Wisdom House โรงเรียนปัญญาแห่งศตวรรษที่ 21

การคิดริเริ่ม (Creativity) กับการคิดจากสิ่งที่คนอื่นริเริ่มให้ ย่อมมีความหมายแตกต่างกันมหาศาล แม้แต่ระดับสุดยอดของจีนก็ยังมีปัญหาในด้านนี้ การพัฒนาประเทศจึงเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ไม่ใช่แค่ฉลาดแล้วจะทำได้ บางครั้งมันยังขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม นั่นคือ ค่านิยมของจีน ยังเต็มไปด้วยอิทธิพลของลัทธิขงจื้อ ดังนั้น แม้แต่นักศึกษาปริญญาเอก ก็ยังต้องพึ่งพาอาจารย์ในการริเริ่มให้ ขณะที่นักศึกษาปริญญาเอกเหมือนกัน หากทว่าได้ไปใช้ชีวิตในอเมริกา ก็กลับเต็มไปด้วยความคิดริเริ่ม

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

(www.siamintelligence.com)

 



ในศตวรรษที่ 21 ภูมิปัญญาแบบ Wisdom จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
นับจากนี้ โลกจะแข่งขันกันรุนแรงมาก เมืองไทยต้องหันมาทบทวนตัวเอง
เราต้องผลิตคนที่มีความคิดลึกซึ้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม


ตัวอย่างในอเมริกา ระบบสังคมเศรษฐกิจการเมือง
ล้วนแต่สนับสนุนให้ผู้คนขบคิดอย่างลึกซึ้ง เยาวชนอายุ 16-17 ปี
ต่างต้องเริ่มต้นดิ้นรนในชีวิตกันแล้ว
มันมีระบบบางอย่างที่บีบบังคับให้วัยรุ่นต้องคิดเรื่องการทำมาหากิน
เรื่องการช่วยเหลือตัวเอง แต่เมืองไทยนั้น “สบายจนเคยตัว”
ทำให้เด็กไทยมีปัญหาชีวิตมากมาย อ่อนแอและเปราะบางทางจิตใจ
ไม่มีหลักยึดในการดำรงชีวิต เคว้งคว้าง ลอยไปลอยมา เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ก็มีปัญหาในการทำงาน การพัฒนาผลงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
นับจากนี้ไป โลกาภิวัตน์จะไม่อนุญาตให้เราปิดตัวเอง
แข่งขันกันในประเทศเหมือนอย่างเดิมอีกต่อไป


Wisdom House จึงเป็นเหมือน “หลักสูตรทดลอง”
เพื่อการพัฒนาเยาวชนไทยในการรับมือกับศตวรรษที่ 21
หากสุดท้ายผู้เรียนจะต้องนำความรู้ไปประยุกต์ในชีวิตประวัน
ซึ่งง่ายกว่าดิ้นรนเองแบบเด็กอเมริกันที่ต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์


Wisdom ที่ใช้ในบริบทนี้ย่อมไม่ใช่คำไทยที่แปลว่า ปฏิภาณ หรือ
ความเฉลียวฉลาด เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นทั้งปฏิภาณและความเฉลียวฉลาด
ผสมผสานกันอย่างลงตัว ยิ่งกว่านั้น เรานิยามเพิ่มไปด้วยว่า คือ การคิดใหม่
ไม่ติดในกรอบเดิม (rethink)
รู้จักปรับเปลี่ยนประเมินค่าสรรพสิ่งด้วยสายตาสดใหม่
ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป (revalue) แต่นั่นยังไม่พอ เราต้องการให้
Wisdom House ของเรา กินความรวมถึง การรู้จักคิดสร้างสรรค์ (creativity)
ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ การคิดสร้างสรรค์นั้น
ไม่ใช่การคิดเพ้อฝัน สะเปะสะปะ แต่ต้องตอบสนองความต้องการของเพื่อนร่วมโลก
ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางวัตถุและจิตใจ ดังนั้น เราจึงตัดสินใจเพิ่ม
ความสามารถในการทำกำไร (profitability) เข้ามาด้วย
ซึ่งเป็นความเฉลียวฉลาดอีกตัวหนึ่งที่มาช่วยเสริมให้ Wisdom
ของเรามีคุณภาพลึกล้ำมากขึ้น สุดท้ายแล้ว
คนรุ่นใหม่จะต้องฝึกฝนการคิดเชิงบวก(positive thinking) ให้กลายเป็นนิสัย
เพราะการจะสร้างสรรค์โลกได้นั้น
เราต้องมีพลังและความสนุกในการที่จะดำรงชีวิตเสียก่อน


การคิดในแง่บวกจะต้องคิดอย่างถูกวิธีด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าคิดบวก
ผมเคยเห็นหนังสือ How to เล่มหนึ่งที่โด่งดังมาก The Secret
คนทั่วไปอ่านแล้วชอบทันที เพราะโปรโมตกันอย่างเป็นระบบ
ที่อเมริกาโด่งดังมาก
ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอหนังสืออีกเล่มหนึ่งเห็นหน้าปกแล้วสุนทรีย์รื่นรมย์
แต่เมื่อเปิดมาเจอเนื้อในแล้ว ให้ความรู้สึกที่หดหู่ เขาพูดประมาณว่า
“สตาร์บัคส์ทำได้เพราะใจรัก” ผมคิดว่า ใจรักเป็นสิ่งสำคัญ
แต่มันต้องมีอะไรมากมายกว่านั้น ซึ่งถ้าคนอ่านเพียงแค่นี้
หลงเชื่อแล้วไปทำตาม ก็พินาศทันที


The Secret มันเข้าไปจับหัวใจคน คือ อธิษฐาน อธิษฐาน อธิษฐาน มันคล้ายๆ
กับ วลีที่ว่า “Starbucks ใจรักแล้วคุณจะสำเร็จ”
คิดแบบนี้ก็ช่วยเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม
แต่ในความเป็นจริงมันต้องมีอีกหลายปัจจัยประกอบเข้ามา ถึงจะทำได้สำเร็จ
ทั้งต้องทำงานหนัก กล้าเสี่ยง กล้าเผชิญปัญหา
คือมันมีอะไรมากกว่าความรักล้วนๆเพียงอย่างเดียว


หนังสือ How to พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หากทว่าแท้จริงกลับไม่เข้าใจลึกซึ้งว่าความสุขคืออะไร
แม้แต่การเข้าถึงความสุข ก็ต้องใช้ความรู้
ไม่ใช่ว่ามีเงินมากมายแล้วจะมีความสุขได้ง่ายดาย บางคนคิดเลยเถิดไปถึงว่า
“คนจน คือ คนที่มีความสุข” ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่เตลิดเปิดเปิง
ร่ำรวยหรือยากไร้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุขแต่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
สิ่งที่กำหนดความสุขก็คือ การพัฒนาปัญญาเพื่อให้รู้เท่าทันตัวเอง
รู้ว่าจะจัดการชีวิตอย่างไรให้มีความสุขเปี่ยมล้น ในวันคืนแสนสั้นของเรา


โครงสร้างหลักสูตรของ Wisdom House


ใครจะลองนำไปใช้ ทั้งในเชิงส่วนตัว หรือธุรกิจการค้า ก็ได้ไม่ว่ากัน


1. การวิพากษ์เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Critical and Creative)


ระบบการเรียนการสอนแบบคลาสสิคของชาวกรีก-โรมัน
ถือว่าเป็นอารยธรรมเริ่มแรกที่ให้ความสนใจในการสร้างระบบเรียนรู้ของปัจเจก
บุคคลและสังคม ผ่านการใช้ปัญญาอย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผล
หลุดพ้นจากการปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม หรือศรัทธาสิ่งใดอย่างงมงาย
ปลอดพ้นจากการไต่สวนตรึกตรองให้รอบคอบ


การไตร่ตรองเหตุผลนั้น คนไทยจำนวนมากเข้าใจผิดว่า
ต้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ ที่สลับซับซ้อน แต่แท้จริงแล้ว
หากเราแม่นยำในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกต้องแล้ว
คณิตศาสตร์ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป แน่นอนว่า
คณิตศาสตร์ช่วยทำให้ความคิดเป็นรูปร่าง จับต้องได้
แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตัดสินชี้ขาด การยึดติดกับคณิตศาสตร์มากเกินไป
บางครั้งกลับกลายเป็นผลร้าย เพราะเท่ากับไปสร้างความงมงายชุดใหม่ขึ้นมา
โดยไม่รู้ตัว


วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่กำลังคุกคามชาวโลกอยู่ในขณะนี้
ได้เริ่มต้นจากความศรัทธาในคณิตศาสตร์และสมการอันสลับซับซ้อนซึ่งสามารถเสก
สรรค์ตราสาร Subprime ซึ่งแต่เดิมเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
ให้กลับกลายเป็นสินทรัพย์ชั้นดีไปได้ในชั่วข้ามปี
หากเมื่อมนต์เสน่ห์ของคณิตศาสตร์ได้เลือนหายไป หายนะภัยของความลุ่มหลง
ก็ได้ปรากฏชัดเจนเจ็บปวดยิ่งในปัจจุบัน


ปัญญาของกรีกและโรมัน เริ่มต้นด้วยการ
“ถกเถียงและโต้แย้งอย่างเป็นระบบ” ในระบบการเรียนการสอนของตะวันตกนั้น
จะมีจุดแข็งที่กระบวนการ Debate and Discussion
อย่าพึ่งอคติในสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ แม้ชื่อจะดูไม่ดี
แต่มันมีคุณประโยชน์สำคัญบางประการ
ซึ่งผมคิดว่าเมืองไทยยังอ่อนด้อยในเรื่องนี้
เพราะคนกลุ่มหนึ่งจะไม่เห็นด้วยเลย
กลัวว่าจะกลายเป็นชนวนให้คนในสังคมทะเลาะกัน
แต่นั่นเพราะเรายังไม่เข้าถึงวิธีการที่แท้จริง ซึ่งสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย


การถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ต้องเริ่มจากการมองโลกอย่างหลากหลาย
เห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง แต่คนส่วนใหญ่นั้น
เมื่อปักใจเชื่ออะไรแล้ว ก็มักจะเทไปในทางนั้นจนหมดตัว ตัวอย่างเช่น
หลักคิดแบบ Positive thinking ถ้าคนที่ไม่ชอบ
หรือเคยประสบกับด้านลบของวิธีคิดแบบนี้มาก่อน
ก็จะมองหลักคิดแบบนี้ในแบบแง่ร้ายไปเลย
ขณะที่บางคนซึ่งเคยมีประสบการณ์ดีๆกับวิธีคิดแบบนี้ ก็จะเชื่อสนิทใจไปเลย
ไม่เคยไต่ถามถึงจุดอ่อนข้อบกพร่องเลย


Wisdom ที่แท้จริงจะต้องนำไปสู่ภาวะWin-Win คือ สร้างประโยชน์ให้ตนเอง
แล้วต้องสานประโยชน์นั้นไปสู่ผู้อื่นด้วย
แต่ถ้าให้ดีต้องยกระดับจนถึงขั้นดีเลิศ (Best) ไม่ใช่ดีธรรมดา(Good)
หากเราทำให้ผลงานของเราดีกว่ามาตรฐาน มันจะส่งผลยาวไกลไปถึงลูกหลาน
หลายเจเนอเรชั่นหลายชั่วอายุคน


การถกเถียงเป็นกระบวนการหาความรู้ที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่ง
เพราะมันนำไปสู่ “กระบวนการคิดได้ด้วยตนเอง” อาจารย์ผมเคยพูดไว้ว่า
การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่การเรียนที่สอนเนื้อหาหรือผลลัพธ์
แต่เป็นการสอนที่จะทำให้คนรู้ว่าจะไปหาความรู้ได้ที่ไหน สอนว่าจะคิดอย่างไร
นี่คืออุดมคติสูงสุดของการเรียน
ในแต่ละปีมีนักศึกษาไม่กี่คนที่ทำได้ถึงระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงในเมืองไทย



ยกตัวอย่าง จากหนังสือเล่มหนึ่ง Guanxi (The Art of Relationships) : Microsoft, China, and Bill Gates’s Plan to Win the Road Ahead
ซึ่งเป็นเรื่องราวการเข้าไปลงทุนของ Microsoft ในจีน
เพื่อเฟ้นหาคนเก่งชั้นเลิศ ไม่ใช่เก่งธรรมดา เพราะบริษัทชั้นเลิศ
ย่อมต้องการพนักงานชั้นเลิศ เน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ แต่แม้จะ Deal
เฉพาะกับคนเก่งระดับครีมของจีน ก็ยังพบปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ
นักศึกษาปริญญาเอกที่เก่งๆเหล่านั้น มักจะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
ตามที่อาจารย์กำหนดมา
ในขณะที่หัวหน้าศูนย์วิจัยซึ่งเป็นคนจีนที่ไปศึกษาต่อในอเมริกานั้น
ตอนที่ทำปริญญาเอก เขาเกิดความคิดที่ขัดแย้งกับอาจารย์
แต่อาจารย์กลับพูดประมาณว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณคิด
แต่ผมให้อิสระอย่างเต็มที่ในการทำตามสิ่งที่คุณคิด” แล้วสุดท้าย
งานชิ้นนั้นได้ผลงานออกมาดีมาก แต่ถ้าเมืองไทยนั้น จะเป็นอย่างไร
“ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำ เพราะฉะนั้น คุณต้องไม่ทำ”


การคิดริเริ่ม (Creativity) กับการคิดจากสิ่งที่คนอื่นริเริ่มให้
ย่อมมีความหมายแตกต่างกันมหาศาล
แม้แต่ระดับสุดยอดของจีนก็ยังมีปัญหาในด้านนี้
การพัฒนาประเทศจึงเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ไม่ใช่แค่ฉลาดแล้วจะทำได้
บางครั้งมันยังขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม นั่นคือ ค่านิยมของจีน
ยังเต็มไปด้วยอิทธิพลของลัทธิขงจื้อ ดังนั้น แม้แต่นักศึกษาปริญญาเอก
ก็ยังต้องพึ่งพาอาจารย์ในการริเริ่มให้ ขณะที่นักศึกษาปริญญาเอกเหมือนกัน
หากทว่าได้ไปใช้ชีวิตในอเมริกา ก็กลับเต็มไปด้วยความคิดริเริ่ม


ปัญหาจึงไม่อาจแก้ไขได้ที่ปัจเจกบุคคลเท่านั้น
แต่ต้องปฏิรูปวัฒนธรรมและประเพณีทางสังคมด้วย
หากเต็มไปด้วยความเชื่อที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์
ความเก่งนั้นจึงได้แต่เป็น “ความเก่งในกรอบ” ถ้าไม่มีคนกำหนดกรอบมาให้
ก็ทำอะไรไม่เป็นเลย การจะทำให้คนในชาติรู้จักสร้างสรรค์
รู้จักริเริ่มสร้างผลงานของตนเองจากศูนย์
ย่อมต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย


ในอดีตที่อารยธรรมจีนรุ่งเรือง
และเป็นเพียงไม่กี่อารยธรรมโบราณที่เหลือรอดมาถึงปัจจุบันก็เพราะมีคนจีนที่
รู้จักสร้างสรรค์ เราจะเห็นว่าในอดีต คนจีนมีการประดิษฐ์คิดค้นอะไรมากมาย
ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ แต่ยังรวมถึงภูมิปัญญา ปรัชญา การเมือง การปกครอง
และศิลปะ


หลังจากศตวรรษที่ 16  จีนได้หยุดพัฒนาการและเริ่มหมกมุ่นในตัวเอง
ในขณะที่อังกฤษได้ก้าวแซงเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ประเทศตะวันตกจึงเริ่มรุกรานแบ่งเฉือนแผ่นดินและทรัพยากรของจีนที่ล้าหลัง
กว่าไปครอบครอง ประชาชนจีนต้องอดอยากทุกข์เข็ญไม่สิ้นสุดเกือบร้อยปี
นับเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศที่พัฒนาโดยเทียบกับมาตรฐานของตัวเอง
ไม่เปิดหูเปิดตาเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านว่าก้าวเดินล้ำหน้าไปไกลเพียงใด


30 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มตั้งหลักได้ และกำลังพัฒนาตัวเองอย่างขนานใหญ่
เมื่อผนวกกับฐานเดิมที่มีคนเก่งจำนวนมากอยู่แล้ว
เพียงแต่บริหารเรื่องการสร้างวัฒนธรรมแห่งการริเริ่มสร้างสรรค์เข้าไป
จีนก็กลับมาผงาดเป็น “ประเทศศูนย์กลาง” สมกับที่พากเพียรวิริยะมายาวนาน


ส่วนประเทศไทยนั้น ยังคงมีอัตราการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ต่ำยิ่ง
จึงดูเหมือนว่าเรากำลังขูดรีดบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ตั้งแต่การก่อตั้งกลุ่ม “สยามหนุ่ม”
พระองค์ท่านและข้าราชบริพารได้ร่วมกันสร้างอะไรไว้มากมาย
แต่ผ่านมาร้อยกว่าปี
เราก็ไม่เคยคิดจะสร้างสิ่งใหม่ที่ก้าวล้ำไปกว่าพระองค์ท่านเลย
เรากำลังขูดรีดสิ่งที่ท่านทำ กินบุญเก่าไปเรื่อยๆ แต่ของตะวันตกนั้น
เขามีกระบวนการเพิ่มสิ่งใหม่เข้าไปอย่างต่อเนื่อง คิดใหม่ไม่ได้ทั้งหมด
ก็ขอให้ยกระดับต่อยอดก็ยังดี


การโต้แย้งถกเถียงหรือวิพากษ์อย่างถูกวิธี
นอกจากจะช่วยพัฒนาภูมิปัญญาแล้ว ยังเป็นรากฐานไปสู่กระบวนการคิดสร้างสรรค์
หรืออย่างน้อยต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม หากเราไม่มีจิตใจแห่งการวิพากษ์
เราจะคล้ายชาวจีนในอดีต คือ แม้จะมีความฉลาดเพียงใด
แต่ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ ต้องรอคนมาป้อนจุดเริ่มต้นให้ก่อน
จึงสามารถพัฒนาต่อเนื่องไปได้


2. การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategy and Tactics)


หลังจากที่วางรากฐานระบบการหาความรู้แบบวิพากษ์สร้างสรรค์แล้ว
เราจะยกระดับไปสู่การเรียนรู้ในเชิงกลยุทธ์
ซึ่งชนชาติที่ล้ำเลิศที่สุดก็คือ “จีน”
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ลองดูแผนที่ประเทศจีน
คุณจะรู้ว่ามันมีภูมิประเทศแตกต่างกันมาก การเข้ายึด การโจมตี การวางกำลัง ณ
จุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งหมด ล้วนเอื้อต่อการขบคิดเชิงกลยุทธ์ เพราะฉะนั้น
คนจีนจะเก่งค้านนี้ คนจีนทำมาหากิน เอาตัวรอดได้เสมอ
สร้างเนื้อสร้างตัวอะไรต่างๆมากมาย
แต่มันจะเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวในเชิงกลยุทธ์มากกว่าการสร้างสรรค์สิ่ง
ใหม่ (Creative) แต่ในอนาคตจะทำแบบนี้ไม่ได้แล้ว
เพราะทุกอย่างล้วนถูกสร้างไว้หมดแล้ว คุณต้องครีเอทของใหม่


อารยธรรมกรีก ซึ่งเป็นชาติที่ถนัดในการคิดสร้างสรรค์
ได้กลับขาดความจัดเจนในด้านกลยุทธ์
จึงกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อารยธรรมนี้ต้องล่มสลายไปในที่สุด ดังนั้น
ทั้งความฉลาดเชิงการวิพากษ์สร้างสรรค์ และความฉลาดเชิงกลยุทธ์
จึงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน


3. การคิดเชิงประโยชน์ใช้สอยและผลกำไร (Utility and Profitability)


นอกจาก ความฉลาดสร้างสรรค์และความฉลาดเชิงกลยุทธ์
เรายังต้องรู้จักการดัดแปลงความฉลาดทั้งสองด้านให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้
จริง (Utility)ไม่ใช่สร้างแต่สิ่งสูงส่งเลอเลิศ
แต่กลับไม่เป็นที่ต้องการของมวลมนุษยชาติ
และในด้านความฉลาดเชิงประโยชน์ใช้สอย คงไม่มีชาติใดโดดเด่นเท่าเทียมอเมริกา
ซึ่งมีจุดเด่นในการสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจ
อเมริกาเป็นชาติที่มีธุรกิจแหวกแนวล้ำสมัย
และยังเจริญเติบโตรุ่งเรืองอีกด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ Google, eBay,
Microsoft รวมไปถึง Starbucks ธุรกิจเก่าที่เอามาทำให้ใหม่


คำว่า Profitability คนไทยโดยมากก็จะมองในด้านลบ เช่นเดียวกับคำว่า
Debate and Discussion ตามที่เราได้อธิบายอย่างละเอียดไปในตอนต้น
ความจริงแล้วคำนี้มีประโยชน์มาก เพราะคนที่ขาดความเจนจัดในชีวิต
มักมองเพียงผิวเผินว่า ขอเพียงสร้างของดีมีคุณค่า ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
หากในโลกความจริง ของดีมีคุณค่า แต่ไม่สามารถสร้างผลกำไรหรือ Profitability
ย่อมจะไม่ยั่งยืน สินค้าที่ดีเลิศจำนวนมาก
ต้องล้มหายตายจากไปอย่างน่าเสียดาย ก็เพราะขาดการคิดในเชิง Profitability
เราต้องไม่ลืมว่า โลกใบนี้คือโลกแห่งวิวัฒนาการ (Evolution World)
หากธุรกิจหรือสินค้านั้นไม่มีทรัพยากรสนับสนุน
ไม่มีกำไรจากการดำเนินงานมาหล่อเลี้ยง
การวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้
ในที่สุด สินค้าและบริการนั้น ก็จะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย
และถูกคู่แข่งแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไป


Profitability จึงเป็นสิ่งที่ดี เพราะกำไรจากการดำเนินงาน คือ
ทรัพยากรที่จะนำมาใช้พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์
เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ตลอดเวลา แต่การที่ Profitability
ในเมืองไทย ถูกประเมินแต่ด้านลบ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า
นักธุรกิจไทยส่วนใหญ่ ไม่นำผลกำไรมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์
อย่างมากก็นำไปขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิต หรือนำไปใช้สร้างธุรกิจใหม่
มีส่วนน้อยมากที่จะนำเงินกำไรนี้มาวิจัยและพัฒนา
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองความต้องการของประชากรโลกได้มากยิ่งขึ้น


วัยรุ่นที่จิตใจร้อนแรง ยังมีประสบการณ์บนโลกไม่มากนัก
จะต้องถูกฝึกฝนให้เข้าใจในจุดนี้ แน่นอนว่า การสร้างของดีมีคุณค่า (Value)
ย่อมเป็นเรื่องที่ควรสรรเสริญ
แต่หากสิ่งที่มีคุณค่านั้นไม่อาจตอบสนองความต้องการของสังคม (Utility)
สิ่งนั้นยังไม่นับว่าดีถึงที่สุด แน่นอนว่า หลายครั้ง
สังคมก็อาจตัดสินประเมินค่าสรรพสิ่งอย่างผิดพลาด จนทำให้ของดีมีคุณค่า
(Value) ถูกละเลยทอดทิ้ง
แต่ก็มีหลายครั้งที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งเราคิดว่ามีคุณค่า Value
กลับได้รับการพิสูจน์โดยกาลเวลาและบริบทสังคมว่า ยังไม่มีคุณค่าที่เพียงพอ
ดังนั้น การตรวจสอบคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ย่อมต้องอาศัย Utility
เป็นตัวทดสอบเบื้องต้น แน่นอนว่า หากเราเชื่อมั่นใน Value ของผลิตภัณฑ์
ย่อมสามารถยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ และในยุคคลื่นลูกที่ 3
ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ย่อมได้รับการประเมินค่าใหม่ (Revalue)
อย่างรวดเร็วแน่นอน


ในโลกที่สลับซับซ้อน
การผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติ(Utility) ได้สำเร็จ
แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองด้านผลกำไรจากมนุษยชาติ (Profitability)
นับเป็นกรณีที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ
บางครั้งอาจเป็นได้ว่า สินค้าชนิดนี้แม้ว่าจะสร้างรายได้มหาศาล
แต่กลับมีต้นทุนมหาศาลเช่นเดียวกัน
หรือบางครั้งอาจเกิดจากความสามารถในการสนับสนุนของลูกค้าเป้าหมายมีกำลังไม่
เพียงพอ ซึ่งทั้งหมดย่อมนำมาซึ่งความสั่นคลอนของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว
รวมถึงการนำผลกำไรกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภายหลัง


Profitability
จึงเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานสร้างสรรค์ของมนุษยชาติได้เป็นอย่าง
ดี บางครั้ง การเน้นสร้างแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า Value มากเกินไป
ได้กลับเป็นภัยต่อมนุษยชาติ
เพราะผลิตภัณฑ์นั้นสิ้นเปลื้องทรัพยากรของโลกไปสร้างขึ้นมา
แต่กลับไม่อาจตอบสนองความต้องการของมนุษยชาติ (Utility)
ได้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่เสียไป เช่นเดียวกัน
การเน้นแต่ประโยชน์ใช้สอยมากเกินไป (Utility)
ย่อมอาจสร้างความเสียหายต่อโลกได้ เพราะลืมนึกถึงต้นทุนที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม  การคิดถึงแต่ Profitability มากเกินไป
ก็อาจทำให้เราละเลยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า
ซึ่งบางครั้งอาจยังไม่ได้รับความนิยมจากสังคมในระยะแรก
แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกำไร (Profit) และ
ประโยชน์ใช้สอย (Utility) ต่อมนุษยชาติอย่างมหาศาล


4. การทำงานด้วยความสุข (Happiness of Work)


ความร่ำรวยแบบอเมริกา ย่อมไม่อาจได้มาโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน
มหาเศรษฐีอย่างบิล เกตส์ ทำงานหนักกว่าเราเสียอีก วันหนึ่งอาจจะ 16-18
ชั่วโมง แต่ผมคิดว่าคนไทยไม่ได้ต้องการความร่ำรวยในรูปแบบนี้
ผมจึงปรับภูมิปัญญาทั้งหมดให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย
โดยพยายามผสานภูมิปัญญาไทยเข้าไปผสมด้วยอย่างลงตัว



คนไทยไม่ได้ทำงานหนักเคร่งเครียดแบบคนอเมริกัน
แต่เราก็ยังอยู่รอดและสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
แม้จะไม่ร่ำรวยเลอเลิศ แต่ก็มีชิวิตสะดวกสบายและมีความสุข


ภูมิปัญญาสี่แบบของสี่ประเทศนี้ ผมจะนำมาสรุปสังเคราะห์ใน Wisdom House
และเชื่อว่าภูมิปัญญาเช่นนี้ ยังไม่เคยมีสถาบันใดได้เคยสร้างสรรค์มาก่อน
สำหรับ มหาวิทยาลัยในยุโรป ผมก็คิดว่าจะเน้นไปที่ข้อ 1 คือ
การวิพากษ์สร้างสรรค์แบบกรีก-โรมัน
ถ้าเป็นอเมริกาก็เป็นเรื่องโมเดลธุรกิจใหม่ๆ
ส่วนเรื่องกลยุทธเลิศล้ำของชาวจีนก็เพิ่งผนวกเข้ามาเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่าน
มา แม้กระนั้น ผมยังประเมินว่าพวกเขายังทำได้ไม่ถึงแก่น เช่นเดียวกัน
ความสะดวกสบายรื่นเริงแบบคนไทย ไม่เคร่งเครียดจริงจังกับชีวิตจนเสียสมดุล
ตรงนี้ผมคิดว่าฝรั่งอาจจะขาดแคลนไป


การประสบความสำเร็จในชีวิต ยังต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคม
เข้าใจประวัติศาสตร์และความเป็นมา
ผมคิดว่าบทเรียนทางประวัติศาสตร์มีผลมากต่อการวิเคราะห์อนาคต
แต่มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป
ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือบริบทสังคม
เพื่อตัวมันเอง ไม่ได้ศึกษามารับใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21


Wisdom House ประสานจุดเด่นของภูมิปัญญาโลกเข้าด้วยกัน
แต่สุดท้ายผู้เรียนจะต้องประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ไม่มีใครสามารถป้อนให้ทุกที่ทุกเวลา ผมเชื่อว่าสามารถป้อนได้ถึง 70%
ส่วนอีก 30% ให้ผู้เรียนเสริมเข้าไปเอง
สิ่งที่ผมใส่เข้าไปจะสร้างความแข็งแกร่งอุดช่องโหว่ของระบบเดิม
โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “ลูกอาเสี่ย” ถ้ารอคอยกระทั่งพ่อแม่สิ้นใจวายปราณ
ถึงแม้จะสร้างทีมงานไว้ให้เจ้าสัวน้อยเรียบร้อยแล้ว
สุดท้ายก็จะหนีไม่พ้นสูตรสำเร็จแห่งความเอาแต่ใจตัว
เจ้าสัวน้อยย่อมเขี่ยคนเก่งที่แวดล้อมทิ้งไป
แล้วเลือกคนไม่เอาถ่านแต่ขี้ประจบเข้ามาทดแทน


ถ้าเราสอนให้เจ้าสัวน้อยคิดเองเป็น
หากอาเสี่ยตายไปก่อนที่ยังไม่ได้สร้างทีมไว้ให้เลย
เจ้าสัวน้อยยังสามารถหาคนเก่งเข้ามาเสริมได้เอง นี่ผมคิดยาวไกลมากเลย
ไม่ได้มองแค่คนที่กำลังสร้างตัวเท่านั้น
แต่เลยไปถึงคนที่พยายามรักษาสถานะความสำเร็จไว้ “ก้าวเป็นที่หนึ่งนั้นยาก
แต่รักษาความเป็นที่หนึ่งกลับยากยิ่งกว่า”


ในสภาวะที่จิตใจและสังคมเข้าสู่ยุคสังคมข่าวสารล้นเกิน (Excess
Information Society) คนเราจะมีภาวะสับสนในจิตใจ บางทีมีเงิน
แต่กลับเต็มไปด้วยทุกข์ มีเงินแต่รู้สึกชีวิตอ้างว้างโดดเดี่ยว
เราจะสอนวิธีคิดที่เข้าใจความหมายของชีวิตแบบล้ำลึก แต่ไม่เพ้อฝัน
ไม่ใช่พูดแต่เรื่องดีๆ เราจะสอนแก่นแท้แห่งความเป็นจริง


ตัวอย่างของ Wisdom House ในประวัติศาสตร์จริง


ภาพยนตร์เรื่องดัง Alexander ที่กำกับโดย Oliver Stone
แม้จะเน้นฉากสงครามยิ่งใหญ่
แต่ยังรักษาความละเอียดอ่อนของตัวละครได้อย่างน่าชื่นชม
ตลอดชีวิตที่วุ่นวายไปด้วยสงครามของอเล็กซานเดอร์
เขามักจะระลึกถึงอริสโตเติล (แสดงโดย Christopher Plummer)
อาจารย์ของเขาอยู่เสมอ นั่นคือ ครูดีย่อมมีศิษย์ที่เลิศล้ำ อย่างน้อย
พระเจ้าฟิลิปส์ แห่งมาซิโดเนีย
ยังชาญฉลาดที่ส่งอเล็กซานเดอร์ไปร่ำเรียนกับอริสโตเติล


ในความคำนึงของอเล็กซานเดอร์นั้น เมื่อยกทัพไปตีชิงเมืองต่างๆนั้น
ก็จะมีความคิดของอริสโตเติลติดตามไปด้วยเสมอ เช่น
ในตอนที่อเล็กซานเดอร์ไปติดอยู่บนเทือกเขาที่สูงมาก “ฮินดูกูส (Hindu
Kush)” และกำลังจะข้ามไปอินเดีย พลันได้หวนคิดถึงคำสอนของอริสโตเติล
ที่เคยบอกว่าพ้นจากเทือกเขานี้ไปจะเป็นทะเลกว้างใหญ่ สุดขอบเขตโลก
อเล็กซานเดอร์รู้ได้ทันทีว่าอาจารย์นั้นผิดพลาด
แต่ความผิดพลาดของอาจารย์ยังมีภูมิปัญญาที่สูงส่ง นั่นคือ
การสอนให้ลูกศิษย์กล้าโต้แย้งอาจารย์ กล้าที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง


พอไปเจอด้วยตัวเอง อเล็กซานเดอร์จึงรู้ว่าพวกเอเชีย เปอร์เชีย
ไม่ได้เป็นพวกป่าเถื่อน อย่างที่อริสโตเติล เคยกล่าวโจมตีไว้
พวกเขาก็มีความศิวิไลซ์เหมือนกัน แต่การคิดวิพากษ์แบบนี้ก็คือ
สิ่งที่อริสโตเติล ปลูกฝังไว้นั่นเอง
ไม่ใช่เฉพาะความรู้ล้ำเลิศที่มอบให้กับอเล็กซานเดอร์เท่านั้น
อริสโตเติลยังถ่ายทอดจิตวิญญาณที่มีความเป็นอิสระให้กับอเล็กซานเดอร์อีก
ด้วย


หลายฉากที่อเล็กซานเดอร์ นึกถึงว่าเขามีความคิดเห็นแตกต่างจากอาจารย์
คือ อริสโตเติล อย่างไรบ้าง
ทั้งที่ตัวจริงของอริสโตเติลโผล่มาเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น
แต่เมื่ออเล็กซานเดอร์ไปตีอาณาจักรไหนก็จะคุยกับเพื่อนทหารด้วยกันว่า
อาจารย์อริสโตเติล ผิดแล้ว ยังงั้นยังงี้ นี่คือความสำคัญของการสอนแบบกรีก
คือต้องมีจิตใจวิพากษ์ คุณต้องแย้งอาจารย์ได้
นี่คือความสำเร็จของอริสโตเติล ความสำเร็จของ Alexander the Great
อเล็กซานเดอร์มหาราช



อริสโตเติลได้ส่งผลสะเทือนลึกซึ้งมาถึงอเล็กซานเดอร์
ก็คือเรื่องของอารยธรรม ทุกครั้งที่อเล็กซานเดอร์ไปบุกตีดินแดน
พระองค์ไม่ใช่แค่ยึดเมืองเพียงอย่างเดียว
แต่จะนำวัฒนธรรมของกรีกไปเผยแพร่ด้วย เพื่อที่จะทำให้การปกครองนั้นง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่นิยมการเผยแพร่แบบบีบบังคับ
แต่จะใช้ตัวเชื่อมที่ทำให้วัฒนธรรมของท้องถิ่นหลอมรวมไปกับวัฒนธรรมกรีก
เช่น การแต่งงานกับลูกสาวของผู้นำชนเผ่า ในประเด็นนี้
ทำให้เรามองเห็นมรดกทางภูมิปัญญาจากอริสโตเติล
แน่นอนว่าลำพังอริสโตเติลเพียงคนเดียวย่อมไม่เพียงพอ
เพราะความคิดของเขานั้นยังมีข้อบกพร่องมากมาย
แต่ว่าเรื่องที่เขาสอนวิธีคิดให้อเล็กซานเดอร์นั้น
ได้ทำให้ความบกพร่องที่น่าตำหนิ ยกระดับเป็น
“ความบกพร่องที่สมบูรณ์เติมเต็ม”
ทั้งหมดจึงได้รับการจารึกในฐานะตำนานยิ่งใหญ่ที่โลกต้องจดจำ


ความสำคัญของ Wisdom House


ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราจะรู้สึกว่าเมืองไทยนี้น่าท้อแท้ใจ
บ้านเมืองเราไม่เจริญเลย ฝรั่งมีเทคโนโลยีมากมาย เงินทุนก็ล้นเหลือ
ประเทศของเราคงจะพัฒนาตามทันได้ยาก
หากวันนั้นเรามัวท้อแท้แล้วไม่คิดทำอะไรเลย
ตอนนี้บ้านเมืองเราคงต่ำต้อยจบสิ้นไปแล้ว แต่ในวันนี้เรามีความพรั่งพร้อม
ทั้งเทคโนโลยี เงินทุน และธุรกิจมากมาย แม้เทคโนโลยีต้องนำเข้ามา
แต่เราก็สามารถใช้มันได้อย่างลงตัว
นี่คือความสำเร็จที่เกิดได้จากการพากเพียรต่อสู้นั่นเอง


อย่างไรก็ตาม ทำไมเราจึงยังรู้สึกขาดแคลนและด้อยพัฒนา 
ก็เพราะตะวันตกนั้นได้ก้าวพ้นข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีไปเสียแล้ว
ชาวตะวันตกที่เป็นอารยชนได้ยึดกุมส่วนที่สำคัญที่สุดของความมั่งคั่งไป
นั่นก็คือ คนเก่งจากที่ต่างๆทุกมุมโลก


ในอเมริกานั้น คุณจะมาจากประเทศโนเนมอะไรไม่สำคัญ ขอให้คุณเก่งก็พอ
แล้วตอนนี้อเมริกาก็มีคนเก่งมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจ
ต้องไปหาจากจีนถึงขั้นไปลงทุนทำศูนย์วิจัย
อเมริกากำลังขโมยหรือหยิบยืมสินทรัพย์ที่สำคัญของโลกยุคนี้ไปจากจีน
นั่นคือคนเก่ง สินทรัพย์ที่ขาดแคลนที่สุดในศตวรรษนี้
จะเห็นว่าธุรกิจของชาวตะวันตกมักจะปรับตัวเข้ากับแนวทางในการเป็นเจ้าของ
สินทรัพย์ทางปัญญา ในเรื่องของSoftware และระบบปฏิบัติธุรกิจอันสะดวกสบาย
เช่น eBay Google รวมทั้งระบบลงทุนอันสลับซับซ้อนทั่วโลก
แล้วก็สร้างระบบวิเคราะห์วิจัยด้านข่าวสารที่แม่นยำ สร้างสรรค์ ลึกซึ้ง
เพื่อสนับสนุนการมองหาธุรกิจใหม่ๆที่สร้างผลตอบแทนมหาศาล
อย่างการลงทุนก็มีทั้งแบบ derivative มีทั้งอะไรต่างๆมากมาย
จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่รู้
แต่มันก็เป็นเครื่องมือที่ได้รับการคิดค้นจากตะวันตก
และสามารถทำเงินได้มหาศาล ส่วนระบบวิเคราะห์ข้อมูลนั้น จะเห็นได้จาก
Bloomberg Google และ EIU ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดของสุดยอดในโลกแล้ว


EIU (Economist Intelligence Unit) คือ
บทสังเคราะห์เชิงบูรณาการของนิตยสาร Economist วารสารของชนชั้นนำโลก (Super
Global Elite) หากเคยศึกษาบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs, Citi Group
หรือแม้แต่ Merrill Lynch เขาจะเน้นประเด็นหลัก ไปที่เรื่องเศรษฐกิจ
แต่ของEIUนี่จะเป็นทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง จิตวิทยา รัฐศาสตร์
ครบถ้วนอยู่ในนั้นเลย


“ลึกซึ้งรอบด้าน” ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีระบบภูมิปัญญา


ลำพังที่คุณเรียนในหนังสือ มันแทบไม่มีเรื่องพวกนี้เลย 
ถ้าคุณเรียนตามระบบอย่างเดียว ต่อให้คุณไปเรียนอเมริกา
คุณก็ไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้  ผมถึงไม่แปลกใจที่ บิล เกตส์ และ สตีฟ
จอบส์ เขาจึงลาออกจากมหาวิทยาลัยมาบุกบั่นสร้างธุรกิจ
แต่คุณสามารถเรียนทั้งระบบมหาวิทยาลัย และระบบWisdom House ไปพร้อมกันได้
อยากจะบอกว่าเบื้องหลังของธุรกิจเหล่านี้นั้น
ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรทันสมัย
หรือเทคโนโลยีซับซ้อนแต่เกิดจากการรวมคนเก่งทั่วโลกเพื่อมาสร้างระบบ
พัฒนาความรู้ และพัฒนายุทธศาสตร์ในการแสวงหาความมั่งคั่ง


ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่ความมั่งคั่งใหม่อย่างชาญฉลาด เราต้องพัฒนาระบบ
ระเบียบ วิธีการคิด และความสามารถเชิงกลยุทธ์
เพื่อจะสร้างธุรกิจใหม่ที่มีคุณค่า ซึ่งการเรียนในปัจจุบันนั้น
ไม่อาจตอบสนองได้ เพราะยุคอุตสาหกรรมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ถ้าปรับตัวไม่ทัน
เราจะต้องตามคนอื่นอย่างเซื่องๆไปตลอดกาล


Wisdom House จึงมีภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่จะมาอุดช่องว่างตรงนี้


ประเทศไทยต้องสร้างสถาบันหรือองค์กรที่มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับ Wisdom
House โฟกัสมุ่งเน้นไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขาได้เห็นว่า
ถ้าพวกเขาจะพัฒนาตนเองต่อไป จะต้องฝึกทักษะอะไรบ้าง
ซึ่งย่อมไม่ใช่ทักษะที่เด็กที่กำลังจะเอ็นทรานซ์หรือเอ็นทรานซ์ไปแล้วกำลัง
ทำอยู่ ผมไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของวิชาคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์
แต่ผมรู้สึกว่าเราก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Creative Friends



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

ยาวมากกก..แต่ก็เหมือนโดนสะกดให้อ่านจนจบ ขอบคุณมากคะ

แต่ขอแสดงความเห็นนิดหนึ่งคะว่า

กระบวนการ debate นั้น ช่วยลดปัญหาการด่วนตัดสินใจด้วยอารมณ์และอคติก็จริง

แต่การถกเถียง ด้วยหลักการและเหตุผล บางครั้งก็ยังไม่นำไปสู่ความร่วมมือได้

ในสถาบันการศึกษา บุคคลระดับอาจารย์ ถกเถียงกันด้วยเหตุผล ทว่า "แล้วแต่เหตุผลใคร"

แล้วสรุป ต่างคนต่างเก่ง -- เรามีปัญหาเรื่องการทำงานเป็นทีมมากคะ

ดังนั้นนอกจากการคิดอย่างลึกซึ้งแล้ว

สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือการฟังคนอื่นอย่างลึกซึ้ง ด้วย