ้อนและโครงสร้างประโยคซับซ้อนจะสอนด้วยการอธิบายและการยกตัวอย่างการวิเคราะห์ประโยคบนกระดานดำ เป็นต้น
4. อธิบายหรือสอนให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน
ครูดำเนินการเรียนการสอนด้วยการให้ความรู้ใหม่ตามที่ได้เรียงลำดับไว้ และดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้โดยแบ่งออกเป็นช่วงๆ การให้ความรู้ใหม่อาจใช้วิธีการบรรยาย อธิบาย สาธิตหรือยกตัวอย่าง ประกอบการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนการฝึกหัดปฎิบัติด้วยตนเองจากแบบฝึกหัดหรือสื่อการเรียนรู้ลักษณะอื่นๆ
5. ถามคำถามอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน
ครูใช้คำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนเป็นช่วงๆ ทั้งระหว่างการเรียน การสอนและหลังจากจบเนื้อหาในแต่ละช่วง ทั้งนี้ควรเป็นคำถามที่มุ่งสร้างความเข้าใจ กล่าวคือ เป็นคำถามเพื่อให้ผู้เรียนตีความ (interpreting) ยกตัวอย่าง (exemplifying) จำแนกหรือจัดหมวดหมู่ (classifying) สรุป (summarizing) เปรียบเทียบ (comparing) อธิบาย (explaining)
6. ให้ผลป้อนกลับและคำแนะนำอย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงแก้ไขความเข้าใจหรือผลงานที่ปฎิบัติอยู่
ครูให้ผลป้อนกลับในลักษณะการเสริมแรง เช่น การกล่าวชื่นชม การให้แต้มคะแนนหรือรางวัลในกรณีที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ครูยังต้องให้ผลป้อนกลับในลักษณะที่เป็นกิจกรรมการซ่อมเสริมการเรียนรู้ เช่น การอธิบายเพิ่มเติมหรือใช้กิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องหากครูใช้คำถามแล้วพบว่า ผู้เรียนยังไม่สามารถที่จะตอบได้ ทั้งนี้ผู้เรียนแต่ละคนอาจใช้เวลาในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ครูจะต้องคำนึงว่า ควรใช้กิจกรรมสอนเสริมหรือแก้ไขเรื่องความเข้าใจอย่างไร ที่จะเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน เช่น ผู้เรียนบางคนอาจใช้การอธิบายหรือยกตัวอย่างเพิ่มเติม ในขณะที่ผู้เรียนบางคนอาจจะต้องใช้แบบฝึกหัดเพื่อฝึกปฎิบัติการวิเคราะห์ประโยคมากยิ่งขึ้น เป็นต้น สำหรับผู้เรียนที่มีความรู้ความเข้าใจแล้ว ครูก็จะต้องหากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อฝึกปฎิบัติเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเชิงลึกในเรื่องประโยคซับซ้อนยิ่งขึ้น
7. สนับสนุนให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 80 ในช่วงแรกของการเรียนรู้
ครูควรคำนึงอยู่เสมอว่า ในการให้ผู้เรียนปฎิบัติกิจกรรม เช่น ตอบคำถามหรือทำแบบฝึกหัดในช่วงแรกของการเรียนรู้ ผู้เรียนควรจะสามารถปฎิบัติกิจกรรมนั้นโดยรู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้พอสมควร ดังนั้นกิจกรรม แบบฝึกหัด หรือการตอบคำถามเกี่ยวกับประโยคซับซ้อนในช่วงแรกนั้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนรู้สึกว่ายากมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ในที่สุด ทั้งนี้ครูจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่าผู้เรียนทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ หากครูจัดสิ่งแวดล้อมหรือประสบการณ์ที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นไปตามสมมติฐานสำคัญของทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมนั่นเอง
แนวคิดการใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมในการสอนภาษาไทย มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา เพราะเป็นช่วงวัยที่ผู้เรียนจะต้องสร้างมโนทัศน์ความเข้าใจเรื่องต่างๆ จำนวนมาก และเมื่อถึงระดับมัธยมศึกษา กิจกรรมการเรียนการสอนทางตรง หรือแนวคิดเรื่องการให้การเสริมแรง การลดหรือการเพิ่มพฤติกรรมด้วยการควบคุมสิ่งแวดล้อมและผลป้อนกลับ ก็สามารถนำมาใช้ในบางโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้พฤติกรรมที่เป็นส่วนของมโนทัศน์หรือทักษะที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การอ่านตีความ การเขียนเรียงความ เพราะการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยม หรือทฤษฎีการเรียนรู้การสร้างความรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการสร้างความเข้าใจมโนทัศน์หรือหลักการด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น โดยสรุปหากมองในมิติของทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยก็คือ “เงื่อนไข” ที่ครูจัดกระทำเข้าไป การให้ผลป้อนกลับและการให้ทำกิจกรรมเสริมความเข้าใจก็คือ “การให้การเสริมแรง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์หรือทักษะใหม่ๆ ได้ในที่สุด การเลือกใช้ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมจึงไม่ใช่การย้อนกลับไปใช้สิ่งเก่า แต่เป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เหมาะกับเนื้อหาและทักษะทางภาษา ซึ่งปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการฝึกฝนปฎิบัติซ้ำมากยิ่งขึ้น
______________________________________
รายการอ้างอิง
Anderson, L. W. and Krathwohl, D. R. (2001). A taxonomy for learning, teaching, and assessing: A revision of Bloom's taxonomy of educational objectives. Boston, MA: Allyn & Bacon.
Rosenshine, B. (1985). Direct instruction. In T. Husén & T. N. Postlethwaite (Eds.), International Encyclopedia of Education. (Vols. 1-10, Vol. 3). Oxford: Pergamon Press.
ได้ความรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
*** ครูแจ้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องประโยคซับซ้อนให้ผู้เรียนทราบ โดยกล่าวว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้ศึกษาเรื่องประโยคซับซ้อนแล้ว ผู้เรียนจะต้องเกิดความเข้าใจมโนทัศน์ประโยคซับซ้อน กล่าวคือ สามารถอธิบายได้ว่าประโยคซับซ้อนคืออะไร (explain) ระบุได้ว่าประโยคใดเป็นประโยคซับซ้อนและเป็นประโยคซับซ้อนประเภทใด มีโครงสร้างอย่างไร (identify, differentiate) และสามารถยกตัวอย่างประโยคซับซ้อนได้ (illustrate)
*** ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ